มารยาทคนญี่ปุ่น เป็นเนื้อแท้หรือแค่ภายนอก

เรามักจะได้ยินว่าคนญี่ปุ่นนั้นตรงเวลา ไม่ทิ้งขยะเรี่ยราด ไม่แซงแถว พฤติกรรมเหล่านี้เป็นนิสัยที่แท้จริงของคนญี่ปุ่นจริงหรือ? (บทความเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนที่เขียนจากการสังเกตุการณ์ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรคอมเม้นต์กันได้ค่ะ)

เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม
เคยสงสัยมั้ยว่าคนประเทศแห่งหนึ่งจะมีมารยาทอันยอดเยี่ยมเพราะเนื้อในพวกเขาทุกคนคือคนดีแต่กำเนิด หรือว่ามีเหตุผลอื่น?
คนไทยที่อาศัยอยู่ในจังหวัดที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่เยอะอย่างกรุงเทพหรือชลบุรีคงจะเคยเห็นคนญี่ปุ่นเดินไปกินไป สูบบุหรี่ไม่เลือกที่ หรือใส่หูฟังเปิดเพลงดัง ๆ จนรบกวนคนรอบข้างได้ยินบ้าง ขากสเลดลงพื้นบ้าง นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าคนญี่ปุ่นบางส่วนไม่ได้มีมารยาทโดย ‘เนื้อแท้’ ที่มาจากภายใน แล้วมารยาทนี้มาจากไหนกันนะ

jumbo jili

ให้ลองจินตนาการคนไทยบางคนที่ไม่ได้ฝึกมารยาทอะไรเป็นพิเศษ แต่พอถึงเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็สามารถรอต่อคิวยาว ๆ ได้ ไม่เดินไปกินไปได้ ไม่ทิ้งขยะเรี่ยราดตามทางได้เหมือนคนญี่ปุ่น ถ้านึกจะทำก็ทำได้เช่นกัน นั่นก็เพราะแต่ละสังคมมีกฏที่กำหนดให้คนในสังคมต้องทำตาม ใครที่ไม่ทำตามจะถูกมองเป็นแกะดำและถูกตำหนิติเตียนได้ เรียกว่าเป็นมารยาทที่เกิดจากกฏเกณท์ทางสังคมก็ได้ค่ะ
แล้วอะไรบ้างที่ทำให้คนญี่ปุ่นต้องมีมารยาท ไม่ว่าจะเป็นนิสัยที่แท้จริงจากภายในหรือไม่

ความเกรงใจต่อผู้อื่นในที่สาธารณะ เพราะประชากรหนาแน่นจึงต้องหาทางอยู่ร่วมกัน
ปี 2018 ประเทศญี่ปุ่นมีประชากร 127 ล้านคน แต่เฉพาะในโตเกียว 23 เขต มีประชากร 9.27 ล้านคน จังหวัดโตเกียวมีพื้นที่รวม 2,188 ตารางกิโลเมตร ซึ่งยังไม่นับรวมคนที่อาศัยอยู่นอกโตเกียวแต่นั่งรถไฟหรือรถบัสไป-กลับเพื่อทำงานที่โตเกียว เพราะที่อยู่อาศัยในโตเกียวแพงมากถึงแม้จะเป็นการเช่าอยู่ ถึงจะได้ห้องราคาถูกแต่ห้องส่วนใหญ่ก็มีลักษณะคับแคบทำให้คนส่วนหนึ่งนิยมอาศัยอยู่รอบนอกโตเกียวอย่างโยโกฮาม่าหรือชิบะที่ตั้งของโตเกียวดิสนี่ย์แลนด์นั่นเอง แถมรถไฟก็รวดเร็วตรงเวลาทำให้คนนิยมออกไปอยู่นอกโตเกียวเป็นจำนวนมาก

สล็อต

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทุกวันมีคนจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนเดินทางเข้ามายังโตเกียวเพื่อทำงานและท่องเที่ยว ทุกเช้าจะเห็นรถไฟอันเบียดเสียดอัดกันเป็นปลากระป๋องทุกครั้งไป ทำให้มีความเคร่งครัดมารยาททางสังคม หรือที่เรียกง่ายๆว่า ‘ความเกรงใจ’ เช่น ไม่ควรเดินเข้าขบวนรถไฟก่อนคนข้างในจะเดินออกมา ไม่ควรใช้โทรศัพท์บนรถไฟในชั่วโมงเร่งด่วน การต่อแถว ยืนชิดซ้ายเดินชิดขวา การไม่ทิ้งขยะในที่สาธารณะ หรือแม้กระทั่งการปิดฝาโถส้วมในสถานีรถไฟหลังใช้เสร็จ
จะเห็นว่าสิ่งที่กล่าวมาไม่ได้เป็นสิ่งที่โดน ‘ห้าม’ หรือถูกบังคับให้ทำทั้งหมด แต่เป็นการสร้างความลื่นไลของกลไกในสังคมที่จะทำให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดีไม่มีสะดุด

แล้วถ้าไม่ทำตามมารยาททางสังคมล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น? บอกได้เลยว่าคุณจะโดนมองบน มองด้วยหางตา มองด้วยสายตาเสียดแทงบาดลึกไปถึงหัวใจ เพราะถึงแม้คนโตเกียวจะไม่ยุ่งเรื่องคนอื่นที่ไม่รู้จัก แต่ก็มองคนที่ไม่ทำตามแนวทางที่ควรทำว่าเป็นพวกป่าเถื่อน ไม่มีความศิวิไลซ์ ทำให้คนญี่ปุ่นทั้งหลายดูมีวินัย เกรงใจผู้อื่น
แต่สำนึกทุกอย่างจะมลายหายไปหลังเที่ยงคืน โดยเฉพาะคืนวันศุกร์หรือวันเสาร์ ไม่เชื่อลองไปแหล่งที่เต็มไปด้วยร้านเหล้าอิซากายะดูสิ สมบัติผู้ดีแทบจะหายไปหมดสิ้น

สล็อตออนไลน์

กฏหมายที่ดี บังคับใช้จริงจัง และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีคุณภาพ
จากข้อข้างต้นเราพูดถึง ‘มารยาททางสังคม’
ส่วนข้อนี้เป็น ‘ข้อกฎหมายที่ต้องทำ’

กฏหมายคือกฏหมาย ถ้าไม่ทำตามจะเป็นปัญหาใหญ่ต่อสังคมและสามารถสร้างความเสียหายวงกว้างได้ รัฐถึงต้องคอยควบคุมกำกับให้สังคมอยู่ในสภาพเรียบร้อย อย่างกฎหมายเกี่ยวกับการขับรถ การดื่มไม่ขับ การหยุดให้คนข้าม หรือแม้กระทั่งการสูบบุหรี่ต้องสูบในที่ ๆ สามารถสูบได้เท่านั้น แท็กซี่ที่ขับรถชนท้ายรถคันอื่น ถึงแม้จะไม่มีผู้โดยสารอยู่ในรถ แต่ก็จะถูกพักใบอนุญาตทำงาน 30 วัน รวมไปถึงการลักเล็กขโมยน้อยที่มีค่าปรับที่สูงมากและมีโอกาสติดคุกได้ง่ายๆ อีก

ดังนั้นคนญี่ปุ่นจะไม่ค่อยเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายเพราะโทษปรับที่รุนแรง เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างแข็งขัน เพราะอาชีพตำรวจถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีในประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นการทำอะไรที่ผิดศีลธรรมเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในสังคมญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เกิดอาชญากรรมน้อยเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

jumboslot

แน่นอนญี่ปุ่นก็มีคนไม่ดี มีคนที่อยากทำอะไรมักง่ายอยู่บ้าง แต่ความที่อาจจะสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย แถมคำนวณดูแล้วมันไม่คุ้ม เลยต้องจำใจทำตามกฏระเบียบไป (พูดง่าย ๆ คือลึก ๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นคนดีมาก แต่การทำผิดกฏหมายมันไม่คุ้มก็แค่นั้น) จริง ๆ นี่ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการมีกฏหมายนะ

บางทีก็คือการทำเพื่อหน้าตาของตนเอง
เมื่อเราเดินท่องเที่ยวไปตามตรอกซอกซอยที่เป็นโซนที่อยู่อาศัย เราจะเห็นว่าบ้านแต่ละหลังดูสะอาดมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีการจัดสวนที่สวยงาม ไม่มีขยะหรือใบไม้มากมายอยู่บริเวณหน้าบ้าน แต่รู้หรือไม่ข้างนอกบ้านนั้นคือมายา! ในบ้านสิของจริง!!!

ขอเล่าประสบการณ์ตรงที่ได้เจอด้วยตนเอง (゚▽゚) เมื่อได้เจอกับสามีครั้งแรกดูเป็นผู้ชายญี่ปุ่นที่เรียบร้อยและเนี้ยบมาก ดูเป็นผู้ชายสะอาดสะอ้าน จนกระทั่งได้แต่งงานและย้ายเข้าบ้านเท่านั้นแหละคุณขา จะเป็นลม สามีเคยใช้ชีวิตกับแม่สองคนในบ้านหลังนี้ ก่อนที่คุณแม่จะย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา (บ้านพักคนชราที่นี่ไม่ใช่ถูก ๆ นะคะ ตกเดือนละ 60,000 – 90,000 บาท) จนเสียชีวิต ภายหลังสามีก็ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว บ้านของสามีเป็นบ้านขนาด 3 ชั้น ห้องนอนทั้งหมด 4 ห้อง ตอนที่มาถึงสามีใช้ห้องนอนเพียงห้องเดียว ที่เหลือเป็นห้องกองขยะ ไม่ใช่สิ! ขอเรียกว่า “ห้องเก็บของ” สถานภาพของตนเองในขณะนั้นเปลี่ยนจากเมียมาเป็นแจ๋วในทันที ใช้เวลาทั้งหมดครึ่งปีในการเคลียร์ขยะและจัดข้าวของต่าง ๆ ให้เป็นที่เป็นทาง อยากจะเล่าให้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่าคนญี่ปุ่นบางคนในและนอกไม่เหมือนกัน ที่ดูเนี้ยบสะอาดนั้น บางทีก็เป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่เค้ารักษาไว้ให้คนนอกเห็น

slot

แยกระหว่างคนในและคนนอก
คนญี่ปุ่นอย่างที่เรารู้คือเป็นชนชาติที่มีความเป็นส่วนตัวสูงมาก ทำให้เกิดการแบ่งแยก ‘คนใน – คนนอก’ (อุจิ-โซโตะ) ซึ่งคน ๆ เดียวกันสามารถเป็นคนใน – คนนอกได้ตามแต่ละสถานการณ์ ขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงส่วนตัวนะคะ

มีเพื่อนเป็นคุณแม่ชาวญี่ปุ่นนามสมมุติ A ซัง โดยคุณ A ซังอยู่ในคลาสคุณแม่มือใหม่เดียวกัน กรุ๊ปเดียวกัน (ในคลาสจะแบ่งกรุ๊ปย่อยเพื่อให้คุณแม่ ๆ ได้มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น) รู้จักกันและพูดคุยถูกคอ A ซังจึงชวนพาลูกไปเล่นและดื่มชากาแฟที่บ้าน แต่เมื่อมาที่บ้านในบ้านของ A ซังก็มีคุณแม่อยู่ด้วย เลยได้รับการต้อนรับแบบคนนอก (แขก) A ซังและคุณแม่ของ A ซังเวลาคุยกันจะเป็นคนใน เพราะเป็นครอบครัวเดียวกัน ส่วนเราเป็นคนนอก จะถูกปฏิบัติอีกแบบ ทำให้เข้าไปบ้านครั้งแรกมีความเก้ๆ กังๆ หน่อย

คนในคนนอกไม่เพียงใช้แต่เฉพาะคนญี่ปุ่นด้วยกันเท่านั้น ยังใช้ในกรณีที่เป็นชาวต่างชาติแยกกับชาวญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน ทำให้บางครั้งการปฏิบัติต่อชาวต่างชาติกับชาวญี่ปุ่นด้วยกันแตกต่างกัน การปฏิบัติเช่นการใช้ระดับความสุภาพของภาษา การแสดงกริยาท่าทางเวลามีปฏิสัมพันธ์ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นเคร่งครัดในการปฏิบัติซึ่งต่างจากคนไทยอย่างชัดเจนไม่ว่าใครที่ไหนก็สามารถเรียกเป็นพี่ น้อง ป้า น้า อา ลุง เสมือนญาติเราได้หมด เจอครั้งแรกก็ถามชื่อเล่นและเรียกได้ตั้งแต่ยังไม่รู้จักอะไรกันเลย ถ้าไปทำแบบนี้ที่ญี่ปุ่นจะโดนมองแรงเอานะ

ถ้าให้เลือก จะเลือกแบบไหนกันคะ? อยู่กันอย่างสบาย ๆ มักง่ายทำอะไรตามใจ หรือจะเคร่งเครียดต้องทำตามกฎและหลักปฏิบัติในสังคมจนอ่อนล้า เป็นไปได้ไหมที่เราจะสามารถสร้างความสมดุลระหว่างความสุขและรักษากฏข้อปฏิบัติ ส่วนตัวคิดว่าการรักษามารยาททางสังคมเป็นการให้เกียรติทั้งตนเองและผู้อื่นที่อยู่รอบข้างค่ะ มาช่วยกันทำสังคมให้น่าอยู่โดยเริ่มที่ตัวเรากันนะคะ คนญี่ปุ๋นจะทำตามวัตนธธรรมของเขาแบบเค่งคัดเสมอ

รู้จักโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม WWOOF JAPAN

เราเป็นนักเรียนไทยที่มาเรียนภาษาญี่ปุ่นที่เกียวโต แต่พอเข้าหน้าร้อน ทางโรงเรียนก็มีวันหยุดให้นานถึง 1 เดือน ตอนนั้นเรายังไม่ได้ทำงานพิเศษเลยไม่รู้จะไปไหน ที่บ้านก็ยังไม่ให้กลับไทยเพราะเพิ่งมาได้แปปเดียว แต่ถ้าจะไปเที่ยวอย่างเดียวก็รู้สึกว่าอาจจะลืมภาษาได้ แถมยังต้องใช้เงินค่าเดินทางอีกเยอะ เราเลยตัดสินใจงั้นไปทำ WWOOF แล้วกัน

หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักว่า WWOOF คืออะไร เพราะขนาดคนญี่ปุ่นเองบางคนก็ยังไม่ค่อยรู้จักกับโครงการนี้เท่าไหร่

jumbo jili

ครั้งแรกที่รู้จักกับคำนี้ มาจากการอ่านหนังสืออยู่ญี่ปุ่นที่บอกเล่าเรื่องราวของหนุ่มออฟฟิศชาวไทยที่เข้าร่วมโครงการ WWOOF คาบเกี่ยว 2 ฤดูกาล 4 ฟาร์ม 4 ภูมิภาค แบบอยู่ดี กินฟรี ไม่เสียตังค์ จะเรียกว่าเป็นการอยู่กับคนญี่ปุ่นแบบโฮมสเตย์ก็ไม่เชิง เพราะโครงการนี้เป็นโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และสนับสนุนสวนผัก ผลไม้ หรือฟาร์มออร์แกนิคในญี่ปุ่น โดยจะมีเจ้าของฟาร์มเป็นคนรับสมัครให้ วูฟเฟอร์ (ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ) เข้าไปทำงานตามที่โฮสต์บอกเพื่อแลกกับอาหารและที่อยู่ โครงการนี้มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคที่ญี่ปุ่นและเปิดรับตลอดทั้งปีเลย โฮสต์บางคนจะมีพาไปเที่ยว หรือแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเพิ่มเติมให้ด้วย ว่าแล้วก็ไม่รอช้า ลองมาดูกันเลย

ก่อนอื่น การสมัครสมาชิกสามารถเข้าไปได้ที่นี่ แล้วเลือก Become a WWOOFer ก็จะเจอหน้าให้กรอกข้อมูลเยอะประมาณนึง อย่าเพิ่งถอดใจขี้เกียจกรอกกันนะ แล้วจะพลาดประสบการณ์ใหม่ๆ จริงๆที่ให้กรอกข้อมูลเยอะเพราะทางโครงการเขาอยากให้โฮสต์สามารถรู้ข้อมูลเราได้เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายจะได้เลือกโฮสต์และรับวูฟเฟอร์ที่ต้องการจริงๆ จะทำให้เราเห็นข้อมูลต่างๆของโฮสต์มากขึ้นกว่าก่อนสมัคร ป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นว่าเราไม่ชอบเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่รู้มาก่อนพอไปอยู่จริงก็จะเกิดความลำบากใจขึ้น ดังนั้นกรอกข้อมูลตามความจริงไปเลยค่า

สล็อต

การสมัครจะทำให้เราสามารถส่งข้อความติดต่อคุยกับโฮสต์ได้ค่ะ พอกรอกเสร็จด้านล่างจะมีให้เลือกว่าเราจะเป็นสมาชิก WWOOF แบบไหน มีหลายเรทหลายแบบให้เลือกนะคะ ว่าจะไปคนเดียวหรือมีเด็กไปด้วย และสามารถเลือกได้ว่าเราจะให้การเริ่มเป็นวูฟเริ่มเลย หรือเริ่มหลังจากสมัคร 2 อาทิตย์ หรือ 1 เดือน / 2 เดือน / 3 เดือน/ 6 เดือน เพื่อให้อายุสมาชิกอยู่ได้นานขึ้นค่ะ ( อายุสมาชิกวูฟ 1 ปี เริ่มนับตามวันที่เราเลือกว่าจะให้เริ่มภายในกี่อาทิตย์ค่ะ ไม่ได้เริ่มนับวันที่เราสมัคร ) อย่างเราเริ่มสมัครกลางเดือน 6 แต่เราปิดเทอมและสามารถเริ่มทำวูฟได้ช่วงวันที่ 20 ก.ค. – 16 ส.ค. เราเลยเลือกแบบที่ 1 Adult start in 1 month ราคา 5,500 เยน โดยการสมัคร 1 ครั้งจะไปวูฟกี่ที่ก็ได้ค่ะ ภายในระยะเวลา 1 ปี

ถ้าใครที่ยังไม่แน่ใจว่าไปดีมั้ย หรืออยากลองเซอร์เวย์ข้อมูลอย่างเดียวก่อนเพราะไม่อยากเสียค่าสมาชิก ก็สามารถดูข้อมูลเบื้องต้นได้เช่นกัน เลือกตรง Host Preview แล้วเลือกตามเมืองที่ต้องการไปได้เลย ในเว็บไซด์จะบอกละเอียดพอสมควรถึงขนาดว่าบ้านโฮสต์ มีผู้หญิง ผู้ชายกี่คน มีเลี้ยงสัตว์อะไรบ้าง สูบบุหรี่ กินเหล้ามั้ย โฮสต์พูดภาษาอะไรได้บ้าง วูฟเฟอร์จำเป็นต้องพูดภาษาญี่ปุ่นได้มั้ย ลักษณะงานที่ทำเป็นยังไง ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงที่ต้องการเข้าร่วมโครงการทีเดียวเลยแหละ

สล็อตออนไลน์

หลังจากเลือกโฮสต์แล้วก็ให้ส่งข้อความถึงโฮสต์ได้เลย แจ้งไปว่าเราจะไปเมื่อไหร่ นัดแนะเวลา สถานที่นัดหมายที่ให้โฮสต์มารับได้ที่ช่อง Messege โฮสต์บางคนอาจจะตอบช้าหน่อยนะ ไม่ต้องตกใจไป อ่อ! อย่าลืมถามโฮสต์เรื่องอุปกรณ์ที่เราต้องเตรียมไปพิเศษ เช่น รองเท้าบูท เสื้อแขนยาว ถุงมือ ฯลฯ จะได้ไม่ต้องลำบากวิ่งหาซื้อหน้างาน และที่สำคัญอีกอย่างคืออย่าลืมปริ้นเอกสารยืนยันการเป็น WWOOFER PERMIT ของเราได้วยนะคะ เพราะโฮสต์จะขอดูเวลาเจอกัน ป้องกันความผิดพลาดและการแอบแฝงค่ะ แต่ก็มีโฮสต์บางคนไม่ขอดูเหมือนกันนะ ยังไงก็ติดไปเผื่อน่าจะดีกว่า

ลักษณะงานส่วนใหญ่ของการเป็น WWOOF จะเป็นการทำฟาร์มผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บผลผลิต ทำแยม ทำคาเฟ่ ร้านอาหาร ทำขนมปังหรืองาน Craft อื่นๆ แตกต่างกันไป เราเลือกไปที่ฟุกุโอกะ เพราะเป็นเมืองที่เคยอ่านรีวิวแล้วรู้สึกอยากไปเที่ยวสักครั้ง จะได้อาศัยโอกาสไปทำวูฟครั้งนี้เที่ยวฟุกุโอกะไปเลยในตัว โดยวูฟที่เลือกมีฟาร์มองุ่น สตอเบอรี่

jumboslot

สาลี่ ลูกพีช และร้านขายของในบริเวณฟาร์ม ซึ่งเป็นโฮสต์ที่พูดภาษาอังกฤษได้ด้วย เพราะเรายังรู้สึกว่าภาษาญี่ปุ่นเรายังไม่ค่อยแข็งแรง กลัวไปแล้วคุยกับเขาไม่ได้ เลยยังไม่เลือกโฮสต์ที่พูดได้แต่ภาษาญี่ปุ่น และพอดูในช่อง Feedback ก็พบว่าโฮสต์นี้ชาวต่างชาติไปมาเยอะมากและรีวิวดีมาก เราเลยคิดว่าต้องรอดแน่นอน

หลังจากเราตกลงกับโฮสต์แล้วว่าจะทำเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ควรเตรียมของฝากติดไม้ติดมือไปตามธรรมเนียมญี่ปุ่น ซึ่งถ้าเป็นของเกี่ยวกับประเทศตัวเองจะยิ่งทำให้เวลาคุยกับโฮสต์จะสนุกมากขึ้น น่าสนใจมากขึ้น อย่างเช่น เครื่องแกงไทยๆ เหล้าหรือเบียร์ไทย (คนญี่ปุ่นชอบดื่มเบียร์ เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นของขวัญที่คนญี่ปุ่นชอบ) ที่สำคัญที่สุดสำหรับสาวๆอย่างเรานั้น ครีมกันแดด!!!! เพราะการไปทำวูฟหน้าร้อนคงไม่ค่อยจะดีกับผิวของสาวๆอย่างเราเท่าไหร่ ส่วนอุปกรณ์กันแดดอื่นๆอย่างหมวก ปลอกแขน ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย

slot

ก่อนวันเดินทาง 2-3 วันอากาศเริ่มร้อนขึ้นมาก เราคิดเลยว่าที่ฟุกุโอกะ บ้านโฮสต์ต้องร้อนกว่านี้แน่นอน อยากถอดใจไม่ไปแล้ว ไม่อยากลำบาก แต่สุดท้ายความคิดด้านดีก็กลับมาชนะว่า มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะนอกจากได้เที่ยวและใช้ชีวิตอยู่กับคนญี่ปุ่นเต็มๆ 2 อาทิตย์ มันจะช่วยให้เราไม่ลืมภาษาญี่ปุ่นตลอดช่วงปิดเทอม ทำให้มีโอกาสได้ฝึกพูด ฝึกฟังมากขึ้น ได้เปิดประสบการณ์ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ได้รู้วัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นจริงๆว่าเขาใช้ชีวิตกันแบบไหน ได้รู้จักอีกครอบครัวนึง และอาจจะได้รู้จักวูฟชาติอื่นที่มาทำพร้อมกัน ซึ่งทำให้เราไม่เหงาตลอดการปิดเทอม แถมยังประหยัดค่าอาหารค่าที่พักอีก โอกาสดีๆแบบนี้ต้องคว้าเอาไว้ให้ได้ คนญี่ปุ่นชอบท่องเที่ยวและถือเป็นวัตธนธรรมกันสืบมา คนญี่ปุ่นชอบท่องเที่ยวและถือเป็นวัตธนธรรมกันสืบมา

5 สิ่งในญี่ปุ่นที่ประทับใจไม่มีวันลืม

หลายครั้งหลายหนกับการเดินทางมาทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ยังคงเป็นการเดินทางแบบไปๆมาๆ ไม่เกิน 1 อาทิตย์ทุกๆครั้ง เรื่องที่หนักใจจนทำให้อยากกลับบ้านมากๆ ก็คือ ชีวิตที่เงียบเหงาความมีระเบียบเกินของคนในประเทศ ที่เคร่งครัดไปทุกเรื่อง ทุกคนรักษากฎ แต่ทุกอย่างโดยรอบดูน่าอึดอัดแต่จริงๆแล้วมันกลับตรงกันข้าม เพราะนี่คือการคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น

  1. ย่านที่อยู่อาศัย เงียบถึงเงียบที่สุด
    น่าแปลกใจ แต่ไม่ยากเกินกว่าจะเข้าใจ ว่าประเทศญี่ปุ่นนั้น แยกโซนเมือง และโซนที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจนดังนั้น เมื่อเราเข้าเขตที่อยู่อาศัย ในเขตนั้นจะเงียบมากๆ ไม่มีมลพิษทางเสียงใดๆ

jumbo jili

ทุกบ้าน มีความเกรงอกเกรงใจ จะพูด หรือ จะเปิดเพลง เปิดทีวี ใดๆ ก็จะเบาเสียงมาก นี่แหละหนึ่งในการคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่นที่ปลูกฝังกันมาในคนญี่ปุ่น เพราะพื้นที่ที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ จะเป็นอพาทเมนต์ ทุกห้องอยู่ติดๆกันหมด (อย่างน้อยก็ในแถวเมืองใหญ่ อย่างชินจูกุที่ฉันอยู่)มีบ้านปลูกขึ้นเรียงกันไป รั้วไม่สูงใหญ่เหมือนหมู่บ้านในเมืองไทยนัก
ทุกบ้านเงียบสงัดมาก จนเราคิดว่า เอ๊ะ ไม่มีคนอยู่หรือเปล่า แต่จริงๆมีคนอยู่ในบ้านนะ

อย่างในเขตชินจูกุนั้น โซนเมือง โซนชอปปิ้ง โซนใกล้สถานี จะมีรถไฟ เสียงรถไฟวิ่ง เสียงรถยนต์ เสียงจากป้ายโฆษณาดิจิตอล เสียงคลับ บาร์ จากย่านคาบุกิโจ แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า เมื่อเข้าเขตที่อยู่อาศัย ทุกอย่างเงียบสงัด อย่างกับไม่ใช่เขตเดียวกัน

จะว่าไป เราก็เคยมีประสบการณ์ เอะอะเสียงดังตอนอยู่ที่บ้าน เฟซไทม์กับเพื่อนตอนเที่ยงคืน ตำรวจมาเคาะประตูห้องจ้าา บอกว่ามีคนแจ้งไป.. โดนขอพาสปอร์ตและตักเตือนกันยกใหญ่ ดังนั้น ถ้าใครไปเที่ยวญี่ปุ่น การรักษาสมดุลเสียงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากนะคะ ^^

สล็อต

  1. การรักษาเวลาและการเผื่อเวลา
    ที่ว่าให้รักษาเวลา ก็ว่ายากแล้วนะ ยังจะให้เผื่อเวลาอีกหรอแน่นอนว่า การเผื่อเวลาที่ญี่ปุ่นเป็นเรื่องจำเป็น หากใครยังไม่ชินเส้นทาง การเผื่อเวลา ในกรณีขึ้นสายรถไฟผิด
    หรือรถไฟเลทมาช้า เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศนี้

นอกจากนั้น การเผื่อเวลา ยังช่วยเราในเวลาที่เราเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ไปถึงแล้ว คิวยาวมาก ต่อคิวซื้อตั๋วรถบัส ตั๋วหนัง ตั๋วเข้าสวนสนุกหรือหากจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำ ก็ต้องต่อคิวซึ่งถ้าไม่เผื่อเวลาไปนั้น อาจจะทำให้ตกรถ หรือไม่ทันรอบที่ตัวเองต้องการได้ อาจจะทำให้เสียเวลา ต้องรอรอบถัดไป ซึ่งบางที่ อาจเป็นชั่วโมงก็มี และที่ญี่ปุ่น การต่อคิวเป็นเรื่องปกติมาก เมื่อทุกคนใช้เวลาอดทนต่อคิวแต่เมื่อถึงคิวของแต่ละคน ทุกคนก็จะใช้เวลาของเขาอย่างเต็มที่ คนข้างหลังจะไม่ค่อยมีการมาเร่ง หรือทำหน้าบูด นี่ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ของการปลูกฝังการคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น
การรอคิวอาจยาวนานขึ้น แล้วแต่ว่าคุณกำลังรอใช้บริการอะไรอยู่

สล็อตออนไลน์

  1. พื้นที่หรือสถานที่สาธารณะสำหรับผู้พิการ
    ในหลายๆประเทศที่เจริญแล้ว ย่อมมีห้องน้ำสำหรับเด็กและผู้พิการต่างๆ การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ทุพพลภาพหรือคนชราต้องมีเป็นเรื่องปกติ ทั้งในบ้านเราและในญี่ปุ่นก็เช่นกัน แน่นอนว่านี่ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ของการที่ทุกคนรวมถึงผู้ประกอบการคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น เพราะคนพิการ คนชรา ก็อยากออกจากบ้านไปเที่ยวเล่นเหมือนกันนะ

ในประเทศญี่ปุ่น คนส่วนใหญ่จะเว้นที่นั่งสำหรับคนพิการไว้เสมอ แม้ว่าจะไม่มีคนพิการ หรือคนชรา เข้ามานั่งบ่อยครั้งที่จะเห็นที่นั่งบริเวณนั้นว่างไว้ ทั้งๆที่มีคนยืนอยู่เต็ม
หากแต่คนแน่นรถจนเบียดจริงๆ ก็อาจจะมีคนนั่ง เพราะการนั่งบริเวณนั้นจะทำให้มีพื้นที่ให้คนเข้ามาในรถไฟได้มากขึ้น (นี่ก็น่าจะมาจากการคิดถึงผู้อื่นอีกนั่นแหละ)
ตามห้องน้ำสำหรับคนพิการก็เช่นกันแม้คนต่อคิวเข้าห้องน้ำธรรมดาจะยาวแค่ไหน แต่ก็ไร้วี่แววคนที่เข้าไปใช้ห้องน้ำคนพิการ ทุกคนจะเข้าใจหน้าที่ของตัวเองและสิทธิของผู้อื่นมักจะมาเป็นอันดับต้นๆเสมอ

jumboslot

  1. ระบบการขนส่งมวลชน
    เราจะปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ระบบการขนส่งของประเทศญี่ปุ่นนั้น คือความอัจฉริยะอย่างหนึ่ง ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเยี่ยมจริงๆ
    นอกจากสายรถไฟที่มีผังกว้างขวาง แผ่ออกไปทุกมุมเมืองรถไฟด่วนรางพิเศษ หรือที่เรียกว่า ชินคันเซ็น วิ่งระหว่างจังหวัดและระบบการวิ่งรถที่ตรงต่อเวลาแล้วนั้น ญี่ปุ่นยังคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกให้กับผู้คนในช่วงเวลาเร่งด่วน การเพิ่มขบวนรถด่วน รถเร็วที่ไม่จอดสถานีเล็กๆ ทำให้คนที่ไปที่ไกลๆ เดินทางถึงที่หมายได้เร็วขึ้น ประหยัดเวลาได้มากขึ้น
    แม้ว่าการใช้บริการรถไฟจะแน่นมากจริงๆก็ตาม แต่การพยายามอำนวยความสะดวกเหล่านี้ทำให้ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่อยู่สบาย สะดวกเป็นประเทศที่คิดมาแล้วก่อนสร้าง เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง
  2. หลากหลายสินค้าให้ช้อปปิ้งออนไลน์
    การช้อปปิ้งออนไลน์เป็นเรื่องน่าสนุกของการอยู่ที่ญี่ปุ่นขอแค่เพียงคุณรู้ไซส์ของเสื้อผ้าที่คุณจะใส่ ทุกอย่างสามารถสั่งได้ทางอินเตอร์เนต ทั้งรองเท้า กระเป๋า ของเล่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ของตกแต่งบ้านและในบางครั้งเราก็จะได้ในราคาที่ดีกว่าเดินไปซื้อที่ร้านอีกด้วย

slot

ทุกอย่างสะดวก ไปจนถึงการจัดส่งพัสดุที่รวดเร็วและปลอดภัยมีทั้งแบบเลือกวันเวลาได้ หรือไม่เลือกก็ได้ เวลาที่เราไม่อยู่บ้าน ก็สามารถโทรเข้าระบบอัตโนมัติ นัดเวลามาส่งได้อีก

นอกจากนั้น ในเว็บไซต์บางรายการ ยังสามารถสะสมแต้มได้แล้วใช้เป็นส่วนลดในการซื้อในครั้งต่อไปได้อีกต่างหาก เช่นเว็บช้อปออนไลน์อย่าง Rakuten, Amazon เป็นต้น
การจ่ายเงิน ก็สะดวกเช่นกัน มีทั้งแบบจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้เลย จ่ายร้านสะดวกซื้อ หรือจ่ายตอนของมาส่งก็มี นับว่าสะดวกสบายมากจริงๆ

ความจริงที่เป็นnเป็นเรื่องราวดีๆ จากความรู้สึกแรกที่เคยคิดว่าความเคร่งครัดในกฎของสังคมเป็นเรื่องที่เครียดเกินไปและทำให้เราไม่ชอบญี่ปุ่นเลย

วันนี้ จึงได้รู้ว่า สิ่งเหล่านี้คือเรื่องราวดีๆ ที่น่านำมาปรับใช้กับตัวเราบ้างนะและเมื่อใดก็ตามที่พูดถึงประเทศญี่ปุ่นนี่จะเป็นเรื่องราวที่ประทับใจ และไม่มีวันลืมได้เลยจริงๆ
คนญี่ปุ่นชอบท่องเที่ยวและถือเป็นวัตธนธรรมกันสืบมา

เปรียบเทียบการทำงาน บ.ไทย กับ บ.ญี่ปุ่นในไทย

บริษัทไทย VS บริษัทญี่ปุ่น ​แบบไหนดีกว่ากันนะ? เชื่อว่าหลายๆท่านที่เรียนจบทางด้านภาษาญี่ปุ่นหรือต้องการทำงาน​บริษัท​ญี่ปุ่นต้องมีลังเลกันบ้าง บทความนี้อาจช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ ต้องขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่าเนื้อหาการเปรียบเทียบตามที่จะกล่าวต่อไปนี้​ หลายอย่างใช้ข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้ว แต่หลายอย่างโดยเฉพาะสิ่งที่จับต้องไม่ได้ (เช่นวัฒนธรรมองค์กร) ก็จะเน้นเขียนตามประสบการณ์​ของนักเขียนโดยตรงเป็นหลัก (รวมถึงบุคคล​ใกล้ตัวของเราด้วย)​ หากประสบการณ์​ที่คุณเจอไม่ตรงกับเราอย่างไรต้องขออภัยมา​ ณ​ ที่นี้ด้วยนะคะ
วัฒนธรรมองค์กร
บริษัทไทย = ความแตกต่างทางสังคมสูงมาก
วัฒนธรรมองค์กรไทยจะมีสิ่งหนึ่งค่ะที่ต่างกับญี่ปุ่นมาก คือความยืดหยุ่นยังไงก็ได้ ประชุม 9 โมงแต่กว่าจะเข้าเนื้อหาจริงอาจจะ 9 โมงครึ่งเพื่อรอเพื่อนรวมงานเป็นต้น ตำแหน่งการรับผิดชอบงานของไทยจะชัดเจน ตรง และไม่ซับซ้อน แต่มักไม่แยกเรื่องงานกับส่วนตัวออกจากกันเสียเท่าไร ซึ่งนี้ก็นับว่าเป็นข้อเสียก็ได้นะคะที่อาจส่งผลกับการทำงาน ส่วนวัฒธรรมปลีกย่อยอื่นๆขอแยกบริษัทไทยเป็น2ประเภทเท่าที่ได้รับประสบการณ์มาแล้วกันนะคะ

jumbo jili

  1. บริษัทไทยแบบเช้าชามเย็นชาม
    อาจจะจั่วหัวข้อแรงไปสักนิด แต่นี่คือเรื่องจริงค่ะที่ไม่ได้มีแค่ในระบบข้าราชการ แต่มีในเอกชนบ้างบางแห่งโดยเฉพาะบริษัทเล็กๆที่มักเจอ คนเดิมที่อยู่อาจไม่ได้ทำงานดีขนาดนั้นแต่เพียงทำตามหน้าที่ ขาดแรงกระตุ้นในการทำงานทำให้ไม่มีความกระตือรือร้น แต่อยู่ได้เพราะเงินเดือนมั่นคงแล้วเขาเองไม่ได้ทำผิดร้ายแรงอะไรที่ทำให้บริษัทพิจารณาไล่ออก คนขยันก็ทำงานแทบตายโดนเอาเปรียบจากกลุ่มนี้ เชื่อว่าแบบนี้หลายท่านน่าจะเคยพบเจอกันมาเองบ้าง
  2. บริษัทไทยแบบศรีทนได้ ทนแบกรับทุกอย่าง
    ในการทำงานบริษัทไทยบางแห่งที่เน้นใช้คนกันเต็มที่ หน้าที่ส่วนนั้นไม่หนักกายในการใช้แรงงาน ก็หนักสมองในการคิดบริหารงาน ซึ่งบริษัทแบบนี้มักมีเรื่องของโบนัสหรือคอมมิชชั่นเป็นตัวกระตุ้นพนักงานให้กัดฟันสู้เพื่อเงินเดือนค่ะ แล้วเพราะเหตุนี้นี่แหละคนที่ทำงานองค์กรไทยที่มีลักษณะแบบนี้มักไม่ได้เหนื่อยงานแค่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเหนื่อยกับคนหรือสังคมของบริษัทที่แก่งแย่งชิงดีกันด้วย ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้คนไทยเป็นทั้งเครียดสะสมและโรคซึมเศร้ามามากแล้วค่ะ

บริษัทญี่ปุ่น = บริษัทคือครอบครัว
สำหรับบริษัทญี่ปุ่นแล้วการดูแลของเขาจะไม่ได้มองแค่ว่าคุณคือพนักงานอย่างเดียว แต่คุณคือหนึ่งในองค์กรที่เหมือนบ้านหลังที่2ด้วย แต่ต้องบอกก่อนนะคะว่าครอบครัวแบบญี่ปุ่นเนี่ยเป็นครอบครัวแสนเหนื่อยแสนกดดัน คุณพ่อคุณแม่คาดหวังให้ลูกเรียนได้ท็อปกันทุกคน กฎระเบียบที่มีก็เยอะมาก และมักจะเคร่งเครียดกว่าบริษัทไทย เพราะไม่ใช่แค่ว่าเขาจะมองคุณเป็นครอบครัวแค่เพียงอย่างเดียว เขายังคอยมองการทำงานของคุณด้วย ว่าเติบโตแค่ไหน เน้นให้พยายามเพิ่มๆขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่คุณทำอยู่อาจดีแล้ว แต่คุณห้ามหยุดพัฒนาและต้องพยายามให้มันดียิ่งขึ้นไป ซึ่งจุดนี้แหละค่ะที่ทำให้คนไทยหลายท่านที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่นเกิดภาวะเครียดและซึมเศร้า เพราะคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ดีพอ (ก็เป็นปัญหาที่ได้ยินบ่อยๆ แบบที่สังคมญี่ปุ่นและเหล่ามนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นเผชิญอยู่นั่นเอง) สรุปว่าถึงจะ “เหมือนครอบครัว” แต่ก็เครียดอยู่ดีค่ะ
ส่วนระบบการทำงานของบริษัทญี่ปุ่นขอบอกเลยค่ะว่าซับซ้อนมาก และต้องยึดขั้นตอนเป๊ะๆ ต้องรอคนนั้นเซ็นเอกสาร คนนี้อนุมัติ คนโน้นพิจารณา รอระดมสมองกับทีมอย่างเป็นทางการ รอการแก้ไขครั้งที่ 1 2 3 … แต่ทั้งนี้แม้ขั้นตอนงานจะซับซ้อน แต่ก็มีขั้นตอนและเดดไลน์งานที่ชัดเจนมากเช่นกัน เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะทำให้การทำงานบริษัทญี่ปุ่นนั้นเคร่งแล้วเครียดด้วยค่ะ การทำงานแบบนี้สำหรับบริษัทอื่นคู่ค้าที่ต้องติดต่อร่วมกันทำงานแล้วต้องรับเอกสารงานก่อนเดตไลน์งานจริงอาจมีปัญหาในการทำงานร่วมด้วย เพราะเขายึดวันที่ตกลงกันเป็นหลักเลย

สล็อต

หัวหน้างาน
บริษัทไทย : หัวหน้างานร้อยพ่อพันแม่
หัวหน้างานในบริษัทไทยจะมีตำแหน่งงานชัดเจนค่ะ คนนี้คือหัวหน้าแผนก นี่คือรองหัวหน้าแผนก ที่เหลือคือพนักงานทั่วไป ทำให้ไม่มีความซับซ้อนในการรอผู้มีอำนาจตัดสินใจมากนัก แต่ลักษณะหัวหน้าบริษัทไทยหาคำจำกัดความไม่ได้เลยค่ะ เพราะหัวหน้าแบบไทยเนี่ยแต่ละคนแตกต่างกันเยอะจริงๆ แต่จะขอแบ่งเป็น 2 ประเภทให้เข้าใจง่ายๆ
1.หัวหน้างานไทยที่มีภาวะผู้นำที่ดี ; เก่งงานแล้วยังเก่งSoft skillsด้วย
เป็นหัวหน้าที่สั่งงานแล้วไม่ได้ปล่อยผ่านรอแค่วันส่งงานหรือรอจับผิด แต่มีภาวะผู้นำในการเข้ามาสอนงาน คุยสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกน้อง เข้าถึงง่ายไม่ดุด่าอย่างเดียว เมื่อมีปัญหาก็เด็ดขาดมากพอที่จะแก้ไขสถานการณ์หรือเข้าไปสอบถามและช่วยลูกน้องแก้ไขปัญหา ใช้เหตุผลกับความรู้สึกควบคู่ตามสถานการณ์และตามเป้าหมายบริษัท จะมีมากมีน้อยอันนี้แล้วแต่ว่าใครโชคดีได้เจ้านายที่ดีไปนะ
2.หัวหน้างานไทยที่เน้นสั่งอย่างเดียว
ก็เป็นหัวหน้างานแบบที่อาจไม่ดีสักเท่าไรแน่หากพบเจอ แต่ก็มักจะได้ยินกันบ่อยๆเพราะงั้นก็อยากให้รู้ไว้ว่าคนแบบนี้มีอยู่จริงๆนะ สั่งงานไว้แต่รายละเอียดอย่างไรไปศึกษาเอง บรีฟงานรุนแรงต้องได้เป้าหมายตามที่วางไว้ ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ใช้ความรู้สึกส่วนตัวเลือกที่รักมักที่ชัง หรือเลือกปฏิบัติกับพนักงาน ขณะเข้าไปสัมภาษณ์งานหากเราประเมินสถานการณ์ขณะสัมภาษณ์กับหัวหน้างานได้บ้าง อาจทำให้รอดพ้นปัญหานี้ได้บ้างค่ะ

บริษัทญี่ปุ่น : หัวหน้างานซับซ้อน มากกว่า2คน
งงสิคะ คราวนี้สำหรับคนไทยที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่นในไทย หลายคนทำนานแล้วก็ยังไม่ชินรูปแบบผังองค์กรแบบญี่ปุ่นผสมไทย ในความเป็นจริงคุณอาจเป็นลูกน้องใต้บังคับของหัวหน้าแผนกชาวไทย 1ท่าน ที่รองลงมาจากซีเนียร์คนญี่ปุ่น ซึ่งเราต้องคอยปรึกษาตลอด ในทางปฏิบัติจึงคล้ายจะเป็นเพื่อนร่วมงานรุ่นเดียวกัน

สล็อตออนไลน์

สำหรับบริษัทญี่ปุ่นแล้วหากเทียบตำแหน่งงานที่เท่ากันของหัวหน้าชาวไทยและชาวญี่ปุ่น เขาจะยึดชาวญี่ปุ่นเป็นหัวหน้างานค่ะ ซึ่งอำนาจการตัดสินใจใหญ่จริงๆหัวหน้าชาวไทยของเรานั้นก็ต้องรอให้หัวหน้าญี่ปุ่นอีกท่านตัดสินใจเช่นกัน ทำให้การประชุมงานกันในบางหัวข้อบางเรื่องวุ่นวายในหลายๆครั้ง ยังไม่รวมกับวัฒนธรรมองค์กรนั้นด้วย เพราะบางองค์กรหัวหน้างานต้องการงานไอเดียใหม่ๆ แต่ซีเนียร์ผู้ตรวจงานคุณด่านแรกอาจเป็นคนหัวเก่า ทำให้การทำงานสับสนต้องแก้ไขเอาใจหัวหน้ากันไป ซึ่งสังคมการทำงานบริษัทญี่ปุ่นในไทยเอาจริงๆก็ตึงเครียดน้อยกว่าในญี่ปุ่นมากแล้วนะคะ

ส่วนหัวหน้างานชาวญี่ปุ่นในบริษัทญี่ปุ่นจะลองสรุปง่ายๆให้เหลือ 2 แบบ ได้แก่แบบแรกเจ้านายสายใจดี เข้าถึงง่าย สุภาพ จริงจังกับงานประมาณนึงแต่เข้าใจลักษณะคนไทย ทำให้ไม่มาจ้ำจี้จำไชกับเรามากนัก กับอีกแบบคือเจ้านายญี่ปุ่นจริงจังแบบสังคมญี่ปุ่น โดยมากมักมาอยู่ที่ไทยไม่นาน หรือมีลักษณะนิสัยที่เนี๊ยบอยู่แล้วตั้งแต่ต้นทำให้การทำงานดูจริงจังแล้วตึงไปเสียทุกอย่าง แบบหลังนี้ถ้าคนไทยไม่ชินอาจต้องปรับตัวกันสักพักเลย เพราะเขาอาจเป็นคนที่ไม่เปิดรับความคิดด้วยทำให้การอธิบายระบบงานใดๆไปลำบากรวมถึงเราเองต้องปรับตัวในการทำงานล่วงหน้าและรอบคอบกับงานให้มากขึ้นด้วย

เงินเดือน
สำหรับวุฒิปริญญาตรีทั่วไป ไม่ว่าคุณจะจบที่ไหน เกรดเฉลี่ยเท่าไร สิ่งนั้นอาจเป็นต้นทุนเพียงเล็กน้อยหรือเพียงคอนเนคชั่นในการเริ่มต้นทำงานเท่านั้น เงินเดือนคุณเมื่อเริ่มต้นจะมีประมาณ 15,000บาท พอกันทุกที่ เพราะสิ่งที่อัพเงินเดือนให้มากขึ้นนั้นจะเป็นประสบการณ์ทำงานและอายุงานค่ะ ความแตกต่างของแต่ละคนจะเริ่มเห็นเมื่อทำงานไปซักพัก
เงินเดือนเริ่มต้นบริษัทไทย : 15,000 บาทขึ้นไป
เรื่องจริงอันแสนเจ็บปวดว่าด้วยเงินเดือนเริ่มต้นที่รับจริงอยู่ที่ 15,000 บาทแม้คุณจะทำงานใจกลางเมือง ซึ่งเมื่อหักค่าครองชีพแล้วอาจไม่เพียงพอด้วยซ้ำไป คุณอาจเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟบางบริษัทได้ค่ะ บางบริษัทมีแอบให้ความหวังไว้ด้วยว่ายังไม่รวมเบี้ยขยัน+ค่าคอมมิชชั่นนะซึ่งอาจถึง25,000บาท แต่ขอแตะเบรคไว้เลยนะว่าเงินเพิ่มเติมดังกล่าวไม่ได้กันมาง่ายๆแน่ แล้วยังไม่มั่นคงเอาเสียเลย ซึ่งสิ่งนี้อยากจะเตือนเด็กจบใหม่ด้วยนะในการเลือกบริษัททำงาน ให้พิจารณาความสามารถตัวเองและประเมินเงินเดือนไปก่อน อย่าปล่อยให้เขากดเงินเดือนลงเด็ดขาด!

jumboslot

เงินเดือนเริ่มต้นบริษัทญี่ปุ่น : 18,000 บาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าภาษา)
สำหรับบริษัทญี่ปุ่นอยากแบ่งเรื่องเงินเดือนเป็น2ประเภท
1.ผู้ที่ยื่นสมัครงานโดยไม่ขอใช้ภาษาญี่ปุ่น อาจมีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นมาก่อนบ้าง หรือมาทำงานบริษัทญี่ปุ่นแบบไม่มีความสามารถภาษาญี่ปุ่นเลย ในส่วนนี้เงินเดือนเริ่มต้นจะอยู่สูงกว่าบริษัทสัญชาติไทยเล็กน้อย ตัวเลขที่เห็นบ่อยอยู่ประมาณ 18,000 บาท แต่โดยส่วนมากหากมีพื้นฐานในการใช้ภาษาญี่ปุ่นมาก่อน จบทางด้านนี้โดยตรง แต่เลือกไม่ยื่นภาษา เงินเดือนจะเริ่มต้นที่ 20,000-22,000 บาทค่ะ
2.ผู้ที่ยื่นสมัครงานโดยเจาะจงตำแหน่งที่ใช้ภาษาญี่ปุ่น ตั้งแต่ระดับ JLPT N3 ขึ้นไป (ความสามารถการใช้จริงอาจต้องการ JLPT N2) ส่วนนี้จะได้เงินเดือนเริ่มต้นที่ 25,000-30,000 บาท การใช้งานภาษาญี่ปุ่นก็อาจไม่มากนัก ใช้เพียงภายในบริษัท หรือสานสัมพันธ์เล็กน้อยกับลูกค้าเป็นต้น

โบนัส
บริษัทไทย ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ 2-3 เดือนเป็นพื้นฐานค่ะ แต่จำนวนเงินอาจไม่ได้มากเท่ากับโบนัสปีก่อนที่เคยจ่ายมาแล้ว โดยมากได้รับช่วงต้นปีของทุกปี
บริษัทญี่ปุ่น โดยรวมแล้วจะมากกว่าบริษัทไทย จากประสบการณ์รวมถึงบุคคลรอบตัวของนักเขียน ได้กันราว 3-6 เดือนค่ะ แม้จะได้หลายเดือนแต่ช่วงหลายปีมานี่จำนวนเงินก็น้อยลงจากปีก่อนๆเช่นกัน บางบริษัทที่ผลประกอบการดีมากถึงแม้เศรษฐกิจแบบนี้ ก็อาจได้โบนัส 7-8 เดือนได้ มีทั้งบริษัทให้เงินโบนัสเริ่มตั้งแต่ต้นปี และบริษัทที่พิจารณาจ่ายกลางปีค่ะ
**โบนัสเป็นเพียงน้ำบ่อหน้านะคะ หากใช้ประกอบการตัดสินใจในการเข้าทำงานอาจต้องระวังสักหน่อย

slot

สวัสดิการ
สวัสดิการสำหรับคุณแล้วแบบใดจึงเรียกว่าดีบ้างคะ? หากความต้องการของคุณเป็นเพียงแค่ประกันสังคม​ ลาป่วย​ ลากิจ​ ลาพักร้อน​ มีครัวหรืออาหารว่างให้​ สำหรับเรานั่นเรียกว่าสวัสดิการพื้นฐานของบริษัทที่ควรมีตามกฎหมาย​ค่ะ

