ประสบการณ์ทำงานจริงที่ Black company ในญี่ปุ่น

Black Company บริษัทสีดำ คืออะไร?
Black company (ブラック企業) คือบริษัทที่ใช้งานลูกน้องเเบบเกินที่กฏหมายกำหนด / มีกฏเข้มงวดเกินเหตุ / อาจมีการทำร้ายร่างกาย / ละลาบละล้วงทางวาจา / หรือลวนลามทางเพศ เป็นต้น
สรุปสั้นๆที่สุดก็คือบริษัทที่ทำผิดกฏหมายแรงงานในด้านที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของลูกจ้างโดยตรงทั้งร่างกายและจิตใจ อย่างเช่นที่เราได้ยินกันบ่อยๆก็คือการให้ทำงานเกินชั่วโมงที่กฏหมายกำหนดเป็นต้น แต่ที่จริงแล้วยังมีเหตุผลมากมายกว่านั้น
ส่วนใหญ่บริษัทสีดำนั้นมักจะมีหลายสายงาน แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นสายงานที่ทั้งคนไทยญี่ปุ่นเห็นตรงกันว่าเป็นสายที่ทำงานหนักและล่วงเวลาเยอะเช่นสายงานพวกสื่อ ดิจิตัลมีเดีย เอนเตอร์เทนเม้นท์ โฆษณา ครีเอทีฟ โรงงาน ร้านค้าปลีก เป็นต้นค่ะ แต่แน่นอนว่าสายงานอื่นก็มี ทั้งนี้แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับผู้บริหารของแต่ละที่และระบบของบริษัทว่าจะดีหรือไม่ดีอย่างไร ถ้าเเจ็คพ็อตเจอคนไม่ดีเจอบริษัทสีดำก็ซวยไปค่ะ (อย่างเช่นผู้เขียนเอ๊งงงง)

jumbo jili

ถ้าทำงานที่บริษัทสีดำจะต้องเจออะไรบ้าง วันนี้ผู้เขียนจะมาเล่าให้ฟังค่ะ
*หมายเหตุ สิ่งที่ผู้เขียนจะเขียนดังต่อไปนี้ มีทั้งประสบการณ์ของผู้เขียนโดยตรงเเละประสบการณ์ของคนรอบตัวชาวญี่ปุ่น จะเขียนโดยไม่เจาะจงหรือระบุชื่อบริษัท

  1. เวลาเข้าทำงาน เลิกงานสุดโหด และวันหยุดที่น้อยยิ่งกว่าบริษัทญี่ปุ่นที่อื่น
    ผู้อ่านทุกท่านคงทราบถึงวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องเวลาการทำงานกันบ้าง นั่นก็คือ “การตรงต่อเวลา” เเต่ถ้าคิดว่าทำเเค่นั้นเเล้วจะถูกชมล่ะก็ขอบอกเลยว่าผิดมหันต์จ้า จริงๆเเล้วมารยาทที่ดีของการทำงานที่ญี่ปุ่นต้องมาเข้าง่านก่อนเวลา ถ้าเข้างานตอน 7.00 ก็ควรมา 6.50 อันนี้ยังฟังดูปกติใช่ไหม เเต่ถ้าเป็นบริษัทดำก็มีบ้างที่ต้องมาล่วงหน้าเพื่อทำงานยิบย่อยก่อนที่จะเริ่มงานจริงด้วยค่ะ (โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง) เช่นชงกาแฟ กลับกันถ้าเป็นบริษัทที่ไม่ดำก็อาจจะมีคนทำหน้าที่อย่างนี้แน่นอนอยู่แล้วเช่นแม่บ้าน โดยไม่ต้องลำบากให้คนตำแหน่งอื่นมาทำ
    อย่างการมาสาย ปกติถ้าหากมาสายก็จะโดนดุว่าไปตามระเบียบ เเต่ถ้าเป็นบริษัทสีดำก็อาจจะไม่จบแค่นั้น เพียงเเค่ทำผิดนิดเดียวอย่างมาสาย บางคนก็อาจถูกเจ้านายเรียกไปด่า ถึงขั้นทำร้ายร่างกายและจิตใจก็มีค่ะ
    ถึงเเม้ว่าจะมาเริ่มงานก่อนเวลาไม่ว่าจะเร็วหรือช้าเพียงใด เเต่บริษัทสีดำนั้นไม่มีทางเลิกตรงเวลาค่ะ โดยมักจะมีหลากหลายเหตุผลที่เเตกต่างกันออกไปเช่น
  • เจ้านายยังไม่กลับ กลับไม่ได้
  • กลับก่อนรุ่นพี่ไม่ได้
  • ต้องทำงานเเทนคนอื่นให้เสร็จ
  • มีกินเลี้ยง ไปปาร์ตี้ต้องไปกับลูกค้า หรือกับเจ้านาย (ไม่ได้ค่าทำงานล่วงเวลา เเต่จะไม่ไปก็ไม่ได้)
  • ถูกบังคับให้ทำงานให้เสร็จ (เเต่ไม่จ่ายล่วงเวลาให้)
    เป็นต้นค่ะ

สล็อต

ของทางผู้เขียนเองที่เจอมา ส่วนใหญ่จะเป็นให้ไปทำงาน ซึ่งมีกำหนดเลิก 4 ทุ่มกว่า กว่าจะเสร็จทุกอย่างเเล้วก็ปาไป 5 ทุ่ม เป็นเเบบนี้หลายอาทิตย์ติดกันเเต่เขาไม่ให้ค่าล่วงเวลา เเต่บอกว่าจะจ่ายให้เป็นโบนัสเเทนค่ะ (ซึ่งไม่จริง อย่าไปเชื่ออออ) ผู้เขียนเคยต่อรองเเล้วเเต่ก็ไม่เป็นผลค่ะ เพราะคนอื่นในบริษัทหลายคนก็ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ หนักกว่าเราก็มีแต่ไม่มีใครได้ค่าล่วงเวลาเลย (เเม้เเต่ประธานบริษัทเองก็ตาม)

ส่วนปาร์ตี้กินเลี้ยงที่ต้องไปกับลูกค้า-ผู้ร่วมงานนั้นมีทุกบริษัทไม่ว่าจะสีดำหรือธรรมดาค่ะ ขึ้นอยู่กับโอกาสว่าจะได้ไปหรือไม่ แม้ในปัจจุบันสังคมญี่ปุ่นได้ลดการไปปาร์ตี้สังสรรค์หลังเลิกงาน (โดยเฉพาะแบบที่คอยบังคับลูกน้องให้ไปด้วย) ซึ่งลดกันไปเยอะเเล้ว เเต่บริษัทสีดำที่มีความจำเป็นต้องใช้การสังสรรค์เหล่านี้ในการทำความสนิทสนมกับลูกค้า ก็ยังมีการบังคับพนักงานอยู่ค่ะ ทางผู้เขียนก็ได้ไปมาหลายครั้งค่ะ ส่วนใหญ่มักจะจบปารตี้กันตอนตี2 – ตี4 เป็นช่วงเวลาที่ไม่มีรถไฟวิ่งเเล้ว ทำให้ต้องนั่งเเท็กซี่กลับ จะขอออกมาก่อนก็ไม่ได้ เนื่องจากว่าเราเด็กสุดเเละผู้ใหญ่ไม่ยอมให้กลับค่ะ

  1. งานเลี้ยงหลังเลิกงานที่เลี่ยงไม่ได้ กลับก่อนก็ไม่ได้
    ปาร์ตี้กินเลี้ยงที่ต้องไปกับลูกค้า-ผู้ร่วมงานนั้นมีทุกบริษัทไม่ว่าจะสีดำหรือธรรมดาค่ะ ขึ้นอยู่กับโอกาสว่าจะได้ไปหรือไม่ แม้ในปัจจุบันสังคมญี่ปุ่นได้ลดการไปปาร์ตี้สังสรรค์หลังเลิกงาน (โดยเฉพาะแบบที่คอยบังคับลูกน้องให้ไปด้วย) ซึ่งลดกันไปเยอะเเล้ว เเต่บริษัทสีดำที่มีความจำเป็นต้องใช้การสังสรรค์เหล่านี้ในการทำความสนิทสนมกับลูกค้า ก็ยังมีการบังคับพนักงานอยู่ค่ะ
    ทางผู้เขียนเองก็ได้ไปมาหลายครั้งค่ะ ส่วนใหญ่มักจะจบปาร์ตี้กันตอนตี2 – ตี4 เป็นช่วงเวลาที่ไม่มีรถไฟวิ่งเเล้ว ทำให้ต้องนั่งเเท็กซี่กลับ จะขอออกมาก่อนก็ไม่ได้ เนื่องจากว่าเราเด็กสุดเเละผู้ใหญ่ไม่ยอมให้กลับค่ะ

สล็อตออนไลน์

  1. ทำงานแม้แต่ในเวลาสังสรรค์ สัญลักษณ์ของ Black Company แบบญี่ปุ่น
    นอกจากนั้น เวลาที่ไปทานข้าวกับบริษัท ไม่ว่าจะส่วนตัวหรือเพราะเรื่องงาน ผู้ที่มีตำเเหน่งต่ำที่สุดก็จำเป็นที่ต้องอำนวยความสะดวกให้กับผู้อื่นเสมอ (อันนี้บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็เป็นนะคะ ไม่ใช่เเค่บริษัทมืด เเต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เเล้วเเต่วัฒนธรรมของเเต่ละบริษัทด้วย) ผู้น้อยไม่สามารถทานข้าวอย่างเป็นสุขหรืออิ่มเเปร้เเบบคนอื่นได้ โดยมักจะมีหน้าที่เริ่มตั้งเเต่การจองร้าน ลำดับการนั่งที่นั่งในโต้ะว่าใครนั่งตรงไหน (ส่วนผู้น้อยต้องนั่งใกล้ประตูที่สุดเท่านั้น เพื่อสามารถคุยเเละสั่งอาหารกับพนักงานได้สะดวก) เเละจำเป็นที่ต้องคอยดูเเลเครื่องดื่มของคนทั้งโต๊ะว่าต้องการดื่มอะไร หมดเเล้วหรือยัง จะดื่มอะไรต่อ ส่วนอาหารจะไม่สามารถทานก่อนผู้อื่นได้ หรือบางครั้งยุ่งจนไม่ได้ทานก็มีค่ะ
    สำหรับบริษัทมืดนั้น เพียงเเค่ดูเเลเครื่องดื่มเเละอาหารนั้นไม่พอ เเต่บางคนต้องเอนเตอร์เทนหัวหน้าเเละลูกค้าด้วย ยกตัวอย่างเช่นเล่าเรื่องตลก เเสดงความสามารถพิเศษ (เช่นดื่มเบียร์ในอึกเดียว)

เรื่องเหล่านี้เหมือนว่าจะดูสนุกไม่ใช่เรื่องที่ดูเลวร้ายอะไร เเต่สิ่งต่างๆที่กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่ออกแนวว่าต้องทำ เหมือนโดนบังคับกลายๆ ถึงจะไม่รู้สึกสนุกเเต่ก็ต้องบิ๊วตัวเองให้สนุกตลอดทั้งๆที่เลยเวลางานเเล้ว เเถมยังต้องอยู่จนถึงดึกดื่นก็เหนื่อยค่ะ ถ้าเราทำได้ไม่ดี ก็จะโดนเรียกไปด่าเป็นเรื่องเป็นราวทั้งที่ไม่ควรโดน เเละอาจกระทบกับงานที่ทำได้ด้วย

  1. เนื้อหางานไม่ตรงกับตำเเหน่งหน้าที่
    ในหลายบริษัทของญี่ปุ่น เด็กใหม่หรือคนที่พึ่งเข้าทำงาน จะถูกมองว่ามีตำเเหน่ง “ต่ำสุด” ในบริษัท เเละจำเป็นที่จะต้องให้ความเคารพรุ่นพี่ รวมถึงทำงานจิปาถะต่างๆด้วย (ยกตัวอย่างเช่นเสริฟชากาเเฟให้ลูกค้า ไปถ่ายเอกสารด้วย)

jumboslot

เเต่ในบริษัทสีดำนั้น นอกจากหน้าที่จิปาถะที่เด็กใหม่บริษัททั่วไปเขาทำกัน ก็ต้องทำงานอื่นที่นอกเหนือกับเนื้อหางานของตนเองด้วย ยกตัวอย่างเช่นทำงานเป็นฝ่ายวางเเผนธุรกิจ เเต่ต้องมาล้างห้องน้ำ ทิ้งขยะ ถูพื้้น นับสต๊อกสินค้าเป็นต้น
อย่างตัวผู้เขียนเอง ถึงเเม้จะทำงานเป็นล่ามอยู่ในเเผนกวางเเผนงาน แต่ทว่าได้ทำงานในตำเเหน่งเเละเนื้อหางานของตัวเองเพียงเเค่ประมาณ 30% ส่วนที่เหลือคือถูกรุ่นพี่เเละหัวหน้าให้ไปขายของ เตรียมสินค้า นับสต๊อก ล้างห้องน้ำ เติมเครื่องดื่มที่จะขายให้ลูกค้าในสถานที่จัดงาน ดูดฝุ่น ทิ้งขยะ ทั้งๆที่หน้าที่เหล่านั้นไม่ได้อยู่ในเนื้อหางานของผู้เขียนเลย เเละมีคนที่มีหน้าที่ที่ต้องทำสิ่งเหล่านั้นอยู่เเล้ว (ที่ยอมทำเพราะว่าเป็นเด็กใหม่ คิดเสียว่าเรียนรู้งาน เเต่สุดท้ายมาทราบว่าจริงๆเเล้วมีคนประจำตำเเหน่งนั้น ต้องมีคนช่วยเราทำ ไม่ใช่เราทำเพียงคนเดียว)

  1. ปัญหาหลักของ Black Company คือค่าล่วงเวลา วันหยุด เเละค่าตอบเเทน
    สำหรับบริษัทสีดำ ต่อให้ทำงานหนักเเค่ไหนก็ไม่ได้มีผลอะไรกับเงินเดือนค่ะ เพราะโบนัสก็อาจจะไม่ได้ด้วย เงินเดือนขั้นพื้นฐานหากเปรียบเทียบกับที่ไทยเเล้วอาจจะดูเยอะ เเต่หากดูค่าครองชีพที่ญี่ปุ่นเเล้ว เงินเดือนก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้นค่ะ
    หากได้ทำงานบริษัททั่วไปที่มีสวัสดิการดี มีวันหยุดที่เหมาะสม มีการจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าเดินทาง ช่วยค่าบ้าน ก็อาจจะคุ้มค่าที่ได้มาทำงานที่ญี่ปุ่นเเละมีเงินเก็บกลับไป แต่ถ้าหากได้ทำงานในบริษัทมืดที่สวัสดิการไม่ดี วันหยุดเเทบไม่มี ค่าล่วงเวลาไม่จ่าย ก็ไม่น่าคุ้มนะคะ นอกจากนั้นยังมีกรณีให้พนักงานออกเงินไปก่อนในระหว่างการทำงาน เช่นพวกค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์ต่างๆ โดยจะจ่ายคืนในภายหลัง เเต่พอถึงเวลาจริงๆก็ไม่จ่ายหรือจ่ายช้ามากๆก็มีค่ะ

พนักงานถูกบังคับให้ทำงานยันดึกดื่น เวลาที่ทำงานเกินไปโดยทางบริษัทไม่จ่ายค่าล่วงเวลาให้ (โอที) จริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิดกฏหมายในญี่ปุ่นแล้ว เเต่บางบริษัทก็มีวิธีในการหลบเลี่ยงได้ค่ะ เเละด้วยความที่คนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง หากงานไม่เสร็จทำไม่ทำกำหนดส่งก็จะไม่กลับ และไม่จำเป็นต้องจ่ายโอทีก็ยอมทำ คนที่ยอมรับเรื่องเเบบนี้ก็มีเยอะค่ะ บริษัทก็สบายไป (อันนี้น่าชื่นชมในความรับผิดชอบของพนักงาน)
อย่างตัวผู้เขียนเอง ก็เคยทำงานล่วงเวลาไปถึง 50-60 กว่าชั่วโมงในเดือนเดียวโดยที่ไม่ได้อะไรเลยค่ะ (เเต่รุ่นพี่ในบริษัททำล่วงเวลากันโหดมากค่ะ หนักกว่าผู้เขียนเยอะ นับถือในความขยันมากๆ)

slot

วันหยุดของพนักงานก็จะไม่เหมือนได้หยุด อาจต้องมาทำงาน ต้องไปทานข้าว คอยอำนวยความสะดวกให้กับหัวหน้าเเละผู้บริหารเช่นไปตีกอล์ฟเป็นต้นค่ะ ส่วนตัวผู้เขียนเองก็ได้วันหยุดที่ไม่ค่อยน่าพึ่งพอใจสักเท่าไหร่ค่ะ ในวันหยุด Gloden Week ที่คนทั่วไปเขาหยุดกันเป็นอาทิตย์ บริษัทของผู้เขียนไม่ได้หยุด (เนื่องจากเป็นบริษัทที่จัดอีเว้นท์ตลอดเวลา) ก็เข้าใจได้ค่ะว่างานแบบนี้ไม่สามารถหยุดในช่วงที่คนอื่นหยุดกันได้ เเต่วันหยุดชดเชยนั้นได้เพียงครึ่งเดียวของวันหยุดที่คนอื่นได้กันค่ะ (โอทีก็ไม่ได้ วันหยุดก็ไม่มีอีก ผู้เขียนเหนื่อยใจ๋ม๊ากมากก)

  1. เพื่อนร่วมงานที่ไม่ดี (ทั้งใน Black Company และบริษัททั่วไป)
    สำนวนไทยที่ว่า คับที่อยู่ง่าย คับใจอยู่ยาก อยากจะกรีดร้องบอกทุกคนเสียเหลือเกินว่ามัน จริ๊งงง!!
    สำหรับบริษัทสีดำนั้นเพื่อนร่วมงานก็อาจมีจิตใจดำมืดพอๆกับบริษัทก็เป็นได้ค่ะ ไม่ได้หมายความว่า 100 ทั้ง100 มีเเต่คนไม่ดี คนดีๆก็มีค่ะ เเต่คนไม่ดีที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงนั้นก็คือเพื่อนร่วมงานที่ใช้อำนาจข่มขู่ หรือเรียกว่า Power Harassment (ญี่ปุ่นเรียกว่าพาวะฮาระ) เเละล่วงละเมิดทางเพศ Sexual Harassment (เซกุฮาระ) กับเพื่อนร่วมงานด้วยกันค่ะ

ส่วนใหญ่จะพบการใช้อำนาจข่มขู่เเละล่วงละเมิดทางเพศในบริษัทสีดำอยู่เสมอค่ะ พบมากกว่าบริษัททั่วไปเพราะว่ากฏเกณท์ต่างๆของบริษัทสีดำปล่อยปละละเลยและทำให้ผู้มีตำแหน่งสูงกว่าสามารถกดขี่ผู้มีตำแหน่งต่ำกว่าได้ง่ายนั่นเอง คนญี่ปุ่นจะใส่ใจในทุกๆเรื่องในการดำรงค์ชีวิต

ทำอย่างไรถึงจะได้ไปอยู่ญี่ปุ่นอย่างถาวร

ท่ามกลางกระแสการเมือง คนที่อยาก #ย้ายประเทศ หรือไปทำงานต่างประเทศ รู้มั้ยว่ายากยังไง มีโอกาสทำได้จริงมั้ย บทความนี้มีคำตอบ
ความช่วยเหลือเร่งด่วนสำหรับผู้ลี้ภัย
ไม่ว่าคุณจะอยากไปอยู่ที่อื่น เพราะเหตุผลเรื่องการเมือง เรื่องประเทศไม่พัฒนา หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่มีปัญหาครับ อ่านบทความนี้แล้วน่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย แต่ว่า บทความนี้เน้นพูดถึงการไปอยู่ญี่ปุ่นด้วยวีซ่าที่เกี่ยวข้องกับการ แต่งงาน ทำงาน เป็นหลักนะครับ ไม่ใช่วีซ่าผู้ลี้ภัย

ถ้าบังเอิญคุณเป็นคนที่ต้องการลี้ภัยทางการเมืองจริงๆ แต่หลงมาที่เพจนี้ เราช่วยอะไรไม่ได้นะ ลองติดต่อองค์กรอื่นๆเช่นสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ เป็นต้น บทความนี้เหมาะกับคนที่โอเคกับการไปเรียนหรือทำงาน และไม่ได้ต้องการหนีจากเมืองไทยอย่างเร่งด่วนครับ
หากต้องการความช่วยเหลือลี้ภัยเร่งด่วน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านการเมืองหรืออะไรก็ตาม โปรดติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ

jumbo jili

ถามตัวเองก่อนว่า ทำไมคุณถึงอยากหนีไปให้มันไกลๆ
ถามตัวเองก่อนว่าทำไมเราถึงอยากหนีจากเมืองไทย ไปให้ไกลเกินกว่าที่ฉันเคยไป

ตอนนี้เมืองไทยแม้จะมีปัญหาใหญ่ทางด้านการเมือง ที่ช่วงนี้หลายคนคงจะอีดอัดและไม่พอใจเอามากๆ แต่ก็ต้องยอมรับเรื่องนึงคือ ชีวิตเรายังไม่ได้แย่เหมือนผู้ลี้ภัยที่หนีตายจากสงครามหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ พูดง่ายๆคือคน 99% ที่อ่านบทความนี้ ไม่ใช่ผู้ลี้ภัย และคงจะไม่มีวันได้สถานะผู้ลี้ภัยนะครับ (และยังไม่นับว่า ญี่ปุ่นแทบไม่เปิดรับผู้ลี้ภัยทางการเมือง)

การจะไปอยู่ต่างประเทศไม่ว่าจะญี่ปุ่นหรือประเทศอื่น ควรจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนก่อนเพราะว่าเป็นการลงทุนเงินและเวลาจำนวนมากที่อาจไม่ได้อะไรกลับคืนมาครับ ไม่ใช่ว่าการเมืองมันแย่ คนมันแย่ รถมันติด แล้วจบ ผมเข้าใจว่าประเทศไทยเรามีปัญหาหลายเรื่อง แต่เพื่อตัวของเราเอง เราก็ควรจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนด้วยว่าจะไปทำอะไร เช่นไปเรียนหรือทำงานเก็บประสบการณ์ ไปถาวรหรือไปชั่วคราว เป็นต้น

สล็อต

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวของคุณเองครับ
ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น ย้ายไปอยู่ญี่ปุ่นได้มั้ย
คำตอบสั้นๆ คือ ได้ ครับ

มีคนมากมายที่แต่งงานกับคนญี่ปุ่น หรือทำงานที่ญี่ปุ่น โดยไม่รู้ภาษาหรือรู้เพียงเล็กน้อย โดยกฏหมายหรือเงื่อนไขของวีซ่า จริงๆ แล้ว ไม่มีการกีดกันคนโดยใช้เกณท์ทางภาษานะครับ คนที่มีวีซ่าที่ได้มาจากการทำงานหรือแต่งงานในญี่ปุ่น โดยที่ไม่มีผลสอบภาษาญี่ปุ่นระดับสูงๆ (ที่เรียกกันว่าผลสอบ N1 – N5) นั้นมีอยู่มากมาย
แต่ทั้งนี้

  • การรู้ภาษาญี่ปุ่น หรือการมีผลสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น จะช่วยให้คุณขอวีซ่าที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นกว่าการที่ไม่รู้หรือไม่มีแน่นอน
  • และการถูกปฏิเสธการออกวีซ่าโดยให้เหตุผลว่า เป็นเพราะผู้ขอวีซ่าไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น นั้นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน

สล็อตออนไลน์

และแน่นอนว่า การไปอยู่ญี่ปุ่นโดยไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น อาจมีผลกระทบกับคุณภาพชีวิตของคุณแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการโดนคู่แต่งงานเอาเปรียบ เจ้านายเอาเปรียบ บริษัทเอาเปรียบ หรือการใช้ชีวิตประจำวันที่ยุ่งยากกว่าอยู่ที่ไทย แต่ทั้งหมดนี้เป็นผลลัพธ์ที่ต่างกันไปรายบุคคลครับ ถ้าไม่เจอ ถ้าเจอแล้วทนได้ ถ้าคิดว่ายังไงก็ดีกว่าอยู่ไทย ก็ไม่ต้องรู้ภาษาญี่ปุ่นก็ได้ครับ

ตัดสินใจแล้วว่าฉันจะย้ายประเทศ ไปอยู่ญี่ปุ่น “ถาวร” ไม่กลับมาอีกแล้ว
ถ้าตัดสินใจแล้วว่าอยากไปจริงๆก็ไม่มีปัญหา เข้าเรื่องกันดีกว่า การที่คนต่างชาติซักคนจะได้อยู่ญี่ปุ่นแบบ “ถาวร” มีสองวิธีหลักๆ

  1. คือการขอสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งยากมากและมีข้อดีข้อเสียหลายอย่างที่น่ารู้ก่อนจะตัดสินใจ แต่หลักๆผมไม่แนะนำครับ เพราะมีอีกวิธีที่ง่ายกว่า
  2. คือการขอวีซ่าพำนักถาวร หรือที่เรียกกันว่าเอจู (永住権) วิธีนี้เป็นที่นิยมมากกว่าด้วยเหตุผลหลายประการ และของ่ายกว่าอีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าใครๆก็จะทำได้

ทำไมเราถึงไม่แนะนำให้เปลี่ยนสัญชาติเป็นคนญี่ปุ่น
ก่อนอื่น การเปลี่ยนสัญชาติเป็นญี่ปุ่นทำได้ยาก ไม่เป็นที่นิยม และไม่เหมาะสมเอามากๆ กับคนส่วนใหญ่ แต่ทำไมเราถึงมองว่าไม่เหมาะสม??

เนื่องจากญี่ปุ่นไม่อนุญาติให้ถือสองสัญชาติ คนที่จะเปลี่ยนสัญชาติเป็นญี่ปุ่นถาวรจึงต้องสละสัญชาติไทย กลายเป็นพลเมืองญี่ปุ่น ใช้พาสปอร์ตญี่ปุ่น มีสิทธิ์เลือกตั้งในญี่ปุ่น ซึ่งบางเรื่องก็เหมือนจะเป็นเรื่องดีเช่นพาสปอร์ตญี่ปุ่นที่สะดวกมากๆสำหรับคนที่ไปต่างประเทศบ่อยเพราะสามารถเข้าได้หลายประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า

jumboslot

แต่การสละสัญชาติไทยไม่ได้เหมาะสมกับทุกคน โดยเฉพาะคนไทยแท้ๆทั่วไปที่ไม่ได้มีครอบครัวอยู่ที่ญี่ปุ่น เพราะจะเสียสิทธิ์ทุกอย่างในฐานะประชาชนไทย หากคิดจะกลับไทยในอนาคตจะเป็นการมาในฐานะคนญี่ปุ่นคนหนึ่งที่แวะมาอยู่ที่ไทยระยะยาว ไม่ใช่คนไทย การดำเนินการทางกฏหมายต่างๆ เช่นการถือครองทรัพย์สิน บ้าน รถ จะลำบากกว่าคนไทย และก็ยังมีปัญหาเรื่องวีซ่าและเอกสารเพิ่มเติมขึ้นมา (ที่คนไทยปกติไม่ต้องเจอแต่คนต่างชาติในไทยต้องเจอ)

คนที่สละสัญชาติไทยเพื่อรับสัญชาติญี่ปุ่นนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มั่นใจว่าสามารถอยู่ญี่ปุ่นได้ตลอดชีวิตโดยไม่เดือดร้อน เช่นวัยรุ่นที่เกิดมาเป็นลูกครึ่งไทยญี่ปุ่น มีบ้านและครอบครัวอยู่ที่ญี่ปุ่นอยู่แล้ว เป็นต้น ถ้าคุณเป็นคนที่เหมาะกับการขอสัญชาติญี่ปุ่นมากกว่าการขอวีซ่าถาวรเชื่อว่าคงไม่จำเป็นต้องมาอ่านบทความนี้แต่แรก เพราะพ่อหรือแม่ชาวญี่ปุ่นของคุณคงกำลังทำเรื่องให้อยู่แล้ว
เพื่อประหยัดเวลาเราจึงขอข้ามไปเรื่องวีซ่าทำงานและการอัพเกรดเป็นวีซ่าถาวร ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับคนไทยแท้ๆที่อยากมาทำงานยาวๆที่ญี่ปุ่น

การขอวีซ่าทำงานในญี่ปุ่น
ถ้าหากคุณอยากได้วีซ่าพำนักถาวรก่อนอื่นต้องทำยังไงล่ะ?? คำตอบคือ ต้องเริ่มจากการได้วีซ่าประเภทอื่นก่อน เช่นวีซ่าทำงาน

slot

ในทางเทคนิค การหางานแปลว่าเราจะได้วีซ่าทำงาน ไม่ได้แปลว่าจะได้วีซ่าอยู่ถาวรทันที หลายคนอาจจะเข้าใจผิดแต่ว่านี่เป็นสองสิ่งที่ไม่เหมือนกัน วีซ่าทำงานเป็นวีซ่าระยะยาวแต่ก็ยังไม่ถาวร เหมือนกับสิ่งที่เรียกว่าเวิร์คเพอร์มิตในหลายๆประเทศ แต่การหางานก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่ดีเพราะตราบใดที่เรามีงานทำมีสังกัดอยู่กับบริษัทในญี่ปุ่น เราก็จะสามารถต่อวีซ่าเพื่อทำงานให้บริษัทนั้นๆต่อไปได้เรื่อยๆโดยแทบไม่ต้องกังวลว่าจะต่อไม่ได้ หากได้งานกับบริษัทในญี่ปุ่นและได้รับวีซ่าครั้งหนึ่งแล้ว โอกาสต่อวีซ่าครั้งต่อไปไม่ได้นั้นแทบจะไม่มี หากยังอยู่บริษัทเดิม ไม่ได้ถูกไล่ออกหรือว่าเปลี่ยนงาน

สิ่งที่ต้องมีก็คือบริษัทที่ญี่ปุ่นที่จะรับเราเข้าทำงาน และเอกสารต่างๆที่ยืนยันได้ว่าเราจะมีงานทำจริงๆ เช่นสัญญาว่าจ้างเป็นต้น และอีกเรื่องก็คือตัวบริษัทเองก็ต้องมีความเหมาะสมเช่นเป็นบริษัทที่เชื่อถือได้และมีใบอนุญาติถูกต้องเป็นต้น

การทำวีซ่าในตัวของมันเองไม่ใช่เรื่องยาก มีขั้นตอนชัดเจน มีเอกสารที่ต้องใช้ชัดเจน หากถึงเวลาลงมือทำจริงๆ เอกสารหลายๆอย่างสามารถขอให้บริษัทที่จะจ้างเราช่วยออกให้ได้ แต่สิ่งที่ยากจริงๆคือการหางานในญี่ปุ่นมากกว่า ญี่ปุ่นเมืองน่าอยู่ มีหลายๆสิ่งที่น่าสนใจ

เปรียบเทียบการทำงาน บ.ไทย กับ บ.ญี่ปุ่นในไทย

บริษัทไทย VS บริษัทญี่ปุ่น ​แบบไหนดีกว่ากันนะ? เชื่อว่าหลายๆท่านที่เรียนจบทางด้านภาษาญี่ปุ่นหรือต้องการทำงาน​บริษัท​ญี่ปุ่นต้องมีลังเลกันบ้าง บทความนี้อาจช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ ต้องขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่าเนื้อหาการเปรียบเทียบตามที่จะกล่าวต่อไปนี้​ หลายอย่างใช้ข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้ว แต่หลายอย่างโดยเฉพาะสิ่งที่จับต้องไม่ได้ (เช่นวัฒนธรรมองค์กร) ก็จะเน้นเขียนตามประสบการณ์​ของนักเขียนโดยตรงเป็นหลัก (รวมถึงบุคคล​ใกล้ตัวของเราด้วย)​ หากประสบการณ์​ที่คุณเจอไม่ตรงกับเราอย่างไรต้องขออภัยมา​ ณ​ ที่นี้ด้วยนะคะ
วัฒนธรรมองค์กร
บริษัทไทย = ความแตกต่างทางสังคมสูงมาก
วัฒนธรรมองค์กรไทยจะมีสิ่งหนึ่งค่ะที่ต่างกับญี่ปุ่นมาก คือความยืดหยุ่นยังไงก็ได้ ประชุม 9 โมงแต่กว่าจะเข้าเนื้อหาจริงอาจจะ 9 โมงครึ่งเพื่อรอเพื่อนรวมงานเป็นต้น ตำแหน่งการรับผิดชอบงานของไทยจะชัดเจน ตรง และไม่ซับซ้อน แต่มักไม่แยกเรื่องงานกับส่วนตัวออกจากกันเสียเท่าไร ซึ่งนี้ก็นับว่าเป็นข้อเสียก็ได้นะคะที่อาจส่งผลกับการทำงาน ส่วนวัฒธรรมปลีกย่อยอื่นๆขอแยกบริษัทไทยเป็น2ประเภทเท่าที่ได้รับประสบการณ์มาแล้วกันนะคะ

jumbo jili

  1. บริษัทไทยแบบเช้าชามเย็นชาม
    อาจจะจั่วหัวข้อแรงไปสักนิด แต่นี่คือเรื่องจริงค่ะที่ไม่ได้มีแค่ในระบบข้าราชการ แต่มีในเอกชนบ้างบางแห่งโดยเฉพาะบริษัทเล็กๆที่มักเจอ คนเดิมที่อยู่อาจไม่ได้ทำงานดีขนาดนั้นแต่เพียงทำตามหน้าที่ ขาดแรงกระตุ้นในการทำงานทำให้ไม่มีความกระตือรือร้น แต่อยู่ได้เพราะเงินเดือนมั่นคงแล้วเขาเองไม่ได้ทำผิดร้ายแรงอะไรที่ทำให้บริษัทพิจารณาไล่ออก คนขยันก็ทำงานแทบตายโดนเอาเปรียบจากกลุ่มนี้ เชื่อว่าแบบนี้หลายท่านน่าจะเคยพบเจอกันมาเองบ้าง
  2. บริษัทไทยแบบศรีทนได้ ทนแบกรับทุกอย่าง
    ในการทำงานบริษัทไทยบางแห่งที่เน้นใช้คนกันเต็มที่ หน้าที่ส่วนนั้นไม่หนักกายในการใช้แรงงาน ก็หนักสมองในการคิดบริหารงาน ซึ่งบริษัทแบบนี้มักมีเรื่องของโบนัสหรือคอมมิชชั่นเป็นตัวกระตุ้นพนักงานให้กัดฟันสู้เพื่อเงินเดือนค่ะ แล้วเพราะเหตุนี้นี่แหละคนที่ทำงานองค์กรไทยที่มีลักษณะแบบนี้มักไม่ได้เหนื่อยงานแค่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเหนื่อยกับคนหรือสังคมของบริษัทที่แก่งแย่งชิงดีกันด้วย ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้คนไทยเป็นทั้งเครียดสะสมและโรคซึมเศร้ามามากแล้วค่ะ

บริษัทญี่ปุ่น = บริษัทคือครอบครัว
สำหรับบริษัทญี่ปุ่นแล้วการดูแลของเขาจะไม่ได้มองแค่ว่าคุณคือพนักงานอย่างเดียว แต่คุณคือหนึ่งในองค์กรที่เหมือนบ้านหลังที่2ด้วย แต่ต้องบอกก่อนนะคะว่าครอบครัวแบบญี่ปุ่นเนี่ยเป็นครอบครัวแสนเหนื่อยแสนกดดัน คุณพ่อคุณแม่คาดหวังให้ลูกเรียนได้ท็อปกันทุกคน กฎระเบียบที่มีก็เยอะมาก และมักจะเคร่งเครียดกว่าบริษัทไทย เพราะไม่ใช่แค่ว่าเขาจะมองคุณเป็นครอบครัวแค่เพียงอย่างเดียว เขายังคอยมองการทำงานของคุณด้วย ว่าเติบโตแค่ไหน เน้นให้พยายามเพิ่มๆขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่คุณทำอยู่อาจดีแล้ว แต่คุณห้ามหยุดพัฒนาและต้องพยายามให้มันดียิ่งขึ้นไป ซึ่งจุดนี้แหละค่ะที่ทำให้คนไทยหลายท่านที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่นเกิดภาวะเครียดและซึมเศร้า เพราะคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ดีพอ (ก็เป็นปัญหาที่ได้ยินบ่อยๆ แบบที่สังคมญี่ปุ่นและเหล่ามนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นเผชิญอยู่นั่นเอง) สรุปว่าถึงจะ “เหมือนครอบครัว” แต่ก็เครียดอยู่ดีค่ะ
ส่วนระบบการทำงานของบริษัทญี่ปุ่นขอบอกเลยค่ะว่าซับซ้อนมาก และต้องยึดขั้นตอนเป๊ะๆ ต้องรอคนนั้นเซ็นเอกสาร คนนี้อนุมัติ คนโน้นพิจารณา รอระดมสมองกับทีมอย่างเป็นทางการ รอการแก้ไขครั้งที่ 1 2 3 … แต่ทั้งนี้แม้ขั้นตอนงานจะซับซ้อน แต่ก็มีขั้นตอนและเดดไลน์งานที่ชัดเจนมากเช่นกัน เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะทำให้การทำงานบริษัทญี่ปุ่นนั้นเคร่งแล้วเครียดด้วยค่ะ การทำงานแบบนี้สำหรับบริษัทอื่นคู่ค้าที่ต้องติดต่อร่วมกันทำงานแล้วต้องรับเอกสารงานก่อนเดตไลน์งานจริงอาจมีปัญหาในการทำงานร่วมด้วย เพราะเขายึดวันที่ตกลงกันเป็นหลักเลย

สล็อต

หัวหน้างาน
บริษัทไทย : หัวหน้างานร้อยพ่อพันแม่
หัวหน้างานในบริษัทไทยจะมีตำแหน่งงานชัดเจนค่ะ คนนี้คือหัวหน้าแผนก นี่คือรองหัวหน้าแผนก ที่เหลือคือพนักงานทั่วไป ทำให้ไม่มีความซับซ้อนในการรอผู้มีอำนาจตัดสินใจมากนัก แต่ลักษณะหัวหน้าบริษัทไทยหาคำจำกัดความไม่ได้เลยค่ะ เพราะหัวหน้าแบบไทยเนี่ยแต่ละคนแตกต่างกันเยอะจริงๆ แต่จะขอแบ่งเป็น 2 ประเภทให้เข้าใจง่ายๆ
1.หัวหน้างานไทยที่มีภาวะผู้นำที่ดี ; เก่งงานแล้วยังเก่งSoft skillsด้วย
เป็นหัวหน้าที่สั่งงานแล้วไม่ได้ปล่อยผ่านรอแค่วันส่งงานหรือรอจับผิด แต่มีภาวะผู้นำในการเข้ามาสอนงาน คุยสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกน้อง เข้าถึงง่ายไม่ดุด่าอย่างเดียว เมื่อมีปัญหาก็เด็ดขาดมากพอที่จะแก้ไขสถานการณ์หรือเข้าไปสอบถามและช่วยลูกน้องแก้ไขปัญหา ใช้เหตุผลกับความรู้สึกควบคู่ตามสถานการณ์และตามเป้าหมายบริษัท จะมีมากมีน้อยอันนี้แล้วแต่ว่าใครโชคดีได้เจ้านายที่ดีไปนะ
2.หัวหน้างานไทยที่เน้นสั่งอย่างเดียว
ก็เป็นหัวหน้างานแบบที่อาจไม่ดีสักเท่าไรแน่หากพบเจอ แต่ก็มักจะได้ยินกันบ่อยๆเพราะงั้นก็อยากให้รู้ไว้ว่าคนแบบนี้มีอยู่จริงๆนะ สั่งงานไว้แต่รายละเอียดอย่างไรไปศึกษาเอง บรีฟงานรุนแรงต้องได้เป้าหมายตามที่วางไว้ ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ใช้ความรู้สึกส่วนตัวเลือกที่รักมักที่ชัง หรือเลือกปฏิบัติกับพนักงาน ขณะเข้าไปสัมภาษณ์งานหากเราประเมินสถานการณ์ขณะสัมภาษณ์กับหัวหน้างานได้บ้าง อาจทำให้รอดพ้นปัญหานี้ได้บ้างค่ะ

บริษัทญี่ปุ่น : หัวหน้างานซับซ้อน มากกว่า2คน
งงสิคะ คราวนี้สำหรับคนไทยที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่นในไทย หลายคนทำนานแล้วก็ยังไม่ชินรูปแบบผังองค์กรแบบญี่ปุ่นผสมไทย ในความเป็นจริงคุณอาจเป็นลูกน้องใต้บังคับของหัวหน้าแผนกชาวไทย 1ท่าน ที่รองลงมาจากซีเนียร์คนญี่ปุ่น ซึ่งเราต้องคอยปรึกษาตลอด ในทางปฏิบัติจึงคล้ายจะเป็นเพื่อนร่วมงานรุ่นเดียวกัน

สล็อตออนไลน์

สำหรับบริษัทญี่ปุ่นแล้วหากเทียบตำแหน่งงานที่เท่ากันของหัวหน้าชาวไทยและชาวญี่ปุ่น เขาจะยึดชาวญี่ปุ่นเป็นหัวหน้างานค่ะ ซึ่งอำนาจการตัดสินใจใหญ่จริงๆหัวหน้าชาวไทยของเรานั้นก็ต้องรอให้หัวหน้าญี่ปุ่นอีกท่านตัดสินใจเช่นกัน ทำให้การประชุมงานกันในบางหัวข้อบางเรื่องวุ่นวายในหลายๆครั้ง ยังไม่รวมกับวัฒนธรรมองค์กรนั้นด้วย เพราะบางองค์กรหัวหน้างานต้องการงานไอเดียใหม่ๆ แต่ซีเนียร์ผู้ตรวจงานคุณด่านแรกอาจเป็นคนหัวเก่า ทำให้การทำงานสับสนต้องแก้ไขเอาใจหัวหน้ากันไป ซึ่งสังคมการทำงานบริษัทญี่ปุ่นในไทยเอาจริงๆก็ตึงเครียดน้อยกว่าในญี่ปุ่นมากแล้วนะคะ

ส่วนหัวหน้างานชาวญี่ปุ่นในบริษัทญี่ปุ่นจะลองสรุปง่ายๆให้เหลือ 2 แบบ ได้แก่แบบแรกเจ้านายสายใจดี เข้าถึงง่าย สุภาพ จริงจังกับงานประมาณนึงแต่เข้าใจลักษณะคนไทย ทำให้ไม่มาจ้ำจี้จำไชกับเรามากนัก กับอีกแบบคือเจ้านายญี่ปุ่นจริงจังแบบสังคมญี่ปุ่น โดยมากมักมาอยู่ที่ไทยไม่นาน หรือมีลักษณะนิสัยที่เนี๊ยบอยู่แล้วตั้งแต่ต้นทำให้การทำงานดูจริงจังแล้วตึงไปเสียทุกอย่าง แบบหลังนี้ถ้าคนไทยไม่ชินอาจต้องปรับตัวกันสักพักเลย เพราะเขาอาจเป็นคนที่ไม่เปิดรับความคิดด้วยทำให้การอธิบายระบบงานใดๆไปลำบากรวมถึงเราเองต้องปรับตัวในการทำงานล่วงหน้าและรอบคอบกับงานให้มากขึ้นด้วย

เงินเดือน
สำหรับวุฒิปริญญาตรีทั่วไป ไม่ว่าคุณจะจบที่ไหน เกรดเฉลี่ยเท่าไร สิ่งนั้นอาจเป็นต้นทุนเพียงเล็กน้อยหรือเพียงคอนเนคชั่นในการเริ่มต้นทำงานเท่านั้น เงินเดือนคุณเมื่อเริ่มต้นจะมีประมาณ 15,000บาท พอกันทุกที่ เพราะสิ่งที่อัพเงินเดือนให้มากขึ้นนั้นจะเป็นประสบการณ์ทำงานและอายุงานค่ะ ความแตกต่างของแต่ละคนจะเริ่มเห็นเมื่อทำงานไปซักพัก
เงินเดือนเริ่มต้นบริษัทไทย : 15,000 บาทขึ้นไป
เรื่องจริงอันแสนเจ็บปวดว่าด้วยเงินเดือนเริ่มต้นที่รับจริงอยู่ที่ 15,000 บาทแม้คุณจะทำงานใจกลางเมือง ซึ่งเมื่อหักค่าครองชีพแล้วอาจไม่เพียงพอด้วยซ้ำไป คุณอาจเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟบางบริษัทได้ค่ะ บางบริษัทมีแอบให้ความหวังไว้ด้วยว่ายังไม่รวมเบี้ยขยัน+ค่าคอมมิชชั่นนะซึ่งอาจถึง25,000บาท แต่ขอแตะเบรคไว้เลยนะว่าเงินเพิ่มเติมดังกล่าวไม่ได้กันมาง่ายๆแน่ แล้วยังไม่มั่นคงเอาเสียเลย ซึ่งสิ่งนี้อยากจะเตือนเด็กจบใหม่ด้วยนะในการเลือกบริษัททำงาน ให้พิจารณาความสามารถตัวเองและประเมินเงินเดือนไปก่อน อย่าปล่อยให้เขากดเงินเดือนลงเด็ดขาด!

jumboslot

เงินเดือนเริ่มต้นบริษัทญี่ปุ่น : 18,000 บาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าภาษา)
สำหรับบริษัทญี่ปุ่นอยากแบ่งเรื่องเงินเดือนเป็น2ประเภท
1.ผู้ที่ยื่นสมัครงานโดยไม่ขอใช้ภาษาญี่ปุ่น อาจมีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นมาก่อนบ้าง หรือมาทำงานบริษัทญี่ปุ่นแบบไม่มีความสามารถภาษาญี่ปุ่นเลย ในส่วนนี้เงินเดือนเริ่มต้นจะอยู่สูงกว่าบริษัทสัญชาติไทยเล็กน้อย ตัวเลขที่เห็นบ่อยอยู่ประมาณ 18,000 บาท แต่โดยส่วนมากหากมีพื้นฐานในการใช้ภาษาญี่ปุ่นมาก่อน จบทางด้านนี้โดยตรง แต่เลือกไม่ยื่นภาษา เงินเดือนจะเริ่มต้นที่ 20,000-22,000 บาทค่ะ
2.ผู้ที่ยื่นสมัครงานโดยเจาะจงตำแหน่งที่ใช้ภาษาญี่ปุ่น ตั้งแต่ระดับ JLPT N3 ขึ้นไป (ความสามารถการใช้จริงอาจต้องการ JLPT N2) ส่วนนี้จะได้เงินเดือนเริ่มต้นที่ 25,000-30,000 บาท การใช้งานภาษาญี่ปุ่นก็อาจไม่มากนัก ใช้เพียงภายในบริษัท หรือสานสัมพันธ์เล็กน้อยกับลูกค้าเป็นต้น

โบนัส
บริษัทไทย ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ 2-3 เดือนเป็นพื้นฐานค่ะ แต่จำนวนเงินอาจไม่ได้มากเท่ากับโบนัสปีก่อนที่เคยจ่ายมาแล้ว โดยมากได้รับช่วงต้นปีของทุกปี
บริษัทญี่ปุ่น โดยรวมแล้วจะมากกว่าบริษัทไทย จากประสบการณ์รวมถึงบุคคลรอบตัวของนักเขียน ได้กันราว 3-6 เดือนค่ะ แม้จะได้หลายเดือนแต่ช่วงหลายปีมานี่จำนวนเงินก็น้อยลงจากปีก่อนๆเช่นกัน บางบริษัทที่ผลประกอบการดีมากถึงแม้เศรษฐกิจแบบนี้ ก็อาจได้โบนัส 7-8 เดือนได้ มีทั้งบริษัทให้เงินโบนัสเริ่มตั้งแต่ต้นปี และบริษัทที่พิจารณาจ่ายกลางปีค่ะ
**โบนัสเป็นเพียงน้ำบ่อหน้านะคะ หากใช้ประกอบการตัดสินใจในการเข้าทำงานอาจต้องระวังสักหน่อย

slot

สวัสดิการ
สวัสดิการสำหรับคุณแล้วแบบใดจึงเรียกว่าดีบ้างคะ? หากความต้องการของคุณเป็นเพียงแค่ประกันสังคม​ ลาป่วย​ ลากิจ​ ลาพักร้อน​ มีครัวหรืออาหารว่างให้​ สำหรับเรานั่นเรียกว่าสวัสดิการพื้นฐานของบริษัทที่ควรมีตามกฎหมาย​ค่ะ

บริษัทไทย​ = สวัสดิการพื้นฐานครบ
เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างนึงค่ะที่บริษัทไทยแท้นั้น ส่วนใหญ่สิ่งที่ให้คุณมีเพียงสวัสดิการพื้นฐานตามที่กฏหมายกำหนดเท่านั้น​ แต่ถ้าเป็นบริษัทดังๆใจกลางกทม. หรือบริษัทใหญ่ในเขตโรงงานอุตสาหกรรม​สิ่งที่จะมีให้เพิ่มเติมก็มักจะเป็นประกันสุขภาพ​เอกชน ​/ ประกันอุบัติเหตุ​เอกชน​ เพิ่มวันลาป่วยได้มากกว่าปกติ​ บางที่อาจมีโรงอาหาร อาหารกลางวัน / อาหารเย็นให้ฟรี หรือหากคุณทำงานโรงแรมหรือรีสอร์ทก็อาจได้รับการดูแลเป็นพิเศษในเรื่องอาหารที่พักเช่นกัน

บริษัทญี่ปุ่น = สวัสดิการที่นึกถึงใจเขาใจเรา
สำหรับบริษัทญี่ปุ่นในไทยจากประสบการณ์เลย นอกจากสวัสดิการพื้นฐานตามกฏหมายไทยที่ทุกบริษัทควรมีแล้ว สิ่งที่เขาจะให้เพิ่มส่วนใหญ่จะเป็นค่าเดินทางมาทำงานค่ะ (เพราะว่าบริษัทในประเทศญี่ปุ่นให้กันเป็นเรื่องปกติ) ซึ่งจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับที่อยู่และโครงสร้างของบริษัทด้วย สมมติว่าคุณได้ค่าเดินทางเดือนละ 1,500บาท เงินส่วนนี้ก็จะแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อย่างดีเลยค่ะ และต่อมาก็เป็นสิทธิในการเปิด OPD เข้ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งสิทธิเริ่มแรกจะอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000บาท/ครั้ง ซึ่งบริษัทไทยก็อาจมีบ้าง แต่บริษัทญี่ปุ่นจะนิยมมีกันมากกว่าเหมือนเป็นสวัสดิการพื้นฐานไปแล้วค่ะ แตกต่างกันมากโดยไม่ต้องพูดถึงค่ะ

5 เทคนิคทำงานกับคนญี่ปุ่นอย่างสงบสุข

5 เทคนิคทำงานกับคนญี่ปุ่นอย่างสงบสุข
คนที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่นหรือมีโอกาสทำงานกับคนญี่ปุ่นมักจะประสบปัญหาเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างอยู่บ่อยๆ บางครั้งการกระทำของเราอาจทำให้อีกฝ่ายกลับคิดมากหรือทำให้เกิดความระหองระแหงจนอาจทำให้มีปัญหาไม่สามารถทำงานด้วยกันต่อไปได้ ดังนั้น หากเราทราบถึง5อย่างที่ไม่ควรทำแล้วล่ะก็จะช่วยป้องกันความเข้าใจผิดได้ค่ะ

5 อย่างที่ “ไม่ควร” ทำเมื่อทำงานกับคนญี่ปุ่น
มารยาทพื้นฐานทั่วไปนั้นก็เหมือนกันเกือบทุกประเทศค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเคารพผู้ใหญ่ ไม่มาสาย เเต่งกายสุภาพ เเต่วันนี้เราจะมาพูดถึง 5 สิ่ง ที่คนไทยมักเผลอทำในเวลางานเพราะไม่ได้ร้ายแรงอะไร แต่คนญี่ปุ่นไม่ชอบเลย

jumbo jili

1.ไม่ขี้นินทา
นอกจากคนไทยเเล้ว คนญี่ปุ่นก็ชอบเรื่องซุบซิบเหมือนกันนะจ้ะ ถึงแม้ว่าการพูดคุยและทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานนั้นเป็นสิ่งที่ดี เเต่ถ้าหากหัวข้อการสนทนานั้นเป็นเรื่องของ”เพื่อนร่วมงานคนอื่น”นั้นก็มีความเสี่ยงอันตรายสูงเหมือนกันค่ะ เพราะถึงเเม้ว่าจะเป็นการพูดถึงเฉยๆโดยไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่อีกฝ่ายอาจนำไปเล่าต่อในทางที่เสียหายได้ (แล้วบอกว่าได้ข่าวมาจากเรา กลายเป็นเราคนปล่อยข่าว ซวยเลยนะจ้ะ)

หรือบางข้อมูลที่อีกฝ่ายต้องการปิดเป็นความลับเเต่เรากลับไปบอกคนอื่นต่อโดยไม่คิดมาก อันนี้ก็มีโอกาสโดนโกรธสูงค่ะ (ยกตัวอย่างเช่น ไปเล่าว่า Aจังมีเเฟนเเล้ว พึ่งเลิกกับเเฟน พึ่งย้ายบ้าน ฯลฯ ทุกเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัว) คนไทยอาจมองว่าเรื่องพวกนี้ก็เป็นเรื่องทั่วไป เล่าได้คุยได้ ไม่เห็นจะต้องปิดบังเลย เเต่อย่าลืมนะคะว่าคนญี่ปุ่นค่อนข้างระมัดระวังที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้กับผู้อื่นได้ทราบง่ายๆ ถ้าเขาอยากจะเล่าให้คนอื่นฟังเขาจะเป็นคนเล่าด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรบกวนให้เราไปกระจายข่าวให้ค่ะ ถ้าเกิดเผลอพลาดหลุดปากเม้ามอยไปหนึ่งครั้ง เขาอาจมองว่าเราเป็นคนเก็บความลับไม่ได้ ไม่ไว้ใจเราและไม่เล่าเรื่องต่างๆเกี่ยวกับตัวเองให้เราฟังอีกเลยนะคะ (อันนี้ก็เเล้วเเต่บุคคลจ้า)

นอกจากนี้ ด้วยความที่เราเป็นชาวต่างชาติไม่ได้พูดภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาหลัก การสื่อของเรานั้นอาจไม่ได้คล่องเเคล่วและเเม่นยำตรงตามที่คิดได้100% จึงมีโอกาสที่คู่สนทนาของเราจะตีความสิ่งที่เราต้องการจะสื่อไปในทางที่ผิดได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว ให้คิดก่อนพูดเยอะๆ หรือไม่พูดนินทาเพื่อนร่วมงานไปเลยจะดีกว่านะคะ

สล็อต

2.ไม่อวดรู้มากเกินไป
เชื่อว่าคนไทยหลายๆคนนั้นอยากเผยแพร่วัฒนธรรมไทยและเเนวคิดต่างๆของคนไทยให้กับเพื่อนร่วมงานญี่ปุ่นทราบ อันนี้สามารถทำได้ค่ะ เเต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่พอดี โดยเฉพาะคนที่ทำงานอยู่ท่ามกลางคนญีปุ่นควรจะยึดวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นเป็นหลัก เพราะเป็นสิ่งที่”คนหมู่มาก”ตกลงว่าจะทำร่วมกันเพื่อให้ทำงานกันได้อย่างราบรื่น เราไม่ควรนำนิสัยการทำงานที่ไทยมาใช้เพียงเพราะว่าเราเป็นคนไทย เช่น เข้างานตอนสิบโมงเป้ะ (ถ้าทำงานสไตล์ญี่ปุ่นคือต้องมาก่อนล่วงหน้าห้าหรือสิบนาที) หรือกินขนมในเวลาทำงาน (บางบริษัทซีเรียสเรื่องนี้มากค่ะ ให้ทานเฉพาะได้เวลาพักเท่านั้น)
เพราะอย่างตัวผู้เขียนเองก็เคยเจอเพื่อนร่วมงานต่างชาติที่ยึดความคิดของตัวเองเป็นหลักโดยไม่ฟังใครเลย บอกให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นปรับตัวเข้าหาเธอเพราะว่าประเทศของเธอนั้นทำอย่างนี้เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นก็ต้องทำตามที่เธอต้องการ แต่เธออาจลืมไปว่าบริษัทที่เธอทำงานอยู่นั้นเป็นบริษัทญี่ปุ่นที่มีสไตล์การทำงานแบบญี่ปุ่นจ๋ามาก จนสุดท้ายเพื่อนต่างชาติคนนั้นก็โดนเชิญออกจากงานไปค่ะ

นอกจากนี้ การที่เรามีความรู้เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งและต้องการออกความเห็นเพิ่มเติม ผู้เขียนขอแนะนำให้ดูบรรยากาศโดยรวมก่อนที่จะพูดออกไปนะคะ เพราะวัฒนธรรมการทำงานของแต่ละบริษัทนั้นไม่เหมือนกัน การออกความเห็นในบริษัทญี่ปุ่นนั้นอาจไม่ได้”อิสระ”เหมือนกับที่ไทย และถึงเเม้ว่าจะออกความเห็นไปก็ไม่ได้หมายความว่าหัวหน้าจะเก็บเอาไปทำจริง โดยเฉพาะเด็กใหม่ที่พึ่งเข้าทำงานที่บริษัทหรือย้ายงานมาหมาดๆต้องระวังเป็นพิเศษ พยายามหงิมๆเงียบๆไว้ก่อนจะดีที่สุดค่ะ ออกหน้ามากเกินไปอาจโดนมองว่าอวดรู้และโดนหมันใส้ได้ ทางที่ดีควรรอให้หัวหน้าหรือรุ่นพี่เป็นคนถามเราก่อนว่า มีไอเดียหรือความเห็นอะไรเพิ่มเติมไหม (ปล. อันนี้ก็เเล้วเเต่บริษัทนะคะ บางที่ก็ยอมให้ปล่อยของได้เเบบไม่กั๊กเลย ถ้าชอบแบบนี้ก็ต้องเลือกที่ทำงานนิดนึงค่ะ)

สล็อตออนไลน์

  1. ไม่ยิ้มพร่ำเพรื่อ
    ถึงแม้ว่าประเทศไทยและคนไทยจะขึ้นชื่อเรื่องมีรอยยิ้มที่สวยและเป็นมิตร แต่การยิ้มบ่อย ยิ้มโดยไม่ถูกกาละเทศะก็อาจทำให้เกิดปัญหาในการทำงานกับคนญี่ปุ่นได้ค่ะ ยกตัวอย่างเช่นตอนที่หัวหน้าตำหนิหรือกำลังดุเรา หากเรายิ้มให้เขาอาจคิดว่าเราไม่สำนึก ไม่เข้าใจ หรือในกรณีที่เราอยากขอโทษเพื่อนร่วมงาน หากเราขอโทษไปพร้อมกับหัวเราะเเหะๆหรือยิ้ม อีกฝ่ายจะคิดว่าเราไม่ได้จริงใจ และไม่ได้รู้สึกผิดจริงๆได้ค่ะ

อย่างตัวผู้เขียนเองช่วงที่มาทำงานที่ญี่ปุ่นปีแรกๆ ก็เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหาคนญี่ปุ่นเข้าใจความหมายของ”รอยยิ้ม”ที่ผู้เขียนมอบให้แบบผิดบ่อยๆค่ะ เวลาเผลอสบตาใครก็จะยิ้มให้ทุกที(แบบไม่คำนึงถึงสภาวะรอบข้างที่ทุกคนกำลังซีเรียส) จนโดนดุเลยค่ะ จนเข้าใจได้ว่าหากเป็นนคนไทยด้วยกันนั้นก็อาจเข้าใจว่ายิ้มของคนไทยด้วยกันเองนั้นมีหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นยิ้มเขิน ยิ้มทักทาย ยิ้มเเห้ง ยิ้มเป็นมารยาท ยิ้มให้กำลังใจ ฯลฯ แต่ชาวต่างชาตินั้นไม่เข้าใจความหมายเนื่องจากวัฒนธรรมของเขานั้นไม่ได้ใช้รอยยิ้มในการสื่อสารอารมณ์เท่ากับบ้านเรานักค่ะ (ส่วนใหญ่จะเป็นคำพูด เช่น ไฟท์โตะ สู้ๆนะ หรือเก็บสีหน้าและอารมณ์ไม่ให้อีกฝ่ายอ่านได้อย่างนี้ซะมากกว่า) ดังนั้นควรระวังสีหน้าและการแสดงออกเวลาทำงานด้วยนะคะ

jumboslot

4.ไม่ใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามมากจนเกินพอดี
ที่ญี่ปุ่นไม่ได้มีวัฒนธรรมใกล้ชิดตัวเเบบตะวันตกหรือบ้านเราค่ะ ดังนั้นการเเตะเนื้อต้องตัวกันโดยไม่จำเป็นทั้งเพศเดียวกันหรือเพศตรงข้ามนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะนอกจากจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดแล้ว ยังอาจถูกมองว่าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศได้อีกด้วย (ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในบริษัทญี่ปุ่น) ไม่ว่าจะสนิทกันเเค่ไหนก็ตามก็ต้องระวังนะคะ ถ้าถูกเพื่อนร่วมงานไปฟ้องว่าเราล่วงละเมิดทางเพศเขาล่ะก็มีสิทธิ์โดนไล่ออกจากงานสูงมากค่ะ

นอกจากการกระทำเเล้ว เราก็ควรระวังคำพูดเช่นกันค่ะ อย่างตัวผู้เขียนเองก็เคยโดนเพื่อนร่วมงานพูดล้อเล่นใส่ อีกฝ่ายอาจไม่คิดอะไรมาก แต่ผู้เขียนรู้สึกไม่ชอบและอึดอัดมากค่ะ เพราะเขามาวิจารณ์กระโปรงที่ใส่มาวันนี้ว่าสวยเข้ารูปดีนะ แถมถามว่าวันนี้ไปเดทหรอ แล้วจบด้วยการพูดว่า”ถ้าผมหนีภรรยาออกไปได้ผมก็อยากออกเดทกับคุณสักครั้งนะเนี่ย” ถึงเเม้จะเป็นการล้อเล่น แต่ผู้เขียนก็ไม่เเน่ใจว่าล้อเล่น100% หรือพูดลองเชิงกันเเน่ค่ะ หากผู้อื่นมาได้ยินอาจเข้าใจผิดว่าเรามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับอีกฝ่ายได้ ซึ่งข่าวลือเหล่านี้กระทบกับหน้าที่การงานและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างอย่างแน่นอนค่ะ

นอกจากนี้ การดื่มสังสรรค์ในที่ทำงานก็เป็นที่ที่ควรระวังอย่างยิ่ง ไม่ควรนั่งใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามกันมากเกินไป ไม่แตะเนื้อต้องตัวหรือดูเเลใครเป็นพิเศษ (เพราะอาจโดนเข้าใจผิดว่าเราสนใจในตัวอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเชิงชู้สาวหรือประจบสอพลอเจ้านายจนเกินพอดี เพื่อนร่วมงานอาจเอาไปนินทาได้)

slot

  1. ไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว
    ข้อนี้สำคัญมากๆค่ะ วัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นนั้นจะเเตกต่างจากไทยเป็นอย่างมากในเรื่องการแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว ที่ไทยเราอาจได้มิตรภาพใหม่ๆจากการทำงาน อาจได้ไปเที่ยวและออกทริปกับเพื่อนร่วมงานจนสนิทกันถึงขั้นเล่าเรื่องชีวิตส่วนตัวให้ฟังตั้งเเต่เด็กยันโต เเต่ที่ญี่ปุ่นขอบอกเลยว่า น้อยมากๆค่ะ เพราะเพื่อนร่วมงานนั้นถือว่าไม่ใช่เพื่อนในชีวิตจริง แต่เป็นเพียงคนทำงานร่วมกัน ยิ่งอีกฝ่ายรู้เรื่องของตัวเองมากเท่าไหร่ก็เท่ากับเปิดจุดอ่อนให้อีกฝ่ายรู้มากเท่านั้นค่ะ (สำคัญสำหรับคนที่มีเป้าหมายว่าอยากเลื่อนขั้นเลยนะคะ ระวังโดนหั่นขาเก้าอี้น้า) คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะไม่เล่าเรื่องตัวเองให้คนที่ไม่สนิทฟัง และจะรู้สึกไม่ค่อยชอบเวลาที่มีคนมาถามเรื่องส่วนตัวมากเกินไป ดังนั้นรอสนิทไปสักพักก่อนค่อยตะล่อมถามหรือรออีกฝ่ายเล่าให้ฟังเองจะดีกว่า

ในทางกลับกัน หากเราเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองมากเกินไปก็ไม่ดีค่ะ เพราะอีกฝ่ายจะงงว่าทำไมถึงเล่าทั้งๆที่เขาไม่ได้ถาม บางทีเขาอาจจะไม่ได้อยากรู้ก็ได้ อีกทั้งหากเรานำไปเล่าได้ไม่ถูกคน เรื่องของเราอาจกลายเป็นหัวข้อในการนินทาในบริษัท ข่าวลือต่างๆหรือการกระทำของเราก็มีผลต่อการประเมิณผลงานในบริษัทเช่นกัน อย่าลืมว่าในสังคมการทำงานของญี่ปุ่นนั้น เรื่องส่วนตัวนั้นสามารถกระทบกับงานและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้เป็นอย่างมาก ดังนั้นเล่าเฉพาะเรื่องที่เล่าได้ดีกว่า ไม่ต้องเล่าลึกแบบละเอียดสุดๆ โดยเฉพาะเรื่องปัญหาครอบครัวหรือคนรัก แนะนำให้เก็บเอาไว้กับตัวจะดีกว่าค่ะ วัตธนธรรมของคนญี่ปุ่น เขาจะทำตามกันเสมอ