รู้รอบเรื่องข้าวญี่ปุ่น

รู้มั้ยคุณหุงข้าวญี่ปุ่นผิดวิธี ไม่ต้องล้างเยอะกว่าข้าวไทยนะ! นอกจากวิธีหุงแล้ว ข้าวญี่ปุ่นกินกับอะไรอร่อย ต่างกับข้าวไทยยังไง ทำเป็นข้าวซูชิยังไง หาคำตอบทุกเรื่องของข้าวญี่ปุ่นได้ที่นี่ แถมประวัติศาสตร์และข้อมูลพันธ์ญี่ปุ่นต่างๆให้เพียบ

ข้าวญี่ปุ่น
ข้าวคือชีวิต คือคำกล่าวที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของข้าวที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนหลายปากท้องโดยเฉพาะประเทศแถบเอเชียเรา และข้าวก็ถือเป็นพืชที่สำคัญของญี่ปุ่นเช่นกัน เพราะชาวญี่ปุ่นรับประทานข้าวกันเป็นหลัก

jumbo jili

ภาษาญี่ปุ่นเรียกข้าวที่เป็นเมล็ดๆว่าโคเมะ (米) ส่วนข้าวที่หมายถึงของกินเรียกว่าโกะฮัง (ご飯) แปลได้ว่าอาหารที่ควรค่าแก่การยกย่อง หรือมีอีกความหมายว่าสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต ว่ากันว่าชาวญี่ปุ่นเริ่มปลูกข้าวกันมาตั้งแต่ยุคโจมง (ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ราว 14000 ปีถึง 300ปี ก่อนคริสต์ศักราช) โดยเชื่อกันว่าเมล็ดข้าวมาจากประเทศจีน ผ่านไต้หวันและเข้ามาสู่ดินแดนคิวชูทางใต้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของข้าวในดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ข้าวถือได้ว่าเป็นสิ่งมีค่ามาก รัฐบาลถึงกับสั่งให้ข้าวเป็นสินค้าควบคุม ดังนั้นชาวบ้านจึงหาทานข้าวขาวได้อย่างยากลำบาก บ้างก็หาบริโภคได้เพียงข้าวที่ยังไม่ขัดสีหรือข้าวกล้องเท่านั้น ข้าวสำหรับญีปุ่นมีความสำคัญมาก ถึงขนาดว่าในยุคหนึ่ง ข้าวเป็นเหมือนภาษีที่ประชาชนต้องจ่ายให้กับรัฐบาลแทนเงินตรา หรือใช้เป็นเครื่องชี้วัดสถานะทางสังคมอีกด้วย (คล้ายระบบศักดินาของไทยเราสมัยก่อน) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก ที่ญี่ปุ่นจึงเริ่มหันมาบริโภคแป้งชนิดอื่นๆ หรือขนมปังมากขึ้น เห็นได้จากอาหารกลางวันของนักเรียนเริ่มมีการทานขนมปังแทนข้าวที่เคยทานกันเป็นประจำ หรือเมนูโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) ที่คนไทยเรารู้จัก ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงข้าวยากหมากแพงในสมัยสงครามโลกครั้งที่2
วิธีหุงข้าวญี่ปุ่น
หม้อหุงข้าวอัตโนมัติโดยเฉพาะแบรนด์ญี่ปุ่น สามารถใช้หุงข้าวญี่ปุ่นได้ไม่มีปัญหา โดยข้าวญี่ปุ่นนั้นต้องการน้ำต่อเม็ดมากกว่าข้าวไทยเล็กน้อย เพราะฉะนั้นเวลาหุง หากใส่ข้าวปริมาณเท่าๆกัน ต้องใส่น้ำให้ท่วมสูงกว่าปกติเล็กน้อย

สล็อต

นอกจากนี้ หลายคนยังเข้าใจผิดว่าข้าวญี่ปุ่นต้องล้างเยอะๆ อย่างน้อยต้องเยอะกว่าข้าวไทย ซึ่งไม่จำเป็น หลายคนเข้าใจว่าข้าวญี่ปุ่นมียางมากจึงต้องล้างเยอะๆ แต่กลับกัน ถ้าล้างเยอะเกิน ข้าวจะออกมาร่วนกว่าที่ควรและไม่เกาะตัวกัน ซึ่งถ้าไม่เกาะตัวกันจะกินด้วยตะเกียบลำบากนะ คือจะสูญเสียคุณสมบัติของข้าวญี่ปุ่นโดยไม่จำเป็นนั่นเอง ถ้าอยากได้ร่วนๆ ไม่มียางเหนียวๆ กินข้าวไทยแต่แรกง่ายกว่า
หากเป็นข้าวที่ขัดสีจนขาวมาแล้วก็ไม่ได้จำเป็นต้องล้างมากกว่าเป็นพิเศษ (หากไม่ได้มีตรงไหนที่สกปรกจนเห็นได้ชัด) เพราะรำข้าวที่เหลืออยู่นั้นไม่ได้เยอะกว่าข้าวไทยแต่อย่างใด แค่อย่าลืมใส่น้ำให้เยอะกว่าในขั้นตอนการหุงเท่านั้นเอง

แต่ที่สำคัญกว่าคือ ข้าวญี่ปุ่นนั้นมีแบบที่ไม่จำเป็นต้องซาวอีกด้วย ซึ่งเรียกว่า Musenmai (แปลว่า ข้าวที่ไม่ต้องซาว) ใครซื้อมาหุงกินที่บ้านละก็ดูให้ดีๆ เพราะว่าถ้าเป็น Musenmai นั้นไม่ต้องซาว ไม่ต้องล้าง ใส่หม้อใส่น้ำหุงได้เลย เพราะในขั้นตอนการสีได้กำจัดรำข้าวออกไปได้เกลี้ยงกว่าข้าวแบบธรรมดาที่ไม่ใช่ Musenmai แต่ว่าการล้างมากเกินก็ไม่ได้มีอะไรเสียหายนะ แค่เปลืองน้ำและสูญเสียสารอาหารไปโดยไม่จำเป็น

ข้าวญี่ปุ่นกินกับอะไรดี
คนญี่ปุ่นมีวัฒธรรมการกินที่เน้นรสสัมผัสธรรมชาติ ปรุงอาหารต่างๆต้องไม่ทำลายรสธรรมชาติดั้งเดิม ดังนั้นจึงสังเกตได้ว่าอาหารญีปุ่นจึงรสไม่จัดจ้าน หรือบางทีชาวญี่ปุ่นก็ไม่ปรุงรสอะไรเลยเช่นการทานปลาดิบ ซาชิมิ ที่เราเห็นกันบ่อยเป็นต้น

สล็อตออนไลน์

อาหารบางอย่างที่ชาวญี่ปุ่นชอบทานกับข้าวร้อนๆ ก็เช่น ไข่ดิบ ตอกไข่ดิบบนลงข้าว เหยาะโชยุนิดหน่อยแล้วทานได้เลย อีกอย่างนึงก็คือผงโรยข้าวที่เรียกว่าฟุริคาเคะ (ふりかけ) โดยหน้าที่ของผงโรยข้าวก็คือเพิ่มเติมรสชาติให้ข้าวเปล่า ที่ญี่ปุ่นมีหลายรสให้เลือก เช่นรสไข่และสาหร่าย รสแซลมอน หรือรสเนื้อย่างก็มีให้เลือกมากมาย ปัจจุบันมีทั้งในรูปแบบกระปุกและแบบฉีกซองพกไปทานข้างนอกได้สะดวก ผงโรยข้าวแบบซองมีราคาต่างๆกันไป มาตรฐานตกประมาณถุงละ 100-300 กว่าเยน กินได้กี่มื้อก็แล้วแต่ว่าใส่มากหรือน้อย เพียงฉีกซองโรยบนข้าวร้อนๆก็อร่อยได้แล้ว

นอกจากไข่ดิบและผงโรยข้าวแล้ว ยังเคยมีผลสำรวจในปี 2016 ถึงความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวญี่ปุ่นจำนวน 401 คน ว่าอาหารอะไรทานคู่กับข้าวขาวอร่อยที่สุด โดยอันดับ 1 คือ ไข่ปลาเมนไทโกะ(ไข่ปลาค็อดดองพริก มีรสเผ็ด) อันดับ 2 คือ บ๊วยดอง อันดับ 3 คือ นัตโตะหรือถั่วหมักนั่นเอง ใครสนใจก็ลองทานข้าวญี่ปุ่นกับเครื่องเคียงแบบชาวญี่ปุ่นดู ได้ลองรสสัมผัสแบบใหม่ๆ ก็อร่อยไปอีกแบบนะ

วิธีทำซูชิด้วยข้าวญี่ปุ่น
ข้าวญี่ปุ่นที่หุงเสร็จแล้วจะนำมาทำเป็นซูชิเลยไม่ได้ เพราะหากใครเคยลองทานซูชิจะสัมผัสได้ว่ามีรสเปรี้ยวนิดๆแฝงอยู่ เพราะต้องผ่านขั้นตอนการปรุงเล็กน้อย นั่นคือการ ใส่น้ำสัมสายชู เกลือและน้ำตาลลงไปเล็กน้อย ใครอยากลองทำซูชิทาน เรามีสูตรง่ายๆให้ สามารถลองทำตามสูตรด้านล่างนี้ได้เลย
สูตรข้าวซูชิ (สำหรับข้าว 2 ถ้วย)

jumboslot

ข้าว ญี่ปุ่น 2 ถ้วย
น้ำส้มสายชู 2ช้อนโต๊ะ 2/3 ช้อนชา
น้ำตาล 2ช้อนโต๊ะ 2/3 ช้อนชา
เกลือ 1 ช้อนชา
วิธีทำ

  1. ผสมน้ำส้มสายชู น้ำตาล และเกลือเข้าด้วยกัน คนจนน้ำตาลและเกลือละลายเข้ากันดี (เคล็ดลับก็คือเอาเข้าไมโครเวฟไม่กี่วินาทีก็ทำให้น้ำตาลและเกลือละลายเร็วขึ้น)
  2. ค่อยๆราดน้ำส้มสายชูที่เตรียมไว้ (ผสมน้ำตาลและเกลือดีแล้ว) ลงบนข้าวที่หุงสุกแล้ว
  3. คลุก ตล่อมให้เข้ากัน เคล็ดลับคือพัดไปด้วยคนไปด้วย เพื่อให้ข้าวรัดตัวได้เร็วขึ้น
    หรือถ้าใครไม่มีเวลาหรือไม่แน่ใจว่าจะกะส่วนผสมถูกหรือไม่นั้น ตอนนี้ก็มีทางเลือกคือน้ำส้มหมักสำเร็จรูป หรือที่เรียกว่า ซูชิซุ (sushi su 寿司酢) ที่ไทยก็สามารถซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีของญี่ปุ่นขาย ราคาก็ตกขวดละประมาณ ร้อยกว่าบาท (อาจแตกต่างตามร้านค้า)

อีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญที่หลายคนไปลองทำแล้วรสชาติไม่เหมือนกับที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ก็เพราะวิธีการหุงข้าวนั่นเอง เพราะธรรมชาติแล้วข้าวญี่ปุ่นมียางเคลือบอยู่มาก ดังนั้นจึงต้องล้างน้ำหลายครั้งกว่าข้าวไทยเรา เวลาล้างน้ำก็อย่างน้อย 4-5 ครั้งหรือจนกว่าน้ำที่ล้างข้าวจะใสขึ้น หรือถ้าใครไม่อยากล้างหลายรอบให้เสียเวลาก็สามารแช่ข้าวในน้ำทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาทีก่อนหุงก็ได้เช่นกัน

slot

ชนิดของข้าวญี่ปุ่น
ข้าวญี่ปุ่นมีหลายสายพันธุ์ย่อยมากๆ แต่ที่ได้รับความนิยม ก็มี 4 ประเภทดังนี้

  1. พันธุ์ Koshihikari (コシヒカリ)
    พันธุ์ Koshihikari นี้เป็นข้าวพันธุ์ที่ได้รับความนิยมที่สุด ดังนั้นจึงมีการเพาะปลูกมากที่สุดในญี่ปุ่นโดยคิดเป็น 1 ใน 3 ของการผลิตข้าวทั้งหมดเลยทีเดียว มีความเหนียวนุ่มมากกว่าพันธุ์อื่นๆ และความหอมกำลังดี ถูกปากชาวญี่ปุ่นทั้งเด็กและผู้ใหญ่เป็นที่สุด ถือเป็นราชาข้าวญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ ข้าวพันธุ์นี้มีปลูกอยู่หลายจังหวัดมากๆ แต่มักนิยมปลูกที่สุดที่จังหวัดนีงาตะ จังหวัดอิบาระงิ จังหวัดโทชิงิ จังหวัดชิบะ และจังหวัดมิยาซากิ
  2. พันธุ์ Akitakomachi (あきたこまち)
    พันธุ์ Akitakomachi มีจุดเด่นเรื่องความหวาน มีความร่วนกว่าข้าวพันธุ์ Koshihikari หุงขึ้นหม้อ แม้จะทิ้งไว้จนเย็นความอร่อยก็ยังคงอยู่ เพราะมีแหล่งกำเนิดอยู่ที่จังหวัดอะกิตะเลยได้ชื่อพันธุ์เหมือนชื่อจังหวัด ข้าวชนิดนี้เหมาะกับอาหารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะอาหารญี่ปุ่น อาหารฝรั่ง หรือข้าวปั้น ก็เข้ากันอย่างดี มักปลูกที่จังหวัดอะกิตะ จังหวัดอิวาเตะ จังหวัดอิบาระงิ จังหวัดชิบะ
  3. พันธุ์ Sasanishiki (ササニシキ)
    พันธุ์ Sasanishiki มีความร่วนมากกว่าสองชนิดแรก เข้ากับซูชิเป็นอย่างดี จึงได้รับความนิยมในร้านซูชิ สมัยก่อนข้าวพันธุ์นี้ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กับข้าวพันธุ์ Koshihikari (コシヒカリ) แต่ตั้งแต่ปี 1993 ที่ญี่ปุ่นเจอภัยหนาว แล้วด้วยความทีข้าวพันธุ์นี้ไม่ค่อยทนเสียเท่าไรจึงทำให้ไม่ค่อยนิยมปลูก เหลือเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นของจำนวนการผลิตข้าวทั้งประเทศเท่านั้น มักปลูกที่จังหวัดมิยางิ คนญี่ปุ๋นจะทำตามวัตนธธรรมของเขาแบบเค่งคัดเสมอ

รู้จัก 15 วัฒนธรรมญี่ปุ่นน่ารู้ ( 2 )

16 ซูโม่
ซูโม่ (Sumo) เป็นกีฬาประจำชาติของญี่ปุ่น และกีฬายอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติในญี่ปุ่น ที่หลายคนอยากไปดูซักครั้ง
ซูโม่พัฒนามาจากศิลปะการต่อสู้เก่าแก่และมีความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของเทพเจ้า นักกีฬาซูโม่จะเป็นผู้ชายที่มีลักษณะร่างกายใหญ่โตอ้วนท้วนสมบูรณ์ เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ และมีพละกำลังมาก ทำผมทรงมัดจุกแบบสมัยเอโดะ สวมผ้าเตี่ยวที่เรียกว่ามาวาชิ (Mawashi) ต่อสู้ด้วยมือเปล่าโดยใช้คิมาริเทะ (Kimarite) ซึ่งเป็นคำเรียกท่าต่อสู้ของซูโม่ที่มีอยู่ 82 ท่า ผสมผสานกันออกท่าจับ เหวี่ยง ทุ่ม สกัด บิด หมุน
ซูโม่ตัดสินแพ้ชนะกันตรงที่ว่า ใครจะล้มลงก่อน หรือใครหลุดออกนอกเวทีดินที่เรียกว่า โดเฮียว (Dohyo) ก่อนกัน

17 คิวโด หรือการยิงธนู (Kyudo)
คิวโด (Kyudo) แปลว่าวิถีแห่งธนู เป็นการยิงธนูที่เกิดจากการฝึกฝนต่อสู้เพื่อสงครามของชาวญี่ปุ่นสมัยก่อน จนพัฒนามาเป็นกีฬาดังเช่นในปัจจุบัน
อุปกรณ์ที่ใช้มีคันธนูที่เรียกว่ายูมิ (Yumi) และลูกธนูไม้ไผ่ที่เรียกว่ายะ (Ya) คิวโดถือเป็นศิลปะการต่อสู้ที่สวยงามมากอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น มีความหมายลึกซึ้งมากกว่าแค่ปล่อยลูกศรจากคันธนูไปปักที่เป้า เพราะหลักของคิวโดคือการฝึกจิตใจและสมาธิให้นิ่ง และปัจจุบันยังคงมีการนำการยิงธนูไปใช้ในการประกอบพิธีสำคัญและเทศกาลต่างๆ

jumbo jili

18 เคนโด้ (Kendo)
เคนโด้ (Kendo) แปลว่าวิถีแห่งดาบ เป็นศิลปะการต้อสู้ป้องกันตัวของคนญี่ปุ่น มีกระบวนท่าการต่อสู้ที่รวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด และต่อเนื่อง มีรากฐานมาจากการใช้ดาบของพวกซามูไรในสมัยก่อน และมีหลักฐานว่าฝึกฝนกันมามากกว่าพันปี อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเคนโด้ได้แก่ ดาบไม้ ชุดฝึกที่เรียกว่าเคโคงิ (Keiko-gi) กางเกงฮากามะ (Hakama) และชุดเกราะเครื่องแบบที่ประกอบด้วยเสื้อเกราะหน้าอก หน้ากาก ที่ป้องกันแขน และที่ป้องกันสะโพก

19 ยูโด
ยูโด (Judo) เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งของญี่ปุ่น แปลได้ว่าวิถีแห่งความยืดหยุ่น มีที่มาจากศิลปะการต่อสู้ที่เรียกว่าจูจุตสึ (Jujutsu) หรือยิวยิตสูนั่นเอง โดยนำมาปรับใช้โดยเน้นการฝึกสมาธิให้แน่วแน่บวกกับการใช้พลังกายอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อต่อสู้ให้ชนะ
ยูโดนั้นไม่ได้ใช้อุปกรณ์ในการต่อสู้แต่ใช้เพียงมือเปล่า โดยใช้เทคนิคหลัก 3 แบบ คือ การทุ่ม (Nage-waza) การจับล็อกหรือทําให้จํานน (Katame-waza) และเทคนิคเกี่ยวกับการชกต่อย ทุบ ตี ถีบถอง ส่วนต่างๆของร่างกาย (Atemi-waza)

20 ดารุมะ
ถ้าพูดถึงตุ๊กตาตัวกลมๆ สีแดง มีตาข้างเดียวของญี่ปุ่น น่าจะมีคนนึกออกว่าเป็นตุ๊กตาดารุมะ (Daruma) ซึ่งจัดว่าเป็นเครื่องรางยอดนิยมของคนญี่ปุ่นเลยทีเดียว ดารุมะเป็นตุ๊กตาไม้ ลักษณะกลมคล้ายตุ๊กตาล้มลุก ไม่มีแขนและขา มีคิ้ว มีหนวดเครา แต่ไม่มีลูกตาสีดำ หน้าตาคล้ายคลึงกับพระโพธิธรรม ส่วนใหญ่เป็นสีแดง แต่ก็มีสีอื่นด้วย และมักมีความหมายที่เป็นพรอันเป็นมงคลต่างๆ

สล็อต

การที่ดารุมะไม่มีลูกตาดำก็เพราะเอาไว้สำหรับให้เจ้าของเป็นคนแต้มสีเองตอนขอพร โดยแต้มที่ตาขวา เมื่อขอพร และเมื่อได้พรสำเร็จสมปรารถนาแล้วก็แต้มสีที่ตาซ้ายแล้วนำไปวางไว้บนหิ้งให้ดารุมะหันไปทางทิศใต้

21 สาเก หรือเหล้าญี่ปุ่น นิฮงชู (Sake, Nihonshu)
สาเก (Sake) หรือนิฮงชู (Nihonshu) คือเหล้าญี่ปุ่นที่ทำจากข้าว ได้รับความนิยมมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถดื่มได้ทั้งแบบเย็นหรือนำมาอุ่นให้ร้อนแล้วค่อยดื่มก็ได้ นำไปใช้ในการประกอบอาหารก็ได้ รสชาติของสาเกก็มีหลากหลายมากตั้งแต่หวานไปจนถึงขม เพราะหัวใจของการทำสาเกอยู่ที่เชื้อโคจิ (Koji) ที่นำมาใช้หมักกับข้าว ซึ่งเป็นสูตรลับของแต่ละตระกูล อันนี้ก็แล้วแต่คนว่าชอบรสชาติแบบไหนกัน นอกจากนี้สาเกยังมีชื่อเรียกที่ต่างไปตามฤดูกาลด้วย เช่น ฤดูชมดอกซากุระก็เรียกว่าฮานามิสาเก (Hanami Zake) ชมหิมะตกก็เรียกยูคิมิสาเก (Yukimi Zake) เป็นต้น
คำว่าสาเก ในภาษาญี่ปุ่นจริงๆแล้ว เป็นคำเรียกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวมๆ ทุกชนิด ถ้าคนญี่ปุ่นพูดคำว่าสาเก ก็อาจจะหมายถึงอยากดื่มเหล้า เบียร์ หรือเครื่องดื่มอื่นๆ ก็ได้
ส่วนเครื่องดื่มเหล้าหมักจากข้าวแบบญี่ปุ่นที่ชาวต่างชาติอย่างเราเรียกว่า “สาเก” คนญี่ปุ่นจะเรียกว่า นิฮงชู (Nihonshu)

22 การเขียนพู่กัน หรือโชโด (Shodou)
การเขียนพู่กัน (Shodou) เป็นศิลปะการเขียนตัวอักษรด้วยลายมือที่สวยงามซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แสดงให้เห็นความงดงามของตัวอักษร ทั้งอักษรคันจิ (Kanji) และตัวอักษรคานะ (Kana) อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบด้วยกระดาษญี่ปุ่นและพู่กัน ซึ่งในอดีตพู่กันมักทำมาจากขนของสัตว์เช่นขนแกะ ขนม้า เป็นต้น โดยจุ่มพู่กันที่ทำจากขนสัตว์ลงในหมึกดำ แล้วเขียนตัวหนังสือลงไป การตวัดพู่กันเขียนนี้ต้องใช้สมาธิความประณีต และใส่ความรู้สึกลงไปในขณะเขียนเพื่อให้ออกมาเป็นผลงานศิลปะที่มีความหมาย

สล็อตออนไลน์

23 สวนญี่ปุ่น (Teien หรือ Nihon-Teien)
สวนแบบญี่ปุ่น (Teien หรือ Nihon-Teien) ได้รับอิทธิพลมาจากสวนของจีนที่เข้ามาพร้อมกับการเผยแผ่พุทธศาสนา การจัดสวนจึงเริ่มต้นจากในวัด ต่อมาก็ได้รับเอาความเป็นสวนแบบเซ็น มาผสมผสานและสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง การจัดสวนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการจัดองค์ประกอบของภูมิทัศน์โดยในสวนจะต้องมีน้ำตก ลำธาร สระน้ำ หรือเกาะกลางน้ำและสะพานข้าม มีพืชพันธุ์ต่างๆ หินประดับ ตะเกียงหินตั้งตามจุดต่างๆ และทางเดินชมสวน

24 โอมาโมริ
โอมาโมริ (Omamori) มีความหมายว่าปกป้องคุ้มครอง เป็นเครื่องรางของศาลเจ้าในญี่ปุ่น มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบดั้งเดิมที่เป็นถุงผ้าขนาดเล็กซึ่งน่าจะคุ้นตากันดี และปัจจุบันยังมีทำเป็นสติ๊กเกอร์ พวงกุญแจ สายคล้องมือถือ และอีกหลายแบบที่เหมาะกับวิถีชีวิตคนสมัยใหม่ คนที่มาไหว้ขอพรที่ศาลเจ้ามักซื้อเอาไปพกติดตัวเพื่อเสริมสิริมงคล
โอมาโมริมีหลายความหมาย และมีหลายสี โอมาโมริมักจะแบ่งประเภทชัดเจนว่าเน้นให้โชคลาภด้านไหนเป็นพิเศษ เช่น ด้านการงาน ด้านการค้าขาย ด้านสุขภาพ ด้านการเรียน ด้านความรัก ด้านการเดินทางปลอดภัย เป็นต้น

25 ไฮกุ
ไฮกุ (Haiku) คือบทกวีญี่ปุ่น มาจากบทกวีดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่เรียกว่า ไฮไค (Haikai) หรือ เร็งกุ (Renku) ไฮกุมีมานานกว่า 400 ปีแล้ว และมีบทบาทมากในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 หนึ่งบทกลอนประกอบด้วยคำกลอนรวมทั้งหมด 17 พยางค์ เขียนแบ่งเป็น 3 วรรค วรรคแรก 5 พยางค์ วรรคที่สอง 7 พยางค์ และวรรคที่สาม 5 พยางค์ตามลำดับ พรรณนาถึงสภาพจิตใจ จิตวิญญาณและความรู้สึกที่ลึกซึ้ง เนื้อหาเน้นความเรียบง่าย ไม่ยึดติดตามแบบแผน มีความอิสระไร้ข้อจำกัด เป็นไปตามกระแสธรรมชาติเรื่อยๆ และมีความสั้นกระชับ

jumboslot

26 คารุตะ
หลายๆ คนอาจจะเคยผ่านตามาบ้างในละครหรือการ์ตูนญี่ปุ่นที่มีฉากเล่นไพ่คารุตะ (Karuta) คารุตะนั้นที่จริงแล้วมาจากคำภาษาโปรตุเกสที่หมายถึง “ไพ่” และญี่ปุ่นเองก็มีคารุตะหลากหลายชนิด
คารุตะที่น่าจะเป็นที่นิยมที่สุดคือ ไพ่จับคู่บทกลอน 100 บทของญี่ปุ่น โดยกติกาการเล่นคือจะมีคนหนึ่งอ่านกลอนวรรคแรกบนไพ่อ่านที่เรียกว่าโยมิฟุดะ (Yomifuda) แล้วผู้เล่นคนอื่นๆ ที่มาร่วมเล่น ก็ต้องแย่งกันหยิบไพ่ที่เรียกว่าโทริฟุดะ (Torifuda) ที่เป็นกลอนวรรคหลัง มาจับคู่กัน

27 โอริงามิ
ถ้าพูดถึงการละเล่นญี่ปุ่น โอริงามิน่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกแรกที่คนจะนึกถึง
โอริงามิ (Origami) เป็นเป็นศิลปะในการพับกระดาษของญี่ปุ่น มาจากคำว่าพับ (Ori) และคำว่ากระดาษ (Kami) โดยใช้กระดาษแผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดตั้งแต่ 2.5 เซนติเมตร ไปจนถึง 25 เซนติเมตรที่เป็นสีเดียวกัน หรือต่างสีกัน หรือจะเป็นกระดาษที่มีลวดลายต่างๆ ก็ได้ มาทำการพับทบไปจนเป็นรูปร่างต่างๆ เช่น นก ปลา กบ และอีกมากมาย

28 โชงิ หรือหมากรุกญี่ปุ่น (Shogi, Japanese Chess)
โชงิ (Shogi) คือหมากรุกญี่ปุ่น เป็นเกมกระดานที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่โบราณจนกระทั่งปัจุบันก็ยังมีผู้นิยมเล่นกันเยอะ โชงิเริ่มได้รับความสนใจเล่นกันมากในสมัยเฮอันเรียกว่าเฮอันโชงิ (Heian Shogi) และแพร่หลายในสมัยเอโดะ จนมีการก่อตั้งชมรมโชงิขึ้น อุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นโชงิคือกระดานขนาด 9×9 ช่อง และตัวหมากทั้งหมด 40 ตัว หมากแต่ละตัวจะมีตัวอักษรคันจิเขียนกำกับไว้ด้านบน ลักษณะการเล่นเหมือนจำลองการทำสงคราม โดยผู้เล่น 2 ฝ่ายทำสงครามกัน โดยที่แต่ละฝ่ายก็จะมีขุนพล ทหาร แม่ทัพ และตัวหมากต่างๆ ทำการสู้รบเพื่อที่จะเป็นผู้ชนะในศึก

slot

29 อิเคบานะ (Ikebana)
อิเคบานะ (Ikebana) เป็นศิลปะของการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น เน้นความเรียบง่ายและความเป็นธรรมชาติเป็นหลัก พัฒนามาจากการจัดดอกไม้ถวายในพิธีกรรมต่างๆ การจัดอิเคบานะจะไม่ใช้ดอกไม้เยอะ จัดลงในภาชนะรูปทรงต่างๆ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้จัดว่าจะให้มีทรงสูง เป็นพุ่มดอกไม้ หรือเป็นอิเคบานะขนาดเล็ก แล้วจัดให้มีความสมดุลโดยนำกิ่งไม้ ใบไม้ รากไม้ ต้นหญ้ามาใช้เป็นองค์ประกอบในการจัดรวมกับดอกไม้ด้วย โดยหนึ่งในเป้าหมายคือการทำให้มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด

30 แมวกวัก มาเนกิ เนโกะ (Maneki Neko)
แมวกวักญี่ปุ่นหรือมาเนกิ เนโกะ (Maneki Neko) เป็นสิ่งมงคลเกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องโชคลาภของคนญี่ปุ่น เป็นตุ๊กตารูปปั้นแมวที่อยู่ในท่านั่ง มีหลายขนาด สวมใส่ปลอกคอพร้อมกระดิ่งห้อยที่คอ ยกขาหน้าขึ้นในลักษณะกวักขาข้างใดข้างหนึ่งหรือบางตัวก็กวักทั้ง 2 ข้าง มีความเชื่อว่าถ้ายกขาขวาจะกวักเรียกเงินทองและโชคลาภ ยกขาซ้ายจะเรียกลูกค้าเข้าร้าน และถ้ายกขาทั้งสองข้างจะเรียกทั้งลูกค้าและเงินทอง เป็นต้น คนญี่ปุ๋นจะทำตามวัตนธธรรมของเขาแบบเค่งคัดเสมอ

รู้จัก 15 วัฒนธรรมญี่ปุ่นน่ารู้ ( 1 )

1 กิโมโน (Kimono)
เราคงคุ้นเคยกันดีกับชุดกิโมโน (Kimono) ซึ่งเป็นชุดแต่งกายประจำชาติของญี่ปุ่น กิโมโนมีลักษณะเป็นเสื้อคลุมขนาดยาวที่มีแขนเสื้อกว้างมาก ใช้สายคาดที่เรียกว่าโอบิ (Obi) รัดเสื้อคลุมให้อยู่กับตัว มีลวดลายที่งดงามบนเนื้อผ้าที่ถักทอมาอย่างประณีต ซึ่งปัจจุบันนี้ชุดกิโมโนไม่เพียงแค่เป็นชุดที่ใส่กันไปร่วมงานเทศกาลและพิธีสำคัญต่างๆ เท่านั้น แต่กลายเป็นแฟชั่นยอดนิยมที่ชาวต่างชาติจำนวนมากให้ความสนใจด้วย

มีอึกหนึ่งชุดคล้ายกันที่ชาวต่างชาติมักจะจำสับสน นั่นคือยูตาตะ (Yukata) ซึ่งเป็นชุดที่ออกแบบมาแบบมีความพิธีการน้อยกว่ากิโมโน ไม่มีซับใน และสามารถใส่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีใครช่วย
2 พิธีชงชา (Sadou, Chadou)
พิธีชงชา หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่าซะโด (Sadou) หรือ ฉะโด (Chadou) แปลว่าวิถีแห่งชา เป็นพิธีกรรมที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของญี่ปุ่นที่แฝงให้เห็นวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นที่มีความเรียบง่าย ประณีต และพิถีพิถัน ชาที่นำมาใช้ชงนั้นเป็นชาบดจนเป็นผงละเอียดเรียกว่ามัทฉะ (Matcha) ขั้นตอนการชงคือตักมัทฉะใส่ถ้วย ตักน้ำร้อนจากหม้อต้มใส่ลงไป ใช้ไม้คนจนชาเป็นฟองก็เป็นอันเสร็จ จากนั้นก็ยกถ้วยชาเสิร์ฟให้กับแขก ซึ่งมักจะดื่มคู่กับขนมหวานชิ้นเล็กๆ เพื่อตัดความขมของชา

jumbo jili

3 ฮานามิ (Hanami)
เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ กิจกรรมที่ห้ามพลาดเลยคือการไปชมดอกซากุระ เป็นประเพณีการชมดอกไม้ของประเทศญี่ปุ่นที่เรียกว่าฮานามิ (Hanami) ได้รับความนิยมทั้งคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวด้วย ทุกคนต่างเฝ้ารอการไปทำกิจกรรมตามจุดชมซากุระในที่ต่างๆ เราจะได้เห็นคนญี่ปุ่นนำเสื่อหรือผ้าไปเพื่อปูพื้นสำหรับนั่ง พร้อมกับอาหารและเครื่องดื่มเพื่อรับประทานและสังสรรค์กันบริเวณใต้ต้นซากุระ ตามจุดชมซากุระแต่ละแห่งก็จะมีการออกร้านกันอย่างคึกคัก และคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาชมความงามและถ่ายรูปดอกซากุระ
4 ชินโต (Shinto)
ชินโต (Shinto) เป็นหลักความเชื่อในการดำเนินชีวิตของชาวญี่ปุ่นมายาวนานตั้งแต่โบราณกาล คำว่าชินโตแปลได้ว่าวิถีแห่งเทพเจ้า ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการบูชาเทพเจ้าที่เรียกว่าเทพเจ้าแปดล้านองค์ (Yaoyorozu no Kami) เนื่องจากคนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่ามีเทพเจ้าจำนวนนับไม่ถ้วนสถิตอยู่ในธรรมชาติทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ภูเขา แม่น้ำ ต้นไม้ ก้อนหิน
5 เซ็น (Zen)
เซ็น (Zen) เป็นนิกายหนึ่งในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ที่มีความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น มีการผสมผสานแนวคิดของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานจากอินเดียและปรัชญาจากลัทธิเต๋าของจีน เซ็นมีรากศัพท์มาจากคำว่าฌาน (Jhana) ที่แปลว่าสมาธิ
เซ็นจะไม่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ แต่ยึดถือหลักปฏิบัติธรรมที่ช่วยในการกล่อมเกลาจิตใจ โดยจะเน้นที่การฝึกปฏิบัติ ฝึกการใช้ปัญญา และนั่งสมาธิเพื่อให้เกิดความรู้แจ้ง โดยความรู้แจ้งเป็นหนึ่งในจุดหมายของเซ็น ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าซาโตริ (Satori) ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าตรัสรู้

สล็อต

6 โทริอิ
นี่คือสิ่งที่เห็นได้เป็นประจำสำหรับคนชอบเที่ยวศาลเจ้าชินโต นอกจากภูเขาไฟฟูจิและดอกซากุระแล้ว สิ่งที่เหมือนเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของญี่ปุ่นก็คือโทริอิ (Torii) นี่เอง
โทริอิเป็นซุ้มประตูที่เป็นเสาขนาดใหญ่ 1 คู่ ด้านบนมีไม้ท่อนขนาดเล็กกว่าวางพาดขวาง 1 คู่ และมักนิยมทาสีแดงชาด เป็นความเชื่อของชินโตที่ตั้งไว้เพื่อให้เป็นที่รู้ว่าหลังเสาโทริอินี้เป็นอาณาเขตของเทพเจ้า มักพบเห็นเสาโทริอิได้ตามศาลเจ้า และสถานที่ที่เชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ อย่างเช่นตามป่า ภูเขา ทะเลสาบ

7 ซูชิ (Sushi)
ถ้าพูดถึงอาหารญี่ปุ่น หลายๆ คนคงนึกถึงซูชิ (Sushi) ด้วยรูปลักษณ์ที่น่ารับประทานบวกกับรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นทำให้ปัจจุบันซูชิได้รับความนิยมไปทั่วโลก
ส่วนประกอบหลักของซูชิ ประกอบด้วยข้าวผสมน้ำส้มสายชู นำมาปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ขนาดพอดีคำ จัดวางอาหารทะเล ปลา หอย กุ้ง ปลาหมึกไข่ปลา และอื่นๆ ลงบนข้าวปั้นแบบพอดีคำ แบบนี้เรียกว่านิงิริซูชิ (Nigirisushi) เป็นซูชิแบบที่คนนิยมที่สุด นอกจากนี้ซูชิก็ยังมีอีกหลายแบบ เช่นซูขิที่นำวัตถุดิบมาม้วน แล้วห่อด้วยสาหร่ายเรียกว่า มากิซูชิ (Maki Sushi) เป็นต้น

8 ซาชิมิ (Sashimi)
อีกหนึ่งวัฒนธรรมด้านอาหารของญี่ปุ่นก็คือซาชิมิ (Sashimi) ซึ่งได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติไม่แพ้ซูชิ ซาชิมิเป็นการรับประทานเนื้อสัตว์ดิบไม่ผ่านการปรุงรส ซึ่งจะต่างกับซูชิตรงที่ไม่มีข้าวเป็นส่วนประกอบ ซาชิมิจะเป็นเนื้อสัตว์สดๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อของปลาทะเล นำมาหั่นหรือแล่จนเป็นชิ้นบาง รับประทานง่าย มักจะทานควบคู่กับเครื่องปรุงรสที่ช่วยกลบกินคาวของเนื้อดิบได้ อย่างเช่น โซยุ วาซาบิ ขิงดอง หัวไชเท้าขูดเส้น เป็นต้น
ซาชิมิที่เห็นบ่อยที่สุดแน่นอนว่าคือเนื้อปลา แต่นอกจากปลาแล้วเนื้อสัตว์อย่างอื่นเช่น เนื้อม้า ที่นำมาหั่นบางๆ ก็เรียกว่าซาชิมิได้เช่นกัน

สล็อตออนไลน์

9 วากาชิ (Wagashi)
วากาชิ (Wagashi) เป็นคำเรียกรวมๆ ของขนมหวานดั้งเดิมของญี่ปุ่นทุกชนิด แปลได้ตามชื่อเรียก ซึ่งเป็นการผสมคำว่า wa ที่หมายถึงญี่ปุ่น และ kashi ที่หมายถึงขนมหวาน รวมกันเป็นขนมหวานแบบญี่ปุ่น

ส่วนใหญ่ วากาชิ จะหมายถึงขนมหวานที่มีมาแต่โบราณ หรือได้รับความนิยมมากในอดีต เช่นในสมัยเอโดะ วัตถุดิบของวากาชิก็มักใช้ของที่มีการเพาะปลูกในญี่ปุ่นมาแต่โบราณ ใครที่ชอบทานอาจจะเคยสังเกตเห็นว่า ไส้ของขนมญี่ปุ่นโบราณหลายชนิดมักทำจากถั่วแดงหรือถั่วขาว เป็นต้น

วากาชิยอดนิยมก็อย่างเช่น โดรายากิ (Dorayaki) หรือขนมแป้งทอดไส้ถั่วแดง ที่คนไทยรู้จักกันดีจากการ์ตูนโดราเอมอนนั่นเอง (Doraemon)

10 วาบิซาบิ (Wabi-Sabi)
วาบิชาบิ (Wabi-Sabi) เป็นอีกหนึ่งแนวคิดของศาสนาพุทธนิกายเซ็น (Zen) ประกอบขึ้นจากคำ 2 คำคือ “วาบิ” หมายถึง ความเรียบง่าย สมถะ และคำว่า “ซาบิ” คือความเงียบสงบ ใจที่นิ่ง เป็นปรัชญาที่ทำให้เราเห็นว่า

  1. ทุกสิ่งล้วนไม่สมบูรณ์แบบ
  2. แต่ในความไม่สมบูรณ์แบบ ก็มีความงามในตัวของมันเองซ่อนอยู่

วาบิซาบิสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเราจะได้เห็นผ่านสิ่งต่างๆ เช่นชีวิตประจำวันที่เรียบง่าย การออกแบบงานศิลปะ เครื่องใช้ต่างๆ และสถาปัตยกรรม เป็นต้น

jumboslot

11 ละครโนห์ (Noh)
โนห์ (Noh) เป็นละครเวทีแบบเก่าแก่ของญี่ปุ่น จุดเด่นคือนักแสดงจะสวม “หน้ากากละครโนห์” เพื่อสวมบทบาทเป็นตัวละครต่างๆ โดยจะแบ่งออกเป็นหน้ากากของผู้ชาย ผู้หญิง เทพเจ้า แต่ละตัวจะมีบทบาทแตกต่างกันออกไปเช่น นักปราชญ์ ปิศาจ คนบ้า และตัวละครในเทพนิยาย และแต่งกายแบบโบราณที่สวยงามขึ้นแสดงบนเวที มีการร้องผสมกันระหว่างเสียงสวดมนต์กับการเล่าเรื่อง และมีการบรรเลงดนตรีสลับด้วยในบางช่วง เรื่องที่นำมาเล่ามักจะมาจากนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ หรือเรื่องราวของนักรบ

12 คาบูกิ (Kabuki)
ละครคาบูกิ (Kabuki) เป็นศิลปะการแสดงแบบดั้งเดิม ที่คาดกันว่าเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 17 และได้พัฒนาจนกลายเป็นละครยอดนิยมของผู้คนในสมัยเอโดะ โดยในอดีตจะมีนักแสดงเป็นผู้ชายล้วน ร่ายรำและเล่าเรื่องโดยมีวงดนตรีบรรเลงประกอบ เนื้อเรื่องที่นิยมแสดงจะเกี่ยวกับสังคมซามูไร ตำนานวีรบุรุษ เวทมนต์ เรื่องราวชีวิตของชาวเมือง และเรื่องเศร้า เป็นต้น

13 บุนรากุ (Bunraku)
บุนรากุ (Bunraku) เป็นละครหุ่นแบบเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น การแสดงบุนรากุจะมีการบรรเลงดนตรีประกอบด้วยซามิเซ็น (Shamisen) นักเชิดหุ่นมักจะใส่ชุดสีดำเพื่อให้กลมกลืนกับฉากหลังที่มักมีสีดำ การเชิดหุ่นต้องใช้ฝีมือมากเพราะหุ่นแต่ละตัวจะมีความยาวประมาณ 1-1.5 เมตร ค่อนข้างใหญ่ และมีน้ำหนักมาก
การแสดงหุ่นดูแล้วเหมือนการแสดงของคนจริงๆ มีคนพากย์หุ่นคอยเล่าเรื่องราวที่เป็นมหากาพย์แบบสวดที่เรียกว่าโจรุริ (Joruri) โดยเรื่องที่เล่าก็มาจากมหากาพย์ชื่อดังที่เป็นเรื่องราวของวีรบุรุษนักรบ

slot

14 ชามิเซ็น (Shamisen)
ชามิเซ็น (Shamisen) เป็นเครื่องดนตรีที่มีชื่อเสียงมากของญี่ปุ่น ใช้ประกอบการแสดงพื้นบ้านหลายชนิด เช่นบุนรากุและคาบูกิ ชื่อชามิเซ็นแปลว่า “สามสาย” เป็นเครื่องสายประเภทพิณที่มีสามสายตามชื่อ ลำตัวเป็นทรงสี่เหลี่ยม และในอดีตนิยมหุ้มด้วยหนังของหมาหรือแมว แต่ในปัจจุบันไม่นิยมทำกันแล้ว

เสียงของซามิเซนที่ดีดบรรเลงนั้นเปี่ยมด้วยพลัง โดยทั่วไปซามิเซ็นจะเล่นประกอบการร้องหรือการเล่าเรื่อง อย่างในการแสดงละครคาบูกิและละครหุ่นบุนรากุ ซามิเซ็นนั้นถือว่าเป็นตัวแทนของเครื่องดนตรีในยุคเอโดะที่สำคัญอย่างยิ่ง และผู้ที่สนใจในวัฒนธรรมญี่ปุ่นจะมีโอกาสได้พบเห็นบ่อยมาก

15 คาราเต้
คาราเต้ (Karate) แปลได้ว่า วิถีแห่งมือเปล่า เป็นศิลปะการต่อสู้ประเภทหนึ่งของญี่ปุ่น มีการผสมผสานกันระหว่างการต่อสู้ของชาวโอกินาวะและการได้รับอิทธิพลจากทักษะการต่อสู้แบบจีนที่ใช้ฝ่ามือ วิธีการต่อสู้คือใช้สมาธิดึงพลังจากทั่วร่างกายมารวมให้เป็นหนึ่งก่อนทำการโจมตีโดยใช้มือและเท้าต่อยและเตะเข้าที่ส่วนต่างๆ ของร่างกายคู่ต่อสู้ และอีกสิ่งสำคัญของคาราเต้คือการฝึกจิตใจให้มีความว่างเปล่า สามารถละเว้นจากความปรารถนา ความมีทิฐิและกิเลสต่างๆ ได้ คนญี่ปุ๋นจะทำตามวัตนธธรรมของเขาแบบเค่งคัดเสมอ

รู้จัก กิโมโน (Kimono) : ชุดประจำชาติญี่ปุ่น

รู้จัก กิโมโน (Kimono) : ชุดประจำชาติญี่ปุ่น คืออะไร มีแบบไหนบ้าง
กิโมโนคืออะไร
กิโมโน (kimono) ถือเป็นชุดประจำชาติของญี่ปุ่น ใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ปัจจุบันนิยมใส่ในโอกาสพิเศษ เช่น งานเทศกาล พิธีต่างๆ เป็นต้น กิโมโนบางประเภทถือเป็นชุดพิธีการอย่างหนึ่ง
คำว่ากิโมโน แปลตรงตัวว่าสิ่งที่ใช้สวมใส่ เพราะเป็นเครื่องแต่งกายที่ชาวญี่ปุ่นสมัยก่อนสวมใส่กันในชีวิตประจำวัน เมื่อเข้ายุคเมจิ เสื้อผ้าแบบตะวันตกเริ่มแพร่หลาย บทบาทของกิโมโนจึงถูกลดทอนเป็นชุดที่ใส่ในโอกาสพิเศษไป

jumbo jili

วิธีใส่กิโมโน
ใส่ถุงเท้าที่เรียกว่า ทาบิ (Tabi) ซึ่งเป็นถุงเท้าทรงสองนิ้ว ซึ่งพอแต่งเต็มยศแล้วจะก้มลงสวมถุงเท้าลำบาก จึงแนะนำให้สวมถุงเท้าก่อนเป็นอย่างแรก
สวมเสื้อตัวในซึ่งเป็นเสื้อตัวยาวเนื้อบง จุดสำคัญคือต้องเอาสาบเสื้อซ้ายทับขวา
สวมเสื้อที่เรียกว่า นากะจูบัง (Nakajuban) ควรจัดคอเสื้อให้ดี ให้เห็นปกเสื้อประมาณ 1 นิ้วเมื่อสวมกิโมโนทับ
สวมกิโมโนทับ จากนั้นผูกเชือกที่ชื่อว่า โคชิฮิโมะ (Koshihimo) เพื่อยู่กับที่
พันผ้าคาดเอวที่เรียกว่า โอบิ (Obi) ให้แน่น วิธีการผูกโอบิมีหลายแบบ แต่เนื่องจากวิธีผูกโอบิค่อนข้างซับซ้อน ปัจจุบันจึงมีโบสำเร็จรูปให้เสียบกับโอบิเลย
รองเท้าที่ใส่กับกิโมโนเรียกว่า เกตะ (Geta) หรือเกี๊ยะ

สล็อต

ประเภทของกิโมโน
ชิโรมุคุ (Shiromuku) คือกิโมโนสีขาวล้วน แขนเสื้อยาว ชายกระโปรงยาวลากพื้น มักใส่กับหมวกครอบผมสีขาว ใช้เป็นชุดแต่งงานของฝ่ายหญิง ส่วนแบบมีสีสันลวดลายเรียกว่า อิโระอุจิคาเกะ (Iro uchikake)
คุโระโทเมะโซเดะ (Kuro-tomesode) โทเมะโซเดะ คือชุดกิโมโนสีดำ มีตราสัญลักษณ์ มีลวดลายบริเวณครึ่งล่าง เป็นชุดพิธีการของผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว
อิโระโทเมะโซเดะ (Iro-tomesode) คือโทเมะโซเดะที่ไม่ใช่สีดำ ใช้ออกงานสังสรรค์ต่างๆ เดิมทีเป็นชุดสำหรับผู้หญิงแต่งงานแล้ว แต่ปัจจุบันผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานก็ใส่ได้เช่นกัน
โมกุ (Mofuku) คือกิโมโนสีดำล้วน มีตราสัญลักษณ์ ต่างจากคุโระโทเมะโซเดะตรงที่ไม่มีลวดลาย ใช้สำหรับไว้ทุกข์หรือใส่ไปงานศพ
ฟุริโซเดะ (Furisode) คือกิโมโนที่มีชายแขนเสื้อยาว เป็นชุดทางการของผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน ใส่ในงานพิธีการต่างๆ เช่น พิธีบรรลุนิติภาวะ
โฮมงกิ (Homongi) คือกิโมโนที่เป็นทางการรองมาจากฟุริโซเดะ สีสันสดใส ต่างจากอิโรโทเมะโซเดะตรงที่มีลวดลายทั้งตัว ใส่ในงานเลี้ยงสังสรรค์

สล็อตออนไลน์

สึเคซาเกะ (Tsukesage) คือโฮมงกิที่ประยุกต์ให้เรียบง่ายกว่า
อิโระมุจิ (Iromuji) คือกิโมโนที่ย้อมเป็นสีเดียว (ยกเว้นสีดำ) ไม่มีลวดลาย
โคะมง (Komon) คือกิโมโนที่มีลวดลายเล็กๆ ทั่วชุด ใช้ในงานไม่เป็นทางการ
สึมุกิ (Tsumugi) คือกิโมโนที่ใช้ใส่ในชีวิตประจำวัน

กิโมโนต่างจากยูกาตะยังไง
ยูกาตะ (Yukata) คือ กิโมโนชนิดบาง มีชั้นเดียว สวมใส่ง่าย ราคาถูกกว่ากิโมโน นิยมใส่ในเทศกาลฤดูร้อน ตามเรียวกังหรือออนเซ็น หรืออาจใส่อยู่กับบ้านก็ได้
กิโมโนใส่ในโอกาสอะไรบ้าง
แม้จะเป็นชุดประจำชาติ แต่คนไทยไม่ได้ใส่ชุดไทยไปเที่ยวฉันใด คนญี่ปุ่นก็ไม่ได้ใส่ชุดกิโมโนบ่อยฉันนั้น โดยมักใส่ในโอกาสต่อไปนี้

jumboslot

พิธีชิจิโกะซัง (Shichi-go-san)
พิธีชิจิโกะซัง คือ พิธีรับขวัญเด็กที่อายุครบ 3 ขวบ 5 ขวบ และ 7 ขวบ เด็กๆ จะได้ใส่กิโมโนไปไหว้ขอพรที่ศาลเจ้า
พิธีบรรลุนิติภาวะ (Seijin no hi)
พิธีบรรลุนิติภาวะ คือ พิธีฉลองเมื่ออายุครบ 20 ปี เครื่องแต่งกายไม่กำหนดตายตัว แต่ผู้หญิงจะนิยมใส่ฟุริโซเดะ ส่วนผู้ชายมักใส่ฮากามะหรือสูท ทั้งนี้จะใส่ชุดสุภาพก็ได้เช่นกัน
วันสำเร็จการศึกษา
ในพิธีจบการศึกษของญี่ปุ่น โดยเฉพาะระดับมหาวิทยาลัย ผู้หญิงจะใส่กิโมโนและสวมฮากามะทับครึ่งล่าง นิยมใส่กับรองเท้าบูท
พิธีแต่งงานแบบญี่ปุ่
กิโมโเจ้าสาวจะใส่ชิโรมุคุหรืออิโระอุจิคาเกะ ส่วนเจ้าบ่าวจะใส่ชุดที่เรียกว่ามงสึกิฮาโอริบากามะ จัดพิธีที่ศาลเจ้า

slot

การไหว้ขอพรปีใหม่
เมื่อขึ้นปีใหม่ ชาวญี่ปุ่นจะมีธรรมเนียมไปไหว้ขอพรที่ศาลเจ้า ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นนิยมใส่ชุดปกติ บางคนอาจใส่ชุดกิโมโนในโอกาสนี้ก็ได้
โอกาสอื่นๆ
นอกจากนี้กิโมโนยังใส่ได้ในหลายโอกาส เช่น การแสดงดนตรีญี่ปุ่น พิธีชงชา การจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น เวลาเข้าร่วมงานเลี้ยงต่างๆ หรืองานศพ เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ที่ทำอาชีพเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นก็มักจะใส่กิโมโนต่างเครื่องแบบอีกด้วย
คนญี่ปุ๋นจะทำตามวัตนธธรรมของเขาแบบเค่งคัดเสมอ

วัฒนธรรม Subculture ญี่ปุ่นที่คนไทยต้องตะลึง!

วัฒนธรรม Subculture ญี่ปุ่นที่คนไทยต้องตะลึง!

ปัจจุบันเราจะเห็นการแต่งกายแปลกตาของวัยรุ่นญี่ปุ่นกันมากขึ้น เช่น การแต่งชุดคาดผ้ากันเปื้อนแบบสาวใช้ การแต่งกายเลียนแบบตัวการ์ตูนต่างๆ การแต่งตัวนำแฟชั่นสีสันแสบตา และอีกมากมาย เหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่มีความสนใจแบบเฉพาะทาง ซึ่งรู้จักกันว่าเป็นกลุ่มคนวัฒนธรรมย่อย

jumbo jili

วัฒนธรรมย่อย (Subculture) ของญี่ปุ่นนั้นมักเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป็อป วัฒนธรรมการ์ตูน ซึ่งวัฒนธรรมย่อยเหล่านี้ก็มีความเฉพาะด้านของตัวเอง มีเอกลักษณ์และสร้างสีสันให้กับญี่ปุ่น เดิมทีไม่ได้รับความสนใจที่จะเป็นกลุ่มเป้าหมายในการทำตลาด แต่ปัจจุบันกลับมีพลัง เป็นตลาดใหม่ซึ่งมีอิทธิพลต่อสังคมของญี่ปุ่น จะเรียกว่าเป็นตัวแปรในการตลาดและตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ วัฒนธรรมกลุ่มย่อยของญี่ปุ่นที่เด่นๆ ก็มีอาทิเช่น เมดคาเฟ่ คอสเพลย์ แฟชั่นการแต่งกายแบบโลลิต้า สาวแกล ไอดอลใต้ดิน

  1. เมดคาเฟ่
    เมดคาเฟ่ (Maid café) เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมย่อยที่คุ้นตาและรู้จักกันดีในญี่ปุ่น อีกทั้งยังได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติด้วย เมดคาเฟ่เป็นคาเฟ่รูปแบบหนึ่งที่มีจุดเด่นอยู่ที่

สล็อต

พนักงานเสิร์ฟหน้าตาน่ารักซึ่งจะแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงคาดผ้ากันเปื้อน พนักงานเสิร์ฟนี้เรียกว่าเมดที่แปลว่าสาวใช้นั่นเอง เมื่อเข้าไปในเมดคาเฟ่ ลูกค้าจะกลายเป็นเจ้านายทันที และสาวเมดก็จะเรียกว่า “นายท่าน” นับเป็นดินแดนแห่งความฝันของหนุ่มๆ ที่อยากจะลองเป็นเจ้านายให้สาวน้อยน่ารักมาให้บริการ

  1. คอสเพลย์
    คอสเพลย์ (Cosplay) มาจากคำว่า คอสตูม (Costume ที่แปลว่า เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย) กับคำว่า โรลเพลย์ (Roleplay ที่แปลว่า การแสดงบทบาท) การคอสเพลย์จึงหมายถึงการแต่งกายและสวมบทบาทเป็นตัวตนนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นคาร์แรกเตอร์การ์ตูน เกม และตัวละครในภาพยนตร์ต่างๆ เมื่อสวมใส่ชุดที่เหมือนตัวตนที่ต้องการแล้วก็ต้องสวมบทบาท

สล็อตออนไลน์

ตามลักษณะนิสัยของตัวตนนั้นด้วย ซึ่งการคอสเพลย์ก็เป็นที่นิยมกันมากและมีมาอย่างยาวนานพอสมควรเลยทีเดียว ประโยชน์ของการคอสเพลย์ก็มีไม่น้อย อย่างเช่น ได้ความรู้เกี่ยวกับเสื้อผ้าและการตัดเย็บ มีความคิดสร้างสรรค์ ได้พบปะเพื่อนใหม่ๆ เป็นต้น

  1. โลลิต้า
    โลลิต้า (Lolita) เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมย่อยของญี่ปุ่นที่มีการพูดถึงกันมาก เป็นสไตล์การแต่งตัวนำแฟชั่นที่โดดเด่น โดยเครื่องแต่งกายแบบโลลิต้านี้ได้รับอิทธิพลมาจากเสื้อผ้าเด็กในยุควิคตอเรียน (Victorian) และยุคเอ็ดเวอร์เดียน (Edwardian) ที่แสดงถึงความเป็นผู้หญิง เน้นการแต่งกายที่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนหวาน น่ารักน่าเอ็นดู สีของชุดที่ใส่ก็จะเป็นโทนสีพาสเทลกับโทนชมพู แต่ต่อมาก็มีการแตกย่อยของแฟชั่นแบบโลลิต้าไปอีกอย่างเช่น กอธิก โลลิต้า (Gothic Lolita) ที่สไตล์เสื้อผ้าเหมือนกันแต่จะเป็นโทนสีมืดที่เน้นสีดำ เทา ขาวเป็นหลัก และแต่งหน้าจัดด้วยโทนสีเข้ม นอกจากนี้ก็ยังมีวะโลลิต้า (Wa Lolita) ที่ประยุกต์กิโมโนญี่ปุ่นมาใช้เป็นสไตล์การแต่งตัว เป็นต้น

jumboslot

  1. แกล
    แกล (Gal) เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมย่อยเที่ได้รับความนิยมตั้งแต่ในช่วงปลายยุค ’90 และต้น 2000 จุดเด่นที่สังเกตง่ายของสาวแกลคือผิวสีแทน ย้อมผมสีแรงๆ ส่วนใหญ่มักเป็นสีทอง หรือทำไฮไลต์สีผมให้สะดุดตา บ้างก็ใส่วิก อีกทั้งยังแต่งหน้าจัด เขียนตาเข้ม ติดขนตาปลอมเป็นแพ ติดเล็บปลอมยาวๆ ที่มีกากเพชร และมักสวมเครื่องประดับวิบวับแวววาว ซึ่งแกลก็ยังมีวัฒนธรรมปลีกย่อยลงไปอีกอย่างเช่น มัมบะ (Manba) ที่นอกจากทาสีแทนแล้วก็ยังเล่นแต่งหน้าเป็นลวดลาย หรือใช้สีโทนสว่างเรืองแสงที่ตรงข้ามกับสีน้ำตาลแต่งตา ใสเสื้อผ้าสีสดใสสไตล์ฮาวาย เป็นต้น
  2. ไอดอลใต้ดิน
    ไอดอลใต้ดิน หรือที่เรียกว่าจิกะไอดอล (Chika Idol) เป็นไอดอลประเภทหนึ่งที่ไม่ได้เซ็นสัญญาเข้าสังกัดกับค่ายใหญ่ๆ แต่ก็มีเวทีแสดง มีการออกซีดี ผลงานต่างๆ และแฟนคลับเช่นเดียวกับไอดอลที่สังกัดค่ายใหญ่ ต่างกันตรงที่ไอดอลใต้ดินจะเป็นผู้ออกทุนทำเองทุกอย่างทั้งการโปรโมทตัวเองและทำผลงานออกจำหน่าย ส่วนเรื่องของรายได้ไอดอลใต้ดินจะได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความนิยมในตัวไอดอลคนนั้นๆ และฐานแฟนคลับ

slot

อยากชมวัฒนธรรมย่อยควรไปที่ไหนดีนะ
แหล่งที่สามารถหาชมวัฒนธรรมย่อยได้ง่ายก็มีอยู่ด้วยกันหลายแห่ง เช่น ย่านอากิฮาบาระ (Akihabara) หรือที่เรียกย่อๆ ว่าอากิบะ ที่เป็นศูนย์รวมของเหล่าคอสเพลเยอร์ทั้งหลายที่แต่งเป็นตัวละครการ์ตูนที่ชื่นชอบเดินสวนกันไปมา และมีเมดคาเฟ่มากมาย ย่านชิบุยะ (Shibuya) ก็มีร้านเมดคาเฟ่สวยๆ ให้แวะเวียนไปรับบริการ ย่านฮาราจูกุ (Harajuku) ที่เป็นย่านแห่งแฟชั่นและซับคัลเจอร์ชื่อดัง ซึ่งรวมพลเหล่าวัยรุ่นมากมายที่มาทำกิจกรรมแฟชั่นและคอสเพลย์ต่างๆ ไอดอลใต้ดินก็มักมาเปิดการแสดงให้ได้รู้จักเช่นกัน ญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวมาก

20 วัฒนธรรมญี่ปุ่นน่ารู้ นักท่องเที่ยวมือใหม่ห้ามพลาด!

  1. ตรงต่อเวลา
    วัฒนธรรมญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเวลามากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเวลาสำหรับอะไร ทั้งเรื่องการเดินทาง รถไฟ รถบัส ก็จะมาถึงตรงเวลาเป๊ะๆ เพื่อนๆ สามารถแมเนจเวลาในการเดินทางได้สบายใจ หรือถ้ามีนัดกับชาวญี่ปุ่นหล่ะก็ อย่าเลทเป็นอันขาดนะคะ เพราะจะถือว่าเป็นการเสียมารยาทและไม่ให้เกียรติค่ะ
  2. ลัดคิว ผิดกฏหมายญี่ปุ่นนะ
    การเข้าคิวเป็นเรื่องปกติมากๆ สำหรับวัฒนธรรมญี่ปุ่น ทั้งต่อคิวรอขึ้นรถประจำทาง คิวเข้าห้องน้ำ คิวร้านอาหาร คิวซื้อของ ฯลฯ เพราะทุกคนถือว่าต้องให้คนมาถึงก่อนได้รับบริการก่อนตามลำดับ ถ้าเพื่อนๆ ได้มีโอกาสไปเยือนญี่ปุ่นหล่ะก็ อย่าเนียนๆ แซงคิวนะคะ เพราะการแซงคิวในญี่ปุ่น ถือว่าทำผิดกฎหมายเลยหล่ะค่ะ

jumbo jili

  1. บนรถไฟและรถสาธารณะ
    ที่ญี่ปุ่น เราไม่จำเป็นจะต้องลุกให้คนแก่ คนพิการหรือคนท้องนั่งนะคะ เนื่องจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นนั้นบนรถ จะมีที่นั่งสำรองเหล่านี้เพียงพออยู่แล้ว และคนปกติก็จะไม่นั่งในที่สำรองเหล่านี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวหรือใครก็ตามที่เผลอไปนั่งชิลในที่สำรองนี้ จะถูกมองเป็นตาเดียวเลยหล่ะค่ะ
    การไม่รักษามารยาทบนรถสาธารณะ ก็เป็น ข้อห้ามในญี่ปุ่น
  2. โทรศัพท์เบาๆ
    จริงๆ แล้ววัฒนธรรมญี่ปุ่นห้ามคุยโทรศัพท์ในร้านอาหารหรือในรถไฟ รถเมล์นะคะ แต่ถ้าหาก หากจำเป็นจริงๆ ให้พูดสั้นๆ เบาๆ และรีบวางสาย เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนรอบข้างค่ะ หากนั่งรถไฟ อาจไปคุยที่ตรงข้อต่อขบวนหรือจุดที่จัดไว้ อย่าลืมปิดเสียงไลน์หรือเสียงเตือนข้อความ ถ้าเล่นเกมในโทรศัพท์ก็ควรใส่หูฟังด้วยนะคะ
    ขึ้นบันไดเลื่อน ยืนชิดข้างไหน ขึ้นอยู่กับธรรมเนียมแต่ละท้องถิ่น
  3. ยืนอย่างไร บันไดเลื่อน
    การขึ้นบันไดเลื่อนตามวัฒนธรรมญี่ปุ่นจะยืนชิดซ้ายหรือชิดขวาไปแล้วแต่ธรรมเนียมปฏิบัติในแต่ละท้องถิ่นค่ะ และจะไม่ยืนอยู่ตรงกลางบันไดนะคะ เพราะถือเป็นการเกะกะผู้อื่น ที่เร่งรีบ เพราะงั้นถ้าไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วต้องใช้บันไดเลื่อน อย่าลืมเว้นทางเดินตรงกลางไว้

สล็อต

  1. ซากุระ ชมแต่ตา มืออย่าต้อง
    วัฒนธรรมญี่ปุ่นสุดคลาสิกเมื่อนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมซากุระ คือ “ห้ามแตะต้องต้นซากุระ” เด็ดขาดนะคะ ข้อนี้ถือเป็นกฏสำคัญที่ซีเรียสเลยหล่ะค่ะ เพราะการที่นักท่องเที่ยวมากมายต่างจับ หรือเด็ดดอกซากุระนั้น อาจเป็นสาเหตุให้ต้นซากุระบอบช้ำ และเฉาตายได้
  2. ส่งเสียงความอร่อย
    เราส่งเสียงดังได้ในขณะรับประทานอาหารค่ะ ถือเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นเลยทีเดียวที่ถือว่าการกินเสียงดัง หมายถึง อาหารนั้นอร่อยค่ะ โดยเฉพาะยิ่งเพื่อนๆ ซดน้ำซุปเสียงดังๆ พนักงานในร้านยิ่งปลื้มปริ่มว่านั่นคือการส่งเสียงความอร่อยให้ร้านได้ยินนั่นเอง
  3. ระวัง! การใช้ตะเกียบ
    ห้ามปักตะเกียบลงในแนวดิ่งไปในถ้วยข้าวนะคะ เพราะจะคล้ายกับการปักธูปไหว้ศพ และห้ามส่งอาหารจากตะเกียบสู่ตะเกียบ เพราะว่าคนญี่ปุ่นจะใช้ตะเกียบคีบกระดูกที่เผา แล้วส่งต่อๆ กันตอนทำพิธีเก็บกระดูกเท่านั้น ดังนั้นถ้าต้องการจะตักอาหารให้กัน ก็ควรคีบแล้ววางไว้ในจานของเพื่อนไปเลยค่ะ
  4. คีบอาหาร จากจานรวม
    ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นถ้าหากต้องการจะหยิบอาหารจากจานรวม อย่าลืมใช้ตะเกียบกลางนะคะ หรือถ้าไม่มีเตรียมไว้ให้ ก็ให้ใช้ปลายอีกด้านของตะเกียบตัวเอง คีบอาหารจากจานรวมมาใส่จานของตนเองค่ะ

สล็อตออนไลน์

  1. ขอเสียงเบาหน่อย
    หลีกเลี่ยงการพูดคุยเสียงดังในที่สาธารณะเพราะวัฒนธรรมญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเคารพความเป็นส่วนตัวมาก และถือว่าพื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ส่วนรวมที่ใช้ร่วมกัน ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่บนรถไฟ ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่สวนสาธารณะก็ต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นเช่นกันค่ะ
  2. อาบน้ำตามกฏ
    สำหรับวัฒนธรรมญี่ปุ่นการอาบน้ำแร่ร้อนต้องเปลือยผ้าทั้งหมดห้ามใส่เสื้อผ้า หรือห่อผ้าเช็ดตัวลงไปในน้ำ ผ้าผืนเล็กที่เอาเข้าไปด้วยก็ห้ามจุ่มลงในน้ำ ให้วางบนหัวหรือขอบสระ และก่อนลงแช่ต้องอาบน้ำให้สะอาดก่อนนะคะ เพราะคนญี่ปุ่นถือเรื่องความสะอาดเป็นสำคัญ
  3. รอยสักกับออนเซ็น
    หากใครมีรอยสักแล้วจะเข้าไปอาบน้ำพุร้อนออนเซ็น อย่าลืมเช็คดีๆ นะคะว่าออนเซ็นแห่งนั้น เขาห้ามคนมีรอยสักเข้าใช้หรือเปล่า เพราะที่ญี่ปุ่นมีออนเซ็นหลายแห่งไม่อนุญาตให้คนมีรอยสักใช้บ่อน้ำพุร้อนนะคะ
  4. ทิชชู่ในห้องน้ำ
    วัฒนธรรมญี่ปุ่นนั้นเพื่อนๆ สามารถทิ้งกระดาษทิชชู่ลงในชักโครกได้เลยค่ะ เพราะที่ญี่ปุ่นนั้นกระดาษทิชชู่เขาจะแยกอย่างชัดเจน โดยถ้าเป็นกระดาษทิชชู่ที่ใช้ในห้องน้ำจะเป็นกระดาษที่มีเส้นใยสั้น ทำให้เปื่อยยุ่ยได้ง่าย ดังนั้นที่ญี่ปุ่นเขาจึงสามารถทิ้งกระดาษทิชชู่สำหรับใช้ในห้องน้ำลงในชักโครกได้ โดยไม่ทำให้ชักโครกอุดตันยังไงหล่ะคะ

jumboslot

  1. ที่เขี่ยบุหรี่มือถือ
    สำหรับคนสูบบุหรี่ ควรพกที่เขี่ยบุหรี่มือถือติดตัวด้วยนะคะ หากไม่มีสามารถซื้อตามร้านสะดวกซื้อของญี่ปุ่นได้ไม่ยาก ระวังอย่าทิ้งก้นบุหรี่หรือเขี่ยบุหรี่ลงพื้น เพราะบางเมืองมีกฏหมายปรับคนทิ้งขยะ และบางเมืองก็ยังห้ามเดินสูบบุหรี่อีกด้วย ต้องเช็คสถานที่ดูดีๆ นะคะ
  2. แอบถ่ายรูปคนอื่น ห้ามเด็ดขาดเลย
    คำเตือนสำหรับหนุ่มๆ ห้ามถ่ายรูปสาวๆ ญี่ปุ่นแบบเจาะตัว เพราะนี่ไม่ใช่แค่วัฒนธรรมญี่ปุ่นทั่วไปแต่ทางญี่ปุ่นมีกฏหมายพรบ.สิทธิส่วนบุคคล ห้าม แอบถ่ายรูปคนอื่น โดยไม่ได้รับอนุญาติค่ะ แต่หากจะถ่ายแบบวิวกว้างๆ แล้วมีสาวๆ ติดอยู่ในภาพวิวนั้น โดยไม่ได้เจาะจง ก็ถือว่าทำได้ไม่มีปัญหาค่ะ
  3. เงินทอนเกิน
    เวลาไปช้อปปิ้งเพลินๆ แล้วได้รับเงินทอนเกินมา คุณจะรู้หรือไม่รู้ ตั้งใจหรือเปล่าก็ตาม หากพนักงานทวงถามเงินที่เกินคืน ห้ามเพื่อนๆ ตีเนียนไม่รู้ไม่เห็นเชียวนะคะ เพราะหากฝ่าฝืน จะมีโทษปรับตามดุลพินิจของศาลเลยหล่ะค่ะ
  4. เข้าคนแรก เปิด-ปิดลิฟต์
    เวลาโดยสารลิฟต์ผู้ที่เข้าไปคนแรกควรกดเปิดประตูให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ เข้ามาในลิฟต์ และกดให้คนอื่นๆ ออกจากลิฟต์ไปก่อน หากไปที่ชั้นเดียวกัน เรื่องนี้ไม่มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวนะคะ แต่ให้นึกไว้เสมอว่าหากคุณเป็นคนแรกที่เข้าลิฟต์ที่ญี่ปุ่นล่ะก็ คุณคือคนที่ต้องกดปิด-เปิดประตูลิฟต์ให้คนอื่นตามวัฒนธรรมญี่ปุ่นนั่นเองค่ะ

slot

  1. ห้ามบ้วนน้ำลายในสวนสาธารณะ
    หากไปเดินเล่นเพลินๆ ในสวนสาธารณะที่ญี่ปุ่น อย่าลืมกฏข้อนี้นะคะ “ห้ามบ้วนน้ำลายในสวนสาธารณะ” เพราะถ้าหากมักง่ายและฝ่าฝืนหล่ะก็ มีสิทธิ์จ่ายค่าปรับตามกฏหมายของญี่ปุ่น (หรือจำคุกสูงสุด 30 วัน) เลยหล่ะค่ะ
  2. ที่ญี่ปุ่น ไม่ต้องทิป
    เพื่อนๆ ไม่จำเป็นต้องให้ทิปเพิ่มเติมนะคะ เป็นอีกเรื่องที่นักท่องเที่ยวหลายๆ ชาติทำเป็นปกติ แต่ไม่ใช่กับชาวญี่ปุ่นค่ะ เพราะวัฒนธรรมญี่ปุ่นจะถือเรื่องการบริการที่ทำด้วยใจ ดังนั้นพนักงานในญี่ปุ่นจะไม่รับทิปนะคะ หรือถ้าคุณวางเงินไว้บนโต๊ะ พนักงานก็อาจจะวิ่งตามนำเงินมาคืนคุณอีกด้วยค่ะ
  3. ของหาย ได้คืน
    ถ้าทำของหาย หรือลืมไว้ที่ไหนซักแห่งในญี่ปุ่น ให้ทบทวนดีๆ ว่าน่าจะหล่นไว้ตรงไหน แล้วไปติดต่อแจ้งกับเจ้าหน้าที่ได้เลยนะคะ เพราะจิตสำนึกที่ถูกปลูกฝังมาของผู้คนในวัฒนธรรมญี่ปุ่น เพื่อนๆ สามารถอุ่นใจได้เลยว่าของที่หายไป มีสิทธิ์ได้คืนแน่นอนค่ะ คนญี่ปุ๋นจะทำตามวัตนธธรรมของเขาแบบเค่งคัดเสมอ