สารพัดหน้าซูชิยอดนิยม

ครั้งนี้จะมาบอกเล่าชื่อหน้าซูชิในภาษาญี่ปุ่นกันสักหน่อย พร้อมกับรายละเอียดวัตถุดิบที่ใช้ในเมนู เผื่อวันนึงคุณเข้าร้านซูชิไปสั่งอาหารแล้วพบว่าเมนูญี่ปุ่นนั้นไม่มีรูปให้ดูนั้นจะได้นำบทความนี้ไปปรับใช้เนอะ

海栗(うに:Uni)= ซูชิหน้าไข่หอยเม่น
เจ้าอุนิหรือไข่หอยเม่นนี้หน้าตาบนซูชิจะมีสีเหลืองตุ่น เนื้อของไข่หอยเม่นมีลักษณะเป็นเม็ดกลมเล็กมากๆ เรียงชิดติดกัน เนื้อค่อนข้างนิ่มมาก มีรสคาวเล็กน้อยและมีรสชาติที่เฉพาะตัวซึ่งหากใครได้ลองแล้วถ้าไม่เกิดอาการหลงรักรสชาติไปเลยก็อาจจะไม่ชอบไปเลย แต่ถือเป็นหนึ่งในหน้าซูชิยอดฮิตที่คนไทยชอบหาทานที่ญี่ปุ่น เพราะราคานำเข้าในไทยนั้นแสนแพงแถมเป็นวัตถุดิบที่ต้องทานกันสดๆอีกด้วย ซึ่งรสชาติของเขามีผลมากพอที่ทำให้คอเมนูซูชิควักตังค์จ่ายในราคาอันสูง ในร้านขายซูชิราคาประหยัดมักจะไม่มีขายด้วย

jumbo jili

เกร็ดเล็กน้อยที่อยากบอกนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่วัตถุดิบที่นำไข่ที่เป็นผลผลิตจากหอยเม่นเหมือนไข่ปลามาโปะบนข้าวแบบที่เราเข้าใจนะ แต่นั่นคืออวัยวะสืบพันธ์ของหอยเม่น คือถุงน้ำเชื้อหรือรังไข่นั่นเอง (นิยมกินทั้งสองเพศ แต่ถ้าดูดีๆจะเห็นว่าสีต่างกันเล็กน้อย) รู้อย่างนี้แล้วอย่าเพิ่งบูลลี่น้องนะ เพราะแท้จริงแล้วรสชาติของเขาอร่อยมาก

いくら (Ikura) = ซูชิหน้าไข่ปลาแซลม่อน
ไข่ปลาแซลม่อนเป็นหน้าซูชิที่แอบมีลูกเล่นในรสสัมผัส โดยลักษณะหน้านี้จะเป็นไข่ปลาลูกค่อนข้างใหญ่สีส้มใสมันวาวง เมื่อกัดชิมไปที่หน้าของซูชินี้รสที่ได้จะออกคาวธรรมชาติสักหน่อย เค็ม แถมมีความมันของตัวไข่ปลาที่เหมือนบับเบิ้ลนี้อีก ซึ่งถ้าวัตถุดิบยังสดอยู่กัดเข้าไปตัวไข่ก็จะแตกโพละได้ง่ายไม่เด้งหนี พร้อมรสชาติดังกล่าวก็จะทะลักออกมาด้วย ราคาเมนูนี้ในไทยมีหลายเกรดตามคุณภาพของวัตถุดิบเลย

สล็อต

鉄火巻 (てっかまき:Tekkamaki)= ข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาทูน่า
ข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาทูน่าหรือเทกกะมากิ เป็นซูชิที่ถือกำเนิดมานานตั้งแต่สมัยเอโดะ ภายในเป็นเนื้อปลาทูน่าแดงสดห่อด้วยข้าวญี่ปุ่นปรุงรสน้ำส้มสายชูแล้วห่อซูชิด้วยสาหร่ายทะเลขนาดพอดีคำ รสชาติออกหวานอร่อยสดจากทะเล หาซื้อได้ง่ายทั้งในไทยและญี่ปุ่นราคาไม่แพงอีกด้วย

飛び子 (とびこ : Tobiko) = ไข่ปลาบิน
มาถึงวัตถุดิบหน้าซูชิที่คนไทยคุ้นเคยกันบ้างสำหรับซูชิหน้าไข่ปลาบิน หรือชื่อเล่นที่คนไทยตั้งให้เรียกว่า “ซูชิหน้าไข่กุ้ง” ซึ่งที่จริงแล้วไม่ได้ทำมาจากไข่กุ้งแต่อย่างใด เจ้าไข่ปลาบินนี้จะมีลักษณะเป็นไข่ปลากลมใสเม็ดเล็กเรียงแน่นบนหน้าซูชิเมื่อกัดชิมเข้าไปจะมีความกรุบเล็กน้อย ไข่ปลาบินจะถูกนำมาย้อมเป็นสีต่างๆ ได้แก่ สีส้ม สีแดง สีเขียว และสีดำโดยใช้สีจากธรรมชาติ นอกจากนี้หน้าไข่ปลาบินแบบออริจินัลดังกล่าวแล้วก็พบได้ในหน้าซูชิแบบฟิวชั่นผสมผสานกับวัตถุดิบอื่นได้อีก เช่น ชีส มายองเนส(มาโย) วากาเมะ และยังนิยมใช้กับซูชิฟิวชั่นยอดนิยมอย่างแคลิฟอร์เนียมากิด้วย

สล็อตออนไลน์

穴子寿司 (あなごすし :Anago Sushi)= ซูชิหน้าปลาไหลทะเลย่าง/ซูชิหน้าปลาไหลอะนาโกะย่าง
ปลาไหลทะเลย่างทาซอสกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย จัดวางเนื้อปลาเป็นแนวยาวบนข้าวซูชิ เป็นเมนูที่หน้าตาคล้ายกับปลาไหลน้ำจืดญี่ปุ่น (อุนางิ) ราวกับพี่น้องที่พลัดพราก แต่เนื้อของปลาไหลชนิดนี้มีสีขาวสวยสัมผัสนุ่มกว่าอุนางิเล็กน้อย ถือเป็นเมนูหน้าตาที่คุ้นเคยแต่รสชาติแปลกใหม่ที่ควรไปลองทานกัน ร้านซูชิในไทยที่จะมีเมนูซูชิอะนาโกะโดยส่วนใหญ่จะเป็นร้านราคาเมนูกลางกระทั่งสูง (แต่ถูกกว่าอุนางิ) เพราะต้องคงคุณภาพความสดของปลาไหลชนิดนี้ถึงจะหวานอร่อยนั่นเอง

炙りホタテ寿司 (あぶりホタテすし:Aburi Hotate sushi) = ซูชิหน้าหอยเชลล์ย่าง
หอยเชลล์สดๆของญี่ปุ่นถูกวางบนซูชิพร้อมกับการเสริฟโดยลนไฟบนเนื้อหอยเชลล์หอมๆ ซึ่งแต่ละร้านจะมีไอเดียในสร้างสรรค์เมนูก่อนรนไฟหรือรมควันต่างกันอาทิ ใส่เนยสด ใส่ชีส ย่างซอสเมนไทโกะ เป็นต้น โดยมีรสชาติของหอยเชลล์ที่หวานหอมเนื้อละมุน เป็นเมนูที่นิยมทานทั้งในไทยและญี่ปุ่น ที่ไม่ว่าจะราคาสูงแค่ไหนเหล่าคอซูชิก็พร้อมสู้ราคา
แน่นอนว่าแบบไม่ย่างก็มีเช่นกัน

jumboslot

鮪 (まぐろ:Maguro) = ซูชิหน้าทูน่า/ซูชิหน้าปลามากุโร่
มากุโร่คือคำเรียกรวมๆของหน้าปลาทูน่าดิบสีแดงสุดคลาสสิค และจะมีชื่อเรียกแต่ละส่วนที่นำมาทำแตกต่างกัน อาทิ ส่วนท้องหรือโอโทโระ (大トロ:Otoro) ที่จะมีมันแทรกพอสมควรทำให้มีสีแดงอ่อนๆ ส่วนเนื้อแดงหรือจูโทโระ (中トロ:Chutoro) ที่มีไขมันปานกลาง และส่วนเนื้อแดงเข้มหรืออาคามิ (赤身:Akami) ที่มีไขมันน้อยเหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ เป็นต้น

太巻き寿司 (ふとまきすし:Futomaki sushi) = ฟูโตมากิซูชิ
ฟูโตมากิซูชิ เป็นคำเรียกรวมๆข้าวปั้นซูชิที่ม้วนด้วยสาหร่ายแผ่นซึ่งมีขนาดใหญ่และหนาเหมือนชื่อของเขา (ฟูโต แปลว่าอ้วน) ภายในประกอบด้วยไส้ผักและเนื้อสัตว์ครบทั้ง 2 ชนิดรวมหลายอย่างในโรลเดียวกัน อาทิ แตงกวา เห็ด ผักดอง แครอท ไข่หวาน ไข่ปลาบิน โอโทโร่ เป็นต้น ถือกำเนิดว่าตั้งแต่สมัยเอโดะแล้วเป็นของดีพื้นเมืองของจังหวัดชิบะอีกด้วย เป็นที่รู้จักในฐานะเมนูซูชิที่อิ่มจนจุกราคาย่อมเยาว์

slot

くるまえび (Kuruma Ebi) = ซูชิกุ้งลายเสือ
กุ้งลายเอต้มสุกชิ้นโตถูกผ่าเอาส่วนกลางตัวออกแล้วจัดวางบนข้าวปั้นรสชาติหวานเนื้อแน่นกำลังดีถือเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมเช่นกัน ยิ่งทานคู่กับวาซาบิและโชยุจะเพิ่มรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น บางร้านอาจใช้คำว่าเอบิซูชิแบบปกติโดยไม่บอกชนิดของกุ้งที่นำมาเป็นวัตถุดิบ เหมาะสำหรับใครที่อยากทานซูชิกุ้งชิ้นใหญ่เต็มคำ ราคาต่อคำในไทยอาจแพงคำละหลักร้อยแต่ถ้าไปทานที่ญี่ปุ่นก็หาร้านราคาสบายกระเป๋าได้ไม่ยาก คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

ดูบอลที่ญี่ปุ่นกับ 5 ทีมดังใน J-League

ถ้าพูดถึงกีฬาลูกหนังระดับโลก ก็ต้องนึกถึงลีกฟุตบอลอังกฤษ สเปน อิตาลี แต่ถ้าขยับมาพูดถึงฟุตบอลฝั่งเอเชียใครๆก็ต้องยกให้ J-League เป็นลีกอันดับหนึ่ง เพราะเป็นลีกเอเชียที่มีแฟนบอลทั้งชาวไทยและทั่วโลก วันนี้เราเลยรวมทีมดังในดวงใจในลีคแดนปลาดิบมาให้ทุกคนได้รู้จักกันแบบจัดเต็ม

1.ทีม Kawasaki Frontale
ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับตำแหน่งแชมป์ของตารางเจลีค 2 ปีซ้อน กับทีมตัวแทนจากเมืองคาวาซากิที่ไมไกลตากโตเกียว (จังหวัด Kanagawa) คาวาซากิ ฟรอนทาเล่ เรียกได้ว่าแรงสุดฉุดไม่อยู่จริงๆ (ขอเชียร์ออกนอกหน้าเพราะเป็นทีมในดวงใจของคนเขียนเอง)

jumbo jili

ทีมนี้มีสีประจำสโมสรคือฟ้าและดำ ซึ่งเป็นสีเดียวกับสโมสร Gremio ทีมดังในลีคบราซิล เนื่องจากทั้งสองทีมเป็นพันธมิตรกันมาตั้งแต่ปี 1997 จึงไม่ต้องแปลกใจว่าลวดลายการฟาดแข้งจะแซ่บและไวไม่ต่างจากบอลบราซิล แถมยังมีนักเตะดาวเด่นอย่าง กองกลาง Kengo Nakamura และกองหน้า Yu Kobayashi ที่คว้ารางวัลผู้เล่นอันทรงคุณค่าในปี 2016และ 2017 มาอยู่ในทีมด้วย

ที่มาของชื่อทีม Frontale เป็นภาษาอิตาลี แปลว่า “ข้างหน้า” ซึ่งสื่อถึงจิตวิญญาณของนักบุกเบิกที่พร้อมจะท้าทายและก้าวไปข้างหน้าเสมอ และยังสื่อถึงการพร้อมสู้ศึกอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้นอีกด้วย สโมสรนี้ถือปรัชญา “ส่งเสริมวัฒนธรรมกีฬาและสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมท้องถิ่น” มีการทำกิจกรรมด้านกีฬาเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในท้องถิ่นไปพร้อมกับการมุ่งมั่นฝึกอบรมเยาวชนด้านกีฬาด้วย Kawasaki Frontale มีสนามกีฬา Kawasaki Todoroki Stadium เป็นสนามทีมเหย้า

เหย้า : สนามกีฬา Kawasaki Todoroki Stadium
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟ JR สาย Nambu ลงที่สถานี Musashi-Nakahara เดินอีก 15 นาที หรือนั่งรถไฟสาย Yokosuka มาลงที่สถานี JR Musashi Kosugi ทางออกฝั่งทิศเหนือ แล้วนั่งรถบัสที่ชานชาลาหมายเลข 2 ไปลงที่หน้าสนามกีฬาได้เลย (มีเฉพาะในวันที่มีการแข่งขัน)

สล็อต

2.ทีม Kashima Antlers
ถ้าจะพูดถึงหนึ่งในทีมที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงและโลดแล่นอยู่ในเจลีคมาอย่างยาวนาน ก็คงจะต้องนึกถึงทีม Kashima Antlers (คาชิม่า แอนท์เลอร์ส) ทีมประจำถิ่นของจังหวัดอิบารากิที่มีคนไทยอยู่เยอะมาก มีโลโก้เป็น “กวางเขาเหล็ก”

สิ่งที่ทำให้ทีมนี้โด่งดังมาตลอดก็คือตั้งเเต่เริ่มก่อตั้งเจลีคขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1993 Kashima Antlersก็เป็นทีมที่ไม่เคยตกชั้นลงไปยังลีครองเลยเเม้เเต่ครั้งเดียว แถมด้วยสถิติที่ลงเล่น 24 ฤดูกาลสามารถคว้าเเชมป์เจลีคไปถึง 8 ครั้งทีเดียว แม้เจลีคปีนี้ Kashima Antlers จะตกลงไปอยู่อันดับ 3 ของตาราง แต่ก็ถือว่ายังไม่ทิ้งฟอร์มเดิมไปเท่าไร และยังได้รับการขนานนามว่าเป็นทีมที่มีแนวรับชั้นเยี่ยมและมีแนวรุกที่ดุดันสุดๆเพราะมีดาวดังอย่าง Azuto Uchida, Ken Shoji, Yuto Misao เป็นต้น

ทีมนี้ก่อกำเนิดขึ้นมาในฐานะทีมฟุตบอลของบริษัท Sumitomo ในปี 1947 โดยเคยมีฐานอยู่ที่เมืองOsaka แล้วต่อมาได้ย้ายมาที่เมืองKashima ในจังหวัดอิบารากิ จนได้ลงเล่นบนลีคสูงสุดของญี่ปุ่นมาโดยตลอด

ส่วนสนามเหย้าของทีมนี้ก็คือ Kashima Soccer Stadium อันเป็นสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ในลำดับต้นๆของญี่ปุ่น เพราะสามารถจุแฟนบอลได้ในคราวเดียวถึง 40,728 ที่นั่ง วันไหนที่มีแข่งจะมีแฟนๆโดยเฉพาะชาว Ibaraki ไปรวมตัวกันที่นี่เพื่อเชียร์ทีมในดวงใจกันอย่างเนืองแน่น พร้อมมีรถบัสรับส่งให้ลงที่หน้าสนามกีฬาเลย นอกจากไปเชียร์บอลแล้วที่ Kashima Soccer Stadium ยังมีอะไรๆให้ดู ให้เล่น อีกเพียบ ทั้งจุดชมวิว, โรงยิม, ร้านอาหาร เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

สนามเหย้า: Kashima Soccer Stadium
วิธีการเดินทาง: ขึ้นรถบัส High-speed จากสถานี Tokyo ฝั่งทางออก Yaesu ที่ชานชลาหมายเลข 1 แล้วลงที่สถานี Kashima Soccer Stadium หรือ นั่งรถไฟ JR ที่สถานี Mito ไปลงที่สถานี JR Kashima Soccer Stadium

  1. ทีม Gamba Osaka
    มาถึงทีมดังฝั่งคันไซ netmba Osaka (กัมบะ โอซาก้า) แม้ในตารางล่าสุดสโมสรแห่งนี้จะรั้งอันดับ 8 หลังจากที่เคยร่วงไปเล่นลีครองมาสักพัก จริงๆแล้วสโมสรนี้เคยมีชื่อเสียงและทำผลงานได้ดีมากๆในอดีต จากการคว้าชัยชนะในเจลีคครั้งแรกในปี 2005 นอกจากนี้ ยังสามารถคว้าแชมป์ AFC champion league ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2008 ก่อนจะฟอร์มตกถึงขั้นต้องลงไปเล่นในดิวิชั่น 2 ในปี 2012 และค่อยๆฟื้นคืนตารางหลักมาอีกครั้ง ซึ่งเหล่าแฟนๆก็พยายามลุ้นให้คืนฟอร์มโดยเร็วกันล้นหลาม สโมสรแห่งนี้ยังเคยเป็นทีมเก่าที่ วิทยา เลาหกุล, นที ทองสุขแก้ว, รณชัย สยมชัย อดีตนักเตะทีมชาติไทยเคยไปค้าแข้งด้วยมาแล้ว

ทีม Gamba อยู่ที่เมือง Suita จังหวัดโอซาก้า มีฉายาประจำทีมว่า”เจ้าเวหา” ปัจจุบันมีบริษัท Panasonic เป็นเจ้าของทีม คำว่า Gamba ในภาษาญี่ปุ่นสามารถแปลว่า “พยายามทำให้ดีที่สุด” ก็ได้ โดยมาจากคำว่า Gambare แต่จริงๆชื่อของทีมมาจากภาษาอิตาลีคำว่า Gamba ที่แปลว่า “ขา”

สโมสรแห่งนี้ก่อตั้งเมื่อปี 1980 ในชื่อ สโมสรฟุตบอล Matsushita ในจังหวัดนารา ภายหลังเปลี่ยนชื่อมาเป็น Gamba Osaka เมื่อย้ายมาอยู่ที่จังหวัดโอซาก้าในปี 1991 และได้เข้าร่วมเจลีคในปี 1992 ส่วนสนามเหย้าของทีมนี้ก็คือที่ Suita City Football Stadium ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์ Gamba Osaka ชื่อ Blu STORIA ภายในสนามให้ได้เข้าชมฟรีด้วย

jumboslot

สนามเหย้า : Suita City Football Stadium
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟ monorail สาย Hankyu Kyoto จากสถานี Minami Ibaraki ไปลงที่สถานี Banpaku-kinen-koen แล้วเดินต่อประมาณ 15 นาที หรือ นั่งรถไฟสาย JR kyoto ลงที่สถานี JR Ibaraki แล้วนั่งรถบัสไปลงที่ Expo’70 Commemorative Stadium เดินต่ออีก 10 นาที

  1. ทีม Hokkaido Consadole Sapporo
    วินาทีนี้สำหรับแฟนบอลชาวไทย จะไม่พูดถึงทีมนี้ไม่ได้ Hokkaido Consadole Sapporo ในฐานะต้นสังกัดใหม่ของ “ชนาคุง” ชื่อเล่นใหม่ของ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่ไปเล่นเป็นกองกลางและนำพาสโมสรที่เคยอยู่ท้ายๆของตารางก้าวกระโดดโลดแล่นจนวิ่งแซงขึ้นมาครองตำแหน่งอันดับ 4 ของตารางได้อย่างสวยงาม ที่นี่เป็นสโมสรที่อยู่ในเมืองซัปโปโรบนเกาะฮอกไกโด มีสนามเหย้าคือ Sapporo Dome ที่เป็นสนามไซส์ยักษ์ระดับแนวหน้าของภูมิภาคนี้ นอกจากจะใช้เป็นรังเหย้าของสโมสรแห่งนี้แล้ว ยังถูกใช้สำหรับเป็นสนามเบสบอลของทีม Hokkaido Nippon Ham Fighters ด้วย

ความหมายของชื่อทีมนั้น เกิดจากการผสมคำว่า consado บวกกับคำว่า ole ที่เป็นเสียงร้องแสดงความยินดีในภาษาสเปน ส่วนคำว่า consado นั้นเป็นผวนมาจากคำว่า dosanko ชื่อม้าสายพันธุ์ท้องถิ่นของฮอกไกโด และคำนี้ยังเป็นชื่อเล่นที่ใช้เรียกชาวฮอกไกโดอีกด้วย

สโมสรฟุตบอลอาชีพทีมนี้ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ.1996 และเป็นทีมแรก ที่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นชาวเมืองซึ่งสามารถร่วมลงทุนด้วยในนาม “บริษัท ฮอกไกโด ฟุตบอลคลับ จำกัด (HFC)” เพื่อเป็นการสร้างคุณค่าอีกหนึ่งอย่างให้กับท้องถิ่น โดยชาวเมืองผู้ถือหุ้นจะได้ออกความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินกิจการและสร้างนักกีฬาอาชีพจากท้องถิ่นใน Hokkaido ได้อย่างอย่างเต็มที่ เป็นสโมสรที่ถือได้ว่าเป็นของชาวเมืองอย่างแท้จริง จึงทำให้สโมสรแห่งนี้เติบโตอย่างมีรากฐานมั่นคงและได้รับการสนับสนุนจากชาวเมืองอย่างล้นหลาม

slot

สนามเหย้า : Sapporo Dome
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟสาย Toho จากสถานี Sapporo Subway ไปลงที่สถานี Fukuzumi แล้วเดินต่อไปที่สนามประมาณ 10 นาที หรือสามารถขึ้นรถ Shuttle bus จากสถานี JR Sapporo ไปลงที่สนามได้เลย (เฉพาะวันที่มีการแข่งขัน)

5.ทีม Sanfrecce Hiroshima
Sanfrecce Hiroshima สโมสรอดีตแชมป์เจลีคสามสมัย ปัจจุบันมีนักเตะชาวไทยอย่าง ”เจ้ามุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา ไปค้าแข้งเป็นกองหน้าอยู่ในทีม โดยทีมมีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองฮิโรชิม่า ส่วนชื่อนั้นมาจากการผสมคำว่า San ซึ่งหมายถึงเลข 3 ในภาษาญี่ปุ่นกับ คำว่า frecce ซึ่งแปลว่าลูกศรหรือลูกธนูในภาษาอิตาลี โดยชื่อทีม Sanfrecce มาจากตำนานเรื่องเล่าธนู 3 ดอก ที่โมริ โมโตนาริ ขุนพลสมัยโบราณผู้เรืองอำนาจในแถบฮิโรชิม่าช่วงศตวรรษที่ 16 เคยสอนลูกชายทั้งสามว่าการหักธนูดอกเดียวอาจทำได้ง่ายแต่เมื่อนำธนูมารวมกันถึง 3 ดอกจะแข็งแกร่งจนหักไม่ไหว เพื่อสื่อว่าสามัคคีคือพลังนั่นเอง และเรื่องเล่านี้ก็ปรากฏอยู่ในโลโก้ของสโมสร

สโมสรแห่งนี้เริ่มต้นมาจากการเป็นทีมของบริษัทมาสด้า ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น Sanfrecce Hiroshima ในปี 1992 และมาประสบความสำเร็จในช่วงหลังคือการคว้าแชมป์เจลีคได้ 3 สมัยในปี 2012, 2013 และ 2015 นอกจากนี้ทีมนี้ยังเคยคว้าแชมป์ Japanese Super Cupได้ 3 สมัยในปี 2008, 2013 และ 2014 ฉะนั้น แฟนๆจะไม่เคยผิดหวังในเกมการเล่นของสโมสรนี้ที่ดุเด็ดเผ็ดมันด้วยเกมรุกที่เร็วและชัดเจน
กีฬาก็เป็นอีกรูปแบบที่นิยมกันเป็นอย่างมาก

13 ซูชิสำหรับนักชิมเลเวลสูง

นักชิมซูชิเลเวลแรกๆ ขอแนะนำให้กินซูชิที่กินง่ายๆ แบบไข่หวาน แซลมอน หรือมากุโร่ไปก่อน เมื่อมั่นใจว่าจะสามารถข้ามขั้นได้แล้ว ขอให้ลองตามไปชิมซูชิในลิสต์ทั้ง 13 แบบนี้ดู แล้วจะเรียกว่าสามารถเข้าถึงความเป็นซูชิญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น ขอบอกว่ายิ่งอันดับสูง ก็ยิ่งโหด แต่ก็ยิ่งอร่อยเด็ดเช่นกัน พร้อมยัง? ไปกันเลย

jumbo jili

  1. Uni
    Uni หรือรู้จักกันดีในนามซูชิไข่หอยเม่น (จริงๆ แล้วมันคือ อัณฑะกับรังไข่ของหอยเม่น) ฟังดูโหด แต่ถ้าได้ไปกินร้านที่ของสดๆ แล้วจะรู้เลยว่าต่างกับที่เคยกินในเมืองไทยขนาดไหน เพราะว่าไม่มีกลิ่นคาวแม้แต่นิดเดียว และผิวสัมผัสแบบหลอมละลายในปาก รสชาติเข้มข้น กินแล้วจะหลงรัก
  2. Tobiko
    Tobiko Nigiri ไม่ใช่ไข่กุ้งอย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นซูชิโปะหน้าไข่ของปลาบิน ตามปกติจะมีสีส้มแดง รสออกเค็มอ่อนๆ แต่บางครั้งก็มีการนำไปย้อมเป็นสีอื่น เช่น ย้อมวาซาบิได้ไข่สีเขียว ย้อมขิงได้ไข่สีส้ม หรือย้อมกับหมึกของปลาหมึกจะได้สีดำ

สล็อต

  1. Engawa
    Engawa เป็นส่วนครีบ (หรือส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อ) ของปลาพวกปลาลิ้นหมา จึงสามารถเคี้ยวได้อย่างกรุบกรับ อร่อยเพลิดเพลิน เป็นหนึ่งในซูชิยอดฮิตของคนญี่ปุ่นเลยทีเดียว
  2. Hotate
    Hotate หรือหอลเชลล์ เนื้อหวาน แน่น นุ่ม เป็นหนึ่งในสุดยอดซูชิห้ามพลาดเลยทีเดียว เราสามารถทานได้อย่างเอร็ดอร่อยตลอดทั้งปี แต่จะอร่อยมากเป็นพิเศษในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม
  3. Anago
    Anago เป็นปลาไหลน้ำเค็ม หน้าตาและการปรุงรสจะคล้ายๆ ปลาไหลน้ำจืดอย่าง Unagi แต่โดยตัวเนื้อของ Anago จะมีมันน้อยกว่าและกินได้ง่ายกว่า ไม่เลี่ยน และราคาถูกกว่า Unagi เยอะเลย