บริษัทไทย​ = สวัสดิการพื้นฐานครบ
เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างนึงค่ะที่บริษัทไทยแท้นั้น ส่วนใหญ่สิ่งที่ให้คุณมีเพียงสวัสดิการพื้นฐานตามที่กฏหมายกำหนดเท่านั้น​ แต่ถ้าเป็นบริษัทดังๆใจกลางกทม. หรือบริษัทใหญ่ในเขตโรงงานอุตสาหกรรม​สิ่งที่จะมีให้เพิ่มเติมก็มักจะเป็นประกันสุขภาพ​เอกชน ​/ ประกันอุบัติเหตุ​เอกชน​ เพิ่มวันลาป่วยได้มากกว่าปกติ​ บางที่อาจมีโรงอาหาร อาหารกลางวัน / อาหารเย็นให้ฟรี หรือหากคุณทำงานโรงแรมหรือรีสอร์ทก็อาจได้รับการดูแลเป็นพิเศษในเรื่องอาหารที่พักเช่นกัน

บริษัทญี่ปุ่น = สวัสดิการที่นึกถึงใจเขาใจเรา
สำหรับบริษัทญี่ปุ่นในไทยจากประสบการณ์เลย นอกจากสวัสดิการพื้นฐานตามกฏหมายไทยที่ทุกบริษัทควรมีแล้ว สิ่งที่เขาจะให้เพิ่มส่วนใหญ่จะเป็นค่าเดินทางมาทำงานค่ะ (เพราะว่าบริษัทในประเทศญี่ปุ่นให้กันเป็นเรื่องปกติ) ซึ่งจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับที่อยู่และโครงสร้างของบริษัทด้วย สมมติว่าคุณได้ค่าเดินทางเดือนละ 1,500บาท เงินส่วนนี้ก็จะแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อย่างดีเลยค่ะ และต่อมาก็เป็นสิทธิในการเปิด OPD เข้ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งสิทธิเริ่มแรกจะอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000บาท/ครั้ง ซึ่งบริษัทไทยก็อาจมีบ้าง แต่บริษัทญี่ปุ่นจะนิยมมีกันมากกว่าเหมือนเป็นสวัสดิการพื้นฐานไปแล้วค่ะ แตกต่างกันมากโดยไม่ต้องพูดถึงค่ะ

การคลอดลูกที่ญี่ปุ่น

“การคลอดลูก” เรื่องน่ารู้สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ญี่ปุ่น หรือแต่งงานมีครอบครัวที่ญี่ปุ่นค่ะ ใครที่มีแฟนแต่งงานอยู่ญี่ปุ่นน่ารู้เอาไว้นะ หรือผู้สนใจที่อยากรู้ระบบของโรงพยาบาลญี่ปุ่นก็ห้ามพลาดค่ะ

บทความนี้คือภาค 2 “การคลอดลูกที่ญี่ปุ่น” เป็นภาคต่อจาก “การตั้งครรภ์ที่ญี่ปุ่น” ค่ะ ใครที่ยังไม่ได้อ่านภาคแรกสามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่ค่ะ
1 วันก่อนผ่าคลอด
บทความนี้จะเล่าถึงเรื่องการผ่าคลอดนะคะ
เมื่อถึงวันและเวลานัดสองสามีภรรยาก็ขับรถไปยังโรงพยาบาลพร้อมเอกสารและสิ่งของที่เตรียมไว้ เมื่อมาถึงทางพยาบาลจะให้ลงทะเบียนและพาไปยังห้องพัก หลังจากนั้นจะพาไปชมรอบ ๆ วอร์ด เช่น ห้องอาบน้ำรวม จุดเติมน้ำร้อนหรือเอาน้ำแข็ง ที่ทิ้งขยะประเภทต่าง ๆ (มีที่ทิ้งแพมเพิสแยก) และจบด้วยการอธิบายตารางกิจกรรมในแต่ละวันตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาล

jumbo jili

ห้องพักรวม
ปรกติที่ญี่ปุ่นห้องพักผู้ป่วย 1 ห้องจะมีทั้งหมด 4 เตียง และถูกแบ่งกั้นพื้นที่ด้วยผ้าม่านที่เลื่อนเปิดปิดได้ เตียงที่สามารถปรับระดับโดยใช้รีโมท มีปลั๊กไฟให้ใช้ฟรี ทีวีและตู้เย็นเล็ก (ต้องซื้อการ์ดมาเสียบและนับตามเวลาใช้งานจริง)

ในวอร์ดมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพรียบพร้อม อย่างห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ไดร์เป่าผม หม้อต้มน้ำร้อน 24 ชม. น้ำแข็ง อ่างล้างจาน ไมโครเวฟ แต่ทุกอย่างต้องใช้ร่วมกัน หมายถึงในห้องพักจะไม่มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำ จะต้องออกมาใช้ด้านนอก ส่วนห้องอาบน้ำจะต้องไปเอาบัตรเวลาที่จะอาบ เมื่อถึงเวลาก็ติดบัตรไว้ที่ประตูและห้ามล็อคประตูเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและไม่สามารถเข้าไปช่วยได้

เตรียมตัวก่อนคลอด
เมื่อจัดของเรียบร้อย ก็รอทานอาหารเย็นที่ทางโรงพยาบาลจัดเตรียมไว้ให้ หลังจากนั้นก็จะต้องงดน้ำงดอาหารตามเวลาที่แพทย์กำหนด พักผ่อนให้มากเพื่อเตรียมตัวในวันถัดไป

สล็อต

วันผ่าคลอด
ก่อนการผ่าคลอดจะมีการตรวจร่างกาย พยาบาลมาช่วยโกนขนเฉพาะจุด และเปลี่ยนชุดเพื่อเตรียมเข้าห้องผ่าตัด เมื่อถึงเวลา หมอและพยาบาลก็จะพาเราขึ้นเตียงเพื่อไปยังห้องผ่าตัด คุณพ่อหรือญาติจะถูกแยกให้ไปอยู่ในห้องรอ ส่วนว่าที่คุณแม่จะถูกย้ายไปอยู่บนเตียงผ่าตัดพร้อมติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามร่างกาย ฉีดยาชาที่กระดูกสันหลัง รอจนยาชาออกฤทธิ์ เมื่อพร้อมหมอก็เริ่มทำการผ่าตัด

หลังจากที่คุณหมอสับ ๆ เฉาะ ๆ บิดท้องเราไปมา เบบี๋ก็จะออกมาอุแว้ ๆ พยาบาลจะให้เราได้ดูหน้าค่าตาสักนิด ก่อนนำไปทำความสะอาด เช็คความผิดปรกติต่าง ๆ ของร่างกาย ก่อนนำไปให้พ่อหรือญาติได้ถ่ายรูปไว้แชร์บนโซเชี่ยลมีเดีย และย้ายทารกไปอยู่ที่ห้องดูแลเด็กชั้นเดียวกับห้องพักค่ะ

คุณหมอก็ทำแผลให้เราจนเสร็จเรียบร้อย ย้ายเราไปยังเตียงคนไข้ และเข็นกลับไปยังห้องพักสำหรับฟื้นตัว ซึ่งเป็นห้องเดี่ยวและมีห้องน้ำในตัวเป็นเวลา 2 วัน (พยาบาลจะย้ายของและสัมภาระเรามาไว้ที่ห้องเตรียมไว้ให้เรียบร้อย)

สล็อตออนไลน์

หลังผ่าคลอด
วันที่ผ่าตัดจะไม่ได้ทานอะไรทั้งวันแม้กระทั่งน้ำเปล่า เพราะจะได้รับน้ำและสารอาหารผ่านทางน้ำเกลือแทน นอนพะงาบ ๆ ไปใจก็อยากกอดลูก แต่ทำไม่ได้เพราะยาชายังไม่หมดฤทธิ์ และวันนี้หมอไม่อนุญาตให้ลุกหรือเคลื่อนไหวเพราะจะทำให้แผลฉีกขาดได้ ส่วนปัสสาวะจะถูกสวนท่อก่อนที่จะได้รับการผ่าตัด พยาบาลจะเข้ามาถ่ายน้ำไปทิ้งเป็นระยะ ๆ รวมถึงเปลี่ยนถุงน้ำเกลือและเช็คร่างกาย จะมีการติดตั้งที่บีบรัดขาเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นอย่าหวังว่าจะได้พัก หมอและพยาบาลจะประโคมทุกอย่างเข้ามา เช่นสายสะดือ การ์ดรูปภาพลูกพร้อมวันที่และเวลา น้ำหนักแรกคลอด และของที่ระลึกทั้งหลายรวมถึงการขอถ่ายรูปหมอผ่าตัดคู่กับลูกด้วย (อันนี้รีเควสเองเพราะหมอหล่อ)
1 วันหลังคลอด
หลังจากนอนเป็นผักอยู่ 1 วันเต็ม หมอก็จะเข้ามาตรวจดูอาการและบอกให้เราพยายามขยับขาเพราะอาจจะเกิดพังผืดที่แผลถ้าไม่มีการขยับร่างกาย และสามารถลุกขึ้นนั่งได้ วันนี้ดื่มน้ำเปล่าได้อย่างเดียว ยังไม่สามารถทานอะไรได้ ส่วนลูกพยาบาลจะเข็นมาให้เชยชมเป็นครั้ง ๆ ไป ส่วนแผลติดกันกระแทกไว้อย่างดี ไม่ต้องทำอะไรกับแผลเลยตั้งแต่หลังคลอดจนหายดี ชอบมาก ณ จุดนี้ (เพราะขี้เกียจมากกก)

jumboslot

2 วันหลังคลอด
วันนี้ดีใจมากเพราะจะเริ่มได้ทานอาหารแล้วเย้! เริ่มจากข้าวเช้าเป็นน้ำต้มข้าว (เอิ่ม…ควรจะดีใจมั้ยเนี่ย?) มื้อเที่ยงก็เป็นข้าวต้มน้ำ (ก็ยังมีแต่ข้าวกับน้ำ) ส่วนมื้อเย็นเป็นข้าวต้มแบบจริง ๆ ซะที (ยังดีมีเศษเนื้อมาให้) และวันนี้ก็อาบน้ำได้แล้วหลังจากหมักหมมมา 3 วัน อาจจะเจ็บแผลแต่ต้องพยายามเดินตามที่หมอสั่ง พยาบาลจะพาไปให้นมลูกที่ห้องรวม เมื่อให้นมลูกเสร็จจะพาลูกเรากลับไปดูแลให้เหมือนเดิม
3 วันหลังคลอด
วันนี้เป็นวันที่พยาบาลคืนลูกให้เรา คือเริ่มให้ดูแลลูกด้วยตนเอง ที่วอร์ดจะมีห้องสำหรับให้นม คุณแม่ทุกคนเวลาให้นมจะต้องมาให้ที่ห้องนี้เพื่อพยาบาลจะช่วยดูตลอด 24 ชั่วโมง จะช่วยเช็คว่าลูกดูดนมถูกวิธีมั้ย? ปริมาณเท่าไหร่ถึงจะเหมาะ นมแม่ตันหรือไม่มีน้ำนมพยาบาลก็จะคอยช่วยเหลือตลอด ทำให้อุ่นใจมาก แต่พอเอามาอยู่ด้วยก็ร้องแบบนอนสต๊อปจนอยากเอาไปคืนพยาบาลจริง ๆ (^ u ^” )
วันออกจากโรงพยาบาล
คุณแม่ที่ผ่าคลอดจะต้องอยู่ในโรงพยาบาล 10 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่แข็งแรงพอที่จะดูแลตนเองและลูกน้อยได้ วันที่ออกจากโรงพยาบาลก็มีการตรวจร่างกายครั้งสุดท้าย จัดเก็บข้าวของ รวมถึงการชำระเงินส่วนเกินที่หักจากเงินช่วยเหลือของรัฐบาล ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะแยกเป็น 2 ส่วน คือของแม่และของเด็ก ของเด็กสามารถใช้บัตรสุขภาพหักลดหย่อนได้ แต่ต้องไปแจ้งเกิดและทำบัตรของลูกให้เรียบร้อย ดังนั้นค่าใช้จ่ายส่วนนี้โรงพยาบาลจะยืดหยุ่นให้สามารถจ่ายเงินล่าช้าหรือย้อนหลังได้

slot

2 วันหลังจากออกโรงพยาบาล
หมอจะนัดตรวจสุขภาพทารกหลังจากออกจากโรงพยาบาล 2 วัน จะมีการตรวจร่างกายทารก ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และหยอดยา รวมไปถึงการพูดคุยกับหมอเพื่อแนะนำวิธีการเลี้ยงดูทารก เช่นเรื่องของนม การดูแลสภาพร่างกาย และอื่น ๆ
1 เดือนหลังจากคลอด
สุดท้ายนี้ เมื่อทารกครบ 1 เดือนจะมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพประจำอำเภอ (保健センター) อำนวยความสะดวกตรวจสุขภาพทารกถึงบ้าน พูดคุยกับคุณแม่เพื่อสอบถามสุขภาพกายและใจว่าพร้อมดูแลลูกน้อยหรือไม่ หรือถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลี้ยงดูสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ได้
ความน่ารักเกี่ยวกับประเทศนี้คือ เมื่อเจ้าหน้าที่โทรมานัดแนะเวลาที่จะมาตรวจ ทำให้ทราบว่ามารดา (เดี้ยนเอง) เป็นชาวต่างชาติ ทางเจ้าหน้าที่ถึงกับขออนุญาตนำล่ามคนญี่ปุ่นที่พูดภาษาไทยได้มาด้วย ที่จริงส่วนตัวสามารถสื่อสารกับสามีเป็นภาษาอังกฤษได้ไม่อยากรบกวนเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่าไม่เป็นไร ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพราะอยากพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นอยู่โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านสามี

เมื่อถึงวันนัดก็พบกับเจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่มาตรวจพัฒนาการของลูก และล่ามผู้ชายคุณอันโด ผู้ที่เคยสอนภาษาญี่ปุ่นที่กรุงเทพฯ เมื่อ 20 ปีก่อน พร้อมเอกสารเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนที่เขียนด้วยลายมือภาษาไทย พร้อมทั้งให้ชื่อที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของผู้หญิงไทยที่อยู่ละแวกใกล้บ้าน ถ้ามีอะไรสงสัยก็ลองติดต่อหรือสอบถามได้ เป็นความประทับใจที่ทำให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำงานจริง ๆ ค่ะ การคลอดลูกของคนญี่ปุ่นถือเป็นความเชื่อทำตามกันมาตลอด

รู้จัก TOP 5 เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในญี่ปุ่น

พาไปทำความรู้จักเมืองที่ชาวญี่ปุ่นบอกว่าน่าอยู่มากที่สุดในภูมิภาคคันโต (Kanto) ซึ่งเมืองส่วนใหญ่จะอยู่ในโตเกียว โยโกฮาม่า และจังหวัดไซตามะ อ้างอิงจากแบบสอบถามเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ใครที่อยากไปอยู่ญี่ปุ่นละก็ ต้องรู้จักเมืองเหล่านี้เอาไว้นะ

  1. เมืองโยโกฮาม่า จังหวัดคานากาวะ (Yokohama, Kanagawa)
    เมืองโยโกฮาม่า (Yokohama) เป็นเมืองศูนย์กลางหลักของจังหวัดคานากาวะ (Kanagawa) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงโตเกียว จุดเด่นที่ทำให้เมืองนี้เป็นเมืองน่าอยู่ก็คือบรรยากาศของการเป็นเมืองท่าเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและในขณะเดียวกันก็เป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจระดับแถวหน้าของญี่ปุ่น จึงมีทั้งกลิ่นอายความเก่าแก่ผสมผสานกับความเป็นเมืองสมัยใหม่อย่างลงตัวในด้านการท่องเที่ยวก็มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะจุดชมวิวท่าเรือที่ได้ชื่อว่างดงามมากแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นอีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากโตเกียวด้วย ส่วนในด้านของที่อยู่อาศัยนั้น ใจกลางเมืองก็เป็นศูนย์รวมแมนชั่นหรูหราไม่แพ้โตเกียว ตามชานเมืองก็มีย่านที่อยู่อาศัยที่เงียบสงบและมีความปลอดภัยสูง อากาศดีน่าอยู่

jumbo jili

สถานที่เที่ยวแนะนำ : ย่านมินาโตะมิไร (Minatomirai) เอกลักษณ์ของโยโกฮาม่า
มินาโตะมิไร (Minatomirai) คือพื้นที่ท่องเที่ยวริมฝั่งอ่าวโยโกฮาม่าที่ได้รับการพัฒนาเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเมืองภายใต้แนวคิด ท่าเรือแห่งอนาคต (The Harbour of the future) และนี่ก็คือความหมายของชื่อมินาโตะมิไรด้วย โดยแบ่งพื้นเป็น 5 โซนหลักๆ ประกอบด้วย พื้นที่พาณิชยกรรม พื้นที่การค้าและวัฒนธรรมนานาชาติ ย่านพื้นที่ริมน้ำ ย่านธุรกิจ และย่านที่พักอาศัย โดยมีทั้งอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้าทันสมัยตั้งอยู่เรียงราย พร้อมทั้งร้านอาหาร ร้านค้า อละที่เที่ยวดังมากมาย อย่างเช่น

  • สวนสนุกในธีมของโลกอนาคตที่มีเครื่องเล่นกว่า 30 ชนิดและมีชิงช้าสวรรค์คอสโมเวิลด์ (Cosmo World Ferris Wheel) กับนาฬิกาดิจิตอลขนาดใหญ่ที่สุดในโลกความสูงประมาณ 112 เมตร เหมาะกับการนั่งชิงช้าขึ้นไปชมวิวเมืองท่าริมอ่าวท่ามกลางแสงสีในยามค่ำคืนเป็นอย่างยิ่ง
  • โกดังโบราณสร้างจากอิฐสีแดง (Yokohama Red Brick Warehouse) ที่ปัจจุบันเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างสวยงามและเต็มไปด้วยร้านค้าน่าสนใจ มีการจัดนิทรรศการศิลปะให้เห็นอยู่บ่อยๆ
  • สวนที่ระลึกที่มีเรือขนาดใหญ่จอดอยู่ Nippon Maru Memorial Park เป็นที่จอดเรือนิปปอนมารู ซึ่งเป็นเรือที่มีใบเรืออันสวยงาม อยู่ในสภาพดี ปลดประจำการอย่างถาวรแล้วและปัจจุบันจอดอยู่ที่ท่าเรือในสวนแห่งนี้ และทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณท์

สล็อต

  1. ย่านเอบิสุ โตเกียว (Ebisu, Tokyo)
    ย่านเอบิสุ (Ebisu) เป็นย่านทางใต้ของกรุงโตเกียวซึ่งมีบรรยากาศหลากหลายและเป็นย่านที่พักอาศัยที่ค่อนข้างสงบเงียบ มีพื้นที่สีเขียวอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจของครอบครัวและมีจุดเด่นคือ อาคารก่ออิฐสีแดงสไตล์ตะวันตกซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะเบียร์การ์เด้น (Ebisu Garden Place) ด้านในจะเป็นร้านอาหาร เบียร์การ์เด้นและพิพิธภัณฑ์เบียร์ที่ได้รับความนิยมมากสำหรับหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นในย่านนี้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวปลายปีราวๆ เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมก็จะมีงานประดับไฟ (Illumination) ที่ให้ความรู้สึกโรแมนติกเป็นพิเศษ

เอบิสุยังเป็นหนึ่งในย่านที่คนโตเกียวอยากย้ายมาอยู่อาศัยมากที่สุด และค่าเช่าห้องหรือราคาซื้อบ้านในบริเวณนี้ก็สูงเป็นอันดับต้นๆ ในญี่ปุ่นด้วย

สถานที่เที่ยวแนะนำ : ชิบุย่า (Shibuya)
สถานที่เที่ยวแนะนำ : ชิบุย่า (Shibuya)ย่านชิบุย่า (Shibuya) เป็นย่านท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กับย่านเอบิสุ โดยอยู่ห่างกันเพียงหนึ่งสถานีรถไฟเท่านั้น และมีจุดเด่นในเรื่องของการเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าแฟชั่นทันสมัยยอดนิยมในกลุ่มวัยรุ่นญี่ปุ่น มีทางข้ามห้าแยกและรูปปั้นสุนัขฮาจิโกะเป็นแลนมาร์กของนักท่องเที่ยว แล้วก็ยังมีตึกชิบุย่า 109 (Shibuya 109) ศูนย์รวมแฟชั่นสุดอินเทรนด์, ชิบุย่า สกาย (Shibuya Sky) จุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ล่าสุดสำหรับผู้ชื่นชมการชมวิวบนดาดฟ้าตึกสูงและถ่ายภาพมุมมองใหม่ๆ นอกจากนี้ไม่ไกลกันมากนักยังสามารถเดินไปเที่ยวศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu Shrine) ศาลเจ้าขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่นเสมือนป่าใหญ่ใจกลางกรุงโตเกียว

สล็อตออนไลน์

  1. ย่านคิชิโจจิ โตเกียว (Kichijoji, Tokyo)
    ย่านคิชิโจจิ (Kichijoji) ทางตะวันตกของกรุงโตเกียว ย่านเล็กๆ ที่มักจะได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองน่าอยู่อันดับต้นๆ ในโตเกียวเป็นประจำ จากภาพรวมของการเป็นเมืองที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ ที่พักอาศัย ศูนย์การค้าทันสมัย ย่านการค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและตกแต่งอย่างมีสไตล์ รวมถึงร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ต่างๆ มากมาย ที่อยู่ในย่านแห่งนี้ ทำให้ที่นี่ยังมีชื่อเสียงในเรื่องความเป็นแหล่งอาหารอร่อย ร้านกินดื่มตอนกลางคืนประเภทอิซากายะ (Isakaya) บรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวาเรียกว่าเป็นย่านที่ได้รับความนิยมในการเดินทางมาท่องเที่ยวเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจได้แบบทั้งครอบครัว โดยเฉพาะสวนสาธารณะอิโนะคาชิระอนชิ (Inokashira Onshi Park) ที่เปรียบเหมือนแลนด์มาร์กของย่านนี้

ย่านการค้าสำคัญของบริเวณนี้ ได้แก่

  • โตคิวอุระ (Tokyu Ura) ย่านการค้าที่อยู่หลังห้างสรรพสินค้าโตคิว (ถ้าเดินไปจากสถานี) เป็นย่านที่ขึ้นชื่อเรื่องการมีร้านค้าที่ตกแต่งสวยๆ มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ขายอาหารตะวันตก คาเฟ่ เครื่องดื่ม
  • ฮาโมนิก้าโยโกโจะ (Hamonika Yokocho) ตรอกเล็กๆ ที่ให้บรรยากาศโบราณแบบยุคโชวะ แม้จะเก่าแต่ก็ไม่สกปรก มีร้านอาหารมากมายรวมถึงร้านอาหารไทย
  • ย่านการค้า คิชิโจจิ ซันโร้ด (Kichijoji Sun Road) ย่านการค้าใหญ่ในแถบนี้ เป็นถนนคนเดินกลางแจ้งแบบมีหลังคาครอบคลุมทั้งหมด คล้ายกับย่านการค้าที่คนไทยน่าจะคุ้นเคยกันดีในอาซาคุสะ ที่สังเกตได้ว่าบางโซนจะมีหลังคา ซึ่งคนญี่ปุ่นนิยมเรียกย่านการค้าแบบนี้ว่า โชเทนไก (Shotengai)

สถานที่เสที่ยวแนะนำ : สวนอิโนะคาชิระอนชิ (Inokashira Onshi Park)
สวนอิโนะคาชิระอนชิ (Inokashira Onshi Park) คือสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในย่านคิชิโจจิ ที่แวดล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวกับบรรยากาศธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ภายในสวนมีทิวทัศน์ที่เหมาะกับการพักผ่อนและมีกิจกรรมสันทนาการสำหรับทุกคนในครอบครัว เช่น บึงน้ำขนาดใหญ่กับกิจกรรมถีบเรือหงส์ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็จะมีตลาดนัดเล็กๆ ที่มีผลงานศิลปะทำมือหรืองานคราฟต์มาวางขาย รวมทั้งกิจกรรมอย่างเล่นดนตรีพร้อมทั้งเล่นนิทานประกอบสำหรับเด็กๆ และในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่สวนแห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดชมดอกซากุระที่ผู้คนนิยมมาปิกนิกชมดอกไม้พร้อมกับทำอาหารมารับประทานร่วมกันด้วย

jumboslot

  1. เมืองโอมิยะ จังหวัดไซตามะ (Omiya, Saitama)
    โอมิยะ (Omiya) เมืองหนึ่งในจังหวัดไซตามะ (Saitama) ในอดีตถือว่าคือเมืองใหญ่ที่เคยมีความเจริญรุ่งเรืองมากเนื่องจากเป็นจุดรวมสถานที่พักแรมสำหรับผู้ที่เดินทางผ่านเส้นทางนากาเซ็นโด (Nakasendo) ในสมัยนั้น กระทั่งปัจจุบันที่นี่ก็ได้รับการพัฒนาในฐานะเมืองศูนย์กลางของย่านการค้าภายของไซตามะรวมทั้งเป็นเมืองพักอาศัยที่บรรยากาศน่าอยู่ การคมนาคมสะดวกสบายเพราะมีสถานีชินคังเซ็นด้วย พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและสันทนาการต่างๆ เช่น ช้อปปิ้งมอลล์ขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีศาลเจ้าชื่อดังที่เป็นจุดเสริมพลังชีวิต (Power Spot) นั่นคือศาลเจ้าฮิคาวะ (Hikawa Shrine) และมีชื่อเสียงในเรื่องการเป็นเมืองที่เป็นแหล่งปลูกบอนไซด้วย

โอมิยะแม้จะเป็นเมืองที่ค่อนข้างเจริญ มีเมืองหลวงใหม่อย่างย่าน ไซตามะชินโทชิน (Saitama-Shintoshin) ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารสำนักงานและตึกระฟ้ามากมาย แต่รอบๆ เมือง ก็ยังมีค่าครองชีพที่ถูกกว่าโตเกียวอยู่พอสมควร และยังเดินทางเข้าโตเกียวได้ไม่ยากนัก ทำให้เป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่นที่อยากซื้อบ้าน รวมทั้งบริเวณรอบๆ ก็มีพื้นที่กว้างขวางที่เป็นย่านที่อยู่อาศัย เพียงไม่กี่กิโลจากเมืองก็สามารถพบเจอทุ่งนาได้เลย ถือว่าเป็นย่านที่สะดวกสบายและยังอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติได้มากกว่าที่คิด

สถานที่เที่ยวแนะนำ : หมู่บ้านบอนไซโอมิยะ (Omiya Bonsai Village)
หมู่บ้านบอนไซโอมิยะ (Omiya Bonsai Village) สร้างขึ้นราวๆ ปี ค.ศ. 1925 เป็นหมู่บ้านที่มีการให้ความรู้เกี่ยวกับทุกเรื่องราวของการปลูกบอนไซ มีเรือนเพาะชำบอนไซ สวนญี่ปุ่นสำหรับจัดแสดงบอนไซนับร้อยต้นให้ได้ชม และในปี ค.ศ. 2010 ก็ได้มีการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะบอนไซโอมิยะที่มีการจัดแสดงบอนไซหลายรูปแบบรวมทั้งองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอย่างกระถางและหิน พร้อมทั้งศูนย์อนุบาลต้นบอนไซสำหรับจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจ นอกจากนี้ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิของทุกปีก็จะมีการจัดงานเทศกาลบอนไซโอมิยะ (Omiya Bonsai Festival) ถ้าหากเดินทางไปเที่ยวช่วงเวลานี้ก็ไม่ควรพลาดการร่วมชมงานนี้ด้วย

slot

  1. ย่านเมกุโระ โตเกียว (Meguro, Tokyo)
    ย่านเมกุโระ (Meguro) เป็นย่านที่พักอาศัยทางทิศใต้ของโตเกียว ครอบคลุมพื้นที่รอบๆ แม่น้ำเมกุโระ (Meguro River) นอกจากจะเป็นย่านชุมชนพักอาศัยแล้วยังเป็นแหล่งความเจริญหลายๆ ด้าน เช่น แฟชั่นทันสมัยของหนุ่มสาว และเป็นแหล่งรวมร้านกาแฟ คาเฟ่บรรยากาศดี ร้านอาหาร ร้านขนมโฮมเมด ร้านขายของตกแต่งภายในรวมทั้งเครื่องประดับน่ารักๆ เป็นย่านที่สามารถเดินเล่นชมบรรยากาศเก๋ๆ ของอาคารร้านรวงต่างๆ โดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำได้อย่างเพลิดเพลิน

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือบริเวณย่านการค้าใต้ทางรถไฟ ที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่ เรียกกันว่า นากะเมกุโระโคคะชิตะ (Nakameguro Koukashita) มีบรรยากาศร่มรื่นจากต้นไม้สีเขียวและเป็นแหล่งชอปปิ้งแบบเบาๆ ที่เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจ
ย่านเมกุโระเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนญี่ปุ่นว่าเป็นย่านที่อยู่อาศัยที่หรูหรา และเป็นอีกย่านหนึ่งที่มีราคาแพงมากในโตเกียว เพราะคนญี่ปุ่นจำนวนมากอยากย้ายมาอยู่ที่นี่ นอกจากนี้ยังอยู่ไม่ไกลจากสุดยอดใจกลางเมืองอย่างย่านชิบุย่า และจริงๆ แล้ว สถานีเมกุโระก็อยู่ห่างจากสถานีเอบิสุที่แนะนำไปก่อนหน้านี้เพียงสถานีเดียวเท่านั้น

สถานที่เที่ยวแนะนำ : จุดชมซากุระนากะเมกุโระ (Naka-Meguro Sakura Festival)
ช่วงฤดุใบไม้ผลิตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน ต้นซากุระที่ริมแม่น้ำเมกุโระราว 800 ต้นจะพากันบานสะพรั่งพร้อมกันเป็นระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ทำให้กลายเป็นอุโมงค์ดอกซากุระสีชมพู และเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลชมซากุระนากะเมกุโระ (Naka-Meguro Sakura Festival) ที่จัดขึ้นทุกปี โดยจะมีการประดับโคมกระดาษทั่วทั้งบริเวณแม่น้ำเมกุโระ และในตอนกลางคืนก็จะมีงานประดับไฟ (Light up) ให้เดินเล่นชมซากุระยามค่ำคืนอย่างและถ่ายภาพสวยๆ อย่างเพลิดเพลินอีกด้วย ขณะที่ในตอนกลางวันก็จะได้พบกับภาพดอกซากุระสะท้อนกับผิวน้ำในแม่น้ำที่งดงามไม่น้อยไปกว่ากัน เมืองญี่ปุ่นน่าท่องเที่ยว สวยงดงามมากค่ะ

5 เทคนิคทำงานกับคนญี่ปุ่นอย่างสงบสุข

5 เทคนิคทำงานกับคนญี่ปุ่นอย่างสงบสุข
คนที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่นหรือมีโอกาสทำงานกับคนญี่ปุ่นมักจะประสบปัญหาเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างอยู่บ่อยๆ บางครั้งการกระทำของเราอาจทำให้อีกฝ่ายกลับคิดมากหรือทำให้เกิดความระหองระแหงจนอาจทำให้มีปัญหาไม่สามารถทำงานด้วยกันต่อไปได้ ดังนั้น หากเราทราบถึง5อย่างที่ไม่ควรทำแล้วล่ะก็จะช่วยป้องกันความเข้าใจผิดได้ค่ะ

5 อย่างที่ “ไม่ควร” ทำเมื่อทำงานกับคนญี่ปุ่น
มารยาทพื้นฐานทั่วไปนั้นก็เหมือนกันเกือบทุกประเทศค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเคารพผู้ใหญ่ ไม่มาสาย เเต่งกายสุภาพ เเต่วันนี้เราจะมาพูดถึง 5 สิ่ง ที่คนไทยมักเผลอทำในเวลางานเพราะไม่ได้ร้ายแรงอะไร แต่คนญี่ปุ่นไม่ชอบเลย

jumbo jili

1.ไม่ขี้นินทา
นอกจากคนไทยเเล้ว คนญี่ปุ่นก็ชอบเรื่องซุบซิบเหมือนกันนะจ้ะ ถึงแม้ว่าการพูดคุยและทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานนั้นเป็นสิ่งที่ดี เเต่ถ้าหากหัวข้อการสนทนานั้นเป็นเรื่องของ”เพื่อนร่วมงานคนอื่น”นั้นก็มีความเสี่ยงอันตรายสูงเหมือนกันค่ะ เพราะถึงเเม้ว่าจะเป็นการพูดถึงเฉยๆโดยไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่อีกฝ่ายอาจนำไปเล่าต่อในทางที่เสียหายได้ (แล้วบอกว่าได้ข่าวมาจากเรา กลายเป็นเราคนปล่อยข่าว ซวยเลยนะจ้ะ)

หรือบางข้อมูลที่อีกฝ่ายต้องการปิดเป็นความลับเเต่เรากลับไปบอกคนอื่นต่อโดยไม่คิดมาก อันนี้ก็มีโอกาสโดนโกรธสูงค่ะ (ยกตัวอย่างเช่น ไปเล่าว่า Aจังมีเเฟนเเล้ว พึ่งเลิกกับเเฟน พึ่งย้ายบ้าน ฯลฯ ทุกเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัว) คนไทยอาจมองว่าเรื่องพวกนี้ก็เป็นเรื่องทั่วไป เล่าได้คุยได้ ไม่เห็นจะต้องปิดบังเลย เเต่อย่าลืมนะคะว่าคนญี่ปุ่นค่อนข้างระมัดระวังที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้กับผู้อื่นได้ทราบง่ายๆ ถ้าเขาอยากจะเล่าให้คนอื่นฟังเขาจะเป็นคนเล่าด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรบกวนให้เราไปกระจายข่าวให้ค่ะ ถ้าเกิดเผลอพลาดหลุดปากเม้ามอยไปหนึ่งครั้ง เขาอาจมองว่าเราเป็นคนเก็บความลับไม่ได้ ไม่ไว้ใจเราและไม่เล่าเรื่องต่างๆเกี่ยวกับตัวเองให้เราฟังอีกเลยนะคะ (อันนี้ก็เเล้วเเต่บุคคลจ้า)

นอกจากนี้ ด้วยความที่เราเป็นชาวต่างชาติไม่ได้พูดภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาหลัก การสื่อของเรานั้นอาจไม่ได้คล่องเเคล่วและเเม่นยำตรงตามที่คิดได้100% จึงมีโอกาสที่คู่สนทนาของเราจะตีความสิ่งที่เราต้องการจะสื่อไปในทางที่ผิดได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว ให้คิดก่อนพูดเยอะๆ หรือไม่พูดนินทาเพื่อนร่วมงานไปเลยจะดีกว่านะคะ

สล็อต

2.ไม่อวดรู้มากเกินไป
เชื่อว่าคนไทยหลายๆคนนั้นอยากเผยแพร่วัฒนธรรมไทยและเเนวคิดต่างๆของคนไทยให้กับเพื่อนร่วมงานญี่ปุ่นทราบ อันนี้สามารถทำได้ค่ะ เเต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่พอดี โดยเฉพาะคนที่ทำงานอยู่ท่ามกลางคนญีปุ่นควรจะยึดวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นเป็นหลัก เพราะเป็นสิ่งที่”คนหมู่มาก”ตกลงว่าจะทำร่วมกันเพื่อให้ทำงานกันได้อย่างราบรื่น เราไม่ควรนำนิสัยการทำงานที่ไทยมาใช้เพียงเพราะว่าเราเป็นคนไทย เช่น เข้างานตอนสิบโมงเป้ะ (ถ้าทำงานสไตล์ญี่ปุ่นคือต้องมาก่อนล่วงหน้าห้าหรือสิบนาที) หรือกินขนมในเวลาทำงาน (บางบริษัทซีเรียสเรื่องนี้มากค่ะ ให้ทานเฉพาะได้เวลาพักเท่านั้น)
เพราะอย่างตัวผู้เขียนเองก็เคยเจอเพื่อนร่วมงานต่างชาติที่ยึดความคิดของตัวเองเป็นหลักโดยไม่ฟังใครเลย บอกให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นปรับตัวเข้าหาเธอเพราะว่าประเทศของเธอนั้นทำอย่างนี้เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นก็ต้องทำตามที่เธอต้องการ แต่เธออาจลืมไปว่าบริษัทที่เธอทำงานอยู่นั้นเป็นบริษัทญี่ปุ่นที่มีสไตล์การทำงานแบบญี่ปุ่นจ๋ามาก จนสุดท้ายเพื่อนต่างชาติคนนั้นก็โดนเชิญออกจากงานไปค่ะ

นอกจากนี้ การที่เรามีความรู้เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งและต้องการออกความเห็นเพิ่มเติม ผู้เขียนขอแนะนำให้ดูบรรยากาศโดยรวมก่อนที่จะพูดออกไปนะคะ เพราะวัฒนธรรมการทำงานของแต่ละบริษัทนั้นไม่เหมือนกัน การออกความเห็นในบริษัทญี่ปุ่นนั้นอาจไม่ได้”อิสระ”เหมือนกับที่ไทย และถึงเเม้ว่าจะออกความเห็นไปก็ไม่ได้หมายความว่าหัวหน้าจะเก็บเอาไปทำจริง โดยเฉพาะเด็กใหม่ที่พึ่งเข้าทำงานที่บริษัทหรือย้ายงานมาหมาดๆต้องระวังเป็นพิเศษ พยายามหงิมๆเงียบๆไว้ก่อนจะดีที่สุดค่ะ ออกหน้ามากเกินไปอาจโดนมองว่าอวดรู้และโดนหมันใส้ได้ ทางที่ดีควรรอให้หัวหน้าหรือรุ่นพี่เป็นคนถามเราก่อนว่า มีไอเดียหรือความเห็นอะไรเพิ่มเติมไหม (ปล. อันนี้ก็เเล้วเเต่บริษัทนะคะ บางที่ก็ยอมให้ปล่อยของได้เเบบไม่กั๊กเลย ถ้าชอบแบบนี้ก็ต้องเลือกที่ทำงานนิดนึงค่ะ)

สล็อตออนไลน์

  1. ไม่ยิ้มพร่ำเพรื่อ
    ถึงแม้ว่าประเทศไทยและคนไทยจะขึ้นชื่อเรื่องมีรอยยิ้มที่สวยและเป็นมิตร แต่การยิ้มบ่อย ยิ้มโดยไม่ถูกกาละเทศะก็อาจทำให้เกิดปัญหาในการทำงานกับคนญี่ปุ่นได้ค่ะ ยกตัวอย่างเช่นตอนที่หัวหน้าตำหนิหรือกำลังดุเรา หากเรายิ้มให้เขาอาจคิดว่าเราไม่สำนึก ไม่เข้าใจ หรือในกรณีที่เราอยากขอโทษเพื่อนร่วมงาน หากเราขอโทษไปพร้อมกับหัวเราะเเหะๆหรือยิ้ม อีกฝ่ายจะคิดว่าเราไม่ได้จริงใจ และไม่ได้รู้สึกผิดจริงๆได้ค่ะ

อย่างตัวผู้เขียนเองช่วงที่มาทำงานที่ญี่ปุ่นปีแรกๆ ก็เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหาคนญี่ปุ่นเข้าใจความหมายของ”รอยยิ้ม”ที่ผู้เขียนมอบให้แบบผิดบ่อยๆค่ะ เวลาเผลอสบตาใครก็จะยิ้มให้ทุกที(แบบไม่คำนึงถึงสภาวะรอบข้างที่ทุกคนกำลังซีเรียส) จนโดนดุเลยค่ะ จนเข้าใจได้ว่าหากเป็นนคนไทยด้วยกันนั้นก็อาจเข้าใจว่ายิ้มของคนไทยด้วยกันเองนั้นมีหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นยิ้มเขิน ยิ้มทักทาย ยิ้มเเห้ง ยิ้มเป็นมารยาท ยิ้มให้กำลังใจ ฯลฯ แต่ชาวต่างชาตินั้นไม่เข้าใจความหมายเนื่องจากวัฒนธรรมของเขานั้นไม่ได้ใช้รอยยิ้มในการสื่อสารอารมณ์เท่ากับบ้านเรานักค่ะ (ส่วนใหญ่จะเป็นคำพูด เช่น ไฟท์โตะ สู้ๆนะ หรือเก็บสีหน้าและอารมณ์ไม่ให้อีกฝ่ายอ่านได้อย่างนี้ซะมากกว่า) ดังนั้นควรระวังสีหน้าและการแสดงออกเวลาทำงานด้วยนะคะ

jumboslot

4.ไม่ใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามมากจนเกินพอดี
ที่ญี่ปุ่นไม่ได้มีวัฒนธรรมใกล้ชิดตัวเเบบตะวันตกหรือบ้านเราค่ะ ดังนั้นการเเตะเนื้อต้องตัวกันโดยไม่จำเป็นทั้งเพศเดียวกันหรือเพศตรงข้ามนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะนอกจากจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดแล้ว ยังอาจถูกมองว่าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศได้อีกด้วย (ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในบริษัทญี่ปุ่น) ไม่ว่าจะสนิทกันเเค่ไหนก็ตามก็ต้องระวังนะคะ ถ้าถูกเพื่อนร่วมงานไปฟ้องว่าเราล่วงละเมิดทางเพศเขาล่ะก็มีสิทธิ์โดนไล่ออกจากงานสูงมากค่ะ

นอกจากการกระทำเเล้ว เราก็ควรระวังคำพูดเช่นกันค่ะ อย่างตัวผู้เขียนเองก็เคยโดนเพื่อนร่วมงานพูดล้อเล่นใส่ อีกฝ่ายอาจไม่คิดอะไรมาก แต่ผู้เขียนรู้สึกไม่ชอบและอึดอัดมากค่ะ เพราะเขามาวิจารณ์กระโปรงที่ใส่มาวันนี้ว่าสวยเข้ารูปดีนะ แถมถามว่าวันนี้ไปเดทหรอ แล้วจบด้วยการพูดว่า”ถ้าผมหนีภรรยาออกไปได้ผมก็อยากออกเดทกับคุณสักครั้งนะเนี่ย” ถึงเเม้จะเป็นการล้อเล่น แต่ผู้เขียนก็ไม่เเน่ใจว่าล้อเล่น100% หรือพูดลองเชิงกันเเน่ค่ะ หากผู้อื่นมาได้ยินอาจเข้าใจผิดว่าเรามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับอีกฝ่ายได้ ซึ่งข่าวลือเหล่านี้กระทบกับหน้าที่การงานและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างอย่างแน่นอนค่ะ

นอกจากนี้ การดื่มสังสรรค์ในที่ทำงานก็เป็นที่ที่ควรระวังอย่างยิ่ง ไม่ควรนั่งใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามกันมากเกินไป ไม่แตะเนื้อต้องตัวหรือดูเเลใครเป็นพิเศษ (เพราะอาจโดนเข้าใจผิดว่าเราสนใจในตัวอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเชิงชู้สาวหรือประจบสอพลอเจ้านายจนเกินพอดี เพื่อนร่วมงานอาจเอาไปนินทาได้)

slot

  1. ไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว
    ข้อนี้สำคัญมากๆค่ะ วัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นนั้นจะเเตกต่างจากไทยเป็นอย่างมากในเรื่องการแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว ที่ไทยเราอาจได้มิตรภาพใหม่ๆจากการทำงาน อาจได้ไปเที่ยวและออกทริปกับเพื่อนร่วมงานจนสนิทกันถึงขั้นเล่าเรื่องชีวิตส่วนตัวให้ฟังตั้งเเต่เด็กยันโต เเต่ที่ญี่ปุ่นขอบอกเลยว่า น้อยมากๆค่ะ เพราะเพื่อนร่วมงานนั้นถือว่าไม่ใช่เพื่อนในชีวิตจริง แต่เป็นเพียงคนทำงานร่วมกัน ยิ่งอีกฝ่ายรู้เรื่องของตัวเองมากเท่าไหร่ก็เท่ากับเปิดจุดอ่อนให้อีกฝ่ายรู้มากเท่านั้นค่ะ (สำคัญสำหรับคนที่มีเป้าหมายว่าอยากเลื่อนขั้นเลยนะคะ ระวังโดนหั่นขาเก้าอี้น้า) คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะไม่เล่าเรื่องตัวเองให้คนที่ไม่สนิทฟัง และจะรู้สึกไม่ค่อยชอบเวลาที่มีคนมาถามเรื่องส่วนตัวมากเกินไป ดังนั้นรอสนิทไปสักพักก่อนค่อยตะล่อมถามหรือรออีกฝ่ายเล่าให้ฟังเองจะดีกว่า

ในทางกลับกัน หากเราเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองมากเกินไปก็ไม่ดีค่ะ เพราะอีกฝ่ายจะงงว่าทำไมถึงเล่าทั้งๆที่เขาไม่ได้ถาม บางทีเขาอาจจะไม่ได้อยากรู้ก็ได้ อีกทั้งหากเรานำไปเล่าได้ไม่ถูกคน เรื่องของเราอาจกลายเป็นหัวข้อในการนินทาในบริษัท ข่าวลือต่างๆหรือการกระทำของเราก็มีผลต่อการประเมิณผลงานในบริษัทเช่นกัน อย่าลืมว่าในสังคมการทำงานของญี่ปุ่นนั้น เรื่องส่วนตัวนั้นสามารถกระทบกับงานและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้เป็นอย่างมาก ดังนั้นเล่าเฉพาะเรื่องที่เล่าได้ดีกว่า ไม่ต้องเล่าลึกแบบละเอียดสุดๆ โดยเฉพาะเรื่องปัญหาครอบครัวหรือคนรัก แนะนำให้เก็บเอาไว้กับตัวจะดีกว่าค่ะ วัตธนธรรมของคนญี่ปุ่น เขาจะทำตามกันเสมอ

การพาลูกเข้าอนุบาลที่ญี่ปุ่น จากประสบการณ์จริง

การพาลูกเข้าอนุบาลที่ญี่ปุ่น จากประสบการณ์จริง
ใครเป็นคุณแม่อยู่ญี่ปุ่นรับรองว่ามีประโยชน์แน่นอน เพราะวันนี้เราจะพาไปรู้จักระบบของโรงเรียนอนุบาลญี่ปุ่นกันค่ะ หรือใครที่สนใจคุณภาพชีวิตของคนญี่ปุ่นก็สามารถอ่านสนุกๆได้นะ

jumbo jili

1 ) รู้จักประเภทของโรงเรียนระดับอนุบาล
ระดับอนุบาลของญี่ปุ่นจะเป็นการศึกษานอกเหนือจากภาคบังคับค่ะ คือจะเข้าหรือไม่เข้าโรงเรียนอนุบาลก็ได้ และการศึกษาที่ไม่ใช่ภาคบังคับเราจะต้องเสียค่าเทอมแตกต่างกันไปค่ะ

ค่าใช้จ่ายของระบบการศึกษาในระดับอนุบาลของญี่ปุ่นมีการคิดคำนวณที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของอนุบาล เป็นของรัฐบาลหรือเอกชน บางที่ค่าเทอมขึ้นอยู่กับรายได้ของครอบครัว ยิ่งรายได้มากต้องจ่ายมาก เด็กเป็นลูกคนที่เท่าไหร่ของครอบครัว ครอบครัวไหนที่มีบุตรมากก็จะได้รับการลดหย่อนไปตามลำดับ ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับเขตหรือจังหวัดที่เราอยู่ด้วยว่ามีนโยบายอย่างไร

สล็อต

ประเภทของโรงเรียนที่เทียบเท่าระดับอนุบาลญี่ปุ่นมีดังนี้ค่ะ
1.1 ) ศูนย์ดูแลเด็กอ่อน ‘โชกิโบะโฮอิคุเอ็น’ (小規模保育園) และ ‘โชกิโบะโฮอิคุโจ’ (小規模保育所)
คล้ายกับเนิสเซอรี่ของไทย ที่รับดูแลตั้งแต่เด็กแรกเกิด 0 – 2 ขวบ มีไว้ดูแลเด็กที่ผู้ปกครองต้องไปทำงาน หรือผู้ปกครองที่ไม่สามารถดูแลเด็กช่วงกลางวันได้ สามารถฝากได้เต็มวันจนผู้ปกครองเลิกงาน ไม่มีการเรียนการสอน

1.2 ) ศูนย์เด็กเล็ก ‘โฮอิคุเอน’ (保育園) และ ‘โฮอิคุโชะ’ (保育所)

สล็อตออนไลน์

เป็นเนิสเซอรี่ที่รับดูแลเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 0 – 5 ขวบ ดูแลเด็กที่ผู้ปกครองต้องไปทำงานหรือผู้ปกครองที่ไม่สามารถดูแลเด็กช่วงกลางวันได้เช่นกัน สามารถฝากได้เต็มวันจนผู้ปกครองเลิกงาน มีทั้งของรัฐบาลและเอกชน เน้นการเล่น ไม่มีการเรียนการสอน

1.3 ) โรงเรียนอนุบาล ‘โยจิเอน’ (幼稚園)
มีการเรียนการสอน เป็นสถานศึกษาแบบที่ใกล้เคียงกับอนุบาลในความเข้าใจของคนไทยที่สุด ให้ความรู้แก่เด็กที่มีอายุ 3 – 5 ขวบ มีทั้งของรัฐบาลและเอกชน เวลาเรียนจะสั้นกว่าศูนย์เด็กเล็กข้อ 1.2 ส่วนใหญ่มักจะเข้าเรียน 9:00 – 14:00 น. เน้นการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน บางโยจิเอนสามารถขอยืดเวลาไปจนถึงตอนเย็นได้ แต่ต้องชำระเงินเพิ่มแบบเต็มจำนวน

jumboslot

1.4 ) เนิสเซอรี่กึ่งโรงเรียนอนุบาล ‘นินเทย์โคโดโมะเอน’ (認定こども園)
เป็นระบบการศึกษาแบบใหม่ของญี่ปุ่น ที่นำเอาข้อดีของโยจิเอนและโฮอิคุเอนมารวมกัน ได้ทั้งความรู้และระยะเวลาการฝากเด็กที่ยาว คือที่เดียวแต่มีระบบให้เลือกหลายแบบ เช่น
เด็กอายุ 0 – 2 ขวบ ผู้ปกครองทำงาน (ไม่ว่างดูแลตอนกลางวัน)
เด็กอายุ 3 – 5 ขวบ ผู้ปกครองทำงาน (ไม่ว่างดูแลตอนกลางวัน)
เด็กอายุ 3 – 5 ขวบ ผู้ปกครองต้องการให้เด็กได้รับการศึกษา

slot

1.5 ) การรับฝากแบบชั่วคราว ‘อิจิอะซุการิ’ (一時預かり)
บางเนิสเซอรี่สามารถฝากลูกไว้ที่เนิสเซอรี่เพียง 1 วันหรืออาจจะเป็นรายชั่วโมง ตั้งแต่ 2 ชั่วโมงเป็นต้นไป เป็นการให้บริการแบบกรณีที่ต้องฝากลูกไว้เพื่อไปทำธุระเริ่มต้นที่ 500 เยน สามารถติดต่อหรือสอบถามได้ที่เนิสเซอรี่ที่ให้บริการได้โดยตรง หลายที่ต้องมีจองล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ ทำกันมาต่อเนื่องจนเป็นวัตธนธรรมของคนที่นี่