เครื่องปรุงอาหารญี่ปุ่นที่ควรมีติดบ้าน

ขอเสนอเครื่องปรุงญี่ปุ่นที่คนไทยควรมีติดบ้านค่ะ เอามาปรุงอะไร ซื้อแบบไหนดี เรามาทำความรู้จักกับเครื่องปรุงสิบชนิดที่จะช่วยยกระดับการทำอาหารญี่ปุ่นที่บ้านของคุณค่ะ

  1. โชยุ (しょうゆ/醤油)
    โชยุ (しょうゆ/醤油) หรือ ซีอิ๊วญี่ปุ่น มีต้นตำรับมาจากจีนเช่นเดียวกับซีอิ๊วของไทยค่ะ เชื่อว่าเข้ามาญี่ปุ่นในยุคนารา (ช่วง ค.ศ. 710 – 794) ใช้ถั่วเหลืองหมักในถังไม้ขนาดใหญ่ มีสี กลิ่น รสชาติ เป็นเอกลักษณ์ค่ะ
    ปัจจุบันโชยุไม่ได้มีเพียงรสชาติเดียวนะคะ หลักๆมีรสเข้มพื้นฐาน รสอ่อน รสเค็มน้อย (ลดปริมาณโซเดียมให้น้อยลง) เป็นต้น และยังมีโชยุที่มีส่วนผสมอื่นผสมนอกจากถั่วเหลืองด้วยค่ะ เช่นโชยุผสมดาชิ (ซุปสต๊อกญี่ปุ่น) ขวดเล็กกว่า ราคาแพงกว่า มีกลิ่นหอมน่ารับประทาน นิยมใช้เป็นเครื่องจิ้ม ไม่นำไปปรุงอาหารหรือผ่านความร้อนเพราะจะทำให้โชยุเสียกลิ่นและรสชาติค่ะ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาโชยุขวดสูญญากาศ ที่ช่วยรักษาความสดหอมของโชยุในทุกครั้งที่เปิดรับประทานด้วยค่ะ

jumbo jili

โฟมโชยุ (อะวะ โชยุ/泡しょうゆ)
โฟมโชยุ (อะวะ โชยุ/泡しょうゆ) คือโชยุที่ผสมกับน้ำและผงเจลาติน นำมาตีจนเกิดฟอง รับประทานเป็นเครื่องจิ้มเช่นเดียวกับโชยุทั่วไป มีรสชาติและสัมผัสละมุนนุ่มลิ้น สามารถทำเองได้ที่บ้านแต่ค่อนข้างใช้เวลามากค่ะ
ส่วนผสมและวิธีทำง่ายๆนะคะ น้ำอุ่น 80℃ 1 ช้อนโต๊ะ ละลายผงเจลาติน 1 กรัม นำมาตีกับโชยุ 10 กรัมที่ผสมน้ำ 20 กรัม พอขึ้นฟองก็รองด้วยน้ำแข็งและตีต่อไปจนตั้งยอดค่ะ คล้ายกับการตีกาแฟฟอง Dalgona Coffee เมนูอยู่บ้านที่กำลังฮิตในโลกโซเชี่ยลขณะนี้เลยค่ะ

โชยุปรุงอาหารได้ทั้งคาวหวาน ทำขนมหรือของว่างเช่น ขนมมิทาราชิดังโงะหรือมันฉาบนิ่ม (ไดกาคุอิโมะ) / เป็นน้ำจิ้มคู่กับวาซาบิรับประทานกับปลาดิบ ซูชิ หรือผักลวกก็ได้ / ราดข้าวหน้าไข่ดิบ (tamago kake gohan) / ทำอาหารคาวประเภทต้มอย่าง ปลาต้ม หมูชาชู ไข่ดองโชยุ / เมูนูผัดเช่นผัดผักใส่เนย (เนยกับโชยุมีรสชาติที่เข้ากันได้ดีค่ะ) / หรือทำเมนูย่างเช่นไก่เทอริยากิ ปลาเทอริยากิ ไก่ย่าง (ยากิโทริ) เป็นต้น

สล็อต

  1. สาเกทำอาหาร หรือ เรียวริชู (ryouri shu;料理酒)
    เรียวริชู (ryouri shu;りょうりしゅ/料理酒) คือสาเกทำอาหาร แต่จริงๆแล้วสาเกสำหรับดื่ม กับ สาเกปรุงอาหาร ก็มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกัน ใช้ปรุงอาหารได้เหมือนกัน แค่ราคาสาเกสำหรับดื่มนั้นแพงกว่าค่ะ ส่วนความแตกต่างกัน อยู่ที่ส่วนผสมค่ะ สาเกสำหรับดื่มคือแอลกอฮอล์ล้วน ส่วนสาเกปรุงอาหารมักจะมีเกลือ บางทีก็มีน้ำตาลผสม ไม่ใช่สาเกล้วน ไม่สามารถดื่มเปล่าๆได้ เรียกได้ว่าดื่มเล่นไม่อร่อยค่ะ
    ที่ญี่ปุ่น “เรียวริชู” นี้ร้านค้าสามารถขายได้โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขายสุรา เพราะจัดเป็นเครื่องปรุงที่ไม่ต้องจ่ายภาษีสุราค่ะ

อาหารจากสาเกทำอาหาร เด็กกินได้
เรียวริชู มีกลิ่นหอมจากการหมักข้าวเป็นเอกลักษณ์ และมักมีรสเค็มจากเกลือ และขมเล็กน้อยด้วยปริมาณแอลกอฮอล์ 11.5~12.5 % เมื่อนำปรุงอาหารผ่านความร้อนในเวลาที่เหมาะสมแล้ว แอลกอฮอล์จะระเหยไปและไม่ขม จึงสามารถทำปรุงให้รับประทานได้ทุกวัยค่ะ

สล็อตออนไลน์

หลายคนคิดว่าเรียวริชูเป็นเพียงน้ำใสๆจะใส่ปรุงอาหารหรือไม่ ก็ไม่ต่างกัน นั่นไม่จริงค่ะ เรียวริชูเป็นเครื่องปรุงที่จำเป็นมากสำหรับอาหารญี่ปุ่น มีคุณสมบัติ 4 ประการ คือ
(1) ช่วยดับกลิ่นคาว เช่น เหยาะสาเกบนเนื้อปลาขณะย่างหรืออบปลา
(2) ทำให้เนื้อสัตว์นุ่ม เช่น หมักเนื้อไก่สำหรับทำคาระอะเกะ หมักเนื้อหมูหรือเนื้อวัวเพื่อทำชาบูชาบู
(3) ทำให้เครื่องปรุงซึมเข้าเนื้อได้เร็วยิ่งขึ้น เช่น อาหารที่ใช้เวลาต้มนานอย่าง ปลาสามรส”คันโรนิ”
(4) ดึงรสชาติของอาหารเหล่านั้นให้ถึงรส และมีรสชาติกลมกล่อม (มีอูมามิ) ซึ่งเป็นรสชาติพื้นฐานที่ทำให้อาหารอร่อยค่ะ เช่น น้ำซุปอุด้ง เมนูหม้อไฟต่างๆ เป็นต้น
เรียวริชู สามารถหาซื้อที่ไทยได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตของญี่ปุ่น แต่ซุปเปอร์ไทยใหญ่ๆก็มีเช่นกัน

  1. มิริน (みりん/味醂)
    มิริน (みりん) หรือมิรินแท้ (ฮงมิริน/本みりん) เป็นเครื่องปรุงที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์มากกว่า 13.5 ดีกรี ที่ญี่ปุ่นร้านค้าทั่วไปไม่สามารถจำหน่ายได้หากไม่มีใบอนุญาตจำหน่ายสุราค่ะ
    จึงมีการผลิต ”มิรินปรุงแต่ง” ขึ้นมาแทน โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์แค่1% เรียกว่า “มิรินฟูโชมิเรียว”「みりん風調味料」หรือเครื่องปรุงรสคล้ายมิริน ทำมาจากแอลกอฮอล์ผสมน้ำตาล รสชาติความอร่อยต่างกัน และราคาก็ถูกกว่ามิรินแท้เท่าตัวค่ะ
    ถ้ามีงบแน่นอนว่าแนะนำฮงมิรินค่ะ

jumboslot

ฮงมิริน มีรสหวานธรรมชาติที่ได้จากการหมักข้าว กลิ่นหอมคล้ายสาเก (เรียวริชู) ปริมาณแอลกอฮอล์สูง ก่อนรับประทานต้องทำให้แอลกอฮอล์จะระเหยหมดโดยผ่านความร้อนในเวลาที่เหมาะสม มีคุณสมบัติคล้ายกับสาเก ต่างกันแค่รสชาติหวานค่ะ
รสหวานของมิรินมีความกลมกล่อม จะไม่หวานแหลมโดดอย่างน้ำตาลทราย และช่วยตัดรสเค็มของอาหารที่ปรุงด้วยโชยุให้ละมุน และยังทำให้อาหารดูมันเงาน่ารับประทาน นิยมปรุงของว่างอย่าง มันฉาบ (ไดกาคุอิโมะ) โมจิห่อสาหร่าย(อิโซเบยากิ) หรือจะปรุงอาหารคาว เช่นคินปิระ เทอริยากิปลา เทอริยากิไก่ เป็นต้น
เท่าาที่หาดู มียี่ห้อ ทาคาระฮงมิรินจุนเรียวที่สามารถหาซื้อที่ไทยได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ
ขนาด 300 มล. ราคา 219 บาท

  1. มิโสะ (みそ/味噌)
    “มิโสะ” เป็นเครื่องปรุงที่มีกระบวนการหมักโดยใช้หัวเชื้อ “โคจิ” (koji/麹) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายยีสต์ ทำการย่อยสลายโปรตีนในถั่วเหลืองให้เป็นกรดอะมิโนที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังมีวิตามิน B1, B2, B6, B12, E, K, กรดโฟลิก,โซเดียม, โพแทสเซียม, แคลเซียม, แมกนีเซียม, ฟอสฟอรัส, เหล็ก, ทองแดง และ ไอโอดีน เป็นต้น
    มิโซะ มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ เนื้อสัมผัสนิ่ม รสชาติเค็ม มีทั้งเค็มมาก เค็มน้อย ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและระยะเวลาในการหมัก ทำให้มิโสะของญี่ปุ่นมีหลายชนิดหลายสี เช่น สีขาว สีแดง สีกลาง ค่ะ
    มิโสะที่ขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่ หลายยี่ห้อผสมสารกันบูดและสารปรุงแต่ง หากเลือกไม่ถูกว่าจะซื้อสีไหนดี ให้ดูที่ส่วนผสมก่อนเลยค่ะ แนะนำชนิดปลอดสาร ถ้าอยู่ญี่ปุ่น ให้หาตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นคำว่า mutenka (มุเทนคะ/無添加) มักจะราคาแพงกว่า ดีต่อร่างกายมากกว่าค่ะ

slot

มิโสะ นำไปประกอบอาหารได้หลายชนิด ไม่เพียงแต่ซุปมิโสะที่เรารู้จักค่ะ ใช้ปรุงหม้อไฟเช่นอุด้งเส้นใหญ่ต้มกับผัก (โฮวโตว) อาหารขึ้นชื่อของจังหวัดยามะนาชิที่คนไปชมฟูจิน่าจะเคยกิน / ส่วนผสมของว่างอย่างข้าวจี่ (โกเฮโมจิ) อาหารขึ้นชื่อของจังหวัดกิฟุ / ผสมกับน้ำส้มสายชูเป็นเครื่องจิ้มที่มีรสเปรี้ยวของซาชิมิบุกก้อน อาหารขึ้นชื่อของจังหวัดโทะชิงิ / ผสมพอนสึเป็นน้ำจิ้มชาบูชาบูก็ได้ / หมักเนื้อสัตว์ต่างๆทำเมนูปิ้งย่างก็ได้ / เป็นส่วนผสมของน้ำสลัดและผัดผัก / หรือทำน้ำซุปมิโสะราเมง เป็นต้น
มิโสะขาว ยี่ห้อ มารุโกเมะ สามารถหาซื้อที่ไทยได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ แพค 1 กิโลกรัม ราคา 129 บาท เป็นยี่ห้อพื้นฐานที่คนญี่ปุ่นก็ใช้ค่ะ

  1. คัตสึโอะบุชิ (かつおぶし/鰹節)
    “คัตสึโอะบุชิ” คือปลาโอแห้ง มีกระบวนการทำหลายขั้นตอนและใช้เวลานาน 4-6 เดือน เริ่มจากการคัดปลาคัตสึโอะ นำมาแล่เรียงใส่กระบะต้ม (ขั้นตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดรูปร่าง) นำไปต้ม ผึ่งให้เย็นแล้วเลาะหนังปลาและเลาะกระดูกออก แล้วนำไปรมควัน แล้วตากแดดให้แห้ง นำมาขูดหนังให้เกลี้ยง แต่งรูปให้สวยงาม เสร็จแล้วนำมาหมักให้ขึ้นราทั่วชิ้น ขูดราออก ตากแดด นำไปหมักให้ขึ้นรา ขูดรา ตากแดด ทำวนไปจนได้ชิ้นปลาที่แห้งแข็ง เรียกว่า “คัตสึโอะบุชิ” หรือ ปลาโอแห้ง ค่ะ
    ปลาโอแห้งมีรสอูมามิ ทานเปล่าก็อร่อย นำมาปรุงอาหารได้มากมาย ชนิดเส้นใหญ่และชนิดบดละเอียดเหมาะทำซุปสต๊อกญี่ปุ่น (ดาชิ) สำหรับปรุงซุปมิโสะหรือทำเมนูหม้อไฟเป็นต้น / ชนิดผงเหมาะทำข้าวปั้น(โอนิกิริ) ยากิโซบะ หรือใส่ซุปก็ได้ค่ะ / ชนิดเส้นฝอย เหมาะโรยสลัด, ผักต้ม, ใส่ผัดมะระ, กินกับเต้าหู้เย็น หรือ ทำผงโรยข้าวเป็นต้น
    คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

กินอาหารญี่ปุ่นตามฤดูกาล ภาคฤดูใบไม้ผลิ

หยุดกินตามเทรนด์แล้วลองมากินตามฤดูกาลแบบคนญี่ปุ่นดูซักครั้งมั้ย อาหารญี่ปุ่นแต่ละฤดูมักแตกต่างกันอย่างชัดเจนเนื่องจากสภาพอากาศแตกต่างกันตลอดปีและวัตถุดิบจากธรรมชาติก็จะต่างกันไปตามฤดูกาล เมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้ใบหญ้าผลิดอกออกผล อาหารในฤดูจึงเป็นพืชผักแรกฤดูและต้นอ่อนต่างๆ รวมไปถึงดอกซากุระ สัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิค่ะ

ฤดูร้อน (นัตสึ/夏) ช่วงเดือน 6 – 8 อากาศร้อนพอๆกับที่ไทย แต่จะเหนียวตัวด้วยลมทะเลค่ะ อาหารประจำฤดูนี้ก็จะเย็นๆ หลายอย่างมีน้ำแข็งด้วยนะคะ เช่นเส้นหมี่ญี่ปุ่นในน้ำเย็นใส่น้ำแข็งจิ้มซุปเย็นๆอย่าง โซเมง (そうめん) ขนมหวานเย็นญี่ปุ่นมีถั่วกวนเป็นส่วนผสมหลักอย่างอันมิตสึ (あんみつ) น้ำแข็งไสคาคิโกริ (かき氷) และ อาหารจีนแบบญี่ปุ่นอย่างบะหมี่เย็นฮิยาชิชูกะ (冷やし中華) ซึ่งตามร้านอาหารจีนอาจจะขึ้นป้ายหน้าร้านว่า ฮิยาชิชูกะเริ่มขายแล้ว เพราะเมนูนี้ส่วนใหญ่จะมีเฉพาะหน้าร้อนค่ะ

jumbo jili

ฤดูใบไม้ร่วง (อากิ/秋) ช่วงเดือน 9 -11 เป็นฤดูที่ฟ้าโปร่งมาก ในชนบทใบไม้ที่ร่วงจะนำมาสุมไฟเผามันเทศค่ะ ซึ่งเป็นพืชที่เก็บเกี่ยวในฤดูนี้ค่ะ นอกจากทำมันเผา ยังทำข้าวอบ (ทาคิโกมิโกฮัน/炊き込みご飯)ได้อร่อยค่ะ ส่วนอาหารอย่างอื่นที่เด่นคือ อาหารจำพวกเห็ด เช่นเห็ดหอมย่างซีอิ๊ว ข้าวอบเห็ดมัตสึทาเกะ และปลาทะเลต่างๆอย่าง ปลาบุริ และ ปลาซันมะ ค่ะ

ฤดูหนาว (ฟูยุ/冬) ในช่วงเดือน 12 – 2 อุณหภูมิเป็นองศาเซลเซียสประมาณเลขตัวเดียวหรืออาจติดลบ อาหารที่คนญี่ปุ่นนิยมกินในฤดูนี้แน่นอนว่าคืออาหารร้อนๆที่มีน้ำซุป เช่นอาหารจำพวกหม้อไฟค่ะ นอกจากทำให้ร่างกายอบอุ่นแล้ววัตถุดิบหลักของหม้อไฟอย่างผักกาดขาว หัวไชเท้า ก็เป็นผักที่เก็บเกี่ยวในฤดูนี้ค่ะ

สล็อต

อาหารยอดนิยมหากไปเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือซากุระของญี่ปุ่น
แต่สำหรับวันนี้เราอยากพูดเรื่องอาหารในฤดูใบไม้ผลิ ให้เข้ากับบรรยากาศการชมซากุระค่ะ
ฤดูใบไม้ผลิ (ฮารุ/春) ช่วงเดือน 4 – 5 อาหารในฤดูนี้ก็จะเป็นพืชผักและต้นอ่อนที่ผลิดอกออกผลมาสดใหม่ เช่นหน่อไม้ กระหล่ำปลีฤดูใบไม้ผลิ มันฝรั่งใหม่ shin-jagaimo หัวหอมใหญ่ใหม่ shin-tamanegi ดอกนาโนะฮานะ และขนมต่างๆที่แต่งเป็นสีชมพู หรือใช้วัตถุดิบจากส่วนดอกกับใบซากุระค่ะ

พืชผักป่าของญี่ปุ่น (ซันไซ/山菜)
ตามภูเขาเมื่อหิมะเริ่มละลาย ก็จะมีต้นอ่อนของผักและพืชป่าขึ้นมาค่ะ ตัวอย่างเช่น ฟูกิโนะโทอุ (ふきのとう) ทาระโนะเมะ (たらの芽) โคโกมิ (こごみ) ที่หากินได้แค่ช่วงนี้ค่ะ

สล็อตออนไลน์

ฟูกิโนะโทอุ (ふきのとう) ทาระโนะเมะ (たらの芽) รสชาติออกขมอร่อยเป็นเอกลักษณ์ค่ะ มีขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปแต่ราคาค่อนข้างแพง พืชป่าตามเมืองมีให้เห็นน้อยชนิดค่ะ หากใครได้ท่องเที่ยวธรรมชาติ และได้ไปร้านขายของฝากบนภูเขา จะมีพืชป่าและผักแปลกๆที่หาดูไม่ค่อยไได้ทั้งในญี่ปุ่นเองและไทย วางจำหน่ายมากมายค่ะ

ผักที่ขมมักจะนำมาทอดเป็นเทมปุระค่ะ กรอบอร่อยและกินง่าย แต่รสขมก็ยังไม่หายไปนะคะ ส่วนผักที่ไม่ขมอย่าง โคโกมิ (ต้นคล้ายผักกูด) ชาวบ้านที่เก็บมาจะนำไปต้มจิ้มกับมายองเนสง่ายๆค่ะ

หน่อไม้ (ทาเกะโนะโกะ/たけのこ)
หน่อไม้ในฤดูใบไม้ผลิ มีกลิ่นหอมสดชื่นกรอบอร่อย สำหรับหน่อไม้ที่ตัดใหม่ๆเราสามารถกินสดได้เลยขณะนั้นค่ะ แต่กว่าจะถึงร้านค้าก็ใช้เวลานาน ความสดก็ลดลงและมีความเป็นกรดมากด้วย เพราะฉะนั่นเราต้องนำมาทำให้สุกก่อนค่ะ

jumboslot

ข้าวหุงหน่อไม้
หน่อไม้ที่ต้มแล้ว หากยังไม่ไปปรุงอาหาร ให้ใส่กล่องเติมน้ำให้ท่วม เก็บใส่ตู้เย็นได้ 3-4 วัน และควรเปลี่ยนน้ำที่แช่ทุกวันค่ะ สำหรับที่ต้มเสร็จใหม่ ทำเมนูอร่อยสุดคือ ข้าวหุงหน่อไม้ (ทาเกะโนโกะโกฮัน/たけのこご飯) ค่ะ

หน่อไม้ต้ม
อีกเมนูคือ หน่อไม้ต้มคาสึโอะบุชิ (ทาเกะโนะโกะ โนะ โทสานิ/たけのこの土佐煮) หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปค่ะ มีเฉพาะฤดูนี้นะคะที่ใช้หน่อไม้สดหอมอร่อยค่ะ

slot

ผักกะหล่ำปลีฤดูใบไม้ผลิ (ฮารุ คาเบะสึ/春キャベツ)
หัวผักกะหล่ำปลีที่เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิผักจะมีช่องว่างระหว่างใบ ใบอ่อน ไม่อัดแน่นเหมือนในฤดูอื่น มีความสดฉ่ำ ด้วยความสดนี้นำมาทำผักสลัดอร่อยสุดค่ะ หากนำมาปรุงอาหาร ให้ผ่านความร้อนเพียงเล็กน้อยเพื่อรสชาติกรอบอร่อยของผักค่ะ

ผักกะหล่ำปลีฤดูใบไม้ผลิ แม้จะกินสดได้อร่อย แต่เมนูที่คนญี่ปุ่นนิยมมากคือ กะหล่ำปลียัดไส้ (โรลคาเบะสึ/ロールキャベツ) ค่ะ นำมาต้มได้ 2 แบบค่ะ คือต้มน้ำซุปมะเขือเทศแบบฝรั่ง กับต้มซุปดะชิญี่ปุ่น ไม่ว่าจะแบบไหนก็เข้ากับฤดูใบไม้ผลิดีค่ะ คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

6 อาหารญี่ปุ่นแปลกๆที่(ไม่)น่าลอง

แนะนำอาหารแปลกๆของญี่ปุ่น จัดอันดับจากความกินง่าย ความแปลก และความถ่ายรูปขึ้น ใครกำลังหาอาหารญี่ปุ่นแปลกๆกิน หรือมีเพื่อนที่ชอบผจญภัยในโลกแห่งอาหารแปลกๆ ต้องจัดครับ แต่ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืนล่ะ

  1. โทริซาชิ ซาชิมิเนื้อไก่สด
    พูดถึงไก่แล้ว เรารู้จักกันในฐานะเนื้อที่ไม่ควรกินดิบๆ เพราะเป็นสัตว์เดินดินที่เล้าจะค่อนข้างสกปรก ทำให้อาจมีเชื้อโรคหรือพยาธิได้ ไม่เหมือนกับวัวหรือปลาทะเล แต่ว่าเอาจริงๆแล้ว ถ้าหากเลี้ยงในโรงที่สะอาด ดูแลเป็นอย่างดี ก็สามารถกินสดๆได้ครับ

วิธีกินเท่าที่เห็นก็มีสองแบบ คือกินสดๆเหมือนซาชิมิทั่วไป หรือใช้ไฟย่างผิวให้เกรียมเล็กน้อย จิ้มกินกับโชยุเพียวๆ หรืออาจเพิ่มขิงบดหรือกระเทียมบดลงในโชยุ เชื่อว่าคนไทยฟังแล้วอาจจะกินยากไปบ้าง แต่ถ้าชินกับปลาดิบแล้วไม่น่ามีปัญหาอะไรครับ
ในเรื่องของความแปลกนั้น ถือว่ายังเป็นอะไรที่ไม่ค่อยจะโด่งดังเอาวะเลย ร้านที่ขายมีน้อยมาก คนญี่ปุ่นเองก็ใช่ว่าทุกคนจะเคยกินนะครับ คนญี่ปุ่นที่เกิดมาไม่เคยกินเลยก็ยังมีอยู่ไม่ใช่น้อย

jumbo jili

  1. ถั่วหมักนัตโต ปลาร้าของคนญี่ปุ่น
    อาหารที่คนไม่ชอบก็เกลียดไปเลย และเป็นหนึ่งในอาหารที่กลิ่นแรงที่สุดของญี่ปุ่น เทียบได้กับปลาร้าหรือสะตอบ้านเรานี่แหละครับ เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อในเรื่องกลิ่นแรงที่แม้แต่เจ้าของประเทศบางคนก็ยังไม่ชอบ

นัตโตนั้นคือถั่วนั่นแหละ ถึงแม้จะมีกลิ่นเหม็นเพราะหมักมาแล้วจนอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่า “เน่า” แต่ว่าจริงๆแล้วไม่ได้เน่าแบบ “เน่าเสีย” นะ แต่เป็นการโดนหมักด้วยแบคทีเรียที่มีประโยชน์ที่มีชื่อว่า Bacillus subtilis ครับ โดยเมื่อนำมาผ่านกระบวนการแล้วทำให้ย่อยง่ายกว่าเดิมด้วย จริงๆเป็นวิธีถนอมอาหารที่ดีกับร่างกายด้วยซ้ำ

การถนอมอาหารด้วยแบคทีเรียมีประโยชน์ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ นึกดูแล้วก็คล้ายๆกับยาคูลท์ ที่ผลิตจากแบคทีเรียมีประโยชน์ที่มีชื่อว่า แลคโตบาซิลลัส นั่นเอง

สล็อต

แต่ในเรื่องความแปลกนั้น ถือว่าน้อยที่สุดในบรรดาอาหารที่จะแนะนำวันนี้เลย เพราะมีขายอยู่ทั่วไป เดินไปที่ซุปเปอร์ที่ไหนก็มีวางขาย แถมมีคนญี่ปุ่นจำนวนมากที่กินเป็นอาหารเช้าทุกวัน ผมเองก็ชอบกินครับ

  1. คุกกี้ตัวต่อหัวเสือ
    เป็นอาหารทีี่แปลกแน่นอนเพราะว่าเฉพาะถิ่นและมีเมืองที่ผลิตอยู่เมืองเดียว คุกกี้ตัวต่อหัวเสือเป็นโอท็อปของเมืองโอมาจิในจังหวัดนากาโนะ และเท่าที่รู้ยังไม่มีเมืองไหนกล้าเลียนแบบ

คุกกี้มีหน้าตาแบบในภาพเลย จะใส่ตัวต่อมาทั้งตัวในคุกกี้ แม้จะหยาบๆ แห้งๆไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้กินยากกว่าคุกกี้ปกติทั่วไปนะ

สล็อตออนไลน์

แต่ที่ตลกมากกว่าคือ คุกกี้นี้ผลิตโดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มคนรักต่อหัวเสือแห่งเมืองโอมาจิ (大町地蜂愛好会) เรื่องนี้สอนว่าใครรักอะไรอย่าลืมจับมาทำเป็นของกินนะครับ

  1. ปลาหมึกเสิร์ฟทั้งเป็น อิกะ-อิคิซุคุริ
    อิกะ-อิคิซุคุริ แปลตรงตัวก็คือปลาหมึกที่เสิร์ฟมาทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง โดยจะเอาปลาหมึกสดๆ มาแล่เป็นเส้นเล็กๆเพื่อให้คีบง่าย แต่ยังคงรูปเป็นตัวปลาหมึกอยู่ แล้ววางเสิร์ฟลงมาบนจานทั้งยังงั้นเลยครับ หากไปร้านไหนที่สดจริง เวลาคีบบางทีก็จะเห็นหนวดปลาหมึกขยับได้อยู่ครับ (แต่ตายแล้วแน่นอน)

กินก็ไม่ได้ยากครับ เหมือนกินซาชิมิปลาหมึกธรรมดานั่นแหละ ถ้าไม่ได้เกลียดปลาหมึกสดเป็นพิเศษน่าจะกินได้ไม่มีปัญหา และเนื่องจากมักจัดจานมาสวยๆตามสไตล์ซาชิมิ ทำให้เป็นอาหารที่ถ่ายรูปขึ้นจานนึงเลย

jumboslot

  1. เนื้อซากุระ (ซาชิมิเนื้อม้า)
    เนื้อซากุระ เป็นชื่อสวยๆที่บางร้านชอบเอาไว้เรียกเนื้อมานั่นเอง โดยญี่ปุ่นไม่ใช่แค่ประเทศเดียวที่กินเนื้อม้า มีหลายประเทศที่นำเนื้อม้ามากินเป็นอาหารอย่างเช่นมองโกเลีย แต่อาหารจากเนื้อม้าส่วนใหญ่จะนำมาผ่านความร้อนก่อน ด้วยการปิ้ง ย่าง ตากแห้ง เหมือนๆกับเนื้อสัตว์ทั่วๆไป

แต่ว่าเนื้อซากุระนั้น หมายถึงเนื้อมาสดๆ ที่นำมากินเป็นซาชิมิมากกว่า (และญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้นิยมกินเนื้อมาด้วยวิธีอื่นเท่าไหร่นัก)

ม้านั้นเป็นสัตว์ที่สะอาด หากเลี้ยงถูกวิธี ได้มาตรฐาน และไม่มีโรคละก็สามารถนำเนื้อมาทานสดๆได้ไม่ยากนัก แต่ที่ไม่นิยมกันก็เพราะว่ารสชาติเสียมากกว่า โดยหลายคนมักจะบอกว่าเนื้อม้าสดๆนั้นเหนียวและเคี้ยวยากมากๆ

วิธีกินที่นิยมก็คือกินเปล่าๆ จิ้มโชยุเหมือนซาชิมิเนื้อปลาทั่วไป หรือจิ้มน้ำมันงากับกระเทียมบดครับ ส่วนตัวผมว่าอร่อยดีนะ กินไม่ยากด้วย

slot

  1. ชิราโกะ “ไข่” ปลาตัวผู้
    ชิราโกะคือส่วนหนึ่งของปลาที่คล้ายๆกับไข่ปลา แต่เป็นไข่ที่มาจากปลาตัวผู้ แต่ว่าปลาตัวผู้นั้นไม่ได้มีหน้าที่วางไข่ แล้วจะมีไข่ได้อย่างไรกัน

“ไข่” ในที่นี้มีหมายถึง “ถุงเก็บน้ำเชื้อ” ที่สัตว์ตัวผู้รวมถึงมนุษย์ผู้ชายต้องมีนั่นเอง ชิราโกะคือส่วนที่มีรูปร่างคล้ายถุง มีหน้าที่เก็บเสปิร์มของปลาตัวผู้นั่นเอง (หรือจะเรียกว่าน้ำเชื้อ น้ำอสุจิก็ได้) เวลาที่เรากินถุงชิราโกะ ก็เหมือนกับกินน้ำเชื้อของปลานั่นแหละ

รสชาตินั้นอธิบายยาก ไม่ใช่ของเหลว แต่ก็ไม่ใช่ของแข็งก้อนเดียว กัดแล้วรู้สึกมีความข้นสูงมาก แต่ก็ไม่ได้มีน้ำเยิ้มออกมา และจะไม่เห็นเป็นเม็ดๆเหมือนไข่ปลา (เพราะไม่ใช่ไข่) สามารถกินสดๆแบบซาชิมิก็ได้ หรือนำไปลวกกับน้ำร้อนให้สุกก็ได้ กินเปล่าๆ จิ้มโชยุ หรือจิ้มกับน้ำส้มพอนสึก็เข้ากัน คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

โอเซจิเรียวริ’ อาหารปีใหม่ที่มีแต่ความหมายดีๆ

มาทำความรู้จักกับ“โอเซจิเรียวริ” อาหารวันขึ้นปีใหม่ของชาวญี่ปุ่นที่เชื่อว่าทานแล้วมีแต่ความศิริมงคลกัน

โอเซจิคืออะไร
“โอเซจิเรียวริ” (おせち料理) คืออาหารวันปีใหม่ ในอดีตชาวญี่ปุ่นบางส่วนมีความเชื่อว่าสามวันแรกของปีไม่ควรใช้เตาไฟหรือทำอาหาร จึงเตรียมอาหารไว้ล่วงหน้า โอเซจิเรียวริจึงนิยมทานกันในช่วงวันที่ 1-3 มกราคม ติดกัน 3 วัน โดยปกติจะจัดใส่กล่อง 5 ชั้น แต่ปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้เคร่งครัดเท่าไรแล้ว

ป้าเมโกะแอบคิดว่าคนญี่ปุ่นชอบตั้งธีมอาหารในแต่ละเทศกาลหรือโอกาสต่าง ๆ มาก ๆ เช่นวันคริสต์มาสต้องกินไก่ทอด หรือก่อนสอบต้องกินข้าวหน้าหมูทอดคัตสึด้ง เพื่อเป็นเคล็ดให้สอบผ่านเป็นต้น (คัตสึพ้องกับคำว่า ชนะ ในภาษาญี่ปุ่น) ที่ไทยเราก็มีแต่มักทานกันในงานบุญ งานแต่งงาน ซึ่งเป็นวันพิเศษในชีวิตไปเลย
เอาล่ะ กลับเข้าเรื่องอาหารปีใหม่ของญี่ปุ่นกันดีกว่า โอเซจิเรียวริประกอบไปด้วยอาหารหลายชนิด นอกจากสีสันสดใสน่าทานแล้วยังมีเรื่องที่น่าสนใจแฝงไว้ไม่แพ้กัน

jumbo jili

ที่มาอาหารปีใหม่ญี่ปุ่น
แรกเริ่มเดิมทีตั้งแต่สมัยเฮอัน โอเซจิเรียวริที่เราเห็นนี้เคยเป็นอาหารที่นำมาถวายเทพเจ้า ซึ่งสมัยก่อนไม่ได้ถวายเฉพาะในวันปีใหม่เท่านั้น แต่มีถึง 5 วันด้วยกัน คือวันที่1เดือน1, วันที่3เดือน3, วันที่5เดือน5, วันที่7เดือน7 และวันที่9เดือน9 ซึ่งเป็นธรรมเนียมจากประเทศจีนที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง สมัยก่อนมักทำกันเฉพาะพวกขุนนางชั้นสูง ต่อมาในสมัยเอโดะธรรมเนียมการไหว้เทพเจ้าทั้ง 5 วัน และการทานของไหว้แบบนี้ก็เริ่มแพร่หลายไปยังคนธรรมดาทั่วไป แต่ปัจจุบันนี้เหลือเพียงการทานอาหารที่เป็นศิริมงคลในวันขึ้นปีใหม่วันเดียวเท่านั้น

มีอะไรอยู่ในโอเซจิเรียวริบ้าง
ปกติแล้วโอเซจิเรียวรินี้จะประกอบไปด้วยอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้นานและไม่ต้องใช้ไฟประกอบอาหารให้ยุ่งยาก โดยสาเหตุว่าทำไมถึงเป็นอาหารแบบนี้ก็มีหลายที่มา เช่นไม่อยากให้เทพเจ้าไฟโมโหหรือรำคาญเสียงทำอาหารในวันขึ้นปีใหม่ จึงให้ทำอาหารเตรียมไว้ก่อน หรือบ้างก็บอกว่าเพราะครอบครัวต้องอยู่บ้านในวันหยุดปีใหม่ถึง 3 วัน เหล่าแม่บ้านจะได้ไม่ต้องวุ่นวายเตรียมอาหาร ประมาณว่าวันหยุดทั้งทีทุกคนในบ้านต้องได้พักผ่อนเต็มที่ (เหมือนวันเที่ยวในวันตรุษจีนของคนไทยเชื้อสายจีน) ป้าเมโกะว่าดีเหมือนกันเพราะยังเป็นกิมมิคให้คนในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน

สล็อต

ส่วนประกอบของโอเซจิเรียวริในสมัยก่อนก็มักจะมาจากพืชผลเกษตรที่เก็บได้เพื่อเป็นการประกาศให้เทพเจ้ารับรู้และขอบคุณเทพเจ้าสำหรับความอุดมสมบูรณ์ในปีที่ผ่านมา อาหารและวัตถุดิบที่อยู่ในอาหารวันปีใหม่นี้จึงแตกต่างตามแต่ละพื้นที่

อาหารที่แฝงไว้แต่ความหมายที่เป็นมงคล
โอเซจิเรียวริมีส่วนประกอบหลากหลายมาก โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ชนิดหลักด้วยกัน ได้แก่ อาหารสำหรับการเฉลิมฉลอง ของย่าง ของต้ม ของหมักดองและเครื่องเคียง มักถูกจัดเรียงในกล่องเป็นชั้นๆ ซึ่งเรียกว่าจูบะโกะ (重箱) ป้ามักเห็นเป็นแบบ 3-5 ชั้นที่ขายกันทั่วไป โดยเริ่มต้นทานจากชั้นบนสุดก่อน โดยแบบมาตรฐานจะประกอบไปด้วย 4 ชั้นดังนี้

ชั้นที่ 1 หรือที่เรียกว่า อิจิโนะจู (一の重) ในชั้นนี้จะเป็นอาหารสำหรับการเฉลิมฉลอง เพราะเป็นชั้นแรกที่จะทานกันในวันขึ้นปีใหม่ ประกอบไปด้วย ถั่วดำ คามาโบโกะ (ลูกชิ้นปลาเส้น) ของหวานจากเกาลัด คินปิระโกโบ (เครื่องเคียงจากผักโกโบซึ่งเป็นผักตระกูลเผือก)

สล็อตออนไลน์

ชั้นที่ 2 หรือที่เรียกว่า นิโนะจู (ニの重) ชั้นนี้จะเน้นที่ของย่าง เช่นปลาไทหรือปลาบุริย่างและกุ้ง
ชั้นที่ 3 หรือที่เรียกว่า ซานโนะจู (三の重) เป็นชั้นของหมักดอง เช่น โคฮะคุนามะสึ (ของดองสีขาวแดง มักทำจากหัวไชเท้าและแครอท)
ชั้นที่ 4 หรือที่เรียกว่า โยโนะจู (よの重) ชื่อเรียกต่างไปเล็กน้อย เพราะเลข 4 ในภาษาญี่ปุ่นพ้องเสียงกับคำว่าตาย จึงใช้คำว่าโยโนะจูแทนเพื่อเป็นศิริมงคล ในชั้นนี้เป็นชั้นของต้ม เช่น เผือกและรากบัวต้ม

ป้าบอกเลยว่าแต่ละอย่างที่อยู่ในอาหารวันปีใหม่ของชาวญี่ปุ่นไม่ธรรมดาเพราะแต่ละอย่างแฝงไว้ด้วยความหมายดีๆทั้งนั้น เริ่มตั้งแต่ โอเซจิเรียวริมีลักษณะเป็นกล่องเป็นชั้นวางซ้อนกัน มีความหมายว่ารวมความโชคดีความสุขเอาไว้ แต่ป้าอ่านเจอว่าจริงๆแล้วสมัยก่อนไม่มีที่แรปอาหารดังนั้นจึงต้องเอาใส่กล่องเป็นชั้นๆของจะได้ไม่เสีย หรือไม่ก็ตอนปีใหม่มักมีงานฉลองหรือมีแขกมาเยี่ยมบ้านเยอะ ดังนั้นจึงไม่ต้องใช้จานและล้างจานให้เปลืองแรงแถมใส่กล่องแบบนี้ยังดูดีดูไฮโซน่ารับประทานขึ้นอีก แหม่แม่บ้านญี่ปุ่นก็ช่างคิดหากิมมิคน่ารักๆเสียจริงๆ

jumboslot

ความหมายของอาหารแต่ละชนิด ตัวอย่างเช่น
ถั่วดำ : พ้องเสียงกับคำว่าแข็งแรง ทนทาน ขยันขันแข็ง
คุริคินทน (ขนมหวานจากเกาลัด) : สัญลักษณ์ของทองคำ ร่ำรวย
กุ้ง: อายุยืนยาวจนหลังค่อมเหมือนกุ้ง
ดาเตะ (ไข่ม้วน): ความมั่งคั่ง สีเหลืองเหมือนทองคำ
คาซุโนะโคะ (ไข่ปลาแฮริ่ง) : มีลูกหลานมากๆ เหมือนไข่ปลา
ปลาไท : พ้องเสียงกับคำว่า ‘เมเดไท’ ที่แปลว่าไชโย เป็นคำพูดในงานมงคล

โอเซจิเรียวริในปัจจุบัน
ป้าเดินซุปเปอร์แถวบ้าน สะดุดตากับสีสันของอาหารปีใหม่นี้มาก พอหยิบใบราคามาดู ถึงกับตกใจว่าทำไมถึงได้แพงขนาดนี้ เท่าที่ป้าเห็นก็ราคาตั้งแต่ห้าพันจนถึงสามหมื่นกว่าเยน ตอนแรกกะจะสั่งจองมาลองทานที่บ้านดูแต่เปลี่ยนใจดีกว่า ใครสนใจแนะนำว่าให้สั่งจองล่วงหน้าได้ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่มักต้องสั่งจองล่วงหน้า ส่วนมากสั่งได้ถึงวันที่ยี่สิบปลาย ๆ ของเดือนธันวาคม ดังนั้นใครสนใจอยากลองทานอาจต้องวางแผนล่วงหน้าไว้นิดนึง

slot

โอเซจิเรียวริของเด็กก็มีแต่ราคาไม่เด็กเท่าไร~
เนื่องด้วยราคาอาจจะแรงสักหน่อย ปัจจุบันบางครอบครัวก็เลือกที่จะทำเองแล้วจัดใส่กล่องตามใจชอบ หรือจะซื้อสำเร็จรูปจากซุปเปอร์แล้วมาจัดใส่เองก็ได้เช่นกัน ราคาก็จะเบาลงมาหน่อย ใครที่อยากลองทำดูสามารถหาสูตรในเว็บได้ทั่วไป
อาหารวันปีใหม่ญี่ปุ่นมีความละเอียดลึกซึ้งและแฝงไว้ด้วยความหมายดีๆมากมาย ใครมาเที่ยวญี่ปุ่นตอนปีใหม่ ป้าว่าลองทานดูก็ดีนะ จะได้เฮงๆตลอดปี~
คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

5 สิ่งในญี่ปุ่นที่ประทับใจไม่มีวันลืม

หลายครั้งหลายหนกับการเดินทางมาทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ยังคงเป็นการเดินทางแบบไปๆมาๆ ไม่เกิน 1 อาทิตย์ทุกๆครั้ง เรื่องที่หนักใจจนทำให้อยากกลับบ้านมากๆ ก็คือ ชีวิตที่เงียบเหงาความมีระเบียบเกินของคนในประเทศ ที่เคร่งครัดไปทุกเรื่อง ทุกคนรักษากฎ แต่ทุกอย่างโดยรอบดูน่าอึดอัดแต่จริงๆแล้วมันกลับตรงกันข้าม เพราะนี่คือการคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น

  1. ย่านที่อยู่อาศัย เงียบถึงเงียบที่สุด
    น่าแปลกใจ แต่ไม่ยากเกินกว่าจะเข้าใจ ว่าประเทศญี่ปุ่นนั้น แยกโซนเมือง และโซนที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจนดังนั้น เมื่อเราเข้าเขตที่อยู่อาศัย ในเขตนั้นจะเงียบมากๆ ไม่มีมลพิษทางเสียงใดๆ

jumbo jili

ทุกบ้าน มีความเกรงอกเกรงใจ จะพูด หรือ จะเปิดเพลง เปิดทีวี ใดๆ ก็จะเบาเสียงมาก นี่แหละหนึ่งในการคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่นที่ปลูกฝังกันมาในคนญี่ปุ่น เพราะพื้นที่ที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ จะเป็นอพาทเมนต์ ทุกห้องอยู่ติดๆกันหมด (อย่างน้อยก็ในแถวเมืองใหญ่ อย่างชินจูกุที่ฉันอยู่)มีบ้านปลูกขึ้นเรียงกันไป รั้วไม่สูงใหญ่เหมือนหมู่บ้านในเมืองไทยนัก
ทุกบ้านเงียบสงัดมาก จนเราคิดว่า เอ๊ะ ไม่มีคนอยู่หรือเปล่า แต่จริงๆมีคนอยู่ในบ้านนะ

อย่างในเขตชินจูกุนั้น โซนเมือง โซนชอปปิ้ง โซนใกล้สถานี จะมีรถไฟ เสียงรถไฟวิ่ง เสียงรถยนต์ เสียงจากป้ายโฆษณาดิจิตอล เสียงคลับ บาร์ จากย่านคาบุกิโจ แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า เมื่อเข้าเขตที่อยู่อาศัย ทุกอย่างเงียบสงัด อย่างกับไม่ใช่เขตเดียวกัน

จะว่าไป เราก็เคยมีประสบการณ์ เอะอะเสียงดังตอนอยู่ที่บ้าน เฟซไทม์กับเพื่อนตอนเที่ยงคืน ตำรวจมาเคาะประตูห้องจ้าา บอกว่ามีคนแจ้งไป.. โดนขอพาสปอร์ตและตักเตือนกันยกใหญ่ ดังนั้น ถ้าใครไปเที่ยวญี่ปุ่น การรักษาสมดุลเสียงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากนะคะ ^^

สล็อต

  1. การรักษาเวลาและการเผื่อเวลา
    ที่ว่าให้รักษาเวลา ก็ว่ายากแล้วนะ ยังจะให้เผื่อเวลาอีกหรอแน่นอนว่า การเผื่อเวลาที่ญี่ปุ่นเป็นเรื่องจำเป็น หากใครยังไม่ชินเส้นทาง การเผื่อเวลา ในกรณีขึ้นสายรถไฟผิด
    หรือรถไฟเลทมาช้า เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศนี้

นอกจากนั้น การเผื่อเวลา ยังช่วยเราในเวลาที่เราเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ไปถึงแล้ว คิวยาวมาก ต่อคิวซื้อตั๋วรถบัส ตั๋วหนัง ตั๋วเข้าสวนสนุกหรือหากจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำ ก็ต้องต่อคิวซึ่งถ้าไม่เผื่อเวลาไปนั้น อาจจะทำให้ตกรถ หรือไม่ทันรอบที่ตัวเองต้องการได้ อาจจะทำให้เสียเวลา ต้องรอรอบถัดไป ซึ่งบางที่ อาจเป็นชั่วโมงก็มี และที่ญี่ปุ่น การต่อคิวเป็นเรื่องปกติมาก เมื่อทุกคนใช้เวลาอดทนต่อคิวแต่เมื่อถึงคิวของแต่ละคน ทุกคนก็จะใช้เวลาของเขาอย่างเต็มที่ คนข้างหลังจะไม่ค่อยมีการมาเร่ง หรือทำหน้าบูด นี่ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ของการปลูกฝังการคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น
การรอคิวอาจยาวนานขึ้น แล้วแต่ว่าคุณกำลังรอใช้บริการอะไรอยู่

สล็อตออนไลน์

  1. พื้นที่หรือสถานที่สาธารณะสำหรับผู้พิการ
    ในหลายๆประเทศที่เจริญแล้ว ย่อมมีห้องน้ำสำหรับเด็กและผู้พิการต่างๆ การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ทุพพลภาพหรือคนชราต้องมีเป็นเรื่องปกติ ทั้งในบ้านเราและในญี่ปุ่นก็เช่นกัน แน่นอนว่านี่ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ของการที่ทุกคนรวมถึงผู้ประกอบการคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น เพราะคนพิการ คนชรา ก็อยากออกจากบ้านไปเที่ยวเล่นเหมือนกันนะ

ในประเทศญี่ปุ่น คนส่วนใหญ่จะเว้นที่นั่งสำหรับคนพิการไว้เสมอ แม้ว่าจะไม่มีคนพิการ หรือคนชรา เข้ามานั่งบ่อยครั้งที่จะเห็นที่นั่งบริเวณนั้นว่างไว้ ทั้งๆที่มีคนยืนอยู่เต็ม
หากแต่คนแน่นรถจนเบียดจริงๆ ก็อาจจะมีคนนั่ง เพราะการนั่งบริเวณนั้นจะทำให้มีพื้นที่ให้คนเข้ามาในรถไฟได้มากขึ้น (นี่ก็น่าจะมาจากการคิดถึงผู้อื่นอีกนั่นแหละ)
ตามห้องน้ำสำหรับคนพิการก็เช่นกันแม้คนต่อคิวเข้าห้องน้ำธรรมดาจะยาวแค่ไหน แต่ก็ไร้วี่แววคนที่เข้าไปใช้ห้องน้ำคนพิการ ทุกคนจะเข้าใจหน้าที่ของตัวเองและสิทธิของผู้อื่นมักจะมาเป็นอันดับต้นๆเสมอ

jumboslot

  1. ระบบการขนส่งมวลชน
    เราจะปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ระบบการขนส่งของประเทศญี่ปุ่นนั้น คือความอัจฉริยะอย่างหนึ่ง ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเยี่ยมจริงๆ
    นอกจากสายรถไฟที่มีผังกว้างขวาง แผ่ออกไปทุกมุมเมืองรถไฟด่วนรางพิเศษ หรือที่เรียกว่า ชินคันเซ็น วิ่งระหว่างจังหวัดและระบบการวิ่งรถที่ตรงต่อเวลาแล้วนั้น ญี่ปุ่นยังคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกให้กับผู้คนในช่วงเวลาเร่งด่วน การเพิ่มขบวนรถด่วน รถเร็วที่ไม่จอดสถานีเล็กๆ ทำให้คนที่ไปที่ไกลๆ เดินทางถึงที่หมายได้เร็วขึ้น ประหยัดเวลาได้มากขึ้น
    แม้ว่าการใช้บริการรถไฟจะแน่นมากจริงๆก็ตาม แต่การพยายามอำนวยความสะดวกเหล่านี้ทำให้ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่อยู่สบาย สะดวกเป็นประเทศที่คิดมาแล้วก่อนสร้าง เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง
  2. หลากหลายสินค้าให้ช้อปปิ้งออนไลน์
    การช้อปปิ้งออนไลน์เป็นเรื่องน่าสนุกของการอยู่ที่ญี่ปุ่นขอแค่เพียงคุณรู้ไซส์ของเสื้อผ้าที่คุณจะใส่ ทุกอย่างสามารถสั่งได้ทางอินเตอร์เนต ทั้งรองเท้า กระเป๋า ของเล่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ของตกแต่งบ้านและในบางครั้งเราก็จะได้ในราคาที่ดีกว่าเดินไปซื้อที่ร้านอีกด้วย

slot

ทุกอย่างสะดวก ไปจนถึงการจัดส่งพัสดุที่รวดเร็วและปลอดภัยมีทั้งแบบเลือกวันเวลาได้ หรือไม่เลือกก็ได้ เวลาที่เราไม่อยู่บ้าน ก็สามารถโทรเข้าระบบอัตโนมัติ นัดเวลามาส่งได้อีก

นอกจากนั้น ในเว็บไซต์บางรายการ ยังสามารถสะสมแต้มได้แล้วใช้เป็นส่วนลดในการซื้อในครั้งต่อไปได้อีกต่างหาก เช่นเว็บช้อปออนไลน์อย่าง Rakuten, Amazon เป็นต้น
การจ่ายเงิน ก็สะดวกเช่นกัน มีทั้งแบบจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้เลย จ่ายร้านสะดวกซื้อ หรือจ่ายตอนของมาส่งก็มี นับว่าสะดวกสบายมากจริงๆ

ความจริงที่เป็นnเป็นเรื่องราวดีๆ จากความรู้สึกแรกที่เคยคิดว่าความเคร่งครัดในกฎของสังคมเป็นเรื่องที่เครียดเกินไปและทำให้เราไม่ชอบญี่ปุ่นเลย

วันนี้ จึงได้รู้ว่า สิ่งเหล่านี้คือเรื่องราวดีๆ ที่น่านำมาปรับใช้กับตัวเราบ้างนะและเมื่อใดก็ตามที่พูดถึงประเทศญี่ปุ่นนี่จะเป็นเรื่องราวที่ประทับใจ และไม่มีวันลืมได้เลยจริงๆ
คนญี่ปุ่นชอบท่องเที่ยวและถือเป็นวัตธนธรรมกันสืบมา

รวมขนมหวานญี่ปุ่น 10 ชนิดที่น่าลิ้มลอง

ญี่ปุ่นคือดินแดนขนมหวาน ขนมญี่ปุ่นดั้งเดิมเรียกว่า วากาชิ (Wagashi) มีทั้งขนมที่หาทานได้ทั่วไป หรือมีขายแค่บางพื้นที่ บางฤดูกาล ส่วนใหญ่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งรูปร่างหน้าตาและรสชาติที่สะท้อนความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างดี