สล็อตออนไลน์

  1. Gindara Nigiri
    Gindara Nigiri หรือซูชิปลาหิมะนั่นเอง อย่างที่ทราบว่าปลาหิมะมีเนื้อที่มีรสชาติหวานอร่อย เนื้อแน่นและนิ่ม ยิ่งถ้าเป็นซูชิเนื้อปลาหิมะสดๆ แล้วจะยิ่งผสมผิวสัมผัสที่นุ่มเนียน เคี้ยวเพลิน อร่อยจนลืมแบบต้มหรือย่างไปเลย
  2. Shirasu
    ปลา Shirasu หรือปลาซาร์ดีนจิ๋ว หนึ่งขยุ้มโปะบนข้าวพันสาหร่าย มาเป็นตัวๆ จ้องตาเราเป๋งแบบนี้หลายๆ คนอาจจะกินไม่ลง แต่จริงๆ แล้วช่างหวานอร่อยและอุดมไปด้วยแคลเซียมและแร่ธาตุมากมายเลยล่ะ
  3. Shako Nigiri
    ซูชิกั้ง กั้งที่บ้านเราก็กินดองกินดิบๆ กันแต่ต้องเอาไปแช่น้ำปลาหรือเอาไปยำแซ่บๆ ก่อน แต่ของญี่ปุ่นเขาต้องเอาไปต้มก่อนนำมาทำเป็นซูชิ มีรสออกหวาน เนื้อจะยุ่ยกว่ากุ้งนิดหน่อย หากินยากแต่ถ้าได้เจอก็อยากจะให้ลอง เพราะว่ากั้งญี่ปุ่นก็อร่อยไม่แพ้กุ้งปูเลยทีเดียว

jumboslot

  1. No-re so-re
    No-re so-re เป็นซูชิลูกปลาไหลทะเล ตัวใสมองทะลุได้เลย เสริฟมาแบบพันสาหร่าย เคี้ยวได้กรุบกรับกว่าที่คิดแต่ก็ไม่ค่อยมีรสชาติเท่าไหร่ ออกหวานเพียงนิดหน่อย แต่เรียกว่ากินเอาความรู้สึกในการเคี้ยวเพลินมากกว่า
  2. Natto Maki
    ซูชินัตโตพันสาหร่าย สำหรับคนที่มาญี่ปุ่นจนชินกับนัตโตแล้ว เมนูนี้อาจจะไม่มีปัญหา และอาจจะเป็นเมนูโปรดของคุณไปแล้ว แต่สำหรับมือใหม่ ขอบอกเลยว่าโหดดิบ ทั้งกลิ่น (แรง!) ทั้งผิวสัมผัส (หยืด ยืด เหนอะ) ของถั่วหมักนั้น ไม่กลายเป็นฝันดีก็ฝันร้ายไปเลย เพราะแม้แต่คนญี่ปุ่นเอง คนชอบก็ชอบ คนเกลียดก็เกลียดจริงๆ
  3. Sakura Nigiri
    Sakura ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงดอก sakura หรอก แต่มันเป็นคำเรียกซูชิเนื้อม้าดิบๆ เพราะคนญี่ปุ่นบอกว่าเนื้อเป็นสีชมพูเหมือนซากุระ (อืม ก็ไม่เหมือนนะ แต่ช่างเถอะ) ใช่แล้ว…เนื้อม้า แถมดิบด้วย เพิ่มดีกรีความโหดแบบทวีคูณ โดยต้นตำรับเปิปพิสดารนี้อยู่ที่จังหวัด Kumamoto ใครสนใจเชิญได้เลย

slot

  1. Namako
    Namako หรือแปลไทยได้ว่า ปลิงทะเลนั่นเอง ซูชิปลิงทะเล…เพราะว่าแค่ปลาทะเลมันอ่อนหัดเกินไปไงล่ะ โดยจะมีรสชาติเปรี้ยวนิดๆ ผิวสัมผัสหนึบๆ หน่อย ถ้าก้าวผ่านหน้าตาน่าสยองขวัญแบบนี้ไปได้แล้ว รับรองว่ากินแล้วจะติดใจรสชาติ
  2. Funazushi
    Funazushi เป็นซูชิแบบพิเศษ หากินยาก เป็นซุชิแบบ narezushi หรือซูชิที่ใช้ปลาหมัก (คล้ายๆ ปลาร้านั่นเอง) โดยจะต้องเป็นปลา Nigororobuna ที่พบในทะเลสาบ Biwa ในจังหวัด Shiga เท่านั้น โดยเป็นเมนูที่ทำโดยเชฟซูชิตระกูล Kitamura ที่สืบทอดต่อกันมาถึง 8 รุ่น (ตั้งแต่ปี 1619 เลยทีเดียว) ใครได้ไปเที่ยวลองไปซิมกันค่า

มารยาทคนญี่ปุ่น เป็นเนื้อแท้หรือแค่ภายนอก

เรามักจะได้ยินว่าคนญี่ปุ่นนั้นตรงเวลา ไม่ทิ้งขยะเรี่ยราด ไม่แซงแถว พฤติกรรมเหล่านี้เป็นนิสัยที่แท้จริงของคนญี่ปุ่นจริงหรือ? (บทความเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนที่เขียนจากการสังเกตุการณ์ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรคอมเม้นต์กันได้ค่ะ)

เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม
เคยสงสัยมั้ยว่าคนประเทศแห่งหนึ่งจะมีมารยาทอันยอดเยี่ยมเพราะเนื้อในพวกเขาทุกคนคือคนดีแต่กำเนิด หรือว่ามีเหตุผลอื่น?
คนไทยที่อาศัยอยู่ในจังหวัดที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่เยอะอย่างกรุงเทพหรือชลบุรีคงจะเคยเห็นคนญี่ปุ่นเดินไปกินไป สูบบุหรี่ไม่เลือกที่ หรือใส่หูฟังเปิดเพลงดัง ๆ จนรบกวนคนรอบข้างได้ยินบ้าง ขากสเลดลงพื้นบ้าง นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าคนญี่ปุ่นบางส่วนไม่ได้มีมารยาทโดย ‘เนื้อแท้’ ที่มาจากภายใน แล้วมารยาทนี้มาจากไหนกันนะ

jumbo jili

ให้ลองจินตนาการคนไทยบางคนที่ไม่ได้ฝึกมารยาทอะไรเป็นพิเศษ แต่พอถึงเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็สามารถรอต่อคิวยาว ๆ ได้ ไม่เดินไปกินไปได้ ไม่ทิ้งขยะเรี่ยราดตามทางได้เหมือนคนญี่ปุ่น ถ้านึกจะทำก็ทำได้เช่นกัน นั่นก็เพราะแต่ละสังคมมีกฏที่กำหนดให้คนในสังคมต้องทำตาม ใครที่ไม่ทำตามจะถูกมองเป็นแกะดำและถูกตำหนิติเตียนได้ เรียกว่าเป็นมารยาทที่เกิดจากกฏเกณท์ทางสังคมก็ได้ค่ะ
แล้วอะไรบ้างที่ทำให้คนญี่ปุ่นต้องมีมารยาท ไม่ว่าจะเป็นนิสัยที่แท้จริงจากภายในหรือไม่

ความเกรงใจต่อผู้อื่นในที่สาธารณะ เพราะประชากรหนาแน่นจึงต้องหาทางอยู่ร่วมกัน
ปี 2018 ประเทศญี่ปุ่นมีประชากร 127 ล้านคน แต่เฉพาะในโตเกียว 23 เขต มีประชากร 9.27 ล้านคน จังหวัดโตเกียวมีพื้นที่รวม 2,188 ตารางกิโลเมตร ซึ่งยังไม่นับรวมคนที่อาศัยอยู่นอกโตเกียวแต่นั่งรถไฟหรือรถบัสไป-กลับเพื่อทำงานที่โตเกียว เพราะที่อยู่อาศัยในโตเกียวแพงมากถึงแม้จะเป็นการเช่าอยู่ ถึงจะได้ห้องราคาถูกแต่ห้องส่วนใหญ่ก็มีลักษณะคับแคบทำให้คนส่วนหนึ่งนิยมอาศัยอยู่รอบนอกโตเกียวอย่างโยโกฮาม่าหรือชิบะที่ตั้งของโตเกียวดิสนี่ย์แลนด์นั่นเอง แถมรถไฟก็รวดเร็วตรงเวลาทำให้คนนิยมออกไปอยู่นอกโตเกียวเป็นจำนวนมาก

สล็อต

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทุกวันมีคนจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนเดินทางเข้ามายังโตเกียวเพื่อทำงานและท่องเที่ยว ทุกเช้าจะเห็นรถไฟอันเบียดเสียดอัดกันเป็นปลากระป๋องทุกครั้งไป ทำให้มีความเคร่งครัดมารยาททางสังคม หรือที่เรียกง่ายๆว่า ‘ความเกรงใจ’ เช่น ไม่ควรเดินเข้าขบวนรถไฟก่อนคนข้างในจะเดินออกมา ไม่ควรใช้โทรศัพท์บนรถไฟในชั่วโมงเร่งด่วน การต่อแถว ยืนชิดซ้ายเดินชิดขวา การไม่ทิ้งขยะในที่สาธารณะ หรือแม้กระทั่งการปิดฝาโถส้วมในสถานีรถไฟหลังใช้เสร็จ
จะเห็นว่าสิ่งที่กล่าวมาไม่ได้เป็นสิ่งที่โดน ‘ห้าม’ หรือถูกบังคับให้ทำทั้งหมด แต่เป็นการสร้างความลื่นไลของกลไกในสังคมที่จะทำให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดีไม่มีสะดุด

แล้วถ้าไม่ทำตามมารยาททางสังคมล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น? บอกได้เลยว่าคุณจะโดนมองบน มองด้วยหางตา มองด้วยสายตาเสียดแทงบาดลึกไปถึงหัวใจ เพราะถึงแม้คนโตเกียวจะไม่ยุ่งเรื่องคนอื่นที่ไม่รู้จัก แต่ก็มองคนที่ไม่ทำตามแนวทางที่ควรทำว่าเป็นพวกป่าเถื่อน ไม่มีความศิวิไลซ์ ทำให้คนญี่ปุ่นทั้งหลายดูมีวินัย เกรงใจผู้อื่น
แต่สำนึกทุกอย่างจะมลายหายไปหลังเที่ยงคืน โดยเฉพาะคืนวันศุกร์หรือวันเสาร์ ไม่เชื่อลองไปแหล่งที่เต็มไปด้วยร้านเหล้าอิซากายะดูสิ สมบัติผู้ดีแทบจะหายไปหมดสิ้น

สล็อตออนไลน์

กฏหมายที่ดี บังคับใช้จริงจัง และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีคุณภาพ
จากข้อข้างต้นเราพูดถึง ‘มารยาททางสังคม’
ส่วนข้อนี้เป็น ‘ข้อกฎหมายที่ต้องทำ’

กฏหมายคือกฏหมาย ถ้าไม่ทำตามจะเป็นปัญหาใหญ่ต่อสังคมและสามารถสร้างความเสียหายวงกว้างได้ รัฐถึงต้องคอยควบคุมกำกับให้สังคมอยู่ในสภาพเรียบร้อย อย่างกฎหมายเกี่ยวกับการขับรถ การดื่มไม่ขับ การหยุดให้คนข้าม หรือแม้กระทั่งการสูบบุหรี่ต้องสูบในที่ ๆ สามารถสูบได้เท่านั้น แท็กซี่ที่ขับรถชนท้ายรถคันอื่น ถึงแม้จะไม่มีผู้โดยสารอยู่ในรถ แต่ก็จะถูกพักใบอนุญาตทำงาน 30 วัน รวมไปถึงการลักเล็กขโมยน้อยที่มีค่าปรับที่สูงมากและมีโอกาสติดคุกได้ง่ายๆ อีก

ดังนั้นคนญี่ปุ่นจะไม่ค่อยเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายเพราะโทษปรับที่รุนแรง เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างแข็งขัน เพราะอาชีพตำรวจถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีในประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นการทำอะไรที่ผิดศีลธรรมเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในสังคมญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เกิดอาชญากรรมน้อยเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

jumboslot

แน่นอนญี่ปุ่นก็มีคนไม่ดี มีคนที่อยากทำอะไรมักง่ายอยู่บ้าง แต่ความที่อาจจะสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย แถมคำนวณดูแล้วมันไม่คุ้ม เลยต้องจำใจทำตามกฏระเบียบไป (พูดง่าย ๆ คือลึก ๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นคนดีมาก แต่การทำผิดกฏหมายมันไม่คุ้มก็แค่นั้น) จริง ๆ นี่ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการมีกฏหมายนะ

บางทีก็คือการทำเพื่อหน้าตาของตนเอง
เมื่อเราเดินท่องเที่ยวไปตามตรอกซอกซอยที่เป็นโซนที่อยู่อาศัย เราจะเห็นว่าบ้านแต่ละหลังดูสะอาดมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีการจัดสวนที่สวยงาม ไม่มีขยะหรือใบไม้มากมายอยู่บริเวณหน้าบ้าน แต่รู้หรือไม่ข้างนอกบ้านนั้นคือมายา! ในบ้านสิของจริง!!!

ขอเล่าประสบการณ์ตรงที่ได้เจอด้วยตนเอง (゚▽゚) เมื่อได้เจอกับสามีครั้งแรกดูเป็นผู้ชายญี่ปุ่นที่เรียบร้อยและเนี้ยบมาก ดูเป็นผู้ชายสะอาดสะอ้าน จนกระทั่งได้แต่งงานและย้ายเข้าบ้านเท่านั้นแหละคุณขา จะเป็นลม สามีเคยใช้ชีวิตกับแม่สองคนในบ้านหลังนี้ ก่อนที่คุณแม่จะย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา (บ้านพักคนชราที่นี่ไม่ใช่ถูก ๆ นะคะ ตกเดือนละ 60,000 – 90,000 บาท) จนเสียชีวิต ภายหลังสามีก็ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว บ้านของสามีเป็นบ้านขนาด 3 ชั้น ห้องนอนทั้งหมด 4 ห้อง ตอนที่มาถึงสามีใช้ห้องนอนเพียงห้องเดียว ที่เหลือเป็นห้องกองขยะ ไม่ใช่สิ! ขอเรียกว่า “ห้องเก็บของ” สถานภาพของตนเองในขณะนั้นเปลี่ยนจากเมียมาเป็นแจ๋วในทันที ใช้เวลาทั้งหมดครึ่งปีในการเคลียร์ขยะและจัดข้าวของต่าง ๆ ให้เป็นที่เป็นทาง อยากจะเล่าให้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่าคนญี่ปุ่นบางคนในและนอกไม่เหมือนกัน ที่ดูเนี้ยบสะอาดนั้น บางทีก็เป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่เค้ารักษาไว้ให้คนนอกเห็น

slot

แยกระหว่างคนในและคนนอก
คนญี่ปุ่นอย่างที่เรารู้คือเป็นชนชาติที่มีความเป็นส่วนตัวสูงมาก ทำให้เกิดการแบ่งแยก ‘คนใน – คนนอก’ (อุจิ-โซโตะ) ซึ่งคน ๆ เดียวกันสามารถเป็นคนใน – คนนอกได้ตามแต่ละสถานการณ์ ขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงส่วนตัวนะคะ

มีเพื่อนเป็นคุณแม่ชาวญี่ปุ่นนามสมมุติ A ซัง โดยคุณ A ซังอยู่ในคลาสคุณแม่มือใหม่เดียวกัน กรุ๊ปเดียวกัน (ในคลาสจะแบ่งกรุ๊ปย่อยเพื่อให้คุณแม่ ๆ ได้มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น) รู้จักกันและพูดคุยถูกคอ A ซังจึงชวนพาลูกไปเล่นและดื่มชากาแฟที่บ้าน แต่เมื่อมาที่บ้านในบ้านของ A ซังก็มีคุณแม่อยู่ด้วย เลยได้รับการต้อนรับแบบคนนอก (แขก) A ซังและคุณแม่ของ A ซังเวลาคุยกันจะเป็นคนใน เพราะเป็นครอบครัวเดียวกัน ส่วนเราเป็นคนนอก จะถูกปฏิบัติอีกแบบ ทำให้เข้าไปบ้านครั้งแรกมีความเก้ๆ กังๆ หน่อย

คนในคนนอกไม่เพียงใช้แต่เฉพาะคนญี่ปุ่นด้วยกันเท่านั้น ยังใช้ในกรณีที่เป็นชาวต่างชาติแยกกับชาวญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน ทำให้บางครั้งการปฏิบัติต่อชาวต่างชาติกับชาวญี่ปุ่นด้วยกันแตกต่างกัน การปฏิบัติเช่นการใช้ระดับความสุภาพของภาษา การแสดงกริยาท่าทางเวลามีปฏิสัมพันธ์ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นเคร่งครัดในการปฏิบัติซึ่งต่างจากคนไทยอย่างชัดเจนไม่ว่าใครที่ไหนก็สามารถเรียกเป็นพี่ น้อง ป้า น้า อา ลุง เสมือนญาติเราได้หมด เจอครั้งแรกก็ถามชื่อเล่นและเรียกได้ตั้งแต่ยังไม่รู้จักอะไรกันเลย ถ้าไปทำแบบนี้ที่ญี่ปุ่นจะโดนมองแรงเอานะ

ถ้าให้เลือก จะเลือกแบบไหนกันคะ? อยู่กันอย่างสบาย ๆ มักง่ายทำอะไรตามใจ หรือจะเคร่งเครียดต้องทำตามกฎและหลักปฏิบัติในสังคมจนอ่อนล้า เป็นไปได้ไหมที่เราจะสามารถสร้างความสมดุลระหว่างความสุขและรักษากฏข้อปฏิบัติ ส่วนตัวคิดว่าการรักษามารยาททางสังคมเป็นการให้เกียรติทั้งตนเองและผู้อื่นที่อยู่รอบข้างค่ะ มาช่วยกันทำสังคมให้น่าอยู่โดยเริ่มที่ตัวเรากันนะคะ คนญี่ปุ๋นจะทำตามวัตนธธรรมของเขาแบบเค่งคัดเสมอ

หาเพื่อนญี่ปุ่นกัน : มารยาทโต๊ะอาหารแบบญี่ปุ่น

แต่ละประเทศก็มีวัฒนธรรมที่ต่างกันไป ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญเรื่องขนบธรรมเนียมและมารยาทเป็นอย่างมาก เราจึงควรเรียนรู้และปฏิบัติตามของเขาเพื่อเป็นการให้เกียรติและเข้ากันได้ดีอย่างไม่ต้องอึดอัดใจ

เรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารญี่ปุ่นนั้นยังมีหลายคนที่ปฏิบัติด้วยความเข้าใจผิด ดังนั้นจึงถือโอกาสมาแนะนำมารยาททั่วไปที่พึงปฏิบัติบนโต๊ะอาหาร

มารยาทบนโต๊ะอาหาร

jumbo jili

1 วิธีใช้ตะเกียบที่ถูกต้อง
อุปกรณ์รับประทานอาหารที่สำคัญของญี่ปุ่นคือตะเกียบ จึงควรใช้ให้ถูกต้องและพึงระวังว่าไม่ควรใช้ตะเกียบเหมือนเป็นช้อน มีด หรือส้อม วิธีใช้ตะเกียบและข้อควรระวังง่ายๆ มีดังนี้
1 ไม่ควรใช้ตะเกียบเขี่ยเพื่อเลื่อนจานชามให้มาใกล้ตัว
2 ไม่ปักตะเกียบบนข้าวเพราะถือเป็นการให้อาหารคนตาย
3 ระหว่างรับประทานหากต้องการพักให้วางตะเกียบลงบนที่วางตะเกียบ
4 หากไม่มีให้พับซองตะเกียบเพื่อใช้วางแทน
5 และเมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วให้วางตะเกียบที่ด้านข้างเยื้องไปข้างหน้าจะเป็นการสุภาพที่สุด

สล็อต

2 ห้ามเอาศอกเท้าโต๊ะ
เวลารับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับคนญี่ปุ่น ควรนั่งอย่างสำรวม ไม่เอาศอกเท้าบนโต๊ะเพราะเป็นการทำเสียมารยาท ควรถือชามข้าวหรือถ้วยซุปขณะรับประทานอาหารจึงเป็นมารยาทที่ถูกต้อง โดยยกชามหรือถ้วยขึ้นมาอยู่ในระดับอก

3 ผ้าเย็นสำหรับเช็ดมือเท่านั้น
ญี่ปุ่นมีธรรมเนียมการเสิร์ฟผ้าเย็น เป็นผ้าขนหนูผืนเล็กที่แช่ไว้ในตู้เย็นสำหรับเช็ดมือ ผ้าดังกล่าวไว้ใช้สำหรับทำความสะอาดมือเท่านั้น ไม่นำมาใช้ซับเหงื่อ เช็ดหน้า ลำคอ ขา โต๊ะ และของใช้อื่นๆ

4 เมนูเส้นซดมีเสียงได้
เมื่อรับประทานอาหารที่เป็นเมนูเส้นๆ เช่น โซบะ อุด้ง ราเม็ง คนญี่ปุ่นมักจะซดเสียงดังมาก ในการดูดเส้นเสียงดังแบบนี้ไม่ถือเป็นการเสียมารยาทเนื่องจากการซดเสียงดังเป็นการแสดงถึงความอร่อยของอาหารเส้น และเป็นการให้เกียรติพ่อครัว

สล็อตออนไลน์

5 ของที่กัดแล้วห้ามใส่คืนในจาน
อาหารที่หยิบมารับประทานและกัดลงไปแล้วไม่ควรเอากลับคืนไปวางบนจานอีก สำหรับเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตามมารยาทอย่างเดียวเนื่องจากมีหลายคนถือ อีกทั้งโดยสามัญสำนึกแล้วก็เป็นเรื่องน่ารังเกียจที่เอาของเหลือจากตัวเองไปให้คนอื่นรับประทานต่อ ให้คีบอาหารชิ้นนั้นค้างไว้จนกว่าจะรับประทานจนหมดชิ้น รวมไปถึงไม่ควรใช้ตะเกียบสัมผัสส่วนใดส่วนหนึ่งของอาหารที่ตัวเองรับประทานไม่ได้ด้วย ให้คีบเฉพาะของที่ตัวเองจะกินเท่านั้น

6 มารยาทในการรับประทานซาชิมิและซูชิ
การรับประทานซาชิมิกับซูชิโดยปกติแล้วจะรินโชยุใส่จานเล็กพอประมาณ ทาวาซาบิลงบนชิ้นซูชิหรือซาชิมิที่ต้องการโดยตรง ไม่ละลายวาซาบิลงในโชยุ ถ้าเป็นซูชิให้จิ้มโชยุด้านที่เป็นเนื้อปลาไม่ใช่ด้านที่เป็นข้าวเพราะข้าวอาจแตกกระจายได้ และรับประทานให้หมดภายในคำเดียว สามารถใช้มือแทนตะเกียบได้

jumboslot

7 กล่าวคำว่า “อิตะดะคิมัส” ก่อนรับประทานอาหาร
“อิตะดะคิมัส (Itadakimasu)” เป็นประโยคที่น่าจะคุ้นหูใครต่อใครดี มีความหมายว่าขอรับอาหารมื้อนี้ กล่าวเพื่อแสดงความรู้สึกขอบคุณต่อพ่อครัว บรรดาเกษตรกรทั้งหลายที่ทำการเพาะปลูกวัตถุดิบในจาน และขอบคุณต่อวัตถุดิบทุกประเภทที่ได้สละชีวิตมาเป็นอาหาร

8 กล่าวคำว่า “โกะจิโซซามะเดชิตะ” หลังรับประทานอาหารเสร็จ
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย คนญี่ปุ่นก็มีคำกล่าวเป็นธรรมเนียมเหมือนเช่นตอนก่อนรับประทาน “โกะจิโซซามะเดชิตะ (Gochisousamadeshita)” คือคำที่ควรกล่าว แปลได้ว่า “ขอบคุณสำหรับมื้ออาหาร” เพื่อแสดงความซาบซึ้งในความเหนื่อยยากของผู้ที่ประกอบอาหารนั้นในทุกฝ่าย

slot

9 น้ำซุปไม่มีช้อนให้
ชุดอาหารญี่ปุ่นมักจะมีน้ำซุปมาด้วย แต่ไม่มีช้อนให้เนื่องจากคนญี่ปุ่นยกถ้วยขึ้นดื่ม มารยาทที่ดีในการดื่มซุปคือใช้มือซ้ายประคองด้านข้างถ้วยซุป ส่วนมือขวาเปิดฝาถ้วย วางหงายฝาเอาไว้ด้านขวามือของถ้วย และเมื่อรับประทานเสร็จแล้วก็ให้ปิดฝากลับไปเหมือนเดิม

10 ตำแหน่งในการนั่งรับประทานอาหาร
เมื่อมีงานเลี้ยงรับประทานอาหารร่วมกันในห้องส่วนตัว ควรจัดให้แขกคนสำคัญ ผู้หลักผู้ใหญ่ และเจ้านายอาวุโสนั่งไกลจากประตู หรือที่นั่งนั้นสามารถมองเห็นวิวสวยๆ ได้ถนัด แบบนี้ถือเป็น “ที่นั่งสูง” เพื่อเป็นการให้เกียรติ ส่วนที่นั่งซึ่งอยู่ใกล้ประตูมากที่สุดถือเป็น “ที่นั่งต่ำ” สำหรับผู้ร่วมงานที่อายุน้อยกว่า เด็กกว่า คนญี่ปุ๋นจะทำตามวัตนธธรรมของเขาแบบเค่งคัดเสมอ

มาทำความรู้จัก 8 ประเภทซูชิของญี่ปุ่นเถอะ

เมื่อพูดถึงอาหารญี่ปุ่น หลายๆ คนคงจะนึกถึง ซูชิ ใช่ไหม ทราบไหมว่า ว่าซูชิสามารถแบ่งได้กี่ประเภท? แล้วซูชิที่คุณชอบทานนั้นเรียกว่าอะไร? จริงๆ แล้วซูชิสามารถแบ่งออกได้หลายประเภทมากๆ ตามวิธีการทำ รูปร่าง และขนาด คราวนี้เอาหลักๆ 8 ประเภทมาให้รู้จักกัน

  1. Nare Sushi
    Nare Sushi ถือเป็นต้นกำเนิดของซูชิเลยก็ว่าได้ เป็นการนำข้าวสวย และเกลือมาหมักจนเกิดข้าวหมัก และนำปลาไปหมักจนมีรสเปรี้ยว (วิธีการก็คล้ายๆ การทำปลาร้าของบ้านเรานี่เอง) จนกลายมาเป็น Nare Sushi แม้ซูชิประเภทนี้จะมีกลิ่นเหม็นมาก แต่ก็ถือได้ว่าเป็นอาหารสุดหรูของญี่ปุ่นในปัจจุบันเลยทีเดียว

jumbo jili

  1. Nigiri Sushi
    Nigiri Sushi เป็นซูชิที่พวกเราคุ้นเคยกันมากที่สุดนี่เอง คือการใช้ข้าวคลุกกับน้ำส้มสายชู แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนพอดีคำ วางเนื้อปลาไว้ด้านบน หรืออาจป้ายวาซาบิไว้ระหว่างข้าวและเนื้อปลาเพื่อเพิ่มรสชาติ โดย Nigiri sushi ที่ดีนั้นจะมีสมดุลย์ของ ปริมาณข้าว รสชาติข้าว วาซาบิ และปริมาณเนื้อปลาที่ดี เป็นศาสตร์อาหารที่ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างเข้มงวด
  2. Maki Sushi
    Maki Sushi มีลักษณะเป็นข้าวปั้นห่อสาหร่าย หรือที่บ้านเรารู้จักกันในชื่อของ Sushi Roll ทราบไหมว่า Maki Sushi นี้เป็นซูชิสไตล์ใหม่ที่เกิดจากการปรับปรุงรูปแบบซูชิให้เข้ากับชาวตะวันตก โดยม้วนเข้า

สล็อต

กับสาหร่ายให้กินง่าย ส่วนวิธีการม้วนนั้น จะมีแบบที่สาหร่ายอยู่ด้านนอกและสาหร่ายอยู่ด้านในด้วย โดยจะวางข้าวเป็นแนวยาว แล้ววางเนื้อปลาหรือไส้อื่นๆ เอาไว้ด้านบน ก่อนจะห่อด้วยไม้ห่อแบบพิเศษที่มีลักษณธเหมือนมู่ลี่ ก่อนจะนำมาตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ พอดีคำ

  1. Temaki Sushi
    Temaki Sushi แปลตรงตัวได้ว่า เป็นซูชิแบบที่ม้วนด้วยมือ ต่างกับ Maki Sushi ตรงที่เชฟจะห่อข้าวซูชิและไส้ต่างๆ ด้วยสาหร่ายกรอบให้เป็นรูปกรวย จะได้ถือกินได้ง่าย ปกติซูชิประเภทนี้จะมีไส้หลายอย่าง ไม่จำกัดที่ปลาชนิดเดียว อาจจะใส่อาโวคาโ หรือไข่ปลาหลากหลายผสมลงไป เป็นอีกซูชิสมัยใหม่ที่ได้รับความนิยม

สล็อตออนไลน์

  1. Gunkan Sushi
    Gunkan Sushi เป็นซูชิที่ใช้สาหร่ายพันรอบข้าว แล้วโปะเครื่องต่างๆ ไว้ด้านบน คำว่า Gunkan ในภาษาญี่ปุ่นนั้นหมายถึงเรือรบ เนื่องจากหน้าตาของซูชิแบบนี้ดูคล้ายเรือรบนั่นเอง Gunkan Sushi เกิดขึ้นจากการทดลองทำซูชิจากวัตถุดิบแบบใหม่ๆ อย่างไข่กุ้ง อิคุระ หรือไข่หอยเม่น ที่เป็นวัตถุดิบที่ไม่ไม่เกาะเป็นก้อน ทำให้ต้องใช้สาหร่ายในการช่วยพยุงเอาไว้
  2. Chirashi Sushi
    Chirashi Sushi นี้ บ้านเรารู้จักกันในนาม “ข้าวหน้าปลาดิบ” นั่นเอง จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องเป็นปลาดิบก็ได้ อาจจะเป็นไข่ปลา กุ้งต้ม ผักต่างๆ รวมไปถึงไข่หวานซอยเป็นเส้น โรยไปบนข้าวให้มีสีสีนสวยงาม

jumboslot

น่ากิน ประเด็นสำคัญของ Chirashi Sushi นั้นคือการใช้ข้าวซูชิ หรือข้าวสวยคลุกน้ำส้ม แล้วโรยหน้าด้วยเครื่องต่างๆ เท่านั้นเอง

  1. Oshi Sushi
    Oshi Sushi แปลตรงตัวก็คือ “ซูชิกด” เป็นซูชิในสไตล์คันไซ ที่จะนำเอาข้าวซูชิและปลาดิบเรียงลงในกล่องแล้วกดทับให้แน่น จนความอร่อยของปลาซซึมเข้าไปในข้าว หน้าตา Oshi Sushi นี้อาจดูคล้ายๆ กับ Nigiri Sushi แต่จะต่างกันตรงที่จะใช้การกดข้าวให้แน่นแทนการปั้น โดยตัวซูชิจะมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยม เพราะเกิดจากการอัดในแม่พิมพ์และนำมาตัดแบ่งให้เป็นชิ้นพอดีคำนั่นเอง

slot

  1. Inari Sushi
    Inari Sushi หรือซูชิเต้าหู้หวาน เป็นการนำข้าวซูชิที่ปรุงรสเพิ่มมายัดลงในเต้าหู้ทอดรสชาติหวานมัน ที่มีลักษณะเป็นถุง ชื่อ Inari นั้นตั้งตามชื่อของเทพเจ้า Inari ของญี่ปุ่น ที่มีความเชื่อกันว่าโปรดปรานเต้าหู้ทอดเป็นที่สุด Inari Sushi เป็นซูชิกินง่าย ฉะนั้นจึงถูกใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่เลยทีเดียว ญี่ปุ่นชอบการกินแบบนี้มากค่ะ

รู้จักอาหารหลักญี่ปุ่น 5 ชนิด

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ และอาหารญี่ปุ่นก็มีให้เลือกรับประทานหลากหลายเมนู ทำจากวัตถุดิบที่เน้นคุณภาพสูงและความสดใหม่ ทำให้เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมอาหารที่เป็นที่นิยมของคนทั่วโลก ในหัวข้อนี้จะขอแนะนำอาหารญี่ปุ่นน่าลิ้มลอง 10 ประเภท ที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวตั้งแต่กรรมวิธีการทำจนถึงวิธีรับประทาน

jumbo jili

  1. ซูชิ (Sushi)
    ซูชิ คืออาหารที่ทำขึ้นด้วยการนำชิ้นปลาดิบประเภทต่างๆแล่เป็นชิ้นพอดีคำและวางบนข้าวที่ปั้นเป็นก้อนขนาดใกล้เคียงกันซึ่งข้าวที่นำมาทำซูชินั้นจะมักจะมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชูและวาซาบิ สำหรับซูชิที่ไม่ใส่วาซาบิจะมีชื่อเรียกว่า วาซาบินุกิ (Wasabi Nuki) นอกจากปลาดิบที่วางบนข้าวแล้วก็ยังมีหน้าแบบอื่นๆ ด้วย เช่นกุ้ง ปลาหมึก แตงกวา หัวไชเท้าดอง ไข่หวาน เห็ด หรือเนื้อวัวเป็นต้น เวลารับประทานนิยมจิ้มกับโชยุหรือวาซาบิเพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อยยิ่งขึ้น

สำหรับครอบครัวญี่ปุ่น ซูชินั้นไม่ใช่อาหารที่ทำกินกันเองตามบ้านเป็นประจำทุกวัน แต่เป็นอาหารที่กินกันในโอกาสพิเศษเป็นหลัก

สล็อต

  1. ราเมน (Ramen)
    ราเมน หนึ่งในเมนูอาหารเส้นยอดนิยมในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นอาหารที่ได้รับการเผยแพร่มาจากจีน จุดเด่นของราเมนอยู่ที่น้ำซุปที่มีหลายรสชาติ เช่น น้ำซุปเกลือ (Shio), น้ำซุปเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น (Miso), น้ำซุปจากโชยุ (Shoyu), หรือน้ำซุปจากการเคี่ยวกระดูกหมู (Tonkotsu) โดยนอกจากซุปมาตรฐานสี่อย่างแล้ว ยังมีราเมนสูตรเฉพาะในแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศอีกด้วย ในชามราเมนนอกจากเส้นกับน้ำซุปแล้วก็ยังมีเครื่องเคียงต่างๆ เช่นชาชูหรือหมูสไลด์ เนื้อวัว สาหร่ายทะเล ไข่ต้ม ต้นหอม หน่อไม้ และผักต่างๆ

สล็อตออนไลน์

  1. ทงคัตสึ (Tonkatsu)
    คือเนื้อหมูสันนอกหั่นชิ้นหนาเล็กน้อย ชุบกับไข่และแป้งปรุงรส คลุกเกล็ดขนมปัง ก่อนจะนำลงไปทอดในน้ำมันร้อนจัดให้กรอบนอกนุ่มใน

นี่เป็นอาหารยอดนิยมอย่างนึงที่มักจะทำรับประทานเองกันที่บ้าน เวลาเสิร์ฟก็มักจะมีซอสสูตรพิเศษที่เป็นซอสของทงคัตสึโดยเฉพาะ รสชาติออกหวานอมเปรี้ยว หรือจะรับประทานกับซอสผสมมิโสะก็ได้ แล้วก็มีเครื่องเคียงยอดนิยมเป็นกะหล่ำปลีหั่นเป็นเส้น (อาจจะใส่น้ำสลัดเพิ่มตามชอบ) นอกจากนี้หากนำไปรับประทานโดยโปะบนข้าวสวย พร้อมน้ำซุปดาชิกับไข่ข้นราดบนข้าว ก็จะเรียกว่า คัตสึด้ง ซึ่งเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

jumboslot

  1. นิคุจากะ (Nikujaga)
    วัตถุดิบหลักสองอย่างคือเนื้อวัวต้มกับมันฝรั่งในน้ำซุปดาชิ เรียกได้ว่าเป็นสตูว์ในสไตล์ญี่ปุ่น และมักจะมาพร้อมกับส่วนประกอบอื่นๆอีกหลายอย่าง แครอท หอมหัวใหญ่ ถั่วลันเตา ปรุงรสด้วยน้ำตาล โชยุ สาเก มิริน เมื่อทำเสร็จแล้วจะมีกลิ่นหอมและมักจะมีสีน้ำตาล หรือบางที่อาจเพิ่มสีสันสดใสด้วยผักหลายชนิด นิยมรับประทานกันในฤดูหนาวเพื่อช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น

นอกจากนี้นิคุจากะยังเป็นอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่จัดอยู่ในประเภทอาหารครอบครัว ที่ส่วนใหญ่จะทำรับประทานกันเองในบ้าน และไม่ได้เป็นอาหารชื่อดังที่ชาวต่างชาตินิยมสั่งตามร้านอาหาร แต่เราก็อยากแนะนำให้ทุกท่านลองสั่งดูซักครั้ง

slot

  1. โซบะ (Soba)
    คืออาหารเส้นที่ทำมาจากแป้งบัควีต และเมนูที่ทำจากโซบะก็มีหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งยังมีแบบร้อนกับแบบเย็นให้ได้เลือกรับประทานตามฤดูกาล

โซบะสามารถหารับประทานได้ทั่วไปในญี่ปุ่นทั้งในท้องถิ่นและตามเมืองใหญ่ มีเครื่องเคียงหลายแบบเช่น วาซาบิ เทมปุระ อินาริซูชิ (เต้าหู้ทอดห่อข้าว) เนื้อปลาโอตากแห้ง (Katsuobushi) หรือจะนำโซบะไปทำเป็นอาหารอย่างอื่นเลยก็ได้ เช่น นำไปใส่ในแกงกะหรี่

ความพิเศษอีกอย่างของโซบะก็คือ วิธีกินหลายวิธีมีการแยกซอสที่จุ่มเส้นกับเส้นออกจากกัน สามารถจุ่มซอสเพื่อเพิ่มรสชาติความอร่อยได้ เช่นซอสโซบะสึยุ อีกทั้งน้ำต้มโซบะก็มีคุณค่าทางอาหารมาก นิยมรับประทานเป็นน้ำซุปด้วย คนญี่ปุ่นถือการกินนี้เป็นวัตธนธรรมสืบต่อกันมา

รู้จักวัตถุดิบเฉพาะของอาหารญี่ปุ่น 10 ชนิด

ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่น่าจะคุ้นเคยกับอาหารญี่ปุ่นกันเป็นอย่างดีแล้ว แต่ก็อย่างที่เชฟหลายคนบอกไว้ว่าการรู้จักวัตถุดิบในอาหารแต่ละชนิด จะยิ่งทำให้เราได้รู้คุณค่าและเข้าใจความอร่อยมากขึ่้นกว่าเดิม วันนี้เราจึงพาไปทำความรู้จักกับวัตถุดิบ 10 ชนิดที่พบได้บ่อยในเมนูอาหารญี่ปุ่นทั่วไป ซึ่งจะทำให้การกินอาหารญี่ปุ่นครั้งหน้าของคุณอร่อยขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

  1. วาซาบิ (Wasabi)
    หนึ่งในวัตถุดิบญี่ปุ่นซึ่งคนไทยน่าจะรู้จักกันมากที่สุด แม้จะมีรสชาติที่ใกล้เคียงกับพริก แต่ความเผ็ดร้อนของวาซาบินั้นก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตรงที่ไม่ได้เผ็ดร้อนบริเวณลิ้น แต่เป็นความเผ็ดแบบฉุนขึ้นจมูกจนอาจทำให้น้ำตาไหลได้หากทานในปริมาณที่มากเกินไป
    แต่ต้องบอกว่าวาซาบิส่วนใหญ่ที่เราได้กินกันจะไม่ใช่วาซาบิแท้หรือวาซาบิสด แต่จะเป็นวาซาบิเทียมที่ทำมาจากฮอร์สแรดิชผสมกับผงมัสตาร์ดและแป้ง เนื่องจากมีราคาถูกกว่า และเก็บได้นานกว่าวาซาบิสด โดยทั่วไปจะมีเฉพาะร้านอาหารหรูๆหรือร้านซูชิราคาแพงเท่านั้นที่เสิร์ฟวาซาบิสดให้ ซึ่งจะได้กลิ่นที่หอมกว่า และให้รสเผ็ดแสบยาวนานกว่าวาซาบิ

jumbo jili

เทียม โดยจะเห็นได้จากการนำต้นวาซาบิมาฝนกับหนังฉลาม ซึ่งต้นวาซาบิจริงๆหนึ่งต้นที่นำมาใช้นั้นมีราคาค่อนข้างสูง (หลายร้อยถึงหลักพันบาท) สาเหตุที่มีราคาแพงก็เพราะว่าวาซาบิเป็นพืชที่ปลูกได้ยาก โดยมีเงื่อนไขหลักคือต้องปลูกในที่ดินที่มีน้ำสะอาดไหลผ่าน และน้ำจะต้องมีอุณหภูมิประมาณ 13-18 องศา แม้ในประเทศญี่ปุ่นเองก็พื้นที่มีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่สามารถปลูกวาซาบิได้
เมนูที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีกับการทานคู่กับวาซาบิก็คือ “ซูชิ” สาเหตุเป็นเพราะวาซาบินั้นมีคุณสมบัติช่วยขจัดแบคทีเรียและพยาธิต่างๆ ที่อาจหลงเหลืออยู่บนเนื้อปลาดิบ และรสเผ็ดร้อนของมันยังช่วยดับกลิ่นคาวปลาอีกด้วย นอกจากการเป็นเครื่องเคียงแล้ว ยังนิยมเอาวาซาบิไปผสมกับน้ำสลัดหรือมายองเนส เพื่อเอาไปทานคู่กับสลัด แซนด์วิช ไปจนถึงขนมญี่ปุ่นหลายชนิดที่นำวาซาบิไปผสมเพื่อให้มีสีเขียวอ่อนน่าทาน และเป็นผงสร้างรสชาติของขนมคบเคี้ยวยี่ห้อดังๆ อีกมากมาย

  1. คินาโกะ (Kinako)
    คินาโกะ หรือผงถั่วเหลืองคั่ว เป็นวัตถุดิบที่เอาไว้ทานคู่กับขนมญี่ปุ่นมายาวนานหลายร้อยปี โดยในอดีตนั้นจะนำมาคลุกหรือทานคู่กับขนมโมจิและดังโงะ ส่วนคนไทยอาจจะคุ้นเคยจากการทานคู่กับโมจิหยดน้ำที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้ โดยจุดเด่นและเหตุผลในการใช้คินาโกะคู่กับขนมต่างๆ คือการช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสให้กับขนม และเพิ่มความหอมที่ได้มาจากการคั่ว หากมองเผินๆ หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าคินาโกะเป็นน้ำตาลทรายแดง หรือคิดว่ามีการผสมน้ำตาลเข้าไปด้วย แต่รสหวานที่ได้นั้นส่วนใหญ่มาจากตัวขนม ตัวคินาโกะไม่ได้มีความหวานมากไปกว่าความหวานธรรมชาติของถั่วเหลือง

สูตรในการทำคินาโกะนั้นใช้แค่ถั่วเหลืองเพียงอย่างเดียวนำไปคั่วด้วยไฟกลางบนกระทะจากนั้นจึงนำไปปั่นด้วยเครื่อง ไม่มีการผสมวัตถุดิบอื่นเข้าไปอีก และนอกจากการนำไปทานคู่กับขนมแล้ว คนญี่ปุ่นยังนำคินาโกะไปโรยหน้าอาหารชนิดอื่นๆ อีกทั้งนมถั่วเหลือง โยเกิร์ต หรือสลัด เป็นต้น

สล็อต

  1. คัตสึโอะ บุชิ (Katsuobushi)
    คัตสึโอะ บุชิ หรือปลาคัตสึโอะตากแห้ง เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบสำคัญของเมนูอาหารญี่ปุ่นมากมายที่ช่วยสร้างความหอมและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งกว่าจะมาเป็นคัตสึโอะ บุชินั้น กรรมวิธีในการผลิตคือต้องนำเนื้อปลาคัตสึโอะ (ปลาทูน่าชนิดหนึ่ง) แบบไม่มีไขมันผสม มารมควัน ตากแห้ง และหมักด้วยเชื้อรา จนเนื้อปลาแปรสภาพเป็นก้อนดำๆ แข็งๆ เหมือนท่อนไม้

เมื่อจะนำมาใช้ประกอบอาหาร ก็จะต้องนำก้อนเนื้อปลานี้มาขูดให้เป็นแผ่นบางๆ ซึ่งคัตสึโอะ บุชินั้นนิยมนำไปใช้ในสองรูปแบบหลักๆ คือโรยหน้าอาหาร เช่นโอโคโนมิยากิ ทาโกะยากิ และนำไปเป็นส่วนผสมในการทำน้ำซุปดาชิ ซึ่งเป็นน้ำซุปพื้นฐานของอาหารประเภทต้มแทบทั้งหมดของญี่ปุ่น จึงเรียกได้ว่าเป็นหัวใจของอาหารญี่ปุ่นและเป็นวัตถุดิบที่ต้องมีทุกบ้าน

  1. คอมบุ (Kombu)
    จากที่ได้พูดถึงน้ำซุปดาชิ น้ำซุปพื้นฐานในการทำอาการประเภทต้มของญี่ปุ่นแทบทุกเมนูไป ซึ่งส่วนผสมหลักของน้ำซุปดาชินอกจากจะใช้คัตสึโอะ บุชิแล้ว ก็ยังมีสาหร่ายคอมบุเป็นอีกหนึ่งส่วนผสมหลัก โดยจุดเด่นของสาหร่ายคอมบุคือรสสัมผัสที่เหนียว หนึบ และช่วยเก็บรสชาติของน้ำซุปเอาไว้ได้เป็นอย่างดี และยังได้รับฉายาว่าเป็น “เจ้าแห่งสาหร่าย” ในบรรดาสาหร่ายหลากหลายชนิดของญี่ปุ่น เนื่องจากมีรส ”อูมามิ” อยู่ในตัว เมื่อนำไปประกอบอาหารอย่างอื่นแล้วจึงทำให้อร่อยได้ง่าย รูปแบบของสาหร่ายคอมบุที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือแบบอบแห้ง ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นาน นอกจากการนำไปต้มกับน้ำซุปแล้ว ยังนิยมนำไปหั่นเป็นเส้นๆ แล้วใส่เป็นส่วนผสมในเมนูต้มต่างๆ หรือใส่ในสลัดรวมกับผักชนิดอื่นๆ

สล็อตออนไลน์

  1. มิโสะ (Miso)
    มิโสะ หรือเต้าเจี้ยวบด เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบประจำครัวญี่ปุ่นที่คนไทยหลายคนเองก็คงคุ้นเคยจากเมนู “ซุปมิโสะ” ที่มักจะเสิร์ฟคู่กับอาหารญี่ปุ่นทุกครั้ง แต่รสชาติอันเข้มข้นของมิโสะก็ยังถูกนำไปสร้างสรรค์เป็นเมนูต่างๆได้อีกมากมาย หนึ่งในนั้นที่พบอย่างแพร่หลายก็คือการนำไปใช้เป็นหนึ่งในประเภทน้ำซุปหลักของราเม็งที่เรียกว่า “มิโสะราเม็ง” น้ำซุปสำคัญของราเม็งญี่ปุ่นที่เป็นที่นิยมสูงคู่กับ “โชยุราเม็ง” (ซีอิ๊ว) หรือ “ชิโอะราเม็ง” (เกลือ) และยังนิยมนำไปทำเป็นซอสของอาหารอีกหลายๆ ประเภท ทั้งเมนูปิ้ง ย่าง ซุป แม้ว่าในปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะนิยมซื้อมิโสะแบบสำเร็จรูปตามซูเปอร์มาเก็ตเป็นหลัก เนื่องจากกรรมวิธีในการหมักนั้นใช้เวลายาวนานหลายเดือน

ในประเทศญี่ปุ่นนั้น แต่ละภูมิภาค แต่ละเมืองต่างก็มีสูตรในการหมักมิโสะแตกต่างกันออกไป ทำให้ถึงแม้ว่าจะเป็นอาหารที่เรียบง่าย แต่ก็มีความหลากหลาย และสะท้อนถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

  1. ชิโสะ (Shiso)
    ชิโสะ เป็นพืชในตระกูลเดียวกับกระเพราและโหระพา ซึ่งมีใบที่มีกลิ่นฉุน และแบ่งออกเป็นสองชนิดหลักๆ ตามสีของใบก็คือชิโสะแดงและชิโสะเขียว แต่คนไทยจะคุ้นเคยกับการนำใบชิโสะมาตกแต่งจานอาหารญี่ปุ่นกันมากกว่าจะได้ลิ้มรสจริงๆ (เช่นนำมารองซูชิ) เพราะรูปทรงของใบชิโสะนั้นมีความสวยงาม มีขนาดใหญ่พอเหมาะสำหรับวางซาชิมิหรือซูชิ และยังมีสรรพคุณช่วยดับกลิ่นคาวได้อีกด้วย

แต่นอกจากการนำมาประดับจานแล้ว ที่ญี่ปุ่นนั้นนิยมนำใบชิโสะแดงไปเป็นส่วนผสมสีในของหมักดองหลายๆ ชนิดเช่นบ๊วยดอง หรือขิงดอง หรือนำไปตากแห้งแล้วบดเป็นผงโรยข้าวสไตล์ญี่ปุ่น และด้วยสรรพคุณในการรักษาโรค แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ จึงมีการนำไปชิโสะไปต้มเป็นชา หรือน้ำใบชิโสะที่ช่วยสร้างความสดชื่นได้เป็นอย่างดี

jumboslot

  1. โทบิโกะ (Tobiko)
    คนไทยอาจเรียกไข่ชนิดนี้ว่า “ไข่กุ้ง” แต่ที่จริงแล้วไข่ที่ว่านี้มาจากไข่ของปลาสองชนิด คือปลาแคปลินหรือปลาไข่ และปลาบิน (Flying Fish) ส่วนไข่กุ้งที่ญี่ปุ่นจะเรียกว่า “เอบิโกะ” และมีราคาค่อนข้างแพง

รสสัมผัสของโทบิโกะเมื่อเคี้ยวจะรู้สึกกรุบๆ และมีรสชาติเค็มนิดๆ เรามักจะเห็นไข่โทบิโกะนี้เสิร์ฟมาในรูปแบบซูชิทั้งแบบห่อสาหร่าย หรือแบบที่นำข้าวไปคลุกกับไข่ปลาโดยรอบ ด้วยสีสันที่สดใสและรสชาติที่ไม่โดดเด่นมาก ทำให้โทบิโกะถูกนำมาใช้กับอาหารอีกหลายประเภท ส่วนใหญ่คือเพื่อสร้างสีสันและความน่าสนใจให้กับอาหาร มักจะพบในการเอาไปโรยหน้าบนสลัด ข้าว เมนูอาหารทะเลต่างๆ รวมถึงสปาเกตตี้แบบญี่ปุ่นด้วย

  1. คามาโบโกะ (Kamaboko)
    คามาโบโกะ หากเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ “ลูกชิ้นปลาญี่ปุ่น” แม้ว่าจะมีวิธีการผลิตคล้ายกันคือนำเนื้อปลามาบดผสมกับแป้งและเกลือเล็กน้อย แต่จุดประสงค์หลักในการใช้ประกอบอาหารนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก และยังมีความพิเศษตรงที่คามาโบโกะนั้นมีสีสันที่สวยงามสะดุดตา ทำให้คามาโบโกะนั้นมีไว้ตกแต่งจาน มากกว่าจะใส่ไปเยอะๆเพื่อกินเอาอิ่ม แบบลูกชิ้นทั่วไป

โดยคนไทยอาจจะคุ้นเคยจากร้านราเม็งชื่อดังในเมืองไทยที่เสิร์ฟราเม็งพร้อมกับคามาโบโกะที่เป็นรูปเลข 8 มาให้ทุกชาม และนอกจากการเสิร์ฟในชามราเมงแล้ว คนญี่ปุ่นยังนิยมนำไปตกแต่งข้าวกล่อง หรือกินเล่นๆ ก็ได้ และในบางเมืองที่มีการผลิตคามาโบโกะกันอย่างจริงจัง ในช่วงเวลาพิเศษก็ยังมีการผลิตคามาโบโกะที่หั่นออกมาแล้วเป็นรูปสวยๆ เช่นซากุระในฤดูใบไม้ผลิอีกด้วย

slot

  1. เทนคาสุ (Tenkasu)
    เทนคาสุ คือแป้งทอดสำหรับเอาไว้โรยหน้าอาหารชนิดต่างๆ โดยเฉพาะ “ทานุกิอุด้ง” ที่ถือเป็นสูตรบังคับที่ต้องโรยเทนคาสุลงไปด้วย แต่ในปัจจุบันก็มีการนำมาโรยหน้าอาหารอื่นๆ เช่นบนทาโกะยากิหรือโอโคโนะมิยากิ

ลักษณะของเทนคาสุจะเป็นเหมือนเศษแป้งทอดชิ้นเล็กๆ จุดประสงค์หลักคือเพื่อเอาไว้เพิ่มรสสัมผัสของความกรุบกรอบของอาหาร หากเปรียบเทียบกับอาหารไทย ก็คงจะคล้ายๆ “กากหมู” ที่เอาไว้โรยหน้าเมนูก๋วยเตี๋ยว แต่รสชาติอ่อนกว่า โดยเทนคาสุนั้นไม่ใช่เศษแป้งทอดที่เหลือมาจากการทอดอาหารชนิดอื่นๆ แต่จงใจทำขึ้นจากการนำแป้งเทมปุระหรือแป้งสำหรับชุบแป้งทอดชนิดอื่นๆ มาทอดโดยเฉพาะ และสำหรับคนที่ไม่มีเวลาทอดเอง ที่ญี่ปุ่นก็ยังมีขายเทนคาสุแบบสำเร็จรูปในถุงหลากหลายขนาดให้เลือกตามต้องการ

  1. ยูซุ (Yuzu)
    ยูซุ คือส้มสายพันธุ์หนึ่งของญี่ปุ่นที่มีลักษณะเฉพาะคือมีหน้าตาคล้ายเลมอน ผิวหนา เนื้อน้อย ทำให้ส่วนใหญ่แล้วคนไม่นิยมนำส้มยูซุมาบริโภคโดยตรงเหมือนส้มชนิดอื่นๆ แต่จะนำส่วนต่างๆ เช่นผิวส้มที่มีความหนาเป็นพิเศษ (ซึ่งทำให้มีน้ำมันผิวส้มอยู่เยอะ และมีกลิ่นหอมสดชื่น) มาใช้ในการแต่งกลิ่นอาหาร ไปจนถึงผสมในเครื่องดื่มและขนม ที่พบบ่อยที่สุดคือการนำผิวส้มบวกกับเนื้อส้มมาทำซอสยูซุหรือน้ำสลัดยูซุ ซึ่งมีรสชาติเปรี้ยวอมหวานและมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ หรือนำไปตากแห้งเพื่อทำเป็นชายูซุก็มี

นอกจากนี้ในช่วงฤดูหนาว คนญี่ปุ่นในบางพื้นที่ยังนิยมนำใส่ส้มยูซุลงไปบ่อน้ำร้อนก่อนที่จะลงไปแช่ ซึ่งทำให้ได้ทั้งความหอม และสรรพคุณในด้านการช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ลดความเครียด และช่วยบำรุงผิวพรรณเป็นอย่างดี คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

รู้จักศิลปะการป้องกันตัวแบบญี่ปุ่น

ในหัวข้อนี้จะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะการป้องกันตัวที่น่าสนใจที่ความเป็นมาและเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นกีฬาป้องกันตัวที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกดังต่อไปนี้

คาราเต้ (Karate)
คาราเต้ หรือคาราเต้โด เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งของญี่ปุ่นซึ่งปรากฏขึ้นครั้งแรกโดยชาวริวกิวหรือจังหวัดโอกินาวาในปัจจุบัน โดยมีที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่เนื่องจากยุคนั้นเกาะโอกินาวากับจีนมีการติดต่อค้าขายกันอยู่ตลอด วัฒนธรรมหลายๆอย่างในโอกินาวาจึงได้รับอิทธิพลมาจากจีนเป็นส่วนใหญ่รวมทั้งคาราเต้ ที่เริ่มมีการเผยแพร่สู่เกาะโอกินาวาและพื้นที่อื่นๆทั่วญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ.1921 โดยหลักปรัชญาของคาราเต้ ประกอบด้วย 3K นั่นก็คือ Kihon เป็นท่าพื้นฐาน Kumite เป็นการต่อสู้ และ Kata เป็นการใช้ท่าทางคล้ายเพลงมวย

jumbo jili

ภาพลักษณ์ของคาราเต้อาจจะดูรุนแรง โดยเฉพาะภาพการใช้มือฟันอิฐที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ แต่จริงๆแล้วคาราเต้เป็นเรื่องของความสงบและสันติในจิตใจ คือศิลปะรูปแบบหนึ่งที่ต้องใช้ทั้งความคิด จิตใจบวกกับพลังของร่างกาย ทั้งสามอย่างนี้จะต้องฝึกฝนและพัฒนาไปด้วยกัน เอกลักษณ์ของคาราเต้คือการใช้มือและความแข็งแกร่งของกำปั้น สันมือ ข้อศอกในการต่อสู้ โดยปราศจากอาวุธ แต่ใช้การดึงพลังจากร่างกายมารวมให้เป็นหนึ่งในการต่อสู้โจมตี อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญของคาราเต้น่าจะเป็นเรื่องของการต่อสู้กับตนเอง เช่นการฝึกยับยั้งแรงของการโจมตี เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับบาดเจ็บโดยไม่จำเป็น เรียกว่าเป็นการฝึกเพื่อกำหนดความรุนแรงของการโจมตี เป็นต้น

ปัจจุบันการฝึกคาราเต้มีทั้งในรูปแบบศิลปะป้องกันตัวและกีฬา ซึ่งแต่ละส่วนล้วนแต่มีความสำคัญทั้งการฝึกเพลงมวยคาตะหรือการฝึกต่อสู้คุมิเต้ โดยมีการแบ่งระดับความสามารถด้วยสีของสายโอบิ (Obi) เช่น สีขาว เหลืองเขียว เรียกว่าคิว (Kyu) ส่วนในระดับสายดำซึ่งเป็นความสามารถที่สูงที่สุดจะเรียกว่า ดั้ง (Dan)

เคนโด้ (Kendo)
เคนโด้ ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่ชื่อมีความหมายตรงตัวว่า วิถีแห่งดาบ มีต้นกำเนิดมาจากการใช้ดาบของซามูไรที่สืบทอดกันมายาวนานนับพันปีตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 789 เคนโด้จะใช้ดาบไม้ไผ่ในการฝึกฝนกระบวนท่าการต่อสู้ที่เน้นความรวดเร็ว เด็ดขาดและต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเป็นศิลปะป้องกันตัวแล้ว การฝึกเคนโด้ ก็คือการฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง โดยมีแนวคิดเพื่อทำให้ร่างกาย จิตใจ และคมดาบเป็นอันหนึ่งอันหนึ่งเดียวกัน

สล็อต

ในการฝึกเดนโด้จะมีชุดเครื่องแบบและอุปกรณ์ดังต่อไปนี้
・Kendogi หรือชุดเครื่องแบบที่ประกอบด้วยกางเกงฮากามะ (Hakama) เป็นกางกางขายาวมีจีบกว้างด้านในเป็นนวมป้องกันการบาดเจ็บและเสื้อที่เรียกว่า เคโกคิ (Keigoki)
・เสื้อเกราะป้องกันที่เรียกว่าโบกุ (Bogu) มีทั้งหมด 4 ชิ้นสำหรับป้องกันร่างกายไม่ให้ได้รับบาดเจ็บได้แก่ เม็ง (Men) ป้องกันศีรษะ, โด (Do) ป้องกันลำตัว, โคเต (Kote) ป้องกันข้อมือและแขน, ทาเระ (Tare) ป้องกันบริเวณสะโพก
・ชิไน (Shinai) เป็นดาบที่ทำจากไม้ไผ่ 4 ชิ้นมามัดรวมเข้าด้วยกันด้วยเชือกหนัง ใช้สำหรับฝึกฝนหรือฝึกซ้อมแบบทั่วไป
・โบคุโตะ (Bokuto) เป็นดาบไม้ที่ทำมาจากไม้เนื้อแข็งใช้สำหรับฝึกในรูปแบบเป็นทางการ

ปัจจุบันการฝึกเคนโด้ก็มีกฎ-กติกาเหมือนกีฬาป้องกันตัวประเภทหนึ่งสำหรับต่อสู้กันแบบตัวต่อตัว โดยในการฝึกนั้นปกติจะต้องเริ่มฝึกจากท่ารำคาตะ (Kata) ก่อน จากนั้นจึงค่อยฝึกแบบใส่ชุดเกราะซึ่งเป็นการฝึกต่อสู้ สิ่งสำคัญคือ ผู้ฝึกเล่นเคนโด้ต้องใช้สมาธิสูงมากและมีการตัดสินใจที่รวดเร็ว รอบคอบ แม่นยำ เรียกว่าเป็นศิลปะที่ต้องอาศัยการชิงไหวชิงพริบบวกกับประสบการณ์ในการฝึกฝนเพื่อความเชี่ยวชาญทั้งในรูปแบบศิลปะป้องกันตัวหรือต่อสู้แบบกีฬา

สล็อตออนไลน์

ไอคิโด (Aikido)
ไอคิโด (Aikido) มีความหมายว่า “หนทางแห่งการเป็นหนึ่งเดียวกับพลังชีวิต” เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีแนวคิดในการผสมผสานระหว่างปรัชญา ศาสนา และวิทยายุทธ์ ถูกคิดค้นขึ้นโดยนายอุเอชิบะ โมริเฮ (Ueshiba Morihei) เมื่อราวๆ 100 กว่าปีก่อนในสมัยไทโช (Taisho) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ฝึกวิชาสามารถใช้ป้องกันตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้อาวุธ
จดเด่นของไอคิโด ก็คือการใช้ทุ่มและควบคุมอย่างรอบคอบ จะไม่รับหรือต้านการจู่โจมจากคู่ต่อสู้โดยตรงแต่จะใช้วิธีการเปลี่ยนทิศทางพลังงานจู่โจมที่พุ่งเข้ามาเพียงเล็กน้อยด้วยการหมุนหรือท่วงท่าอื่นๆที่มีประสิทธิภาพ

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นลักษณะพิเศษของไอคิโดก็คือ การปฏิเสธการท้าทายที่จะเอาชนะผู้อื่น และไม่สอนให้ทำร้ายผู้อื่นด้วยวิธีการชก เตะ ถีบ แต่จะเน้นการสอนให้ระงับหรือควบคุมความก้าวร้าว ความรุนแรงจากฝ่ายตรงข้ามด้วยความเมตตา ไม่ตอบโต้ด้วยพละกำลัง ที่สำคัญคือไม่ต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามที่เข้ามาทำร้ายได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยยึดหลักการ 4 ข้อ ได้แก่

  1. นำตัวออกจากทิศทางของการโจมตี
  2. โอนอ่อน กลมกลืน ตามแรง และเปลี่ยนทิศทางของการโจมตี
  3. ใช้เทคนิคการควบคุมโดยไม่มีเจตนาทำร้าย
  4. ยุติความขัดแย้ง ปลดอาวุธ นำกลับเข้าสู่ความสงบดังเดิม

ด้วยปรัชญาที่ว่าทำให้ไอคิโดไม่มีการจัดการแข่งขัน และไม่ได้มีไว้ทำร้ายคู่ต่อสู้ จึงเป็นจุดที่ทำให้ไอคิโดแตกต่างจากศิลปะป้องกันตัวอื่น ๆ ซึ่งการฝึกฝนจะมีความหลากหลาย ทั้งในเรื่องของการฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายกับเทคนิคเฉพาะสำหรับไอคิโด เช่น ท่าทุ่ม เทคนิคในการรุกที่มีทั้งการกระแทกและยึด เทคนิคในการรับอย่างการทุ่มและจับยึด ส่วนความแข็งแกร่งในด้านจิตใจนั้นก็จะเป็นการฝึกควบคุม ผ่อนคลาย ยืดหยุ่นและอดทน พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามอย่างกล้าหาญและเที่ยงตรง

jumboslot

ยิวยิตสู (Jujutsu)
ยิวยิตสู (Jujutsu) หรือในภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า จูจุตสึ มีความหมายว่า ศิลปะของความอ่อน ในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นถือว่าเป็นอีกหนึ่งศิลปะการป้องกันตัวที่มีมานานนับร้อยปีโดยได้รับอิทธิพลมาจากการต่อสู้ของซามูไรในสมัยก่อนและพัฒนามาเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่าโดยไม่ใช้อาวุธ

แนวคิดในการต่อสู้แบบยิวยิตสูก็จะใช้พละกำลังและเทคนิคในการการทุ่ม ต่อย เตะ กอดล็อกคู่ต่อสู้ หักแขน ล็อกคอ รวมทั้งท่านอนปล้ำและท่าทำลายฝั่งตรงข้ามที่เป็นเอกลักษณ์ ถือว่าเป็นศิลปะการป้องกันตัวที่รุนแรงและมีอันตรายมากพอสมควรเมื่อเทียบกับศิลปะป้องกันตัวด้วยมือเปล่าชนิดอื่นๆ เทคนิคการต่อสู้แบบยิวยิตสูถูกนำไปใช้เป็นพื้นฐานการฝึกต่อสู้ด้วยมือเปล่าของหน่วยงานการทหาร เช่น กองทัพสหราชอาณาจักร กองทัพรัสเซีย ส่วนใหญ่เป็นการฝึกที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของการทำให้คู่ต่อสู้เพลี่ยงพล้ำ โดยในการฝึกซ้อมนั้นจะอยู่ภายใต้ความเชี่ยวชาญของผู้ฝึกสอนและไม่ได้ทำให้คู่ต่อสู้ถึงขั้นเสียชีวิต

ในยุคหลังๆมายิวยิตสูก็ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ลดอันตรายและความรุนแรงลงมา ทั้งยังได้ถูกพัฒนาเป็นกีฬาอื่นๆอีก อย่างเช่นยูโดซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ที่แตกแขนงมากจากยิวยิตสูนี่เอง
นอกจากนี้ การเผยแพร่ศิลปะป้องกันตัวยิวยิตสูไปทั่วโลกก็ทำให้มีการพัฒนารูปแบบของการต่อสู้ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ยิวยิตสูของญี่ปุ่น ตัวอย่างเช่น บราซิลเลียนยิวยิตสู ที่เน้นการต่อสู้ในท่านอนซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากแบบดั้งเดิม

ปัจจุบัน ยิวยิตสูกลายเป็นกีฬาและศิลปะการต่อสู้ที่สามารถฝึกได้ทุกเพศทุกวัยโดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน ซึ่งการฝึกยิวยิตสูทำให้ร่างกายทุกส่วนได้ออกแรงเผาผลาญไขมัน เสริมสร้างกล้ามเนื้อรวมทั้งพัฒนาสมรรถภาพร่างกายให้แข็งแรง อีกทั้งได้ฝึกฝนจิตใจให้มีสมาธิ มีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ภายใต้กฎกติกาและเครื่องป้องกันที่มีความปลอดภัยสูง

slot

ยูโด (Judo)
ยูโด (Judo) ศิลปะป้องกันตัวของญี่ปุ่นที่มีการพัฒนามาจากศิลปะป้องกันตัวยิวยิตสู โดยคาโน จิโกโระ (Kano Jigoro) มีชื่อเต็มว่า โคโดกังยูโด มีเอกลักษณ์เฉพาะคือการต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าด้วยวิธีโอนอ่อนผ่อนตาม หรือเรียกกันว่า หนทางแห่งความนุ่มนวล (soft way)

จุดเริ่มต้นความเป็นมาของยูโดในประวัติศาสตร์นั้น บุคคลที่มีส่วนสำคัญมากที่สุดก็คือ คาโน จิโกโระ ที่ได้ค้นพบว่าศิลปะการต่อสู้ยิวยิตสูแบบดั้งเดิมนั้นมีเทคนิคเป็นอันตรายหลายอย่าง เช่น การจิ้มตา การเตะหว่างขา ดึงผม ซึ่งดูโหดร้าย ป่าเถื่อนจนอาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บสาหัสจากการฝึกได้ ดังนจึงได้เริ่มมีการปรับปรุงแนวคิดในการฝึกซ้อมแบบใหม่ด้วยการยกเลิกเทคนิครุนแรงทั้งหลายออกไปและเน้นการป้องกันตัวเพื่อความปลอดภัยโดยใช้เทคนิคอย่างการล็อคสันหลัง คอ ข้อมือ แล้วเรียกศิลปะการป้องกันตัวนี้ว่า ยูโด

ปัจจุบันยูโดเป็นทั้งศิลปะป้องกันตัวและกีฬาสากลที่มีการผสมผสานเทคนิคการต่อสู้หลายชนิด เช่นการเหวี่ยง 67 ท่า, ท่าทุ่มลง 7 ท่า, ท่าล็อคข้อต่อ 9 ท่า เป็นต้น จุดมุ่งหมายในการฝึกฝนก็เพื่อบริหารร่างกายและจิตใจรวมทั้งสามารถใช่ในการต่อสู้ป้องกันตัวให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ โดยมีการกำหนดระดับมาตรฐานความสามารถด้วยสายคาดเอว แบ่งเป็น 2 ระดับใหญ่ๆคือ ระดับคิว (Kyu) เป็นระดับก่อนสายดำซึ่งหมายถึง นักเรียนและระดับดั้ง (Dan) ก็คือระดับผู้นำซึ่งมีความสามารถสูง อีกทั้งมีการแยกระดับความเก่งโดยใช้สีของสายคาดเอวที่มีรายละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศที่มีการเล่นกีฬายูโดด้วย เป็นศิลปะที่คนญี่ปุ่นนิยมกันมาก

รู้จักกับอาหารเส้นหลากชนิดของญี่ปุ่น

โซบะ อุด้ง ราเม็ง ชิโอะราเม็ง มิโสะราเม็ง โชยุราเม็ง ทงคตสึราเม็ง ชิราทากิ มาเสะโซบะ อาบุระโซบะ รวมประวัติอาหารเส้นของญี่ปุ่นหลากชนิดที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมเด็กเส้นต้องไปญี่ปุ่น

  1. โซบะ (Soba/そば)
    เส้นโซบะ มีส่วนผสมหลักจากเมล็ดโซบะที่ได้จากต้นโซบะ เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดจากประเทศจีนแถบมณฑลยูนนานไปจนรอบๆเทือกเขาหิมาลัย เชื่อว่าเข้ามาในญี่ปุ่นช่วง”ยุคโจมง”ของญี่ปุ่น และเป็นพืชชนิดเดียวกับที่ในยุโรปเรียกว่า ต้นบักวีต แต่การนำโซบะมาทำเส้นนี้ ถือกันว่ากำเนิดที่ประเทศญี่ปุ่นโดยแท้จริง ต่างจากเส้นราเมง เส้นอุด้ง ที่พบเห็นของคล้ายกันได้ในหลายประเทศในทวีปเอเชียค่ะ

jumbo jili

ลักษณะของเส้นโซบะ
มีขนาดเล็ก แบนประมาณก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กของไทย มีสีน้ำตาลซึ่งได้มาจากเมล็ดโซบะ หลายคนคิดว่า เส้นโซบะทั้งหมดทำมาจากแป้งโซบะ 100% แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ค่ะ หลายชนิดในเส้นโซบะจะผสมแป้งสาลี 10%~50% เพื่อช่วยให้แป้งจับตัวกันค่ะ ส่วนผสมของแป้งสาลีจะเป็นตัวกำหนดชนิดของเส้น ซึ่งมีชื่อเรียกต่างกันออกไป เส้นโซบะที่ใช้แป้งโซบะล้วนๆ 100% เรียกว่า Juwarisoba (十割そば) ต้องใช้เทคนิคขั้นสูงในการทำ ราคาแพงกว่า เส้นหอมกลิ่นโซบะชัดเจนค่ะ
เป็นชื่อเรียกรวมๆ ของโซบะที่ทานร้อนค่ะ เสิร์ฟในชามพร้อมน้ำซุปร้อนๆ ใส่เครื่องหรือไม่ใส่ก็ได้ เช่นผัก เนื้อสัตว์ ใส่เทมปุระก็ได้ ซุปมีรสเค็มนำหวานตาม เป็นความหวานที่ได้จากน้ำสต๊อกญี่ปุ่นหรือผักที่ใช้ต้มซุปค่ะ เนื้อสัตว์ที่ใช้มีทั้งเป็ด ไก่ หมู และเนื้อวัว หรือจะเอาเนื้อมาทำเป็นเทมปุระก็ได้
จังหวัดที่มีชื่อเสียงมากเรื่องโซบะ คือ จังหวัดนางาโนะ ค่ะ เพราะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีสภาพอากาศที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกต้นโซบะ มีทุ่งโซบะที่เปิดรับนักท่องเที่ยว พร้อมร้านโซบะมากมายให้เลือกรับประทาน และบางร้านยังมีคอร์สสอนให้ลองทำเส้นโซบะเองด้วยนะคะ หากได้ไปรับประทานโซบะที่ร้านขอแนะนำเมนูเทมปุระกับข้าวหน้าหมูด้วยค่ะ เพราะทางร้านจะใช้แป้งโซบะทำ ซึ่งอร่อยเป็นเอกลักษณ์ของร้านโซบะค่ะ

  1. อุด้ง (udon/うどん)
    อุด้ง มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน เข้ามาญี่ปุ่นช่วงยุคเฮอัง (ค.ศ. 794 – ค.ศ. 1185) และเริ่มเป็นที่แพร่หลายทั่วญี่ปุ่นในยุคเอโดะ (ค.ศ.1603 – ค.ศ.1868) ค่ะ

สล็อต

ลักษณะเส้นอุด้ง
ทำมาจากแป้งสาลี มีสีขาว หนา ค่อนข้างเป็นเหลี่ยมและยาว คุณสมบัติเฉพาะคือตัวเส้นจะเหนียวนุ่มและหนึบมาก เส้นอุด้งที่ดีและอร่อยต้องเหนียบหนึบค่ะ การที่จะทำให้เส้นอุด้งเป็นอย่างนี้ได้อยู่ที่การนวดแป้งนั่นเอง ที่เป็นงานที่ใช้แรงมาก ในอดีตมีการใช้เท้าเหยียบเพื่อนวดอุด้งด้วยนะคะ
“อุด้ง” รับประทานได้ทั้งร้อนและเย็น แบ่งได้ 3 ประเภทค่ะ
(1) ซารุอุด้ง วิธีรับประทานคล้ายโซบะเย็น ต่างกันที่อุด้งกินกับขิง จะไม่กินกับวาซาบิค่ะ
(2) บุคคาเคะอุด้ง อุด้งเย็นที่มีกับวางบนเส้นแล้วราดซุปลงไปพอขลุกขลิก แต่ชนิดของกับข้าวจะน้อยกว่าโซบะค่ะ
(3) คาเคะอุด้ง อุด้งร้อน ปัจจุบันมีการดัดแปลงชนิดของน้ำซุปที่หลากหลายมากกว่าโซบะ นอกจากน้ำซุปใสที่หลายคนรู้จัก ก็มีซุปแกงกะหรี่ที่นิยมมากค่ะ

ทั้งนี้ที่จริงแล้วชื่อเรียกของอุด้งยังแยกประเภทย่อยมากกว่านี้แตกต่างกันขึ้นอยู่กับอาหารที่วางบนเส้นอุด้งและลักษณะเส้นค่ะ
จังหวัดคางาวะถือเป็นจังหวัดอุด้งที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น เพราะเป็นต้นตำรับของการทำอุด้ง อุด้งที่นี่เรียกว่า “ซานุกิอุด้ง” เส้นเหนียวนุ่ม นวดด้วยเท้า แต่เพื่อด้วยสุขอนามัย ปัจจุบันใช้การนวดด้วยมือแทนค่ะ
อันดับที่ 2 คือ อุด้งของจังหวัดอากิตะ เรียกว่า “อินานิวะอุด้ง” มีเส้นยืดหยุ่น ใช้วิธียืดแป้งให้เป็นเส้นแทนการตัดค่ะ นิยมทำอุด้งเย็นแกงกะหรี่หรือ “คาเรอุด้ง” เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีอันดับ 3 ซึ่งมีอยู่ 3 จังหวัด คือ จังหวัดโทะยะมะ “ฮิมิอุด้ง”
และจังหวัดอื่นๆ เช่นกุนมะก็มี “มิซูซาวะอุด้ง” และ จังหวัดนะงะซะกิ “โกโตอุด้ง” ค่ะ ทั้งนี้ชนิดของอุด้งทั้งหมด ทั่วประเทศญี่ปุ่นมีมากกว่า 30 ชนิด

สล็อตออนไลน์

  1. ราเม็ง (ramen/ラーメン)
    ราเม็งมีต้นกำเนิดในประเทศจีน เข้ามาญี่ปุ่นโดยชาวจีนอพยพในช่วงยุคสมัยเอโดะ และเริ่มเป็นที่รู้จักในยุคสมัยเมจิเมื่อมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ญี่ปุ่นมากขึ้น มีร้านอาหารจีนเริ่มเปิดมากขึ้น เช่นที่ไชน่าทาวน์เมืองโยโกฮาม่า หรือไชน่าทาวน์นางาซากิ ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญของประเทศญี่ปุ่นค่ะ
    ราเม็งญี่ปุ่น เส้นทำจากแป้งสาลี มีสีเหลืองคล้ายเส้นบะหมี่ของไทย แต่รสชาติต่างกันเพราะไม่ใส่ไข่ไก่หรือใส่ไข่ไก่ในปริมาณน้อยกว่าค่ะ มีส่วนผสมของน้ำด่าง หรือ ก๋านโส่ (かんすい) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญให้แป้งออกมาเป็นราเม็งค่ะ ลักษณะเส้นมีทั้งเส้นตรงและหยัก ซึ่งรอยหยักเกิดจากการขยุ้มเส้นก่อนนำไปต้มค่ะ
    เอกลักษณ์ของราเม็งญี่ปุ่นอยู่ที่น้ำซุป ซึ่งแบ่งได้ 4 ประเภท ดังนี้
    3.1 โชยุราเม็ง (shoyu ramen/しょうゆラーメン)
    โชยุราเม็งมีมาตั้งแต่ยุคสมัยเมจิ ตัวซุปทำจากโชยุผสมกับน้ำซุปใสที่เคี่ยวจากไก่ ซุปญี่ปุ่นจากคัตสึโอะบุชิ สาหร่ายคอมบุ และผักสดอย่าง กระเทียม ต้มหอมญี่ปุ่น หัวหอมใหญ่และแครอท น้ำซุปที่ได้จึงมีสีเข้มรสชาติกลมกล่อมและหอมโชยุ มีท็อปปิ้งที่เรียบง่าย ด้วย (1)หมูชาชู (2)หน่อไม้เมมมะ และ (3)ต้นหอมญี่ปุ่นซอย ค่ะ

ร้านราเม็งหลายร้าน มีป้ายหน้าร้านว่า ”ซูกะโซบะ” (แปลว่า โซบะสไตล์จีน) ซึ่งก็คืออีกชื่อหนึ่งของโชยุราเม็งค่ะ ส่วนชนิดของโชยุราเม็งมีมากมายแบ่งตามวัตถุดิบที่ใช้ปรุงซุปและท็อปปิ้ง ส่วนใหญ่มีชื่อเรียกตามชื่อจังหวัดหรือชื่อเมืองค่ะ ร้านโซยุราเม็งแห่งแรกของญี่ปุ่นเชื่อว่าอยู่ที่ย่านอาซาคุสะ กรุงโตเกียว แต่โชยุราเม็งที่มีชื่อเสียงสุดอยู่ที่จังหวัดฮอกไกโดคือ “อาซาฮิกาวะราเม็ง” (旭川ラーメン) ของเมืองอาซาฮิกาวะ

jumboslot

3.2 มิโสะราเม็ง (miso ramen/味噌ラーメン)
มิโสะราเม็งตัวเส้นจะหนาใหญ่ ตัวซุปเข้มข้น ใช้มิโสะนำไปผัดจนมีกลิ่นหอมแล้วผสมกับน้ำซุปที่เคี่ยวจากกระดูกหมูหรือไก่ซะส่วนใหญ่ ท็อปปิ้งด้วย หมูชาชู ต้นหอมซอย หรือแปลกหน่อยก็เนยและข้าวโพด ปัจจุบันมีท็อปปิ้งมากกว่านั่นด้วยผักหลากชนิดที่นำไปผัดกับน้ำมันจนสุก เช่น ถั่วงอก ผักกะหล่ำปลี แครอท มิโสะราเม็งที่มีชื่อเสียงก็เช่นที่เมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด เรียกว่า “ซัปโปโรราเม็ง” (札幌ラーメン) ค่ะ

“มิโสะราเม็ง” เป็นอาหารญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยม ร้านอร่อยมีมากมาย เช่นร้านแฟรนไชส์ Misoya Ramen มีสาขาอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศ ทางร้านได้รวมมิโสะจากทั่วประเทศญี่ปุ่นและมีเมนูใหม่เปลี่ยนตลอดทุกเดือน ราคาประมาณ 900 เยน รสชาติต้นตำรับที่ใครได้มาชิมที่ญี่ปุ่น รับรองไม่ผิดหวังค่ะ
3.3 ชิโอะราเม็ง (shio ramen/塩ラーメン)
ชิโอะราเม็งใช้เส้นราเม็งขนาดเล็กบาง ตัวซุปโดดเด่นเพราะใสแจ๋วไม่เหมือนราเม็งอื่นๆ มักเคี่ยวจากโครงไก่หรือกระดูกหมูอย่างพิถีพิถันมีการกำหนดความร้อนเพื่อไม่ให้ตัวซุปขุ่น แล้วปรุงรสด้วยซอสรสเค็มจากอาหารทะเล ทำให้ราเม็งมีรสชาติเค็มอ่อนแต่แตะลิ้นอย่างล้ำลึก นิยมโรยหน้าด้วยพริกไทยป่นเพื่อให้มีรสชาติเข้มขึ้น ท็อปปิ้งหลักๆมี
(1) หมูชาชู (2) ลูกชิ้นปลานารูโตะ (3) ไข่ดองโชยุ (4) ต้นหอมญี่ปุ่นซอย (5) หน่อไม้เมมมะ (6) ปวยเล้ง
โดยสูตรต้นตำรับจะใส่ท็อปปิ้งเพียงเล็กน้อย เพื่อจะได้ลิ้มรสชาติแท้ๆของซุปใสค่ะ

slot

ว่ากันว่าเมืองฮาโกดาเตะ จังหวัดฮอกไกโด มีร้านชิโอะราเม็งที่เก่าแก่ตั้งแต่ยุคสมัยเมจิ ค.ศ.1884 มีต้นตำรับจากบะหมี่หนานจิงของประเทศจีน ทำให้ที่นี่ขึ้นชื่อที่สุด พิเศษทั้งน้ำซุปและท็อปปิ้งจากอาหารทะเลสดใหม่ ชิโอะราเม็งที่นี่เรียกว่า “ฮาโกดาเตะราเม็ง”ค่ะ

3.4 ทงคตสึราเม็ง (tonkotsu ramen/とんこつラーメン)
ทงคตสึราเม็งใช้เส้นกลมตรงขนาดเล็ก น้ำซุปเข้มข้นมีสีขาวขุ่น เคี่ยวจากกระดูหมูเป็นหลัก มีท็อปปิ้งที่เป็นพื้นฐาน 6 อย่าง คือ (1)หมูชาชู (2)ต้นหอมซอย (3)หน่อไม้เมมมะ (4)เห็ดหูหนู (5)สาหร่ายโนริ (6)กากหมู ซึ่งราเม็งชนิดนี้น่าจะถูกใจนักปรุงที่สุดค่ะ เพราะบนโต๊ะมักจะมีเครื่องปรุงให้ใส่เพิ่มรสชาติตามชอบหลายอย่างค่ะ ราเม็งประเภทอื่นอาจมีเพียงมิโสะรสเผ็ดหรือกระเทียมให้ปรุงเพิ่มเอง แต่ทงคตสึราเม็งมีมากกว่านั้นค่ะ มี (1)กระเทียมดองโชยุ (2)ขิงดองสีแดง (3)พริกผัดน้ำมัน และ (4)ผัดกาดดองรสเผ็ด ”คาราชิทาคานะ” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทงคตสึราเม็ง และที่พิเศษอีกอย่างคือ ร้านทงคตสึราเม็ง จะไม่มีชามใหญ่พิเศษที่ร้านอื่นเรียกว่า “โอโมริ” แต่มักจะมีบริการเติมเส้นฟรี 1 ก้อน เรียกว่า คาเอะดามะ (替え玉) เมื่อเรารับประทานเส้นในชามหมด สามารถสั่งคาเอะดาเมะได้ และมักจะฟรีเฉพาะก้อนแรกนะคะ ก้อนถัดไปต้องจ่ายเพิ่มค่ะ

จังหวัดฟุกุโอกะ ตั้งอยู่ทางใต้ของญี่ปุ่น ถือเป็นต้นตำรับทงคตสึราเม็ง ที่ขึ้นชื่อสุดอยู่เมืองฮากาตะในฟุกุโอกะ เรียกว่า “ฮากาตะราเม็ง” ค่ะ
คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก