7 เกาะศิลปะน่าไปในระแวก Seto Inland Sea

เริ่มต้นจากงานเทศกาลศิลปะ Setouchi International Art Festival ที่จัดขึ้นทุกๆ 3 ปี โดยเป็นการนำงานศิลปะไปวางไว้ตามเกาะต่างๆ ในเขตทะเล Seto Inland Sea ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เกาะที่เคยเงียบเหงาก็คึกคักไปด้วยผู้คน งานศิลปะก็เพิ่มมากขึ้นทุกปีๆ โดยรวมศิลปินดังสุดๆ ของทั้งญี่ปุ่นและต่างประเทศเอาไว้ครบครัน เรียกว่าใครยังไม่เคยไป ต้องไปให้ได้สักครั้งนะ

jumbo jili

  1. Shodoshima
    เกาะใหญ่ที่ขึ่นชื่อเรื่องผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับมะกอก เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะของ Seto Inland Sea แค่ดูงานศิลปะให้ทั่วเกาะก็ต้องใช้วลาทั้งวันเลย
  2. Inujima
    Inujima อาจจะเดินทางไปยากหน่อยเพราะมีเรือวิ่งน้อย แต่งานแสดงภายในเกาะขอบอกว่าคุ้มค่าแก่การไปดูมากๆ โดยงานศิลปะชิ้นหลักนั้นจะจัดอยู่ในเหมืองทองแดงเก่า และงานเล็กๆจะกระจายอยู่รอบๆ เกาะ

สล็อต

  1. Megijima
    เกาะ Megijima เป็นเกาะที่ปรากฏในตำนานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่อง Momotaro มีงานเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วเกาะ และมีบ้านเรือนชาวประมงให้เดินเยี่ยมชมด้วย
  2. Ogijima
    อีกหนึ่งเกาะชาวประมงที่มีเสน่ห์ นอกจากอาคารใหญ่เก๋ไก๋นี้แล้ว ก็ยังมีงานศิลปะเล็กๆ ซ่อนอยู่ตามหมู่บ้านของชาวประมงด้วย

สล็อตออนไลน์

  1. Teshima
    เกาะนี้ขอแนะนำให้มา Teshima Museum เป็นแห่งแรกเลย จากนั้นค่อยๆ ตระเวณไปดูงานศิลปะให้ทั่วเกาะ ตามด้วยนั่งจิบกาแฟในร้านกาแฟตามจุดต่างๆ จะขึ้นรถบัสหรือจะเช่าจักรยานขี่เที่ยวก็ได้ มีเนินเขาสูงมองเห็นวิวได้ทั่วเกาะอีกด้วย
  2. Naoshima
    งานศิลปะกว่า 20 ชิ้นวางกระจายอยู่ทั่วเกาะ ต้องใช้เวลาเที่ยวทั้งวันเลย นอกจากนี้ภายในเกาะยังเต็มไปด้วยพิพิทธภัณฑ์มากมาย ทั้ง Chichu Museum, Benesse Art House, Lee Ufan Museum และ Art House Project สามารถเดินทางได้สะดวก และมีโรงแรมภายในเกาะด้วย สัญลักษณ์ที่ใครๆก็ต้องไปถ่ายรูปคือประติมากรรมฟักทองของศิลปิน Kusama Yayoi ศึกษาความรู้ไว้เผื่อมีโอกาศได้ใช้

jumboslot

เทศกาลโอบ้งคืออะไร?
เทศกาลโอบ้งจัดขึ้นในช่วงฤดูร้อน ในวันที่ 13-16 สิงหาคมของทุกปี เป็นเทศกาลที่ชาวญี่ปุ่นจะกลับบ้านเกิดเพื่อไปไหว้บรรพบุรุษ
เชื่อกันว่าในช่วงเวลานี้วิญญาณจะได้รับอนุญาติให้กลับมายังโลกได้ชั่วคราว

โอบ้งเป็นหนึ่งในเทศกาลของญี่ปุ่นที่มีความสำคัญพอๆกับปีใหม่ บริษัทส่วนมากจะปิดทำการในช่วงนี้ และแม้ว่าเทศกาลโอบ้งจะเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นทั่วประเทศ แต่ก็มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาค

slot

บางคนจะจุดไฟ “มุคาเอฮิ” ไฟต้อนรับหน้าประตูบ้าน เพื่อนำทางให้วิญญาณของบรรพบุรุษเดินทางมา โดยไม่หลงทาง และในวันสุดท้ายก็จะมีการจุด “โอคุริบิ” เพื่อส่งดวงวิญญาณกลับ บางที่ก็มีการนำโคมไปลอยในแม่น้ำ และสำหรับบางพื้นที่จะใช้ตะเกียบที่หักได้หรือไม้ขีดไฟมาเสียบเข้ากับแตงกวาหรือมะเขือม่วง ทำเป็นรูปทรงม้า และวัว เพื่อให้บรรพบุรุษขึ่กลับไปยังอีกโลกหนึ่ง

Tokyu Hands สวรรค์ของคนรักเครื่องเขียน

Tokyu hands เป็นร้านที่เราต่างรู้จักกันดีหรือได้เห็นผ่านมาอยู่บ่อยครั้งเมื่อมาท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่น ป้ายร้านตัวอักษรสีเขียวที่มีมือยืนออกมาทั้ง 2 ข้างไม่ว่าผ่านไปที่ไหนหากมีสาขาอยู่ก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นร้านของ Tokyu Hands ซึ่งสำหรับร้านนี้แล้วต้องของบอกว่าหากได้ลองเดินเข้ามาใช้บริการจะต้องได้ของติดไม้ติดมือกลับไปอย่างแน่นอน

jumbo jili

โซนปากกาสีต่างๆจะเห็นได้ว่ามีทุกสีสันให้ได้เลือกมากมายและหลากหลายรูปแบบเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกตามแบบที่ต้องการใช้ ทั้งรูปทรงที่ดูทะมัดทะแมงแบบผู้ใหญ่ ใสๆน่ารักสไตล์วัยนักเรียนและนอกจากนี้ปากกาเหล่านี้ยังสามารถซื้อเพียงตัวไส้หมึกได้เพื่อไว้สำหรับเปลี่ยนยามที่หมึกด้านในแห้งหรือใช้หมดแล้ว

สล็อต

โซนเทปพลาสติกลายน่ารักๆเหมาะสำหรับไว้ตกแต่งสมุดหรืออาจจะใช้ในการติดห่อหรือซองต่างๆเพื่อเป็นของขวัญให้เพื่อนก็ได้ซึ่งที่Tokyu handsนั้นก็มีให้เลือกหลากหลายแบบจนจุใจและยิ่งช่วงมีเทศกาลของภาพยนตร์หรือการืตูนเรื่องไหนก็จะมีแคมเปญลายสินค้านั้นให้เลือกชมอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

อย่างในตอนนี้เองกำลังมีแคมเปญของภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่อง Finding Dory และอนิเมชั่นสุดฮิตอย่าง Osomatsu-san ก็จะมีเครื่องสินค้าเกี่ยวกับเครื่องเขียนของเรื่องนั้นออกมารวมถึงตุ๊กตาน่ารักๆให้สะสมอีกด้วย
และหากถ้าเบื่อแล้วที่จะต้องกำหนดสีของหมึกได้แค่น้ำ แดง น้ำเงิน ทาง Tokyu hands เองก็มีปากกาแบบที่สามารถมีหลายสีได้ในแท่งเดียวก็มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกสรร รวมถึงสามารถเลือกส่วนประกอบต่างๆของตัวปากกามาประกอบเข้ากันเอง

jumboslot

ได้ทั้งสีของหมึกและรูปแบบของตัวปลอกปากกาซึ่งพอได้ลองสลับๆเล่นแล้วก็รู้สึกเพลิดเพลินไม่ใช่น้อย
และไม่ใช่เพียงปากกาที่มีให้เลือก แม้แต่สีชนิดต่างๆของร้านเองก็มีเยอะจุใจจนเลือกไม่หวั่นไม่ไหวเลยกับเฉดสีและชนิดของสีที่ต้องการซึ่งมีทั้งสีที่กันน้ำ ไม่กันน้ำ เพ้นท์บนผ้าหรือเพ้นท์บนเนื้อโลหะ Tokyu hands ก็จะคัดสรรเข้ามาให้ได้เลือกชม

slot

และนี่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของร้านเท่านั้นหากอยากรู้ว่าในร้านนั้นยังมีอะไรอีกล่ะก็ ก็คงต้องมาลองเดินดูด้วยตัวเองแล้วล่ะ คนญี่ปุ่นชอบท่องเที่ยวและถือเป็นวัตธนธรรมกันสืบมา ญี่ปุ่นเป็นเมืองท่องเที่ยวที่งดงาม

10 สัตว์ประหลาดในตำนานของญี่ปุ่น

สัตว์ประหลาดของญี่ปุ่นหลายตัวนั้นไม่ได้มีพิษภัย เพียงแค่บำเพ็ญเพียรหรือมีอายุมากจนมีรูปร่างเปลี่ยนไปเท่านั้น ส่วนมาก็จะขึ้นสวรค์ไปทั้งยังงั้น ไม่ได้ก่อกวนมนุษย์ถ้ามนุษย์ไม่ไปหาเรื่องก่อน แต่ในจำนวนนั้น แน่นอนว่ามีตัวโหดๆ ที่รับรองได้ว่าคุณจะต้องไม่อยากยุ่งด้วย ไม่อยากจะเจอ และไม่อยากแม้จะบังเอิญเห็นด้วยซ้ำ เพราะบางตัวแต่เห็นก็ซวยได้ง่ายๆ แล้ว

jumbo jili

  1. Kamaitachi
    Kamaitachi มาจากคำว่า Kama ที่แปลว่า เคียว และ Itachi ที่แปลว่าพังพอน โดยปกติ Kamaitachi จะอยู่ด้วยกันสามตัวพี่น้อง ที่คอยป่วนวิ่งเอาเคียวใส่ฟันขาคน โดยตัวแรกจะขัดขาให้คนล้มก่อน แล้วตัวที่สองจะใช้เคียวฟันขา และตัวที่สามจะคอยเย็บแผล ทั้งหมดนี้เกิดในพริบตาเดียวเท่านั้น ขนาดที่แค่กระพริบตาทีเดียว ขาก็หายไปแล้ว!
  2. Joro-Gumo
    Joro-gumo คือปิศาจแมงมุมสาวที่ปกติเป็นสาวงาม แต่สามารถแปลงกายเป็นแมงมุมยักษ์ได้ บางครั้งก็จะมีท่อนบนเป็นสาวงามและท่อนล่างมีขายุ่บยั่บเหมือนแมงมุม คอยหลอกหนุ่มๆ ให้เข้าใกล้ก่อนจะพันด้วยใยแมงมุม พ่นพิษใส่ และกินจนไม่เหลือ บางทีก็จะปรากฏกายเป็นสาวงามอุ้มเด็ก เรียกให้หนุ่มๆ ที่เดินผ่านมาให้ช่วยอุ้ม ก่อนจะเห็นว่าจริงๆ แล้วเด็กคือไข่แมงมุมมากมาย

สล็อต

  1. Katakirauwa
    ปิศาจลูกหมู ฟังชื่อดูน่ารักแต่ระวังให้ดีเพราะเจ้าลูกหมูตัวนี้จะมีลักษณะเด่นดังนี้
    1) มีหูเดียว
    2) ไม่มีเงา
    3) ถ้าคุณปล่อยให้มันวิ่งลอดระหว่างขาของคุณได้ มันจะขโมยวิญญาณของคุณไป
  2. Tsuchigumo
    เราคงจะรู้จักสัตว์ประหลาดที่เป็นลูกผสมระหว่างสัตว์ต่างๆ ในเทพนิยายกรีกอย่าง Manticore ที่มีตัวเป็นสิงโต มีปีกค้างคาว และมีหัวเป็นคนกันเป็นอย่างดี ญี่ปุ่นก็มีสัตว์ประหลาดแบบนั้นเช่นกัน อย่าง Tsuchigumo ที่มีร่างกายเป็นเสือ มีแขนขาของแมงมุม และมีหน้าของปิศาจ คอยจับนักเดินทางกิน โดยในตำนานของญี่ปุ่น เมื่อมีคนปราบมันได้ แรากฏว่ามีโครงกระดูกของมนุษย์ร่วงออกมาจากร่างกายมันถึง 1,990 ชิ้นเลยทีเดียว

สล็อตออนไลน์

  1. Isonade
    ให้ลองนึกภาพฉลามที่มีครีบแหลมเรียงกันยังกะที่ขูดชีส (แต่เอาไว้ขูดเนื้อคุณแทน) เจ้าตัวนั้นคือ Isonade ฉลามยักษ์ผู้ดุร้ายแห่งท้องทะเล ที่จะใช้ทั้งฟันแหลมคมลากคุณลงท้องทะเล ก่อนจะใช้ครีบในการบดคุณเป็นชิ้นๆ
  2. Bake-Kujira
    การได้เจอปลาวาฬที่มีชีวิตอยู่แบบตัวเป็นๆ นั้นจัดว่าโชคดีมากๆ แต่ยามใดที่ปลาวาฬถูกสังหาร มันจะกลับมาในร่างของผีปลาวาฬ หรือ Bake-Kujira ในคราบของโครงกระดูกเคลื่อนไหว ที่จะนำหายนะมาให้ผู้พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นสารพัดความโชคร้ายอย่างไฟไหม้ แผ่นดินไหว คลื่นลมทะเลคลั่ง และโรคระบาดสารพัด

jumboslot

  1. Bakeneko
    ปิศาจแมวมีหลากหลายประเภทมาก Bakeneko เป็นหนึ่งในนั้น Bake (อ่านว่า บาเก) แปลว่าแปลงร่าง ส่วน neko แปลว่าแมว นั่นก็หมายถึงปิศาจแมวแปลงร่างนั่นเอง โดยมากจะเป็นแมวที่มีอายุยืน อยู่จนแก่พอจนกลายเป็นปิศาจ และยิ่งแก่ก็ยิ่งมีพลังมาก และสามารถขยายร่างได้ใหญ่มากตามกัน มักจะนำหายนะมาให้เจ้าของ และยังสามารถกินเจ้าของได้ด้วย บางทีก็จะเรียกลูกไฟขนาดยักษ์มาก่อให้เกิดไฟไหม้รอบบริเวณ
  2. Akkorokamui
    หลายๆ ประเทศมักจะมีสัตว์ปริศนาลึกลับที่ไม่ทราบว่าจริงๆ แล้วเป็นแค่ตำนานหรือมีอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาปล็อคเนส หรือตัวบิ๊กฟุต ญี่ปุ่นก็มีอยู่เหมือนกัน เจ้าตัวนั้นมักจะปรากฏกายเป็นปลาหมึกยักษ์ที่มีขนาดใหญ่กว่า 110 เมตร มันคือ Akkorokamui ในช่วงศตวรรษที่ 1900 เคยมีคนเคลมว่าได้เจอเจ้า Akkorokamui ในขณะที่กำลังล่าหาปลาอยู่ ได้ถูกโจมตีโดยปลาหมึกยักษ์ แต่ยังโชคดีที่ลำตัวสีแดงสดมันทำให้เราเห็นมันได้ง่ายแต่ไกล ฉะนั้นระวังตัวให้ดีถ้าเห็นอะไรแดงๆ ใหญ่อยู่ใต้น้ำให้กลับเรือหนีทันที!

slot

  1. Nine Tailed Kyuubi
    Nine Tailed Kyuubi หรือจิ้งจอกเก้าหางนั้นคือหมาจิ้งจอกที่มีอิทธิฤทธิ์ ยิ่งหางเยอะก็ยิ่งแปลว่ามีฤทธิ์เดชมาก ว่ากันว่าถ้าจิ้งจอกอายุเกิน 100 ปีก็จะงอกหางเพิ่มอีก 1 หาง ฉะนั้นจิ้งจอกเก้าหางนั้นต้องบำเพ็ญเพียรและมีอายุยาวนานมากกว่า 900 ปี และเมื่อนั้น ขนของมันจะเปลี่ยนสีเป็นสีทองอมขาวอร่ามสวยงาม มันจะสามารถเห็นและได้ยินทุกอย่างจากทุกที่ในโลก และเมื่ออายุครบ 1,000 ปีเมื่อไหร่ ขนจะกลายเป็นสีทองทั้งตัว และกลายร่างเป็น Tenko หรือจิ้งจอกสวรรค์ที่มีอิทธิฤทธิ์สูงสุด ก่อนจะเดินทางไปอาศัยอยู่ในสวรรค์
  2. Yamata-no-Orochi
    ไม่มีสัตว์ประหลาดตัวไหนที่จะน่าสะพรึงกลัวไปกว่า Yamata-no-Orochi แล้ว Yamata-no-Orochi เป็นมังกรที่มีหัวถึง 8 หัว และมีหาง 8 หาง และลำตัวยาวขนาดสามารถคร่อมยอดเขาได้ถึง 8 ลูก มีอิทธฤทธิ์ร้ายแรง โดยมันจะมากินเด็กสาวในหมู่บ้านริมน้ำปีละคนทุกปีๆ ก่อนจะถูกกำราบลงในที่สุดด้วยชายที่ชื่อ Susanoo โดยวิธีเรียบง่ายมากคือ สร้างกระท่อมที่มีประตู 8 ประตู แต่ละประตูก็จะใส่เหล้าชั้นดีเอาไว้แล้วหลอกให้ Yamata-no-Orochi เข้ามากินก่อนที่จะเมา และถูกสับเป็นชิ้นๆ ไปญี่ปุ่นต้องทำตามประเพณีของเขา

รู้รอบเรื่องบอนไซญี่ปุ่น

บอนไซคือศาสตร์การจับต้นไม้ใหญ่ใส่กระถางเล็ก โดยไม่ได้เกี่ยวกับการปลูกเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ดูแล ผู้ชม ก็เป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์นี้เช่นกัน เป็นเรื่องทางจิตใจไม่ใช่แค่ฝีมือ คนรักบอนไซมือใหม่ต้องอ่าน!

ความหมายของบอนไซ
คำว่าบอนไซ 盆栽 เป็นการนำคำว่า盆ซึ่งแปลว่ากระถาง และคำว่า栽ซึ่งแปลว่าการปลูก มาประกอบเข้าด้วยกัน
ความหมายของบอนไซ ไม่ใช่แค่ตัวต้นไม้อย่างเดียว แต่ยังรวมถึง การปลูก การชื่นชม การพินิจพิจารณาความงามของต้นบอนไซ ที่ปลูกลงในกระถางสำหรับบอนไซโดยเฉพาะ (盆栽鉢) การเฝ้าดูความเจริญเติบโตของกิ่งก้าน รูปทรงของใบไม้ของต้นบอนไซ รวมไปถึงรากที่ชอนไช รวมถึงรูปทรงกระถางด้วย คำว่าบอนไซนั้นรวมถึงทุกอย่างที่กล่าวมานี้ เป็นงานอดิเรกกึ่งงานศิลปะชนิดหนึ่งของชาวญี่ปุ่น พบเห็นได้ทั่วไปตามบ้านหรือสวนของคนญี่ปุ่น

jumbo jili

บอนไซคืออะไร
นอกจากการนั่งชื่นชมพวกต้นไม้เหล่านั้นแล้ว บอนไซยังรวมไปถึงการจัดแต่งทรงกิ่งต้นไม้ให้ดูเป็นธรรมชาติด้วยเช่นกัน นี่คือจุดเด่นที่ทำให้บอนไซแตกต่างจากการปลูกไม้กระถางอื่นๆ ทั่วไป

กล่าวโดยละเอียดถึงความแตกต่างของบอนไซกับการปลูกไม้กระถางอื่นๆ ทั่วไป ก็คือ ผู้ปลูกบอนไซจะต้องทำการตัดแต่ง ดัดแปลงให้กิ่งของบอนไซมีลักษณะคล้ายกับต้นไม้ใหญ่ทั่วไปที่เราไม่สามารถปลูกได้ อาจจะด้วยข้อจำกัดของบริเวณบ้านที่มี บอนไซจึงถูกดัดแปลงให้เหมือนเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ย่อส่วนลงมาอยู่ในกระถางนั่นเอง
นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่สนใจหรือไม่มีโอกาสพอที่จะปลูกด้วยตนเอง การชมบอนไซแค่เพียงอย่างเดียวก็เป็นงานอดิเรกที่ล้ำลึกและใช้เวลาพอดู

สล็อต

ประวัติของบอนไซญี่ปุ่น
วัฒนธรรมบอนไซของญี่ปุ่นเริ่มขึ้นในยุคเฮอัน โดยนำเข้ามาจากจีนในยุคราชวงศ์ถัง และเริ่มได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงและซามูไร โดยทำกันเป็นงานอดิเรกในยุคคามาคุระ

พอเข้าสู่ช่วงยุคเอโดะ บอนไซ ศิลปะการแต่งสวนต่างๆ ก็เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นยุคเฟื่องฟูของบอนไซเลยก็ว่าได้ แม้ว่างานปลูกบอนไซจะเป็นงานอดิเรกทั่วไปของชาวญี่ปุ่น แต่การดูแล จัดแต่งทรง คอยให้น้ำ การเฝ้ามองต้นไม้ 1 ต้นเติบโตขึ้นมานั้นจำเป็นต้องใช้เวลายาวนานพอสมควร ทำให้ในยุคเมจิบุคคลที่เล่นบอนไซจึงเหลือแต่พวกที่ใจรักมากจริงๆเท่านั้น และส่วนใหญ่จะเป็นคนในช่วงอายุสูงวัยที่พอจะมีเวลาเหลือ ทำให้หลังจากนั้นค่านิยมการปลูกบอนไซกลายเป็นค่านิยมที่ดูแก่และไม่ทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันในช่วงยุคปี 1990 เป็นต้นมา บอนไซก็เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่ชาวต่างชาติและทั่วโลกมากยิ่งขึ้น ทำให้ความสนใจในหมู่คนญี่ปุ่นเองค่อยๆฟื้นกลับมาอีกครั้ง

สล็อตออนไลน์

การปลูกบอนไซแบบญี่ปุ่น
หลายคนอาจจะคิดว่าบอนไซเป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ มีต้นไม้หลากหลายชนิด หลากหลายสายพันธุ์ที่เราสามารถนำมาปลูกเป็นบอนไซได้ ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ดอก สายพันธุ์ใบ สายพันธุ์กิ่ง แม้กระทั่งสายพันธุ์ที่ให้ผลก็นำมาปลูกได้

สำหรับคนญี่ปุ่นต้นไม้ที่นิยมนำมาปลูกบอนไซได้แก่ไม้พันธุ์ต้นสนต่างๆ ต้นสนเกี๊ยะ ต้นสนดำ ไม้พุ่มเตี้ยตระกูลเดียวกับต้น Holly ต้นพลับ ต้นซากุระ ต้นไผ่ เป็นต้น

โดยเมื่อเราได้ต้นไม้ที่ต้องการนำมาปลูกบอนไซแล้ว ขั้นแรกคือการย้ายมาที่กระถางสำหรับปลูกบอนไซโดยเฉพาะ โดยการเลือกกระถางให้เหมาะสมกับต้นไม้ที่นำมาปลูกก็เป็นสิ่งสำคัญ ขนาดของกระถางควรจะอยู่ที่ 1 ใน 3 ของขนาดต้นไม้ นอกจากนี้แล้วภายในกระถางควรจะเป็นเนื้อดินเผา ไม่มีการเคลือบอะไรใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนรูปทรงและสีสันก็ให้ขึ้นอยู่กับต้นไม้ที่จะนำมาปลูก

jumboslot

การวางบอนไซควรจะวางในที่ที่แสงแดดส่องถึงได้ดี กล่าวกันว่าสิ่งที่ยากที่สุดในการปลูกบอนไซคือการให้น้ำ ถ้าให้น้ำน้อยไปบอนไซก็จะเหี่ยวแห้ง ให้น้ำมากไปก็จะเน่าตาย โดยปกติแล้วคนญี่ปุ่นจะกำหนดการให้น้ำบอนไซโดยขึ้นอยู่กับช่วงฤดู ที่สำคัญคืออย่าให้ดินแห้ง ในทางกลับกันก็อย่าให้น้ำจนท่วม ไม่ควรจะใช้กระถางรองใส่น้ำไว้ตลอด เพราะจะทำให้รากเน่าได้ โดยแต่ละครั้งให้รดน้ำที่รากจนชุ่มเต็มกระถาง ไม่ควรรดไปที่ด้านบนอย่างกิ่งหรือใบหรือดอก

หัวใจของการปลูกบอนไซคือ การตัดราก ตกแต่งกิ่ง และจำกัดการให้น้ำ หากทำได้ครบและดีจะทำให้ต้นบอนไซที่ได้รับการเลี้ยงดูแข็งแรงและไม่มีขนาดใหญ่ขึ้น ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็มีขนาดที่เล็กกะทัดรัด แต่ดูแข็งแรง สวยงามอยู่เสมอ

ที่เที่ยวเกี่ยวกับบอนไซในญี่ปุ่น – Omiya Bonsai Museum
แรกเริ่มเดิมที โอมิยะ เมืองใหญ่ทางเหนือของโตเกียว เป็นแหล่งรวมสวนบอนไซมากกว่าสิบที่ ซึ่งเจ้าของสวนและรัฐบาลท้องถิ่นได้รวมตัวกันและตั้งฉายาให้บริเวณนี้มีชื่อว่า

slot

Bonsai-cho (盆栽町) หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คือ “ตำบลบอนไซ” นั่นเอง โดยไม่ใช่แค่ฉายาแต่เป็นชื่อตำบลจริงๆ บ้านเรือนที่ตั้งอยู่แถวนั้นก็จะมีคำว่า “ตำบลบอนไซ” ในที่อยู่จริงๆด้วยนะ

ที่ญี่ปุ่นเราสามารถหาชมบอนไซได้ทั่วไป ไม่ว่าจะไปตามโรงแรมหรู สวนสาธารณะแบบเสียเงิน เรียวกังตามต่างจังหวัด ที่ไหนๆ ก็อาจมีบอนไซวางไว้เป็นของประดับได้ แต่หากใครมีความสนใจในด้านนี้เป็นพิเศษ เราขอแนะนำพิพิธภัณฑ์ศิลปะบอนไซ Omiya Bonsai Museum ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดไซตามะใกล้ กับโตเกียวเมืองหลวงนี่เอง

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดตัวขึ้นเมี่อปี 2010 เรียกได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะบอนไซที่จัดตั้งโดยรัฐเป็นแห่งแรกของโลก ภายในสวนจะมีการจัดตั้งบอนไซประมาณ 60 ต้น โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตามแต่ละฤดูกาล นอกจากนี้ภายในบริเวณอาคารพิพิธภัณฑ์ยังมีการจัดแสดงวิธีการปลูกบอนไซ คอลเลคชั่นกระถางบอนไซต่างๆ อีกด้วย
คนญี่ปุ่นชอบท่องเที่ยวและถือเป็นวัตธนธรรมกันสืบมา