รวมขั้นตอนและมารยาทในการแช่ออนเซ็น

รวมขั้นตอนและมารยาทในการแช่ออนเซ็น
ใครที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่นคงทราบดีว่า “ออนเซ็น (Onsen)” เป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว เพราะนอกจากจะได้แช่ออนเซ็นเพื่อผ่อนคลายแล้ว แหล่งออนเซ็นแต่ละแห่งยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สวยงามด้วยและในบทความนี้ก็จะขอแนะนำเกี่ยวกับมารยาทและขั้นตอนในการออนเซ็นเมื่อไปญี่ปุ่นมาฝากดังต่อไปนี้

ทำความรู้จักกับออนเซ็น (Onsen)
ออนเซ็น (Onsen) คือบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นจากภูเขาไฟที่ยังไม่ดับทั่วประเทศญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นมีความคุ้นเคยกับการอาบน้ำพุร้อนมาตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งเปรียบเหมือนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอย่างหนึ่ง

jumbo jili

วัฒนธรรมการอาบน้ำแร่แช่ออนเซ็นในญี่ปุ่นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณและเป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่งของชาวญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้ การแช่ออนเซ็นสามารถสร้างความผ่อนคลายและให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว อีกทั้ง ยังมีส่วนช่วยทำให้สุขภาพให้ดีขึ้นจากแร่ธาตุต่างๆ ในน้ำพุร้อน ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันไปจากส่วนประกอบของแร่ธาตุที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับที่ตั้งของน้ำพุร้อน
อาทิ ออนเซ็นกำมะถัน (Sulphur) บ่อน้ำร้อนที่มีกำมะถันจะมีกลิ่นฉุนนิดหน่อย มีคุณสมบัติเรื่องบรรเทาอาการความดันโลหิตสูง โรคผิวหนังเรื้อรัง และอาการปวดข้อต่างๆ, ออนเซ็นคลอไรด์ (Chloride) มีคุณสมบัติในเรื่องทำให้ร่างกายอบอุ่น เหมาะกับผู้ที่มือเท้าเย็นบ่อยๆ เป็นต้น

ปัจจุบัน เมืองออนเซ็นในญี่ปุ่นได้รับการพัฒนาและส่งเสริมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจได้ทุกฤดูกาลและมีหลากหลายทั้งน้ำพุร้อนทั่วไป บ่ออบทรายร้อน บ่อแช่เท้าและบ่อโคลน กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศญี่ปุ่น เช่น คุซัทสึออนเซ็น (Kusatsu Onsen) จังหวัดกุมมะ, กินซังออนเซ็น (Ginzan Onsen), จังหวัดยามากาตะ, เบปปุ ออนเซ็น (Beppu Onsen) จังหวัดโออิตะ

มารยาทในการแช่ออนเซ็น
สถานที่สำหรับแช่ออนเซ็นในญี่ปุ่นมีทั้งแบบส่วนตัวและบริการแบบรวม ดังนั้นในการใช้ออนเซ็นบ่อรวมจึงควรทราบถึงมารยาทพื้นฐานโดยคำนึงถึงการใช้สถานที่ร่วมกับผู้อื่น ได้แก่
• การลงบ่อออนเซ็นจะไม่มการสวมเสื้อผ้าหรือเครื่องนุ่งห่มใดๆ ลงบ่อ ไม่ว่าจะเป็นออนเซ็นแบบส่วนตัวหรือออนเซ็นรวม โดยทั่วไปจะมีตู้ล็อกเกอร์บริการในห้องอาบน้ำสำหรับเก็บของทุกอย่างไว้ก่อนลงบ่อ

สล็อต

• ก่อนลงบ่อออนเซ็น จะมีจุดให้บริการห้องอาบน้ำควรชำระล้างร่างกายให้สะอาดก่อนลงบ่อด้วย
• ใครที่ไว้ผมยาวตามมารยาทต้องรวบผมไว้ไม่ให้ผมแช่ลงไปในบ่อ ทางที่ดีควรสระผมก่อนลงบ่อก็จะดีมาก
• หากมีผ้าขนหนูผืนเล็กๆ ไปด้วยให้วางบนศีรษะและระมัดระวังไม่นำลงไปในน้ำ
• ผู้ที่มีรอยสักจะไม่ได้รับอนุญาตให้ลงบ่อออนเซ็น (ยกเว้นบางแห่งที่อนุญาต)
ระหว่างแช่น้ำ ไม่ควรปรับลดระดับความร้อนของน้ำโดยพละการ
• ไม่พูดคุยส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น ไม่กระโดดลงบ่อ และไม่ว่ายน้ำหรือสาดน้ำ
• ห้ามถูตัวเป็นอันขาด เพราะเป็นการใช้บ่อร่วมกับผู้อื่นซึ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ อีกทั้งยังอาจทำให้สิ่งสกปรกร่วงลงไปในบ่อด้วย
• ห้ามถ่ายรูปในบริเวณบ่อออนเซ็น โดยเฉพาะในบ่อรวมตอนกำลังลงแช่ในบ่อ แม้ว่าหลายๆ แห่งจะมีบรรยากาศหรือทิวทัศน์ที่สวยงาม อย่างไรก็ตามเรียวกังหรือสถานที่บางแห่งจะมีการอนุญาตให้ถ่ายภาพได้เฉพาะบางจุด

สล็อตออนไลน์

• หลังจากแช่เสร็จแล้วต้องเช็ดตัวให้แห้งก่อนกลับไปตู้ล็อกเกอร์

ขั้นตอนการแช่ออนเซ็น

  1. ก่อนลงไปแช่ประมาณ 15- 30 นาที ให้ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของเกลือแร่หรือวิตามินซี เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมรับอุณหภูมิความร้อนและการสูญเสียเหงื่อ
  2. ชำระร่างกายด้วยการอาบน้ำ แล้วล้างตัวให้สะอาดก่อนลงแช่ออนเซ็น ซึ่งส่วนใหญ่มีอุณหภูมิประมาณ 39-42 องศาเซลเซียส หากลงไปแช่ทันทีในขณะที่อุณหภูมิสูงขนาดนี้อาจจะรู้สึกว่าร้อนเกินไปเนื่องจากอุณหภูมิร่างกายเย็นกว่า ดังนั้นควรปรับอุณหภูมิด้วยการราดน้ำอุ่นก่อนลงแช่ เริ่มจากมือ เท้า แขน ขา ตัว และศีรษะตามลำดับ
  3. ลงแช่ครึ่งตัวอย่างช้าๆ ก่อนในครั้งแรกเพื่อให้ร่างกายชินกับอุณหภูมิ จากนั้นเมื่อร่างกายเริ่มชินก็ค่อยๆ เลื่อนมาถึงระดับไหล่ เมื่อแช่เสร็จแล้วควรเช็ดตัวให้แห้งก่อนเข้าห้องแต่งตัว เพื่อไม่ให้ห้องแต่งตัวเปียกและควรจะดื่มน้ำสัก 1 แก้ว เพื่อไม่ให้ร่างกายอ่อนล้าจากการสูญเสียเหงื่อ
  4. ถ้าเป็นเรียวกังหรือเมืองออนเซ็นที่บ่อน้ำพุร้อนตั้งอยู่แบบเปิดโล่งกลางธรรมชาติ และมีคุณสมบัติของแร่ธาตุที่ทำให้มีกลิ่น เช่น กำมะถัน เมื่อแช่น้ำเสร็จแล้วต้องล้างตัวด้วยน้ำประปาสะอาดอีกครั้งแล้วเช็ดตัวให้แห้งก่อนกลับไปที่ห้องล็อกเกอร์

jumboslot

ข้อควรระวังในการแช่ออนเซ็น
• การแช่แต่ละครั้งไม่ควรแช่นานเกินไป เพราะออนเซ็นของญี่ปุ่นมีอุณหภูมิที่สูงและมีส่วนผสมแร่ธาตุมากมาย ดังนั้นจึงควรแช่ในระยะเวลาที่พอดี โดยทั่วไปคือไม่เกินครั้งละ 20 นาที
• ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งก่อนหนึ่งหลังแช่ออนเซ็น เพราะค่อนข้างอันตรายต่อการปรับอุณหภูมิของร่สงกาย หากต้องการดื่มจริงๆ ให้เว้นระยะหลังจากแช่ออนเซ็นไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง
• ไม่ควรอาบน้ำทันทีเพราะร่างกายอาจปรับอุณหภูมิไม่ทัน และเกิดอาการหน้ามืด เป็นลมได้ ควรพักสักครู่ให้แร่ธาตุต่างๆ เข้าสู่ผิวก่อน แล้วจึงอาบ
น้ำ
• ไม่ควรแช่บ่อออนเซ็นมากกว่าวันละ 3 ครั้ง เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการวิงเวียนและอาจทำให้เป็นลมได้

วิธีสวมชุดยูกาตะ (Yukata)
ปกติแล้วสถานที่พักในแหล่งออนเซ็นไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรือเรียวกัง จะมีชุดยูกาตะ (Yukata) เตรียมไว้ให้กับแขกผู้เข้าพักด้วย ซึ่งชุดยูกาตะดังกล่าวนี้จะเป็นเหมือนชุดนอนมากกว่าชุดที่ใส่เดินตามงานเทศกาล แต่ถึงอย่างนั้นในเมืองออนเซ็นต่างๆ ก็มักจะเห็นผู้คนสวมชุดยูกาตะออกมาเดินเล่นกันตามปกติ และครั้งนี้ก็จะแนะนำวิธีสวมชุดยูกาตะ โดยมีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้

slot

  1. สวมชุดยูกาตะให้ชายของชุดอยู่บริเวณตาตุ่ม หากกลางชุดมีเส้นรอยเย็บ รอยนั้นควรอยู่กลางหลังพอดี
  2. พาดชุดด้านขวาเข้าหาตัว ละตามด้วยข้างซ้าย หรือพูดง่ายๆ คือซ้ายทับขวาและห้ามสวมแบบขวาทับซ้ายเป็นอันขาด เพราะในญี่ปุ่นคือการสวมชุดให้กับผู้เสียชีวิต
  3. นำสายโอบิที่ให้มากับชุดมาผูกทับ ส่วนใหญ่ผู้ชายจะผู้ไว้บริเวณใต้เอว ส่วนผู้หญิงก็ผูกไว้ตรงเอวพอดี การผูกโอบิไม่มีรูปแบบกตายตัวเป็นพิเศษ ควรผูกให้รู้สึกสบาย ไม่แน่นหรือหลวมเกินไป
  4. นอกจากนี้ยังมีเสื้อตัวนอกสำหรับสวมทับหรือเรียกว่า “ฮาโอริ (Haori)” หากรู้สึกหนาวก็สามารถสวมทับชุดยูกาตะได้

นอกจากนี้ควรระวังคอเสื้อทั้งหญิงและชายควรให้ทับกันพอดี ไม่มีช่องว่างเพื่อให้ดูเรียบร้อย รวมถึงทรงผมของผู้หญิงหากไว้ผมยาวถ้ารวมผมหรือเกล้าผมจะเหมาะกับชุดมากกว่าปล่อยผม คนญี่ปุ่นจะเคร่งคัดมากกับวัตธนธรรมนี้

ขั้นตอนง่ายๆ ฉีดวัคซีนที่ญี่ปุ่นเป็นแบบนี้เอง

การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ที่ประเทศญี่ปุ่นจะมี 2 ยี่ห้อให้เลือกคือ โมเดอร์น่า (Moderna) และไฟเซอร์ (Pfizer) ซึ่งชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นที่มีวีซ่าก็มีสิทธิ์เข้ารับการฉีดวัคซีนเช่นกัน การฉีดวัคซีนในญี่ปุ่นจะเป็นแบบไหน มีขั้นตอนอย่างไรบ้างแตกต่างจากไทยอย่างไร ไปติดตามรายละเอียดกันเลย

การฉีดวัคซีนในญี่ปุ่น
เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ในปัจจุบันยังคงไม่สิ้นสุด ทางรัฐบาลของประเทศญี่ปุ่นจึงได้เริ่มอนุมัติให้มีการฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรทางการแพทย์เป็นกลุ่มแรก หลังจากนั้นจึงเริ่มมีการทยอยฉีดวัคซีนให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ตามลำดับ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป กลุ่มถัดไปคือ ผู้มีโรคประจำตัว และเจ้าหน้าที่ของสถานดูแลผู้สูงอายุ จากนั้นก็ทยอยฉีดให้ประชาชนทั่วไป โดยกำหนดการฉีดวัคซีนอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของประชากรและจำนวนวัคซีนที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลกลาง

jumbo jili

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนให้กับชาวต่างชาติ รวมทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ ซึ่งรวมถึงคนไทยที่มีถิ่นพำนักในญี่ปุ่นหรือผู้ถือบัตรไซริวและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านญี่ปุ่นก็จะได้รับสิทธิในการฉีดวัคซีนเช่นเดียวกับชาวญี่ปุ่น
อย่างที่ได้กล่าวถึงไปในตอนต้นว่า ปัจจุบันที่ประเทศญี่ปุ่นมี 2 ยี่ห้อให้เลือกคือ โมเดอร์น่า (Moderna) กับไฟเซอร์ (Pfizer) ในส่วนของการฉีดวัคซีนในญี่ปุ่นแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลักๆ คือรับสิทธิ์ในการฉีดผ่านทางบริษัทหรือองค์กรที่สังกัด หรือถ้าเป็นนักศึกษาก็สามารถรับสิทธิ์ผ่านทางมหาวิทยาลัยได้ อีกรูปแบบหนึ่งจะเป็นการฉีดกับทางเขตที่พักอาศัยอยู่

โดยบทคจวามนี้ะเล่าถึงการฉีดวัคซีนกับทางเขต ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
ขั้นตอนและกระบวนการฉีดวัคซีน

สล็อต

ขั้นตอนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในญี่ปุ่นกับทางเขตที่พักอาศัยอยู่สำหรับประชาชนทั่วไป

  1. เริ่มจากสำนักงานเทศบาลเมืองหรือสำนักงานเขตจัดส่งคูปอง หนังสือชี้แจงการฉีดวัคซีน ใบตรวจร่างกายเบื้องต้นและเอกสารคู่มืออธิบายขั้นตอนการฉีดวัคซีนให้กับบุคคลกลุ่มต่างๆ ที่ลงทะเบียนอาศัยในพื้นที่นั้นทางไปรษณีย์ตามลำดับ โดยแต่ละเขตก็จะมีแบบฟอร์มที่แตกต่างกันไปเล็กน้อย
  2. เมื่อได้รับคูปองและเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้วให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ทางโทรศัพท์หรือช่องทางที่กำหนดหรือสามารถติดต่อผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ เพื่อนัดหมายการฉีดวัคซีนเพื่อจองคิว ซึ่งสามารถเลือกวัน-เวลาได้ตามความสะดวกและมีให้เลือกหลายช่วงเวลา
    จากนั้นก็ปรินท์เอกสารใบตรวจร่างกายเบื้องต้นมากรอกข้อมูล (กรณีถ้าในจดหมายไม่มีใบตรวจร่างกายแนบมาให้) เช่น เคยรับวัคซีนเกี่ยวกับโควิดมาก่อนหรือไม่ ปัจจุบันมีอาการป่วยหรือกำลังรับประทานยาอยู่หรือไม่ รวมทั้งประวัติแพ้ยาและการใช้ยา

สล็อตออนไลน์

  1. เดินทางไปฉีดวัคซีนในวัน เวลา และสถานที่ตามที่ได้นัดหมายกับเจ้าหน้าที่ โดยเตรียมคูปองฉีดวัคซีนและหลักฐานแสดงตนที่มีที่อยู่ชัดเจน เช่น บัตรไซริว ใบขับขี่ บัตรประกันสุขภาพ รวมทั้งเอกสารข้อมูลส่วนตัวที่ปรินท์มากรอกครบถ้วนแล้ว
  2. เมื่อไปถึงสถานที่จะต้องกรอกข้อมูลในใบตรวจร่างกายข้างต้น (สามารถกรอกล่วงหน้าจากบ้านได้) เป็นการคัดกรองสำหรับการฉีดวัคซีน เพื่อให้แพทย์ประเมินความพร้อมก่อนการฉีดวัคซีน ผู้ที่ไม่สามารถรับวัคซีนได้คือ ผู้ที่มีไข้เกิน 37.5 องศา มีอาการป่วยหนักที่แพทย์วินิจฉัยว่ามีความเสี่ยงและมีประวัติการแพ้วัคซีนหรือ Anaphylaxis มาก่อน
  3. สำหรับผู้ที่ไม่มีปัญหาเมื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้ว ให้นั่งรอดูอาการตามคำแนะนำของแพทย์ เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที หากไม่มีอาการข้างเคียงหรือปัญหาใดๆ ก็สามารถกลับบ้านได้เลย รวมใช้เวลาในกระบวนการนี้ทั้งหมดประมาณ 30-40 นาที
  4. โดยปกติจะมีการนัดหมายเพื่อฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ภายใน 3-4 สัปดาห์ เพื่อให้วัคซีนทำงานกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว จะได้รับใบรับรองการฉีดวัคซีน (Certificate of Vaccination for Covid-19) เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน

jumboslot

การเตรียมตัวก่อนฉีดและหลังฉีดวัคซีน
เตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีน
วัคซีนโควิด-19 เป็นวัคซีนใช้ป้องกันการเกิดโรคที่พัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่ในระยะเวลาไม่นานมาก ปัจจุบันมีรายงานถึงผลข้างเคียงต่างๆ หลังการฉีด เช่น มีไข้ ปวดแขน และรู้สึกเหนื่อยล้า ดังนั้น เพื่อความสบายใจควรปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยาเพื่อหายาที่ลดผลข้างเคียงล่วงหน้า
การเตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีนสำหรับผู้มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือโรงพยาบาลที่ทำการรักษาตัวก่อน แต่ถ้าหากเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ก็เตรียมตัวง่ายๆ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2-3 วันก่อนไปฉีดวัคซีน

เตรียมตัวหลังฉีดวัคซีน
หลังฉีดวัคซีนควรงดออกกำลังกายหรือการใช้กล้ามเนื้อออกแรงอื่นๆ เช่น ยกของหนักเป็นเวลา 1 วัน เนื่องจากผู้ได้รับวัคซีนส่วนใหญ่มักมีผลข้างเคียงคือไข้ขึ้นสูงมากกว่า 37.5

slot

องศา หลังจากนั้นไข้จะลดลงภายในเวลา 1-2 วัน หากมีไข้หรือมีอาการปวดแขนข้างที่ฉีดวัคซีน สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยทานรับประทานยาจำพวกพาราเซตามอลหรือใช้แผ่นเจลลดไข้
นอกจากนี้ ผู้ได้รับวัคซีนบางคนยังมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงในลักษณะแพ้และเป็นผื่นบริเวณที่ฉีดวัคซีนอีกด้วย เมื่ออาหารเหล่านี้ทุกเลาไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ ก็จะกลับมาปวดแขนอีกครั้งและมีผื่นขึ้นตามบริเวณจุดที่ฉีดเป็นวงกว้างประมานหนึ่งฝ่ามือ แล้วก็จะทุเลาไปเองใน 2-3 วัน หากรู้สึกกังวลก็สามารถปรึกษาแพทย์ผิวหนังได้

ดังนั้น ใครที่มีกำหนดการไปฉีดวัคซีนควรดูแลสุขภาพของตนเองให้พร้อมเสียก่อนทั้งก่อนการฉีดและหลังการได้รับวัคซีน ถือเป็นความจริงจังมากของคนญี่ปุ่น

แบบนี้ก็มีด้วย! 7 ความเชื่อสุดแปลกของคนญี่ปุ่น

แบบนี้ก็มีด้วย! 7 ความเชื่อสุดแปลกของคนญี่ปุ่น
แม้ประเทศญี่ปุ่นจะดูเป็นประเทศที่ทันสมัยและมีเทคโนโลยีสุดล้ำมากมาย แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ยังคงมีความเชื่อในหลายๆ เรื่อง ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน บ้างก็เป็นความเชื่อแปลกๆ และบ้างก็เป็นความเชื่อที่หากรู้ไว้ในฐานะนักท่องเที่ยวก็ไม่เสียหาย และทำให้เข้าใจวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นมากขึ้น จะมีความเชื่อเกี่ยวกับอะไรบ้างนั้นก็ไปดูกันเลย

  1. ความเชื่อเรื่องตัวเลข
    เลข 1 สำหรับคนญี่ปุ่นถือเป็นเลขดี ซึ่งมีความหมายโดยทั่วไปว่าการเริ่มต้น หรือการเป็นที่หนึ่ง โดยสังเกตได้จากร้านอาหารและธุรกิจต่างๆ ที่มักจะชอบใช้คำว่า “อิจิ” ซึ่งหมายถึงเลขหนึ่ง มาประกอบกับชื่อร้านหรือธุรกิจของตัวเองเพื่อให้มีความเป็นที่หนึ่งเสมอ

jumbo jili

เลข 4 ถือเป็นเลขที่อัปมงคลที่สุดสำหรับชาวญี่ปุ่น เนื่องจากคำว่า “ชิ” ที่หมายถึงเลขสี่ในภาษาญี่ปุ่นนั้นพ้องกับคำที่แปลว่าความตาย โดยไม่ว่าจะทำอะไรก็จะต้องพยายามเลี่ยงเลขสี่ หรือจำนวนสี่ชิ้นอยู่เสมอ เช่นการซื้อดอกไม้ หรือซื้อขนมเป็นของฝากคนอื่น
เลข 5 ถือเป็นเลขดีอีกหนึ่งเลขสำหรับชาวญี่ปุ่น เนื่องจากคำว่า “โกะ” ที่หมายถึงเลขห้าในภาษาญี่ปุ่นถูกนำไปเชื่อมโยงกับคำว่า “โกะเอ็ง” ซึ่งมีความหมายในทางที่ดีที่แปลว่า “ความสัมพันธ์ หรือการพบรัก” รวมถึงเวลาที่ชาวญี่ปุ่นไปขอพรที่ศาลเจ้า ก็ยังนิยมโยนเหรียญ 5 เยนเพื่อให้สมปรารถนาอีกด้วย
เลข 9 เป็นเลขอัปมงคลอีกหนึ่งเลขในความเชื่อของชาวญี่ปุ่น เนื่องจากคำว่า “คุ” ที่หมายถึงเลขเก้าในภาษาญี่ปุ่นนั้นพ้องเสียงกับคำที่แปลว่าความเจ็บปวด หรือความทรมาน จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลขที่ชาวญี่ปุ่นพยายามเลี่ยงเหมือนกับเลขสี่ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม

สล็อต

  1. ปีชงและการแก้เคล็ด
    ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าปีชงไม่ได้มีเพียงครั้งเดียวในชีวิต และปีชงในแต่ละครั้งจะกินเวลาราว 3 ปี และปีชงสำหรับเพศหญิงและเพศชายนั้นจะแตกต่างกันอออกไป ส่วนความเชื่อโดยทั่วไปนั้นจะคล้ายกับคนไทย ที่เชื่อกันว่าเป็นปีที่เกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ การเจ็บป่วย ไปจนถึงหนี้สินหรือเรื่องทุกข์ต่างๆ และเป็นช่วงเวลาที่ควรใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ
    โดยปีชงตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นสำหรับเพศชายคือช่วงอายุ 25 ปี 42 ปี และ 61 ปี ส่วนเพศหญิงอยู่ที่อายุ 19 ปี 33 ปี และ 61 ปี

สำหรับการแก้เคล็ดปีชง โดยทั่วไปจะเป็นการไปขอพรที่ศาลเจ้าเพื่อปัดเป่าโชคร้ายต่างๆ และอาจมีการทำพิธีเพื่อแก้เคล็ดเป็นพิเศษ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ก็เป็นการซื้อเครื่องรางไม่ว่าจะเป็นแบบกระดาษที่เรียกว่า “โอฟุดะ” หรือเครื่องรางเล็กๆ ที่เรียกว่า “โอมาโมะริ” สำหรับพกติดตัวเอาไว้ โดยหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเรื่องการแก้ชงสำหรับชาวญี่ปุ่นคือวัดโซซูจิ (Soshuji Temple) ในจ.โทชิงิ

สล็อตออนไลน์

  1. ห้ามเหยียบขอบของเสื่อทาทามิ เพราะจะทำให้โชคร้าย
    เสื่อทาทามิถือเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสถานที่ต่างๆ ในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นบ้าน วัด หรือแม้แต่ร้านรวงต่างๆ แต่ชาวญี่ปุ่นเองก็มีความเชื่อว่าห้ามเหยียบไปที่บริเวณขอบของเสื่อทาทามิ เพราะคนที่เหยียบอาจต้องเจอกับโชคร้าย นอกจากนี้ บ้านของคนญี่ปุ่นบางบ้านยังมีการสลักตราสัญลักษณ์ของครอบครัวเอาไว้ที่บริเวณขอบเสื่อทาทามิ การเหยียบไปที่บริเวณนี้จึงเปรียบเสมือนการลบหลู่บรรพบุรุษของเจ้าของบ้านอีกด้วย
  2. ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศเหนือ
    ในงานศพของคนญี่ปุ่น ศพจะถูกตั้งไว้โดยหันหัวไปทางทิศเหนือ ทำให้คนญี่ปุ่นเชื่อกันว่าหากคนที่ยังมีชีวิตอยู่นอนหันหัวไปในทิศนี้ ก็จะเผชิญกับโชคร้าย หรืออาจจะเกิดเคราะห์ร้ายที่ถึงแก่ชีวิตได้เลย นอกจากนี้คนญี่ปุ่นยังมีความเชื่อเรื่องดาวเหนือ ซึ่งถือเป็นดาวประจำทิศเหนือ และยังเป็นดาวแห่งความตาย ดังนั้นการนอนหันหัวไปทางทิศเหนือ เท่ากับเป็นการหันไปหาทิศแห่งความตาย จึงถือว่าเป็นสิ่งไม่เป็นมงคลอย่างยิ่ง

jumboslot

  1. ห้ามทำความสะอาดบ้านในวันปีใหม่
    การห้ามทำความสะอาดบ้านในวันปีใหม่ รวมถึงในวันมงคลต่างๆ ถือเป็นความเชื่อที่มีร่วมกันทั้งคนไทย คนจีน และคนญี่ปุ่น ซึ่งศาสนาชินโตเชื่อว่าวันปีใหม่นั้น ถือเป็นวันที่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของปี รวมถึงเป็นวันต้อนรับเทพเจ้าอีกด้วย การทำความสะอาดบ้านในวันนี้จึงเปรียบเสมือนการปัดเอาโชคดีและความเป็นศิริมงคลต่างๆ ออกจากบ้าน และอาจทำให้ต้องเจอกับเรื่องร้ายๆ ไปตลอดทั้งปีนั้นเลย
  2. ห้ามตัดเล็บตอนกลางคืน
    การห้ามตัดเล็บตอนกลางคืนตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นมีหลากหลายสาเหตุด้วยกัน บ้างก็เชื่อว่าอุปกรณ์ที่ใช้ตัดเล็บในเวลานั้นจะมีพลังวิญญาณที่สามารถดึงดูดให้วิญญาณเข้ามาหาได้ จนอาจต้องเผชิญกับโชคร้ายต่างๆ และบ้างก็เชื่อว่าอักษรในภาษาญี่ปุ่นคำว่า “โย” ที่แปลว่า “กลางคืน” กับคำว่า “ซึเมะ” ที่แปลว่า “เล็บ” เมื่อเอามารวมกันจะออกเสียงเป็นได้ว่า “โยตสึเมะ” ซึ่งมีความหมายว่า “การตัดอายุให้สั้นลง”

slot

  1. ให้เอาเสื้อปิดสะดือในเวลาที่ฝนตกฟ้าร้อง
    การให้เอาเสื้อปิดสะดือในวันที่ฝนตกฟ้าร้อง และมีฟ้าผ่า เป็นความเชื่อที่คนญี่ปุ่นใช้สอนเด็กๆ มาเป็นเวลานาน โดยมาจากความเชื่อเรื่องเทพเจ้าไรจิน ซึ่งเป็นเทพแห่งสายฟ้าตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีเพื่อนสนิทคือเทพไรจู ซึ่งเป็นเทพที่ชอบเข้าไปนอนในสะดือคน และเทพไรจินจะปลุกเทพไรจูด้วยการใช้ฟ้าผ่า

ดังนั้นถ้าเด็กคนไหนไม่อยากถูกฟ้าผ่ากลางสะดือ ก็ต้องปิดสะดือให้มิดชิดเพื่อไม่ให้เทพไรจูเข้าไปนอนได้ โดยเหตุผลเบื้องหลังความเชื่อนี้คือการสอนเด็กๆ ให้แต่งตัวอย่างมิดชิดในวันที่สภาพอากาศไม่ดีเพื่อป้องกันอาการเจ็บป่วยนั่นเอง ถือเป็นความจริงจังมากของคนญี่ปุ่น

10 เทพเจ้าของญี่ปุ่น

10 เทพเจ้าของญี่ปุ่น
ศาสนา Shinto ของญี่ปุ่นนั้นเชื่อว่า เทพเจ้าหรือ Kami นั้นมีอยู่ในทุกที่ทุกแห่ง มีมากมายนับไม่ถ้วน คราวนี้เราลองไปทำความรู้จักเทพเจ้าหลักๆ ทั้ง 10 ของญี่ปุ่นดูกันดีกว่า ว่าเกี่ยวโยงกับศาสนาและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นยังไงบ้าง

  1. Jizo
    รูปปั้น Jizo เป็นเทพเจ้าที่คอยปกป้องเด็กและการคลอดลูก ว่ากันว่าเด็กที่เสียชีวิตก่อนพ่อแม่จะไม่สามารถข้ามแม่น้ำ Sanzu ที่เป็นแม่น้ำสู่อีกภพหนึ่งได้ จึงต้องกลายมาเป็นรูปปั้น

jumbo jili

หินอยู่รอบๆ บริเวณแม่น้ำ และคอยช่วยเหลือเด็กๆ คนอื่นให้ช่วยข้ามแม่น้ำไปโดยซ่อนเด็กๆ เอาไว้ในผ้าคลุม
รูปปั้น Jizo ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็ก และมีให้เห็นมากมายตามวัดทั่วญี่ปุ่น โดยหลังๆ ถูกบริจาคโดยพ่อแม่ที่ต้องสูญเสียลูก และบางทีพ่อแม่ก็จะวางของเล่นหรือกองหินเอาไว้หน้ารูปปั้น Jizo เพื่อภาวนาให้ลูกๆ ของเขาเดินทางข้ามแม่น้ำอย่างสวัดิภาพในอีกภพภูมิหนึ่ง

  1. Raijin & Fujin
    Raijin เป็นเทพเจ้าแห่งสายฟ้า โดยมักจะเห็นรูปปั้น Raijin ที่ถือค้อนและมีแบกกลองไว้ที่หลัง ส่วน Fujin เป็นเทพเจ้าแห่งลม ที่จะถือถุงใส่ลมเอาไว้เสมอ Raijin และ Fujin มักจะปรากฏกายพร้อมกัน คนมักจะกลัวทั้งคู่เพราะว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ทะเลปั่นป่วนและทำให้เรือล่ม และเพราะว่ามีภาพจน์ที่น่ากลัว ทั้งคู่จึงมักจะได้รับมอบหน้าที่ให้เป็นยามรักษาประตูทางเข้าวัดต่างๆ นั่นเอง

สล็อต

  1. Agyo & Ungyo
    Agyo & Ungyo เป็นอีกคู่หนึ่งที่มักจะคอยทำหน้าที่เฝ้าประตูทางเข้าวัด Agyo เป็นเทพเจ้าแห่งความโกรธและความรุนแรง มักจะแยกเขี้ยวและถืออาวุธหรือไม่ก็จะกำมือเป็นกำปั้น ส่วน Ungyo เป็นเทพเจ้าแห่งความแข็งแกร่งและพละกำลัง มักจะปิดปากและแบมือเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในฝีมืออยู่ตลอดเวลา
  2. Inari
    ในประเทศที่มีเทพเจ้าอยู่เป็นจำนวนมาก และมีเทพเจ้าอยู่ในทุกสิ่งอย่างประเทศญี่ปุ่นนี้ Inari จัดว่าเป็นเทพเจ้าของทุกสิ่งที่สำคัญๆ ของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นข้าว ชา เหล้าสาเก และความสำเร็จทั้งหลาย Inari จะใช้จิ้งจอกเป็นผู้ส่งสาล์นมาสู่โลก จึงได้เห็นรูปปั้นจิ้งจอกอยู่ตามศาลเจ้าต่างๆ เสมอๆ รวมทั้งตัวเจ้าหมาจิ้งจอกเองก็ยังได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จากคนญี่ปุ่นอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

  1. Kannon
    Kannon หรือเจ้าแม่กวนอิมของญี่ปุ่น เป็นเทพเจ้าแห่งความเมตตากรุณา วัดหลายแห่งในญี่ปุ่นบูชาเทพเจ้า Kannon โดยในสมัยศตวรรษที่ 17 ศาสนาคริสต์ถูกระงับการเผยแผ่ในญี่ปุ่น แต่ชาวคริสต์ในญี่ปุ่นยังคงนับถือศาสนาคริตส์แบบเงียบๆ และเป็นความลับ โดยสร้างรูปปั้นของเทพเจ้า Kannon ที่มีลักษณะเหมือนกับพระแม่ Madonna ในศาสนาคริสต์นิกาย Catholic เพื่อเป็นสิ่งบูชาแทน ซึ่งรูปปั้นเทพเจ้า Kannon เหล่านั้นจึงหลงเหลือให้เห็นมากมายในวัดญี่ปุ่นปัจจุบัน
  2. Benzaiten
    เทพเจ้า Benzaiten (หรือเทพเจ้า Benten) เทพเจ้าแห่งกวี อักษรศาสตร์ นาฏกรรม และดนตรี เชื่อกันว่าผู้ใดนับถือ Benten ก็จะพบแสงสว่างแห่งปัญญา ในอดีต Geisha ของญี่ปุ่นนิยมบูชาเพราะเชื่อว่าจะทำให้มีความสามารถรำฟ้อนได้อย่างงดงามได้ ส่วนพวกมิจฉาชีพย่องเบาเองก็นิยมบูชา Benzaiten เช่นกัน เพราะเชื่อว่าพระนางจะดลบันดาลให้ภารกิจลุล่วงไปด้วยดี

jumboslot

  1. Izanami และ Izanagi
    Izanagi และ Izanami เป็นเทพเจ้าแห่งการสร้าง เป็นพระมารดาและพระบิดาของเทพเจ้าทั้งปวง พวกเขาสร้างโลกด้วยหอกที่ตกแต่งด้วยเพชรพลอย โดยการกวนทะเลที่อยู่ระหว่างสวรรค์และโลก โดยทุกครั้งที่มีน้ำหยดลงมาจากการกวนของหอก หยดน้ำเหล่านั้นก็จะกลายเป็นแผ่นดินต่างๆ
  2. Yebisu หรือ Ebisu
    Ebisu เป็นลูกคนแรกของเทพเจ้า Izanagi และ Izanami เกิดมาโดยไม่มีกระดูกและแขนขา ภายหลังได้ถูกนำไปปล่อยลงเรือและทิ้งเอาไว้ในทะเล ภายหลังก็สามารถสร้างกระดูกและแขนขาออกมาได้ ผ่านชีวิตที่ยากลำบากจนได้มาเป็นเทพเจ้า Ebisu เป็นเทพเจ้าแห่งการประมง โชคลาภ และเป็นเทพเจ้าที่คอยปกป้องสุขภาพของเด็กๆ เล็กๆ โดยมักจะมีลักษณะเป็นชายร่างท้วมหน้าตาใจดี ใส่หมวกและถือเบ็ดตกปลา

slot

  1. Tengu
    Tengu เป็นเทพเจ้านกที่มักปรากฏกายในรูปร่างคล้ายมนุษย์ มีจมูกโต ใส่รองเท้าเกี๊ยะ และมีปีก โดยเดิมที Tengu ถูกจัดให้เป็นศัตรูของศาสนาพุทธเพราะคอยจับตัวพระผู้เผยแผ่ศาสนาไปเสมอๆ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน Tengu ถูกยกย่องให้เป็นเทพเจ้าที่คอยปกป้องป่าและภูเขา จริงๆ แล้ว Tengu ไม่ได้เรียกว่าเป็นเทพเจ้า บางทีก็ถูกเรียกว่าเป็นปิศาจหรือภูติ แต่วัดหลายแห่งที่อยู่ในป่าเขานั้นก็ยกย่องให้เป็นเทพเจ้า
  2. Amaterasu
    Amaterasu เป็นเทพเจ้าของพระอาทิตย์และจักรวาล บางครั้งก็ถูกยกย่องให้เป็นเทพเจ้าที่สูงที่สุดขในหมูเทพเจ้า Shinto ทั้งหมด ว่ากันว่าจักรพรรดิของญี่ปุ่นนั้นสืบเชื้อสายโดยตรงมาจากเทพเจ้า Amaterasu อย่างไรก็ตาม ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง พระจักรพรรดิแห่ง Showa ก็ได้ประกาศออกอากาศทางวิทยุว่า ท่านไมใช่พระเจ้า แต่คนญี่ปุ่นหลายคนก็ยังคงนับถือพระจักริพรรดิในฐานะผู้สือเชื้อสายของเทพเจ้า Amaterasu อยู่ สืบสานกันมาเป็นวัตธนธรรม

มารยาทบนโต๊ะอาหารของคนไทยและคนญี่ปุ่น

อาหารการกินเป็นเรื่องสำคัญ มารยาทบนโต๊ะอาหารก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะเป็นต้องรู้ไว้เพื่อจะได้ปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าประเทศไหนก็เรื่องที่ทำได้และทำไม่ได้ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่ค่อนข้างมีรายละเอียดในข้อควรปฏิบัติเวลาร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วยกัน

มารยาทบนโต๊ะอาหารของคนไทยและคนญี่ปุ่น
ถ้าลองเปรียบเทียบเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารของไทยเรากับของญี่ปุ่นก็จะเห็นได้ว่ามีทั้งที่คล้ายกันและต่างกัน ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาเนื่องจากเป็นไปตามวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ อย่างอุปกรณ์ที่ใช้รับประทานอาหารของไทยใช้ช้อนส้อม ส่วนของญี่ปุ่นใช้ตะเกียบซึ่งถ้าหากนั่งร่วมโต๊ะรับประทานกับคนญี่ปุ่นก็ต้องระวังมารยาทเรื่องตะเกียบให้มาก

jumbo jili

เรื่องมารยาทแปลกๆ ที่ต่างกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นยังมีอีก เช่น เรื่องการซดอาหารที่เป็นลักษณะน้ำแกงหรือพวกซุปต่างๆ ถ้าเป็นของไทยจะต้องซดอย่างระวังไม่ให้เกิดเสียงดังถึงจะดูมีมารยาท ต่างกับญี่ปุ่นที่เมนูเส้นกับน้ำซุปต้องซดให้เสียงดังซู้ดซ้าดเข้าไว้เพื่อแสดงให้คนทำเห็นว่าจานนั้นแสนอร่อยมากมายเพียงใด ในส่วนที่เป็นมารยาทสากลทั่วไปก็คิดว่าน่าจะรู้กันดี อย่างเช่น การไม่คุยเสียงดังขณะรับประทาน ไม่เล่าเรื่องที่ไม่เหมาะสมเช่น ข่าวฆาตกรรม เรื่องที่ชวนคลื่นไส้ เรื่องห้องส้วม เป็นต้น

มารยาทในการใช้ตะเกียบของคนญี่ปุ่น
มารยาทเรื่องแรกที่ควรศึกษาไว้คือมารยาทการใช้ตะเกียบของคนญี่ปุ่น เนื่องจากตะเกียบเป็นอุปกรณ์รับประทานอาหารที่สำคัญและขาดไม่ได้ จึงมีข้อควรระมัดระวังหลายข้อ ดังนี้

  • ตะเกียบตามร้านอาหารส่วนใหญ่เป็นตะเกียบแบบใช้แล้วทิ้งซึ่งจะมีวิธีการหักที่ถูกต้องด้วย โดยขั้นแรกให้ดึงตะเกียบออกจากซอง ถือตะเกียบในแนวนอนแล้วแยกตะเกียบออก

สล็อต

ตามแนวยาว ไม่ถือตะเกียบตั้งชี้ขึ้นหรือลงแล้วแยกตะเกียบออกตามแนวขวางเพราะเป็นการเสียมารยาท
ตอนแยกออกมือหรือแขนอาจไปโดนคนข้างๆ ได้ และระหว่างรับประทานถ้าต้องการพักให้วางตะเกียบลงบนที่วางตะเกียบ แต่ถ้าไม่มีก็ให้พับซองตะเกียบเพื่อใช้วางแทน เมื่อรับ

ประทานอาหารเสร็จแล้วก็ใส่ตะเกียบกลับเข้าซองและพับปลายซองเพื่อให้รู้ว่าเป็นตะเกียบใช้แล้ว

  • ไม่ควรปักตะเกียบลงบนข้าว คนญี่ปุ่นถือเพราะหมายถึงการให้ข้าวกับคนตาย
  • เวลาคีบอาหารขณะรับประทานแล้วอาจทำตก ก็ให้ถือจานเล็กๆ หรือถ้วยแบ่งไปรอง ไม่ควรใช้มือตัวเองรอง
  • ไม่ควรใช้ตะเกียบคีบอาหารมาวางในจานตัวเองแล้วคีบกลับไปวางคืนเหมือนเดิม เพราะอาหารนั้นเป็นของที่รับประทานกันหลายคน
  • ไม่ควรใช้ตะเกียบจิ้มอาหารหรือเสียบอาหารเพราะเป็นการใช้อุปกรณ์ผิดวิธี
  • ไม่ควรถือตะเกียบข้ามหน้าคนอื่นเพื่อไปคีบอาหาร หรือใช้ตะเกียบเลื่อนจานอาหารให้เข้ามาหาตัวเอง

สล็อตออนไลน์

คำพูดที่ใช้ประจำเวลารับประทานข้าว
ต่อมาเป็นวัฒนธรรมเกี่ยวกับคำกล่าวก่อนและหลังรับประทานอาหาร คนญี่ปุ่นมีธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องกล่าวว่า “อิตาดาคิมัส (Itadakimasu)” แปลว่าขอรับอาหารนะคะ/ครับ ก่อนที่จะเริ่มรับประทานอาหาร เพื่อแสดงความรู้สึกขอบคุณต่อพ่อครัวผู้ปรุงอาหาร ต่อบรรดาเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกจนได้วัตถุดิบดีๆ มาประกอบอาหาร และต่อเหล่าวัตถุดิบที่ได้สละชีวิตมาเป็นอาหารให้รับประทาน

และกล่าว “โกะจิโซซามะเดชิตะ (Gochisosamadeshita)” แปลว่าขอบคุณสำหรับอาหาร หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว เพื่อแสดงความซาบซึ้งขอบคุณผู้คนทั้งหลายที่เกี่ยวข้องในอาหารที่อุตส่าห์เหนื่อยยากและลงทุนลงแรงเพื่อให้ได้อาหารมื้อนี้

มารยาทในการรับประทานซูชิ
อาหารขึ้นชื่อที่มีเฉพาะญี่ปุ่นอย่างซาชิมิและซูชิก็มีวิธีรับประทานที่ควรรู้ไว้ เริ่มจากรินโชยุใส่จานน้ำจิ้มเล็กๆ ในปริมาณพอดีๆ ทาวาซาบิลงบนชิ้นซูชิหรือซาชิมิที่ต้องการรับประทานโดยตรง ไม่ใส่วาซาบิลงในโชยุแล้วคนให้ละลาย ถ้าเป็นซูชิให้จิ้มโชยุด้านที่เป็นเนื้อปลาไม่ใช่ด้านที่เป็นข้าวเพราะข้าวอาจแตกกระจายได้

jumboslot

ควรรับประทานให้หมดในคำเดียว ไม่เลือกรับประทานแค่หน้าซูชิ แต่ถ้าซูชิคำใหญ่เกินไปไม่สามารถรับประทานได้ในคำเดียว ก็ให้รับประทานข้าวปั้นครึ่งหนึ่งก่อนแล้วนำหน้าซูชิห่อข้าวปั้นที่เหลือเพื่อรับประทานให้หมดคำ เราสามารถใช้มือแทนตะเกียบในการรับประทานซูชิได้ไม่ถือว่าเป็นการเสียมารยาท

การใช้ผ้าโอชิโบริ
เรื่องของผ้าร้อนผ้าเย็นที่ร้านอาหารนำออกมาต้อนรับก็มีวิธีใช้ที่ต้องรู้ไว้ก่อน เมื่อเข้าไปรับประทานอาหารในร้าน เขาจะมีผ้าขนหนูผืนเล็กๆ ที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “โอชิโบริ (Oshibori)” เตรียมไว้ให้ มีทั้งแบบเย็นและแบบร้อน

โอชิโบรินั้นเอาไว้ใช้สำหรับทำความสะอาดมือเท่านั้น อันที่จริงก็สามารถนำมาใช้เช็ดหน้าได้เหมือนกันเพียงแต่อาจโดนคนญี่ปุ่นมองว่าเป็นพวกมนุษย์ลุงแก่ๆ ที่ใช้งานผ้าไม่ค่อยถูกประเภทนัก และไม่ควรนำผ้าไปเช็ดอย่างอื่น เช่น ซอส โชยุ หรือคราบต่างๆ บนโต๊ะ เนื่องจากโอชิโบริมักเป็นผ้าที่ทางร้านอาหารเช่ามาจากร้านที่ให้บริการเช่าผ้าโอชิโบริ มีการนำไปซัก และนำกลับมาวนใช้ใหม่ ถ้ามีรอยเปื้อนซักไม่ออกก็จะไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก

slot

การรับประทานเมนูประเภทเส้น
สำหรับการรับประทานอาหารประเภทเส้น เช่น โซบะ อุด้ง ราเม็ง สามารถส่งเสียงดูดเส้นได้ ไม่เหมือนที่อื่นที่รับประทานกันเงียบๆ และมองว่าการซดเสียงดังเป็นการเสียมารยาท แต่ญี่ปุ่นกลับมองว่าการดูดเส้นให้มีเสียงจะยิ่งทำให้การรับประทานอาหารอร่อยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการดูดเส้นเวลารับประทานโซบะจะทำให้กลิ่นของโซบะกระจายทั่วปากเพิ่มความอร่อยให้กับการรับประทานได้อีกระดับ

ถ้านั่งรับประทานเงียบๆ อาจโดนมองว่าไม่มีความสุขในการรับประทานได้ การส่งเสียงดูดเส้นดังๆ นอกจากแสดงถึงความอร่อยของอาหารเส้นนั้นๆ แล้วยังเป็นการให้เกียรติพ่อครัวที่ปรุงอาหารอีกด้วย คนที่นี่เน้นระเบียบเรื่องรับประทานอาหารมาก