โยกัง (Yokan)
โยกังหรือวุ้นถั่วแดงเป็นขนมโบราณที่หาทานได้ง่ายในญี่ปุ่น มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ทำจากถั่วแดงกวน (Anko) บวกกับเจลาตินและน้ำตาล นิยมทำเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า รสชาติออกหวานจากน้ำตาลและถั่วจึงนิยมรับประทานคู่กับชาเพื่อแก้เลี่ยน

jumbo jili

นอกจากจะทำจากถั่วแดงกวนแล้วก็ยังมีรูปแบบอื่นๆ และมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามวัตถุดิบของโยกังประเภทนั้นๆ เช่น โยกังเกาลัด มัตชะ หรืแแม้แต่ช็อคโกแลต นอกจากนี้ก็ยังมีความเข้มข้นหลายระดับถ้าเป็นสูตรที่ใส่เจลาตินปริมาณน้อยจนมีรสสัมผัสเบาและสีใสเหมือนน้ำจะเรียกว่า มิซุโยกัง (มิซุ แปลว่าน้ำ) แต่ถ้าใส่เจลาตินในปริมาณมากก็จะเรียกว่า เนริโยกัง เป็นต้น

วาราบิโมจิ (Warabi Mochi)
ขนมประจำฤดูร้อนของญี่ปุ่นที่มีขายอยู่ทั่วไป แต่เป็นขนมที่ขึ้นชื่อเป็นพิเศษในเมืองเกียวโตและนารา ทำด้วยแป้งที่มีส่วนผสมจากรากของต้นวาราบิ มีรสสัมผัสเหนียวหนึบคล้ายแป้งโมจิแต่มีสีใสจนมองทะลุได้ เวลารับประทานมักจะนำไปคลุกกับคินาโกะ (Kinako) หรือผงถั่วเหลืองที่ให้กลิ่นหอมเข้ากับรสหวานของคุโรมิตสึ (Kuromitsu) หรือซอสน้ำตาลทรายแดง การได้รับประทานวาราบิโมจิในหน้าร้อนถือเป็นวิธีการคลายร้อนอย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่นก็ว่าได้

สล็อต

ไดฟุกุ (Daifuku)
ไดฟุกุน่าจะเป็นขนมที่คนไทยคุ้นเคยและรู้จักกันดีพอสมควร ทำจากแป้งโมจิที่นำไปคลุกเคล้าแป้งข้าวโพดตอนนวดเสร็จใหม่ๆและผสมผงไอซ์ซิ่ง เมื่อนำแป้งไปห่อไส้ชนิดต่างๆก็จะออกมาเป็นขนมไดฟุกุ ส่วนที่เป็นแป้งมีรสสัมผัสนุ่มๆหนึบๆ ส่วนด้านในก็เป็นไส้หลากหลายชนิด และมักจะเรียกชื่อตามไส้นั้นๆ เช่น สตรอเบอร์รี่ไดฟุกุ นอกจากนิยมรับประทานกันทั่วไปแล้วยังใช้เป็นของขวัญเพื่ออวยพรในเทศกาลของชาวญี่ปุ่นเพราะเชื่อกันว่าไดฟุกุเป็นขนมแห่งความโชคดีนั่นเอง (ฟุกุ แปลว่าโชคดีได้ด้วย)

ดังโงะ (Dango)
ขนมพื้นบ้านญี่ปุ่นที่หาทานได้ทั่วไป ลักษณะเป็นก้อนกลมๆสามก้อนเสียบไม้ ส่วนใหญ่ที่พบได้บ่อยๆจะมีสีขาว สีชมพูจากสีผสมอาหาร และสีเขียวจากหญ้าโยโมกิหรือชาเขียว ตัวแป้งที่ใช้ทำขนมดังโงะมาจากส่วนผสมของแป้งข้าวเหนียวอบแห้งเรียกว่า ชิราทามาโกะ (Shiratamako) หรือใช้แป้งข้าวเจ้าโจชินโกะ (Joushinko) นำไปย่างจนสุก และนอกจากแบบสามสีแล้ว แบบสีขาวล้วนก็มักเสิร์ฟพร้อมกับราดซอสที่ทำจากซีอิ๊วกับน้ำตาล ได้เป็นซอสรสเค็มปนหวานที่มีกลิ่นหอมเข้ากับความเหนียวนุ่มของดังโงะอย่างลงตัว

สล็อตออนไลน์

โดรายากิ (Dorayaki)
เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักโดรายากิจากการ์ตูนยอดนิยมอย่างโดราเอมอน ซึ่งโดรายากิก็เป็นขนมญี่ปุ่นอีกชนิดหนึ่ง มีรูปร่างหน้าตาคล้ายแพนเค้กมาประกบคู่กัน ตัวแป้งทำมาจากแป้งสาลีผสมเนย ไข่ และนมสด ส่วนตรงกลางก็เป็นไส้ทำจากถั่วแดงกวนหรือ อันโกะ (Anko) เป็นขนมที่หารับประทานได้ทั่วญี่ปุ่น นอกจากไส้ถั่วแดงแล้วก็ยังมีไส้อื่นๆให้เลือก เช่นผลไม้ตามฤดูกาลหรือไส้ชาเขียว

ไทยากิ (Taiyaki)
ไทยากิคือขนมที่ทำจากแป้งสาลีแล้วนำไปอบในแม่พิมพ์รูปปลา แต่บางสูตรก็ใช้แป้งแพนเค้กหรือแป้งวาฟเฟิลแทนได้ สำหรับไส้แบบต้นตำรับคือไส้ถั่วแดง แต่ปัจจุบันประยุกต์ใส่ไส้อื่นๆด้วย เป็นขนมที่มีรสชาติให้เลือกอย่างหลากหลาย เช่นคัสตาร์ด, ช็อกโกแลต, ชีส หรือแม้กระทั่งซอสพิซซ่า ในส่วนของแม่พิมพ์ไทยากินั้นก็มีหลายขนาดและรูปร่าง เช่น รูปธงปลาคาร์ฟ, ปลาวาฬ หรือไม่ใช่ปลาเลยก็ได้

jumboslot

โมนากะ (Monaka)
โมนากะ ทำจากแป้งโมจิยืดเป็นแผ่นเพื่อขึ้นรูปและนำไปย่างจนเปลือกมีความกรอบคล้ายเวเฟอร์แล้วสอดไส้ด้วยถั่วแดงบด ตัวแป้งที่เป็นเวเฟอร์สามารถทำให้มีหลายรูปร่างหรือหลายสีได้ ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละพื้นที่ ส่วนไส้นั้นต้นตำรับคือถั่วแดง แต่นอกจากไส้ถั่วแดงแล้วปัจจุบันนี้ยังมีการสอดไส้รสต่างๆมากมายเช่นคัสตาร์ด ช็อกโกแลต วานิลา ชาเขียว หรือจะใส่ไส้ที่ไม่ได้เป็นครีมเลยก็ยังได้ เช่น ไอซ์โมนากะ โมนากะสอดไส้ไอศกรีมรสชาติต่างๆ

อุอิโระ (Uiro)
คือขนมเค้กนึ่งไอน้ำแบบโบราณและเป็นขนมขึ้นชื่อของเมืองนาโกยา ลักษณะเป็นเค้กข้าวก้อนเล็ก ทำจากแป้งข้าวเจ้าปรุงรสแล้วนึ่ง มีหลายสีสันหรือบางครั้งก็หลายชั้น ได้สีมาจากส่วนผสมธรรมชาติต่างๆ เช่น ชาเขียว, เกาลัด, สตรอเบอร์รี่, ซากุระ เป็นต้น รูปร่างหน้าตาและรสชาติคล้ายกับขนมชั้นของไทยแต่หวานน้อยกว่าและเหนียวนุ่มกว่า

slot

มันจู (Manju)
มีที่มาจากหมั่นโถวของจีน ขนมแป้งสอดไส้หน้าตาคล้ายซาลาเปาแต่ในบางพื้นที่ก็ทำเป็นรูปลักษณ์อื่นๆ เช่น มันจูใบเมเปิ้ลในฮิโรชิมา, มันจูลูกเจี๊ยบในเกียวโตเป็นต้น โดยตัวแป้งมักจะทำจากแป้งสาลี แป้งมันเทศ หรือแป้งโมจิ ในส่วนของไส้ก็มีหลายไส้ให้เลือกเช่นถั่วแดงกวน, ช็อกโกแลต, เกาลัด เป็นต้น นิยมใส่ไส้ที่รสค่อนข้างหวานมากจึงมักรับประทานคู่กับน้ำชา

โอชิรุโกะ (Oshiruko)
แป้งโมจิย่างในซุปถั่วแดงรสชาติเข้ากัน เป็นขนมหวานสำหรับคลายความหนาวของชาวญี่ปุ่น ซึ่งสูตรการทำขนมโอชิรุโกะของแถบคันโตกับคันไซจะแตกต่างกันเล็กน้อย ถ้าเป็นสูตรของคันไซจะใช้ถั่วแดงที่ยังเป็นเม็ดๆ ต้มและวางบนโมจิย่าง หากเป็นแถบคันโตจะใช้ถั่วแดงกวนหรือบดแบบไม่มีน้ำวางบนโมจิย่าง รับประทานกับน้ำซุปรสหวานที่ทำจากถั่วแดงต้มน้ำตาลในถ้วยแบบร้อนๆ คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

รู้จักการจัดจานอาหารญี่ปุ่นทั้ง 4 ฤดู

หลายท่านที่เคยไปร้านอาหารญี่ปุ่นจะต้องเคยสั่ง set อาหารญี่ปุ่นเพื่อมารับประทาน และมีไม่น้อยที่จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปอาหารเก็บเป็นที่ระลึก แต่เคยสังเกตุมั้ยว่ารายละเอียดการจัดวางของอาหารนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ในครั้งนี้เราจะอยากจะแนะนำไห้รู้จักกับวิธีการจัดชุดอาหารแบบญี่ปุ่นว่าเป็นอย่างไร เอกลักษณ์ของอาหารญี่ปุ่นในแต่ละฤดูที่น่าสังเกตนั้นมีอะไรบ้าง เมื่อทราบเทคนิคดังกล่าวแล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการถ่ายรูปอาหารให้ตรงจุดได้อย่างแน่นอน

ชุดอาหารญี่ปุ่นหลัก อิจิจูซันไซ
โดยทั่วไปแล้ววัฒนธรรมการจัดชุดอาหารแบบญี่ปุ่นนั้นจะยึดหลัก อิจิจูซันไซ (一汁三菜) ซึ่งแปลว่าน้ำซุป 1 อย่าง และกับข้าว 3 อย่าง หมายถึงในชุดอาหารต่อท่านหนึ่งนั้นจะต้องมีข้าว กับข้าว และเครื่องเคียงรวมกัน 3 อย่าง เช่น ข้าวเสริฟพร้อมกับน้ำซุปอย่างน้ำซุปมิโซะ ซุปสาหร่าย อีก1ถ้วย ซึ่งหากนำมาวางบนถาดอาจจัดวางได้ดังนี้

jumbo jili

ข้าว วางบริเวณซ้ายมือสุด
น้ำซุป วางบริเวณขวามือสุด
อาหารหลัก วางบริเวณด้านบนของตำแหน่งถาดอาหาร ในส่วนนี้บางเมนูอาจนำไปใส่รวมกับข้าวด้วย เช่น ข้าวหน้าปลาไหลญี่ปุ่น
กับข้าวหรือเครื่องเคียงรองลงมา วางไว้ข้างๆอาหารหลัก
เครื่องเคียงเล็กน้อย อาทิ ผักดอง วางไว้ตรงกลางระหว่างข้าวกับน้ำซุป
และตะเกียบ วางรวบไว้เป็นแนวนอนบริเวณข้างล่างข้าว

แต่แน่นอนว่านอกจากอิจิจูซันไซแล้ว ก็ยังมีการจัดวางได้อีกหลายรูปแบบ เช่นอาหารประเภทหม้อไฟ (นาเบะ) ที่ส่วนใหญ่จะใหญ่เกินกว่าจะจัดลงในถาดเดียวได้

สล็อต

เอกลักษณ์ของอาหารญี่ปุ่น
สำหรับวัฒนธรรมอาหารที่เด่นชัดของญี่ปุ่นอย่างหนึ่งคือ ความสดใหม่ของของวัตถุดิบ ในที่นี้คือการรักษาคุณภาพและรสชาติของอาหารให้คงความสดใหม่ ด้วยเหตุนี้เราจึงมักเห็นร้านอาหารที่มักใช้วิธีการปรุงอาหารสดๆมากมายทั่วประเทศญี่ปุ่นและร้านอาหารที่เน้นความหลากหลายของวัตถุดิบสดๆทางทำธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆอย่าง ซูชิหรือซาชิมิ เป็นต้นครอบคลุมทั่วประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้คนญี่ปุ่นได้ให้นิยามไว้ว่าอาหารญี่ปุ่นนั้นจะต้องมี 5 รสชาติ 5 สี รับรู้จาก 5 สัมผัส และใช้ 5 วิธีในการปรุงอาหาร

อุดมไปด้วย 5 รสชาติ ได้แก่ รสหวาน รสเปรี้ยว รสเค็ม รสขม และรสเผ็ด
แฝงไปด้วย 5 สี ได้แก่ สีขาวจากข้าว สีดำ(สีม่วง)จากสาหร่าย สีเหลืองจากผักบางชนิด สีแดงจากปลาและเนื้อสัตว์ และสีเขียวจากผักทั่วไปในญี่ปุ่น
สัมผัสได้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตาที่มองเห็นสีสันของอาหาร หูที่ได้ยินเสียง (เช่น เสียงอาหารบนกระทะร้อน) จมูกที่ได้กลิ่นอาหารหอมๆ และปากที่ลิ้มรสชาติและสัมผัสของอาหาร
5 วิธีการปรุงอาหาร ได้แก่ ย่าง ต้ม ทอด นึ่ง และอาหารสด

สล็อตออนไลน์

ชุดอาหาร4ฤดู
การจัดชุดอาหารญี่ปุ่นในแต่ละฤดูนั้นแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงทั้งสีสันของอาหาร อุปกรณ์และภาชณะใส่อาหารตามฤดู รวมถึงรูปแบบของอาหารที่นำมาเสริฟ แบ่งตาม4ฤดูกาลของญี่ปุ่นได้ดังนี้

ฤดูใบไม้ผลิ
ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม เป็นช่วงอากาศที่อบอุ่นสำหรับคนญี่ปุ่นและมีสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่สวยงาม พืชผลมักผลิบาน ชุดอาหารที่จัดจะยึดโทนสีชมพูหรือสีเขียวในการตกแต่ง เช่นผักดองต่างๆหลายชนิด และมักใช้ดอกไม้ใบไม้สดในการตกแต่งอาหาร มักเลือกใช้ถ้วยเล็กๆ เยอะๆ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ปลาชุกชุม ทำให้เมนูที่เสริฟนั้นมักพร้อมไปด้วยปลาและเครื่องเคียงมากมาย ถ้วยที่เลือกใช้ใส่อาหารอาจเป็นลวดลายซากุระ

jumboslot

ฤดูร้อน
ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม มีอากาศร้อนชื้นและฝนตกในช่วงสั้นๆ นิยมเสริฟอาหารในถ้วยแก้วใสๆ เพื่อให้รู้สึกถึงความเย็นสบาย ซึ่งจะใช้ทั้งกับของคาวและของหวานเย็นๆ ใช้ถ้วยชามทรงปากกว้างและตื้นเพื้อให้อาหารสัมผัสกับอากาศ โทนของอาหารและการตกแต่งช่วงฤดูร้อนจะมีสีสดใส เช่นเป็นสีแดง (จากเนื้อสัตว์) สีเขียว สีม่วง สีฟ้าแบบท้องฟ้า และบางทีก็เลือกอาหารที่ช่วยคลายร้อน เช่นบะหมี่เย็น

ฤดูใบไม้ร่วง
ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน อากาศค่อนข้างสบายและเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต อาหารมักจะเกี่ยวกับปลาและผักหลายชนิด อาหารมักตกแต่งด้วยใบไม้ที่เปลี่ยนสีและเน้นการใช้ชามเป็นหลัก โดยมักใช้ภาชนะที่เป็นไม้หรือเซรามิคสีค่อนข้างทึบ โทนสีการตกแต่งอาหารในฤดูใบไม้ร่วงนั้นมักจะเป็นสีแดง เหลือง และส้ม เพื่อแสดงถึงใบไม้เปลี่ยนสี

slot

ฤดูหนาว
ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ อากาศหนาวเย็นถึงขั้นติดลบ ด้วยเหตุนี้ถ้วยชามที่เลือกนำมาใส่นั้นจะเป็นทรงลึกเพื่อกักเก็บความร้อนให้คงอยู่ รวมถึงจะใช้หม้อหลากหลายรูปแบบเพราะเมนูหลักมักจะเป็นเมนูหม้อไฟและซุปร้อนประกอบเป็นหลักในชุดอาหาร โทนสีการตกแต่งอาหารในฤดูหนาวนั้นจะเป็นสีขาว
อาหารแนะนำ : เมนูปูและปลาหมึกยักษ์ต่างๆ หม้อไฟ

สำหรับในโอกาสพิเศษอาจเจอการตกแต่งชุดอาหารญี่ปุ่นด้วยสีแดงและสีทองเนื่องจากเป็นสีมงคล ส่วนชุดอาหารสำหรับงานอวมงคลของญี่ปุ่นจะเป็นโทนสีดำสนิท หวังว่าผู้อ่านหลายๆท่านจะนำเทคนิคการสังเกตชุดอาหารดั้งเดิมของญี่ปุ่นนี้ นำไปสังเกตความตั้งใจต่อรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของร้านอาหารหรือภัตตาคารญี่ปุ่นเหมือนที่เขาใส่ใจต่อการบริการด้วยใจแบบญี่ปุ่นนะ คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก