รู้จักเนื้อปลาทูน่า (มากุโร่) แต่ละส่วน

เนื้อแต่ละส่วนของทูน่ามีชื่อเฉพาะของมันทั้ง มากุโร่ โอโทโร่ ชูโทโร่ อากามิ รู้มั้ยว่าแต่ละอันคือส่วนไหน แล้วส่วนไหนแพง ส่วนไหนถูก ส่วนไหนอร่อย เรามาทำความรู้จักส่วนต่างๆของปลาทูน่ากันเถอะ

หากใครที่ชื่นชอบซูชิ รับรองได้ว่าจะต้องเคยทานซูชิ “โอโทโร่” “ชูโทโร่” “มากุโร่” ทั้งหมดนั้นคือเนื้อปลาทูน่า หรือ “มากุโระ” นั่นแหละ แต่รู้หรือไม่ว่าชื่อเรียกส่วนต่างๆมันแตกต่างกันยังไง แล้วมีรสชาติต่างกันยังไง ไปดูกันเลย

jumbo jili

เนื้อแดง ‘อากามิ’ พระเอกของมากุโร่
เนื้อแดง นั้นก็คือเนื้อที่อยู่บริเวณส่วนกลางด้านข้างของตัวปลา จุดเด่นคือเนื้อสีแดงสด ไม่มีแถบไขมันสีขาวเหมือนชูโทโร่ โอโทโร่ และใสเหมือนมองทะลุได้ จริงๆมีชื่อเรียกว่า “อากามิ” แต่ส่วนใหญ่ในร้านซูชิเองก็ไม่ค่อยเรียกชื่อนี้ จะเรียกมากุโร่เฉยๆ

อาคามินั้นเป็นเนื้อทีมีรสสัมผัสแน่น เนื่องจากมีไขมันแทรกอยู่น้อย ให้แคลอรี่ต่ำแต่มีโปรตีนสูงจึงดีต่อสุขภาพ เมื่อเทียบกับโอโทโร่ และ ชูโทโร่ แล้ว เนื้อแดงอาคามินั้นรับประทานได้คล่องกว่า ด้วยสัมผัสและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ที่ให้ความรู้สึกเต็มอิ่ม ไม่มีมันติดในปากหลังทานเสร็จ

สล็อต

เนื้อมันส่วนกลาง ‘ชูโทโร่’ เนื้อส่วนยอดนิยมของมากุโร่ ติดมันเล็กน้อย
ชูโทโร่ นั้นแปลว่า เนื้อติดมันปานกลาง อยู่บริเวณส่วนท้องและส่วนหลังของตัวปลาที่ไม่รวมส่วนอื่นๆ เช่น โอโทโร่หรือเนื้อแดงอาคามิ จุดเด่นของชูโทโร่คือ มีไขมันแทรกในปริมาณที่พอเหมาะ ซึ่งไขมันที่สามารถละลายได้ในปากและความกลมกล่อมของรสชาติของเนื้อแดงอาคามินั้นเป็นความอร่อยที่ลงตัว สามารถทานชูโทโร่ได้ทั้งแบบซูชิ ทานดิบๆ หรือทานแบบย่าง ซึ่งชูโทโร่นั้นเป็นส่วนที่นิยมทานกันเป็นอย่างมากเพราะมีมันกำลังดี

สล็อตออนไลน์

เนื้อมันส่วนท้อง ‘โอโทโร่’ เนื้อส่วนที่ติดมันเยอะที่สุดและแพงที่สุดของทูน่า
โอโทโร่ แปลว่าเนื้อที่ติดมันเยอะ เยอะกว่าชูโทโร่แน่นอน นี่เป็นเนื้อบริเวณท้องที่มีไขมันแทรกอยู่มากที่สุด จึงให้รสสัมผัสที่เนียนนุ่มติดมัน จุดเด่นของโอโทโร่นั้นเป็นที่ทราบกันดีว่า หากรับประทานเข้าไปแล้วจะให้ความรู้สึกราวกับว่าเนื้อนั้นสามารถละลายได้ในปาก และมีรสชาติที่หวานละมุนละไม โอโทโร่นั้นเป็นเนื้อส่วนที่มีราคาแพงมากที่สุด เมื่อนำมาทำเป็นซูชิจึงถูกจัดให้เป็นซูชิสุดหรู

เนื้อส่วนแก้ม ‘โฮโฮนิขุ’ ส่วนอร่อยของปลาทูน่า

jumboslot

ในปลาทูน่า 1 ตัวนั้นจะมี โฮโฮนิขุ เนื้อส่วนแก้มเพียง 2 ชิ้นเท่านั้นจึงจัดว่าเป็นส่วนที่หายาก โฮโฮนิขุมีเส้นใยทางอาหารสูง ไม่ว่าจะนำไปทอดหรือทำสเต๊กโดยใช้ความร้อน ก็จะได้เป็นเนื้อที่มีความนุ่มเช่นเดียวกันกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ สัมผัสก็คล้ายๆกับเนื้อหัวปลาหรือส่วนที่ติดกระดูกนะ

เนื้อส่วนคาง ‘คามะโทโร่’ ส่วนที่อร่อยกว่าที่คิดของปลามากุโร่
เนื้อติดมันส่วนคาง คามะโทโร่ นั้น เป็นเนื้อบริเวณด้านหลังของเหงือก เช่นเดียวกับ โฮโฮนิขุ โดยเนื้อส่วนคามะโทโร่นั้นจะมีเพียง 2 ชิ้นเท่านั้นในปลาทูน่า 1 ตัว จึงเป็นเนื้ออีกส่วนหนึ่งที่หาได้ยาก ในเนื้อส่วนคางโดยเฉพาะคามะโทโร่นั้นเป็นส่วนที่มีไขมันแทรกอยู่ คนญี่ปุ่นบางกลุ่มนิยมรับประทานเนื้อส่วนนี้ เพราะนอกจากจะไม่มีไขมันในปริมาณที่มากเกินไปแล้ว ยังรับประทานได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับโอโทโร่

slot

เนื้อมันติดกระดูก ‘นาคะโอจิ’ มากุโร่บดแสนอร่อย
นาคะโอจิ เป็นชื่อเรียกเนื้อส่วนที่ติดกระดูก และเนื้อส่วนที่เหลือบริเวณกระดูกส่วนกลางของตัวปลาทูน่า เป็นเศษเนื้อที่ชอบนำไปบดกัน มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์จากไขมันที่แทรกอยู่ และยังนิยมนำไปทำ เนกิโทโร่ (เนื้อมากุโร่โรยต้นหอม) อีกด้วย คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

13 ซูชิสำหรับนักชิมเลเวลสูง

นักชิมซูชิเลเวลแรกๆ ขอแนะนำให้กินซูชิที่กินง่ายๆ แบบไข่หวาน แซลมอน หรือมากุโร่ไปก่อน เมื่อมั่นใจว่าจะสามารถข้ามขั้นได้แล้ว ขอให้ลองตามไปชิมซูชิในลิสต์ทั้ง 13 แบบนี้ดู แล้วจะเรียกว่าสามารถเข้าถึงความเป็นซูชิญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น ขอบอกว่ายิ่งอันดับสูง ก็ยิ่งโหด แต่ก็ยิ่งอร่อยเด็ดเช่นกัน พร้อมยัง? ไปกันเลย

jumbo jili

  1. Uni
    Uni หรือรู้จักกันดีในนามซูชิไข่หอยเม่น (จริงๆ แล้วมันคือ อัณฑะกับรังไข่ของหอยเม่น) ฟังดูโหด แต่ถ้าได้ไปกินร้านที่ของสดๆ แล้วจะรู้เลยว่าต่างกับที่เคยกินในเมืองไทยขนาดไหน เพราะว่าไม่มีกลิ่นคาวแม้แต่นิดเดียว และผิวสัมผัสแบบหลอมละลายในปาก รสชาติเข้มข้น กินแล้วจะหลงรัก
  2. Tobiko
    Tobiko Nigiri ไม่ใช่ไข่กุ้งอย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นซูชิโปะหน้าไข่ของปลาบิน ตามปกติจะมีสีส้มแดง รสออกเค็มอ่อนๆ แต่บางครั้งก็มีการนำไปย้อมเป็นสีอื่น เช่น ย้อมวาซาบิได้ไข่สีเขียว ย้อมขิงได้ไข่สีส้ม หรือย้อมกับหมึกของปลาหมึกจะได้สีดำ

สล็อต

  1. Engawa
    Engawa เป็นส่วนครีบ (หรือส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อ) ของปลาพวกปลาลิ้นหมา จึงสามารถเคี้ยวได้อย่างกรุบกรับ อร่อยเพลิดเพลิน เป็นหนึ่งในซูชิยอดฮิตของคนญี่ปุ่นเลยทีเดียว
  2. Hotate
    Hotate หรือหอลเชลล์ เนื้อหวาน แน่น นุ่ม เป็นหนึ่งในสุดยอดซูชิห้ามพลาดเลยทีเดียว เราสามารถทานได้อย่างเอร็ดอร่อยตลอดทั้งปี แต่จะอร่อยมากเป็นพิเศษในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม
  3. Anago
    Anago เป็นปลาไหลน้ำเค็ม หน้าตาและการปรุงรสจะคล้ายๆ ปลาไหลน้ำจืดอย่าง Unagi แต่โดยตัวเนื้อของ Anago จะมีมันน้อยกว่าและกินได้ง่ายกว่า ไม่เลี่ยน และราคาถูกกว่า Unagi เยอะเลย

สล็อตออนไลน์

  1. Gindara Nigiri
    Gindara Nigiri หรือซูชิปลาหิมะนั่นเอง อย่างที่ทราบว่าปลาหิมะมีเนื้อที่มีรสชาติหวานอร่อย เนื้อแน่นและนิ่ม ยิ่งถ้าเป็นซูชิเนื้อปลาหิมะสดๆ แล้วจะยิ่งผสมผิวสัมผัสที่นุ่มเนียน เคี้ยวเพลิน อร่อยจนลืมแบบต้มหรือย่างไปเลย
  2. Shirasu
    ปลา Shirasu หรือปลาซาร์ดีนจิ๋ว หนึ่งขยุ้มโปะบนข้าวพันสาหร่าย มาเป็นตัวๆ จ้องตาเราเป๋งแบบนี้หลายๆ คนอาจจะกินไม่ลง แต่จริงๆ แล้วช่างหวานอร่อยและอุดมไปด้วยแคลเซียมและแร่ธาตุมากมายเลยล่ะ
  3. Shako Nigiri
    ซูชิกั้ง กั้งที่บ้านเราก็กินดองกินดิบๆ กันแต่ต้องเอาไปแช่น้ำปลาหรือเอาไปยำแซ่บๆ ก่อน แต่ของญี่ปุ่นเขาต้องเอาไปต้มก่อนนำมาทำเป็นซูชิ มีรสออกหวาน เนื้อจะยุ่ยกว่ากุ้งนิดหน่อย หากินยากแต่ถ้าได้เจอก็อยากจะให้ลอง เพราะว่ากั้งญี่ปุ่นก็อร่อยไม่แพ้กุ้งปูเลยทีเดียว

jumboslot

  1. No-re so-re
    No-re so-re เป็นซูชิลูกปลาไหลทะเล ตัวใสมองทะลุได้เลย เสริฟมาแบบพันสาหร่าย เคี้ยวได้กรุบกรับกว่าที่คิดแต่ก็ไม่ค่อยมีรสชาติเท่าไหร่ ออกหวานเพียงนิดหน่อย แต่เรียกว่ากินเอาความรู้สึกในการเคี้ยวเพลินมากกว่า
  2. Natto Maki
    ซูชินัตโตพันสาหร่าย สำหรับคนที่มาญี่ปุ่นจนชินกับนัตโตแล้ว เมนูนี้อาจจะไม่มีปัญหา และอาจจะเป็นเมนูโปรดของคุณไปแล้ว แต่สำหรับมือใหม่ ขอบอกเลยว่าโหดดิบ ทั้งกลิ่น (แรง!) ทั้งผิวสัมผัส (หยืด ยืด เหนอะ) ของถั่วหมักนั้น ไม่กลายเป็นฝันดีก็ฝันร้ายไปเลย เพราะแม้แต่คนญี่ปุ่นเอง คนชอบก็ชอบ คนเกลียดก็เกลียดจริงๆ
  3. Sakura Nigiri
    Sakura ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงดอก sakura หรอก แต่มันเป็นคำเรียกซูชิเนื้อม้าดิบๆ เพราะคนญี่ปุ่นบอกว่าเนื้อเป็นสีชมพูเหมือนซากุระ (อืม ก็ไม่เหมือนนะ แต่ช่างเถอะ) ใช่แล้ว…เนื้อม้า แถมดิบด้วย เพิ่มดีกรีความโหดแบบทวีคูณ โดยต้นตำรับเปิปพิสดารนี้อยู่ที่จังหวัด Kumamoto ใครสนใจเชิญได้เลย

slot

  1. Namako
    Namako หรือแปลไทยได้ว่า ปลิงทะเลนั่นเอง ซูชิปลิงทะเล…เพราะว่าแค่ปลาทะเลมันอ่อนหัดเกินไปไงล่ะ โดยจะมีรสชาติเปรี้ยวนิดๆ ผิวสัมผัสหนึบๆ หน่อย ถ้าก้าวผ่านหน้าตาน่าสยองขวัญแบบนี้ไปได้แล้ว รับรองว่ากินแล้วจะติดใจรสชาติ
  2. Funazushi
    Funazushi เป็นซูชิแบบพิเศษ หากินยาก เป็นซุชิแบบ narezushi หรือซูชิที่ใช้ปลาหมัก (คล้ายๆ ปลาร้านั่นเอง) โดยจะต้องเป็นปลา Nigororobuna ที่พบในทะเลสาบ Biwa ในจังหวัด Shiga เท่านั้น โดยเป็นเมนูที่ทำโดยเชฟซูชิตระกูล Kitamura ที่สืบทอดต่อกันมาถึง 8 รุ่น (ตั้งแต่ปี 1619 เลยทีเดียว) ใครได้ไปเที่ยวลองไปซิมกันค่า

มาทำความรู้จัก 8 ประเภทซูชิของญี่ปุ่นเถอะ

เมื่อพูดถึงอาหารญี่ปุ่น หลายๆ คนคงจะนึกถึง ซูชิ ใช่ไหม ทราบไหมว่า ว่าซูชิสามารถแบ่งได้กี่ประเภท? แล้วซูชิที่คุณชอบทานนั้นเรียกว่าอะไร? จริงๆ แล้วซูชิสามารถแบ่งออกได้หลายประเภทมากๆ ตามวิธีการทำ รูปร่าง และขนาด คราวนี้เอาหลักๆ 8 ประเภทมาให้รู้จักกัน

  1. Nare Sushi
    Nare Sushi ถือเป็นต้นกำเนิดของซูชิเลยก็ว่าได้ เป็นการนำข้าวสวย และเกลือมาหมักจนเกิดข้าวหมัก และนำปลาไปหมักจนมีรสเปรี้ยว (วิธีการก็คล้ายๆ การทำปลาร้าของบ้านเรานี่เอง) จนกลายมาเป็น Nare Sushi แม้ซูชิประเภทนี้จะมีกลิ่นเหม็นมาก แต่ก็ถือได้ว่าเป็นอาหารสุดหรูของญี่ปุ่นในปัจจุบันเลยทีเดียว

jumbo jili

  1. Nigiri Sushi
    Nigiri Sushi เป็นซูชิที่พวกเราคุ้นเคยกันมากที่สุดนี่เอง คือการใช้ข้าวคลุกกับน้ำส้มสายชู แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนพอดีคำ วางเนื้อปลาไว้ด้านบน หรืออาจป้ายวาซาบิไว้ระหว่างข้าวและเนื้อปลาเพื่อเพิ่มรสชาติ โดย Nigiri sushi ที่ดีนั้นจะมีสมดุลย์ของ ปริมาณข้าว รสชาติข้าว วาซาบิ และปริมาณเนื้อปลาที่ดี เป็นศาสตร์อาหารที่ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างเข้มงวด
  2. Maki Sushi
    Maki Sushi มีลักษณะเป็นข้าวปั้นห่อสาหร่าย หรือที่บ้านเรารู้จักกันในชื่อของ Sushi Roll ทราบไหมว่า Maki Sushi นี้เป็นซูชิสไตล์ใหม่ที่เกิดจากการปรับปรุงรูปแบบซูชิให้เข้ากับชาวตะวันตก โดยม้วนเข้า

สล็อต

กับสาหร่ายให้กินง่าย ส่วนวิธีการม้วนนั้น จะมีแบบที่สาหร่ายอยู่ด้านนอกและสาหร่ายอยู่ด้านในด้วย โดยจะวางข้าวเป็นแนวยาว แล้ววางเนื้อปลาหรือไส้อื่นๆ เอาไว้ด้านบน ก่อนจะห่อด้วยไม้ห่อแบบพิเศษที่มีลักษณธเหมือนมู่ลี่ ก่อนจะนำมาตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ พอดีคำ

  1. Temaki Sushi
    Temaki Sushi แปลตรงตัวได้ว่า เป็นซูชิแบบที่ม้วนด้วยมือ ต่างกับ Maki Sushi ตรงที่เชฟจะห่อข้าวซูชิและไส้ต่างๆ ด้วยสาหร่ายกรอบให้เป็นรูปกรวย จะได้ถือกินได้ง่าย ปกติซูชิประเภทนี้จะมีไส้หลายอย่าง ไม่จำกัดที่ปลาชนิดเดียว อาจจะใส่อาโวคาโ หรือไข่ปลาหลากหลายผสมลงไป เป็นอีกซูชิสมัยใหม่ที่ได้รับความนิยม

สล็อตออนไลน์

  1. Gunkan Sushi
    Gunkan Sushi เป็นซูชิที่ใช้สาหร่ายพันรอบข้าว แล้วโปะเครื่องต่างๆ ไว้ด้านบน คำว่า Gunkan ในภาษาญี่ปุ่นนั้นหมายถึงเรือรบ เนื่องจากหน้าตาของซูชิแบบนี้ดูคล้ายเรือรบนั่นเอง Gunkan Sushi เกิดขึ้นจากการทดลองทำซูชิจากวัตถุดิบแบบใหม่ๆ อย่างไข่กุ้ง อิคุระ หรือไข่หอยเม่น ที่เป็นวัตถุดิบที่ไม่ไม่เกาะเป็นก้อน ทำให้ต้องใช้สาหร่ายในการช่วยพยุงเอาไว้
  2. Chirashi Sushi
    Chirashi Sushi นี้ บ้านเรารู้จักกันในนาม “ข้าวหน้าปลาดิบ” นั่นเอง จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องเป็นปลาดิบก็ได้ อาจจะเป็นไข่ปลา กุ้งต้ม ผักต่างๆ รวมไปถึงไข่หวานซอยเป็นเส้น โรยไปบนข้าวให้มีสีสีนสวยงาม

jumboslot

น่ากิน ประเด็นสำคัญของ Chirashi Sushi นั้นคือการใช้ข้าวซูชิ หรือข้าวสวยคลุกน้ำส้ม แล้วโรยหน้าด้วยเครื่องต่างๆ เท่านั้นเอง

  1. Oshi Sushi
    Oshi Sushi แปลตรงตัวก็คือ “ซูชิกด” เป็นซูชิในสไตล์คันไซ ที่จะนำเอาข้าวซูชิและปลาดิบเรียงลงในกล่องแล้วกดทับให้แน่น จนความอร่อยของปลาซซึมเข้าไปในข้าว หน้าตา Oshi Sushi นี้อาจดูคล้ายๆ กับ Nigiri Sushi แต่จะต่างกันตรงที่จะใช้การกดข้าวให้แน่นแทนการปั้น โดยตัวซูชิจะมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยม เพราะเกิดจากการอัดในแม่พิมพ์และนำมาตัดแบ่งให้เป็นชิ้นพอดีคำนั่นเอง

slot

  1. Inari Sushi
    Inari Sushi หรือซูชิเต้าหู้หวาน เป็นการนำข้าวซูชิที่ปรุงรสเพิ่มมายัดลงในเต้าหู้ทอดรสชาติหวานมัน ที่มีลักษณะเป็นถุง ชื่อ Inari นั้นตั้งตามชื่อของเทพเจ้า Inari ของญี่ปุ่น ที่มีความเชื่อกันว่าโปรดปรานเต้าหู้ทอดเป็นที่สุด Inari Sushi เป็นซูชิกินง่าย ฉะนั้นจึงถูกใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่เลยทีเดียว ญี่ปุ่นชอบการกินแบบนี้มากค่ะ