สนุกไปกับการเที่ยวโอกินาว่า 5 สไตล์ในฤดูร้อน

โอกินาว่าถึอเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของทุกคนในช่วงฤดูร้อน ที่ใครๆ ก็อยากเดินทางมาสัมผัสกับความสวยงามของท้องทะเลสีคราม โดยวันนี้เราจะแนะนำการท่องเที่ยวโอกินาว่าใน 5 รูปแบบที่มีทั้งการสนุกกับกิจกรรมทางน้ำ การเช่ารถขับ การชิมอาหารท้องถิ่นสแสนอร่อย การศึกษาวัฒนธรรมริวกิว และปิดท้ายด้วยการเรียนรู้เรื่องราวในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

  1. เพลิดเพลินกับกิจกรรมทางน้ำหลากหลายรูปแบบ
    เป้าหมายอนดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางไปโอกินาว่าคงเป็นการเดินทางไปสัมผัสกับความสวยงามของท้องทะเลและชายหาดของโอกินาว่า และสนุกกับกิจกรรมทางน้ำหลากหลายรูปแบบ

jumbo jili

ตั้งแต่เล่นน้ำบริเวณชายหาด ซึ่งโอกินาว่านั้นมีหาดสวยๆ อยู่หลายแห่งไม่ว่าจะเป็นหาดมันซะ (Manza Beach) หนึ่งในหาดยอดฮิตของโอกินาว่า หาดเอเมรัลด์ (Emerald Beach) ที่ตั้งอยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชุระอุมิ (Okinawa Churaumi Aquarium) และหาดมูนบีช (Moon Beach) ที่มีเอกลักษณ์ตรงรูปทรงของหาดที่โค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งชายหาดทุกแห่งมีจุดเด่นตรงที่มีหาดทรายสวย น้ำทะเลใส และยังมีกิจกรรมสนุกแบบอื่นๆ ให้เลือกทำอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำแบบสน็อกเกิ้ล เล่นพาราเซลลิ่ง หรือเจ๊ทสกี

โอกินาว่ายังเป็นสวรรค์ของคนรักการดำน้ำ โดยมีจุดดำน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก และในแต่ละฤดูกาลก็จะได้สัมผัสกับความสวยงามของโลกใต้น้ำที่แตกต่างกันไป เช่นจุดดำน้ำบริเวณแหลมมาเอดะ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดดำน้ำที่ดีที่สุดบนเกาะหลักของโอกินาว่า มีทั้งถ้ำสีน้ำเงิน หน้าผาใต้น้ำ ฝูงปลาหลากหลายชนิด และแนวปะการัง และยังมีโอกาสได้พบกับเต่าทะเลอีกด้วย และยังมีจุดดำน้ำอีกแห่งที่ถือเป็นไฮไลท์ของโอกินาว่า นั่นคือจุดดำน้ำบนเกาะโยนากุนิ (Yonaguni Island) ซึ่งจะได้พบกับซากอารยธรรมลึกลับใต้ทะเลขนาดใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีคำตอบว่าซากอาคารเหล่านี้มีความเป็นมาอย่างไร แล้วใครเป็นผู้สร้าง

สล็อต

  1. เช่าบเที่ยวรอบเกาะ
    แม้ว่าเกาะโอกินาว่าจะดูเหมือนมีระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม ทั้งรถโมโนเรลในตัวเมืองนาฮา และรถบัสที่วิ่งไปยังจุดต่างๆ รอบเกาะ แต่รอบรถบัสเองก็มีค่อนข้างน้อย และยังมีเวลาให้บริการที่จำกัด ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนนิยมเช่ารถขับเพื่อท่องเที่ยวโอกินาว่าอย่างสะดวกสบาย โดยนอกจากจะมีข้อดีตรงที่สามารถแวะเที่ยวสถานที่ต่างๆ ได้ตามที่ตัวเองต้องการแล้ว ถนนสายต่างๆ บนเกาะโอกินาว่ายังมีบรรยากาศที่น่าประทับใจจากการขับรถกินลม และชมความสวยงามของวิวท้องทะเลระหว่างทาง

ตัวอย่างของเส้นทางสวยๆ ที่ไม่ควรพลาดเมื่อเช่ารถขับที่โอกินาว่า เช่นทางหลวงหมายเลข 58 ซึ่งเป็นเส้นทางขับรถจากบริเวณตอนกลางของเกาะไปจนถึงตอนเหนือสุดของเกาะ และเป็นถนนหลักที่วิ่งเลียบชา สำรวจยทะเลแทบจะตลอดเส้นทาง จึงมีโอกาสได้สัมผัสกับบรรยากาศสวยๆ ตลอดเวลา หรือบริเวณสะพานโคริ (Kouri Bridge) ที่เชื่อมระหว่างเกาะโคริ (Kori Island) กับเกาะโอกินาว่า ซึ่งเป็นสะพานที่ทอดยาวกลางท้องทะเลสีเขียวมรกตตัดกับฟ้าสีครามที่มอบบรรยากาศสุดประทับใจ

สล็อตออนไลน์

  1. ชิมอาหารท้องถิ่นสไตล์โอกินาว่า
    นอกจากท้องทะเลและชายหาดแล้ว โอกินาว่ายังมีจุดเด่นเรื่องวัฒนธรรมอาหารการกินที่มีเอกลักษณ์ และไม่เหมือนกับที่ไหนๆ ในญี่ปุ่น โดยเมนูส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีน เนื่องจากประวัติศาสตร์ในอดีตของโอกินาว่านั้นมีการติดต่อค้าขายกับจีนอยู่ตลอดเวลา โดยหนึ่งในเมนูขึ้นชื่อที่พบเห็นได้ทั่วไปก็คือราฟุเท (Rafutei) หรือหมูตุ๋นสไตล์โอกินาว่า ซึ่งทำจากหมูสามชั้นชิ้นใหญ่ นำไปตุ๋นกับเหล้า โชยุ และน้ำตาลทรายแดง จนเนื้อนุ่ม เปื่อยถึงขนาดที่ใช้ตะเกียบฉีกเนื้อได้ และสามารถทานคู่กับข้าวสวย และยังเอาไปประกอบเมนูอื่นได้อีกหลากหลายเมนู รวมไปถึงโอเด้งสไตล์โอกินาว่าเองก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

อีกหนึ่งเมนูที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันก็คือโซกิโซบะ (Soki Soba) ซึ่งคำว่า โซกิ (Soki) เป็นภาษาท้องถิ่นที่หมายถึงซี่โครงหมู ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของเมนูนี้ และนำมารวมกับบะหมี่น้ำหรือโซบะ (Soba) สไตล์โอกินาว่า โดยจุดเด่นคือน้ำซุปที่ใส และหน้าตารวมๆ ของเมนูนี้ที่อาจจะดูเรียบง่ายและธรรมดา แต่มีรสชาติที่ซับซ้อน และร้านแต่ละร้านก็มีสูตรที่แตกต่างกันไป หากยังไม่จุใจ ก็ยังมีโกยะ ชัมปุรุ (Goya Champuru) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูที่หาทานได้แทบทุกร้านในโอกินาว่า โดยความหมายทั่วไปแล้วเมนูนี้จะหมายถึงการนำวัตถุดิบต่างๆ มาผัดรวมกัน แต่สูตรที่พบเห็นทั่วไปจะเป็นการนำมะระ ไข่ เนื้อหมู และเต้าหู้มาผัดรวมกัน

jumboslot

  1. สัมผัสวัฒนธรรมริวกิว
    โอกินาว่าถือเป็นพื้นที่ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่แพ้ที่อื่นๆ ในประเทศญี่ปุ่น จากการเป็นอาณาจักรริวกิวอันยิ่งใหญ่ในอดีต ซึ่งส่งผลให้มีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ และหลายอย่างก็ยังคงหลงเหลือให้สัมผัสมาจนถึงในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างปราสาทชูริ (Shuri Castle) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองในอดีต และมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมริวกิวได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังมีสถานที่อีกหลายแห่งที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้าร่วมหรือสัมผัสกับรูปแบบวัฒนธรรมริวกิวอย่างใกล้ชิดผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่นที่หมู่บ้านเครื่องแก้วริวกิว (Ryukyu Glass Village) ซึ่งนำเสนอศิลปะเป่าแก้วอันเป็นเอกลักษณ์ของโอกินาว่าที่มีต้นกำเนิดตั้งแต่ค.ศ.1600 เมื่อจีนส่งเครื่องแก้วเข้ามาพร้อมสินค้าอื่นๆ และยังมีเวิร์คช้อปให้ร่วมทำเครื่องแก้วได้ด้วยตัวเอง และยังมีโอกินาวะเวิลด์ (Okinawa World) สวนสนุกที่ตกแต่งและเน้นถึงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมริวกิว ซึ่งมีทั้งหมู่บ้านโบราณแบบจำลอง การแสดงท้องถิ่น และเรื่องราวของวัฒนธรรมริวกิวแทบทุกมุม

slot

  1. เรียนรู้ประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
    โอกินาว่าเคยเป็นสมรภูมิรบแห่งสุดท้ายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยตำแหน่งที่ตั้งซึ่งไม่ไกลจากประเทศใกล้เคียงอย่างไต้หวันหรือฟิลิปปินส์ ทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ จนนำมาสู่การที่กองทัพอเมริกาต้องยกพลขึ้นบกที่นี่ โดยสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญบนเกาะโอกินาว่าที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้เรื่องราวอันโหดร้ายในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็คือสวนแห่งสันติภาพ (Peace Memorials Park)

ภายในสวนยังมีสถานที่ย่อยอีกมากมายที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นอนุสรณ์สถานและพิพิธภัณฑ์ฮิเมะยุริ (Himeyuri Monument / Himeyuri Peace Museum) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงกลุ่มนักเรียนหญิงที่ถูกเกณฑ์ให้มาทำงานพยาบาลให้กับเหล่าทหาร และต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า และอดีตกองบัญชาการกองทัพใต้ดิน (Former Navy Underground Headquarters) ซึ่งเป็นอุโมงค์ใต้ดินลึกกว่า 300 ซึ่งเคยใช้เป็นกองบัญชาการของทหารญี่ปุ่นในการต่อสู้กับอเมริกา โดยในวันที่ถูกทหารอเมริกาล้อมเอาไว้ ทหารญี่ปุ่นกว่า 4,000 นายที่อยู่ในอุโมงค์แห่งนี้ก็ได้พร้อมใจกับปลิดชีวิตตัวเองลง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความพยายามของชาวโอกินาว่าในการย้ำเตือนถึงความโหดร้ายของสงคราม เพื่อไม่ให้เราทุกคนสร้างสงครามเช่นนี้ขึ้นมาอีก มีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมาย

รู้จักศิลปะการป้องกันตัวแบบญี่ปุ่น

ในหัวข้อนี้จะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะการป้องกันตัวที่น่าสนใจที่ความเป็นมาและเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นกีฬาป้องกันตัวที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกดังต่อไปนี้

คาราเต้ (Karate)
คาราเต้ หรือคาราเต้โด เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งของญี่ปุ่นซึ่งปรากฏขึ้นครั้งแรกโดยชาวริวกิวหรือจังหวัดโอกินาวาในปัจจุบัน โดยมีที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่เนื่องจากยุคนั้นเกาะโอกินาวากับจีนมีการติดต่อค้าขายกันอยู่ตลอด วัฒนธรรมหลายๆอย่างในโอกินาวาจึงได้รับอิทธิพลมาจากจีนเป็นส่วนใหญ่รวมทั้งคาราเต้ ที่เริ่มมีการเผยแพร่สู่เกาะโอกินาวาและพื้นที่อื่นๆทั่วญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ.1921 โดยหลักปรัชญาของคาราเต้ ประกอบด้วย 3K นั่นก็คือ Kihon เป็นท่าพื้นฐาน Kumite เป็นการต่อสู้ และ Kata เป็นการใช้ท่าทางคล้ายเพลงมวย

jumbo jili

ภาพลักษณ์ของคาราเต้อาจจะดูรุนแรง โดยเฉพาะภาพการใช้มือฟันอิฐที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ แต่จริงๆแล้วคาราเต้เป็นเรื่องของความสงบและสันติในจิตใจ คือศิลปะรูปแบบหนึ่งที่ต้องใช้ทั้งความคิด จิตใจบวกกับพลังของร่างกาย ทั้งสามอย่างนี้จะต้องฝึกฝนและพัฒนาไปด้วยกัน เอกลักษณ์ของคาราเต้คือการใช้มือและความแข็งแกร่งของกำปั้น สันมือ ข้อศอกในการต่อสู้ โดยปราศจากอาวุธ แต่ใช้การดึงพลังจากร่างกายมารวมให้เป็นหนึ่งในการต่อสู้โจมตี อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญของคาราเต้น่าจะเป็นเรื่องของการต่อสู้กับตนเอง เช่นการฝึกยับยั้งแรงของการโจมตี เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับบาดเจ็บโดยไม่จำเป็น เรียกว่าเป็นการฝึกเพื่อกำหนดความรุนแรงของการโจมตี เป็นต้น

ปัจจุบันการฝึกคาราเต้มีทั้งในรูปแบบศิลปะป้องกันตัวและกีฬา ซึ่งแต่ละส่วนล้วนแต่มีความสำคัญทั้งการฝึกเพลงมวยคาตะหรือการฝึกต่อสู้คุมิเต้ โดยมีการแบ่งระดับความสามารถด้วยสีของสายโอบิ (Obi) เช่น สีขาว เหลืองเขียว เรียกว่าคิว (Kyu) ส่วนในระดับสายดำซึ่งเป็นความสามารถที่สูงที่สุดจะเรียกว่า ดั้ง (Dan)

เคนโด้ (Kendo)
เคนโด้ ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่ชื่อมีความหมายตรงตัวว่า วิถีแห่งดาบ มีต้นกำเนิดมาจากการใช้ดาบของซามูไรที่สืบทอดกันมายาวนานนับพันปีตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 789 เคนโด้จะใช้ดาบไม้ไผ่ในการฝึกฝนกระบวนท่าการต่อสู้ที่เน้นความรวดเร็ว เด็ดขาดและต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเป็นศิลปะป้องกันตัวแล้ว การฝึกเคนโด้ ก็คือการฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง โดยมีแนวคิดเพื่อทำให้ร่างกาย จิตใจ และคมดาบเป็นอันหนึ่งอันหนึ่งเดียวกัน

สล็อต

ในการฝึกเดนโด้จะมีชุดเครื่องแบบและอุปกรณ์ดังต่อไปนี้
・Kendogi หรือชุดเครื่องแบบที่ประกอบด้วยกางเกงฮากามะ (Hakama) เป็นกางกางขายาวมีจีบกว้างด้านในเป็นนวมป้องกันการบาดเจ็บและเสื้อที่เรียกว่า เคโกคิ (Keigoki)
・เสื้อเกราะป้องกันที่เรียกว่าโบกุ (Bogu) มีทั้งหมด 4 ชิ้นสำหรับป้องกันร่างกายไม่ให้ได้รับบาดเจ็บได้แก่ เม็ง (Men) ป้องกันศีรษะ, โด (Do) ป้องกันลำตัว, โคเต (Kote) ป้องกันข้อมือและแขน, ทาเระ (Tare) ป้องกันบริเวณสะโพก
・ชิไน (Shinai) เป็นดาบที่ทำจากไม้ไผ่ 4 ชิ้นมามัดรวมเข้าด้วยกันด้วยเชือกหนัง ใช้สำหรับฝึกฝนหรือฝึกซ้อมแบบทั่วไป
・โบคุโตะ (Bokuto) เป็นดาบไม้ที่ทำมาจากไม้เนื้อแข็งใช้สำหรับฝึกในรูปแบบเป็นทางการ

ปัจจุบันการฝึกเคนโด้ก็มีกฎ-กติกาเหมือนกีฬาป้องกันตัวประเภทหนึ่งสำหรับต่อสู้กันแบบตัวต่อตัว โดยในการฝึกนั้นปกติจะต้องเริ่มฝึกจากท่ารำคาตะ (Kata) ก่อน จากนั้นจึงค่อยฝึกแบบใส่ชุดเกราะซึ่งเป็นการฝึกต่อสู้ สิ่งสำคัญคือ ผู้ฝึกเล่นเคนโด้ต้องใช้สมาธิสูงมากและมีการตัดสินใจที่รวดเร็ว รอบคอบ แม่นยำ เรียกว่าเป็นศิลปะที่ต้องอาศัยการชิงไหวชิงพริบบวกกับประสบการณ์ในการฝึกฝนเพื่อความเชี่ยวชาญทั้งในรูปแบบศิลปะป้องกันตัวหรือต่อสู้แบบกีฬา

สล็อตออนไลน์

ไอคิโด (Aikido)
ไอคิโด (Aikido) มีความหมายว่า “หนทางแห่งการเป็นหนึ่งเดียวกับพลังชีวิต” เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีแนวคิดในการผสมผสานระหว่างปรัชญา ศาสนา และวิทยายุทธ์ ถูกคิดค้นขึ้นโดยนายอุเอชิบะ โมริเฮ (Ueshiba Morihei) เมื่อราวๆ 100 กว่าปีก่อนในสมัยไทโช (Taisho) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ฝึกวิชาสามารถใช้ป้องกันตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้อาวุธ
จดเด่นของไอคิโด ก็คือการใช้ทุ่มและควบคุมอย่างรอบคอบ จะไม่รับหรือต้านการจู่โจมจากคู่ต่อสู้โดยตรงแต่จะใช้วิธีการเปลี่ยนทิศทางพลังงานจู่โจมที่พุ่งเข้ามาเพียงเล็กน้อยด้วยการหมุนหรือท่วงท่าอื่นๆที่มีประสิทธิภาพ

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นลักษณะพิเศษของไอคิโดก็คือ การปฏิเสธการท้าทายที่จะเอาชนะผู้อื่น และไม่สอนให้ทำร้ายผู้อื่นด้วยวิธีการชก เตะ ถีบ แต่จะเน้นการสอนให้ระงับหรือควบคุมความก้าวร้าว ความรุนแรงจากฝ่ายตรงข้ามด้วยความเมตตา ไม่ตอบโต้ด้วยพละกำลัง ที่สำคัญคือไม่ต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามที่เข้ามาทำร้ายได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยยึดหลักการ 4 ข้อ ได้แก่

  1. นำตัวออกจากทิศทางของการโจมตี
  2. โอนอ่อน กลมกลืน ตามแรง และเปลี่ยนทิศทางของการโจมตี
  3. ใช้เทคนิคการควบคุมโดยไม่มีเจตนาทำร้าย
  4. ยุติความขัดแย้ง ปลดอาวุธ นำกลับเข้าสู่ความสงบดังเดิม

ด้วยปรัชญาที่ว่าทำให้ไอคิโดไม่มีการจัดการแข่งขัน และไม่ได้มีไว้ทำร้ายคู่ต่อสู้ จึงเป็นจุดที่ทำให้ไอคิโดแตกต่างจากศิลปะป้องกันตัวอื่น ๆ ซึ่งการฝึกฝนจะมีความหลากหลาย ทั้งในเรื่องของการฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายกับเทคนิคเฉพาะสำหรับไอคิโด เช่น ท่าทุ่ม เทคนิคในการรุกที่มีทั้งการกระแทกและยึด เทคนิคในการรับอย่างการทุ่มและจับยึด ส่วนความแข็งแกร่งในด้านจิตใจนั้นก็จะเป็นการฝึกควบคุม ผ่อนคลาย ยืดหยุ่นและอดทน พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามอย่างกล้าหาญและเที่ยงตรง

jumboslot

ยิวยิตสู (Jujutsu)
ยิวยิตสู (Jujutsu) หรือในภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า จูจุตสึ มีความหมายว่า ศิลปะของความอ่อน ในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นถือว่าเป็นอีกหนึ่งศิลปะการป้องกันตัวที่มีมานานนับร้อยปีโดยได้รับอิทธิพลมาจากการต่อสู้ของซามูไรในสมัยก่อนและพัฒนามาเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่าโดยไม่ใช้อาวุธ

แนวคิดในการต่อสู้แบบยิวยิตสูก็จะใช้พละกำลังและเทคนิคในการการทุ่ม ต่อย เตะ กอดล็อกคู่ต่อสู้ หักแขน ล็อกคอ รวมทั้งท่านอนปล้ำและท่าทำลายฝั่งตรงข้ามที่เป็นเอกลักษณ์ ถือว่าเป็นศิลปะการป้องกันตัวที่รุนแรงและมีอันตรายมากพอสมควรเมื่อเทียบกับศิลปะป้องกันตัวด้วยมือเปล่าชนิดอื่นๆ เทคนิคการต่อสู้แบบยิวยิตสูถูกนำไปใช้เป็นพื้นฐานการฝึกต่อสู้ด้วยมือเปล่าของหน่วยงานการทหาร เช่น กองทัพสหราชอาณาจักร กองทัพรัสเซีย ส่วนใหญ่เป็นการฝึกที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของการทำให้คู่ต่อสู้เพลี่ยงพล้ำ โดยในการฝึกซ้อมนั้นจะอยู่ภายใต้ความเชี่ยวชาญของผู้ฝึกสอนและไม่ได้ทำให้คู่ต่อสู้ถึงขั้นเสียชีวิต

ในยุคหลังๆมายิวยิตสูก็ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ลดอันตรายและความรุนแรงลงมา ทั้งยังได้ถูกพัฒนาเป็นกีฬาอื่นๆอีก อย่างเช่นยูโดซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ที่แตกแขนงมากจากยิวยิตสูนี่เอง
นอกจากนี้ การเผยแพร่ศิลปะป้องกันตัวยิวยิตสูไปทั่วโลกก็ทำให้มีการพัฒนารูปแบบของการต่อสู้ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ยิวยิตสูของญี่ปุ่น ตัวอย่างเช่น บราซิลเลียนยิวยิตสู ที่เน้นการต่อสู้ในท่านอนซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากแบบดั้งเดิม

ปัจจุบัน ยิวยิตสูกลายเป็นกีฬาและศิลปะการต่อสู้ที่สามารถฝึกได้ทุกเพศทุกวัยโดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน ซึ่งการฝึกยิวยิตสูทำให้ร่างกายทุกส่วนได้ออกแรงเผาผลาญไขมัน เสริมสร้างกล้ามเนื้อรวมทั้งพัฒนาสมรรถภาพร่างกายให้แข็งแรง อีกทั้งได้ฝึกฝนจิตใจให้มีสมาธิ มีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ภายใต้กฎกติกาและเครื่องป้องกันที่มีความปลอดภัยสูง

slot

ยูโด (Judo)
ยูโด (Judo) ศิลปะป้องกันตัวของญี่ปุ่นที่มีการพัฒนามาจากศิลปะป้องกันตัวยิวยิตสู โดยคาโน จิโกโระ (Kano Jigoro) มีชื่อเต็มว่า โคโดกังยูโด มีเอกลักษณ์เฉพาะคือการต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าด้วยวิธีโอนอ่อนผ่อนตาม หรือเรียกกันว่า หนทางแห่งความนุ่มนวล (soft way)

จุดเริ่มต้นความเป็นมาของยูโดในประวัติศาสตร์นั้น บุคคลที่มีส่วนสำคัญมากที่สุดก็คือ คาโน จิโกโระ ที่ได้ค้นพบว่าศิลปะการต่อสู้ยิวยิตสูแบบดั้งเดิมนั้นมีเทคนิคเป็นอันตรายหลายอย่าง เช่น การจิ้มตา การเตะหว่างขา ดึงผม ซึ่งดูโหดร้าย ป่าเถื่อนจนอาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บสาหัสจากการฝึกได้ ดังนจึงได้เริ่มมีการปรับปรุงแนวคิดในการฝึกซ้อมแบบใหม่ด้วยการยกเลิกเทคนิครุนแรงทั้งหลายออกไปและเน้นการป้องกันตัวเพื่อความปลอดภัยโดยใช้เทคนิคอย่างการล็อคสันหลัง คอ ข้อมือ แล้วเรียกศิลปะการป้องกันตัวนี้ว่า ยูโด

ปัจจุบันยูโดเป็นทั้งศิลปะป้องกันตัวและกีฬาสากลที่มีการผสมผสานเทคนิคการต่อสู้หลายชนิด เช่นการเหวี่ยง 67 ท่า, ท่าทุ่มลง 7 ท่า, ท่าล็อคข้อต่อ 9 ท่า เป็นต้น จุดมุ่งหมายในการฝึกฝนก็เพื่อบริหารร่างกายและจิตใจรวมทั้งสามารถใช่ในการต่อสู้ป้องกันตัวให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ โดยมีการกำหนดระดับมาตรฐานความสามารถด้วยสายคาดเอว แบ่งเป็น 2 ระดับใหญ่ๆคือ ระดับคิว (Kyu) เป็นระดับก่อนสายดำซึ่งหมายถึง นักเรียนและระดับดั้ง (Dan) ก็คือระดับผู้นำซึ่งมีความสามารถสูง อีกทั้งมีการแยกระดับความเก่งโดยใช้สีของสายคาดเอวที่มีรายละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศที่มีการเล่นกีฬายูโดด้วย เป็นศิลปะที่คนญี่ปุ่นนิยมกันมาก

7 สถานที่ท่องเที่ยวไม่ควรพลาดของญี่ปุ่น

ที่เที่ยวเหล่านี้อาจจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและอยู่ไกลจากคำว่าเก๋ฮิป แต่เป็นที่เที่ยวสำคัญของญี่ปุ่น ที่ถ้ายังไม่เคยได้ไป ก็ไม่สามารถพูดได้ว่าเที่ยวญี่ปุ่นจนทั่วแล้ว เพราะสถานที่เหล่านี้แหละที่เข้มข้นไปด้วยวัฒนธรรม ศิลปะ และประวัติศาสตร์ที่หล่อหลอมให้ญี่ปุ่นเป็นญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้ ถ้าที่ไหนไม่มีอยู่ในแพลน ให้รีบลิสต์ใส่เอาไว้ในทริปด้วยด่วนเลยนะ

7 ที่เที่ยวที่ต้องไปสักครั้ง

  1. Itsukushima (Hiroshima)
    ใครๆ ก็คงจะเคยเห็นภาพถ่ายสวยๆ ของญี่ปุ่นทั้งตามหน้าปกหนังสือนำเที่ยวหรือโปสเตอร์รวมทั้งโปสการ์ดต่างๆ ที่เป็นภาพเสา Torii ที่อยู่กลางน้ำ นั่นคือภาพของศาลเจ้า

jumbo jili

Itsukushima ที่อยู่บนเกาะ Miyajima ไม่ไกลจากเมืองฮิโรชิมานัก โดยที่นี่จะโดดเด่นด้วยเสา Torii ขนาดใหญ่กลางน้ำ ที่เวลาที่นํ้าขึ้นสูงสุดจะทำให้ดูราวกับว่าศาลเจ้านี้ลอยอยู่บนทะเล ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมจาก UNESCO ในปี 1996 แน่นอนว่าสำหรับคนไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกแล้ว ที่นี่เป็นที่ที่ควรจะต้องไปดูเลย เพราะว่าของจริงสวยยิ่งกว่าในภาพถ่ายอีกนะ

  1. อากิฮาบาระ
    บางคนอาจจะสนใจวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น แต่แน่นอนว่าต้องมีอีกหลายคนที่สนใจวัฒนธรรมสมัยใหม่ของญี่ปุ่นแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นมังงะและอนิเมะ ศูนย์รวมวัฒนธรรมย่อย

สล็อต

แนวนี้ของญี่ปุ่นมีหลายที่ แต่มือใหม่ขอแนะนำให้มาลงที่ Akihabara ก่อนเลย เพราะมีครบครัน ครบทุกแนวทุกแบบให้เลือกซื้อและเลือกสัมผัส นอกจากนี้ Akihabara ยังเต็มไปด้วยสีสันสว่างสดใส เสียงดังและเต็มไปด้วยกิจกรรมมากมาย รับรองว่ามันจะกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าคนที่ชอบอนิเมะ เกม และมังงะไปในทันที

  1. วัดโทไดจิ (นารา)
    วัด Todaiji ที่เมือง Nara นั้นเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปบรอนซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และตัวอาคารเองก็ยังเป็นอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย รายล้อมด้วยสวนขนาดใหญ่สวยงามอลังการ และฝูงกวางมากมายที่สามารถให้อาหารได้ นอกจากนี้ภายในนั้นยังรวมไว้ด้วยวัตถุโบราณทางศิลปะหาดูยากจำนวนมาก เป็นที่ๆเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ทางศาสนาของญี่ปุ่น ส่วนเหล่าฝูงกวางก็สามารถเดินเข้าออกได้ตามอำเภอใจยิ่งกว่าคนเสียอีกเพราะว่ากันว่ากวางคือผู้ส่งสารจากพระเจ้านั่นเอง

สล็อตออนไลน์

  1. Kinkaku-ji (Kyoto)
    Kinkaku-ji หรือที่เรารู้จักกันดีว่า วัดทองนั่นเอง ถ้าไปญี่ปุ่นแล้วไม่ได้ไปชมความงดงามของวัดทองแห่งนี้จัดว่ายังมาไม่ถึงญี่ปุ่น ฉะนั้นใครที่ไปญี่ปุ่นครั้งแรกนั้นควรจะต้องไปเยี่ยมชมซักครั้งหนึ่ง ความงดงามเหนือคำบรรยาย โดยเฉพาะเงาสะท้อนของวัดที่สะท้อนลงบนพื้นน้ำเบื้องล่าง สวยงามหมดจดจริงๆ แต่เดิมวัดทองนี้สร้างเพื่อเป็นที่อาศัยหลังจากเกษียณหน้าที่แล้วของโชกุน Ashikaga Yoshimitsu แต่ถูกเผาลงในปี 1950 และ 5 ปีหลังจากนั้นวัดนี้ก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่เหมือนเดิมทุกประการ และตั้งตระหง่านสวยงามต้อนรับนักท่องเที่ยวมาจนถึงทุกวันนี้
  2. Kiyomizu-dera (Kyoto)
    Kiyomizu-dera เป็นอีกวัดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเลย เป้นวัดที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ย้อนไปได้จนถึงปี 798 เลยทีเดียว มีน้ำตกภายในที่ไหลลงมาทำให้เกิดสมดุลย์ที่

jumboslot

สวยงามระหว่างวัดและธรรมชาติ ตัวอาคารของวัดประกอบขึ้นมาด้วยภูมิปัญญาญี่ปุ่น นั่นคือไม่ได้มีการใช้น็อตหรือตะปูในการประกอบเลย แต่กลับมีโครงสร้างแข็งแรงทนร้อนทนหนาวมาได้ยาวนาน นอกจากนี้แผงระเบียงที่ยื่นออกไปนอกผายังเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง ห้ามพลาดเด็ดขาด

  1. Kamakura
    พระใหญ่แห่งวัด Kotoku-in ใน Kamakura เป็นพระพุทธรูปบรอนซ์ของ Amida Buddha องค์ใหญ่ที่แลดูทรงพลัง สูงกว่า 13 เมตรและหนักกว่า 93 ตัน มีรายงานว่าพระพุทธรูปนี้ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 1252 โดยดั้งเดิมอยู่ในวัดไม้เล็กๆ แต่ที่ปัจจุบันอยู่กลางแจ้งนั้น เป็นเพราะวัดไม้นั้นถูกคลื่นสีนามิพัดไปเมื่อเกิดอุบัติภัยในสมัยศตวรรษที่ 15 วัด Kotoku-in ใน Kamakura นี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ห่างจาก Tokyo เลย สามารถไปกลับได้ในหนึ่งวัน และถ้าใครแผนไปแถวนั้นต้องไม่พลาดใส่ทริปนี้ลงไปในโปรแกรมด้วยเด็ดขาด

slot

  1. ภูเขาฟูจิ (Shizuoka & อื่นๆ)
    มาถึงญี่ปุ่นแล้วไม่ว่ายังไงก็ตามจะต้องได้เห็นภูเขาฟูจิ ซึ่งเป็นภูเขาที่สวยและงดงามที่สุดของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังสูงที่สุดในญี่ปุ่นด้วย กับความสูง 3,776 เมตร สามารถมองเห็นได้จากหลายจุดในญี่ปุ่น โดยมากที่จะสามารถมองเห็นได้ใหญ่โตชัดเจนเลยก็จะเป็นในแถบจังหวัด Shizuoka แต่ใน Tokyo บนอาคารสูงๆ ในวันที่ฟ้าเปิด หรือแม้แต่ในรถไฟ Shinkansen ที่มุ่งหน้าไป-กลับ Tokyo และฝั่ง Osaka ก็สามารถมองเห็นภูเขาฟูจิได้อย่างชัดเจนเช่นกัน แต่ถ้าใครคิดว่าแค่ดูอย่างเดียวมันไม่หนำใจ ก็สามารถไปปีนได้ โดยทุกปีก็จะมีคนขึ้นไปปีนภูเขาฟูจิกว่า 200,000 คน ซึ่งจะเปิดให้ปีนเฉพาะในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น ใช้เวลาปีนประมาณ 4-8 ชั่วโมง และใช้เวลาปีนลงอีกประมาณ 3-5 ชั่วโมง
    ใครไปญี่ปุ่นก็ต้องไปเที่ยวให้ได้

รู้รอบเรื่องโซบะ อาหารหลักของคนญี่ปุ่น

โซบะ (蕎麦) เป็นอาหารที่มีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัยโจมง (ประมาณ 2,400-16,000 ปีก่อน) โดยว่ากันว่ามีการเพาะปลูกต้นโซบะตั้งแต่ในยุคโจมง และจีนก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยได้นำเครื่องโม่เข้ามาภายในประเทศจนทำให้เกิดการพัฒนาเส้นโซบะขึ้นมา ตั้งแต่นั้นคนญี่ปุ่นก็เริ่มหันมาทานโซบะมากขึ้นจนกลายเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่น

jumbo jili

เส้นโซบะทำมาจากอะไรกันนะ?
ตัวแป้งของโซบะที่นำมาใช้ทำนั้นคือแป้งทีี่ทำจากเมล็ดของ “ต้นโซบะ” นั่นเอง จึงได้ชื่อว่าโซบะ รูปร่างของเส้นโซบะนั้นมักเป็นทรงกลมยาว และมีสีออกน้ำตาล เพราะเมล็ดมีสีน้ำตาลโทนเดียวกันนั่นเอง

นอกจากนี้ต้นโซบะยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า ต้นบัควีท ภาษาอังกฤษคือ Buckwheat ถ้าเห็นที่ไหนก็ให้แน่ใจเลยว่าเป็นอาหารชนิดเดียวกัน บางทีฝรั่งก็เรียกโซบะว่า Buckwheat Noodle (บะหมี่บัควีท)

สล็อต

คุณสมบัติของแป้งโซบะคือ

  1. ช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงมากขึ้นจึงเป็นอาหารที่เหมาะมากสำหรับคนที่เป็นโรคภาวะหลอดเลือดและโรคความดันโลหิตสูง
  2. ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้จึงเหมาะแก่การนำไปประกอบอาหารให้สำหรับคนที่เป็นเบาหวานรับประทาน
  3. ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ลำไส้ทำให้ท้องไม่ผูก และยังช่วยทำให้เกิดความอยากอาหารอีกด้วย
  4. โซบะมีคุณค่าทางอาหารสูงมากไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี1 หรือบี2 และยังมีแร่ธาตุกับโปรตีนเป็น 2 เท่าของแป้งชนิดอื่น นอกจากนั้นยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์อีกถึง 8 ชนิดอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

อาหารที่มีเส้นโซบะเป็นส่วนประกอบมีอะไรบ้าง
หากได้รู้คุณประโยชน์ของเจ้าเส้นแสนอร่อยนี้แล้วล่ะคงต้องเริ่มหาเมนูโซบะมารับประทานบ้างแล้วล่ะซึ่งก็มีให้เลือกหลายแบบเลย!

  1. ซารุโซบะ โซบะเย็นๆที่ญี่ปุ่นก็ใช่ คนไทยก็ชอบ
    เมนูยอดนิยมของคนไทย ซารุโซบะเป็นเส้นโซบะเย็นที่ค่อยๆใช้ตะเกียบหมุนเส้นและนำไปจุ่มในซอสสูตรเฉพาะให้ได้รสชาติกลมกล่อมของตัวซอส สัมผัสเนื้อเส้นก็มีความนุ่มหนึบ ทานพร้อมผักและเครื่องเคียงได้หลากหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นต้นหอมญี่ปุ่น หัวไชเท้าฝอย หรือจะเพิ่มความจัดจ้านด้วยวาซาบิก็อร่อยไปอีกแบบ แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือซอสที่ใช้จิ้มต้องอร่อย

jumboslot

  1. เทมปุระโซบะ ทำไมคนญี่ปุ่นชอบเอาของทอดมาใส่ในซุป
    เทมปุระโซบะเป็นเส้นโซบะที่ราดซุปจนชุ่มฉ่ำ และโรยหน้าด้วยของทอดเทมปุระตามใจชอบ พร้อมกับอาจเพิ่มต้นหอมหั่นฝอยก็ได้ นอกจากจะได้เพลิดเพลินไปกับความกรอบของแป้งเทมปุระแล้ว ก็ยังสามารถกินโซบะกับซุปร้อนๆ ช่วยลดความมันให้กับเทมปุระซึ่งเป็นของทอดได้อีกด้วย น่ากินสุดๆไปเลย
  2. คิทสึเนะโซบะ โซบะใส่เต้าหู้ทอดญี่ปุ่น
    โซบะในซุปร้อนที่จะมาพร้อมแผ่นเต้าหู้ทอด เพราะคนญี่ปุ่นเชื่อว่า คิทสึเนะ หรือจิ้งจอกของญี่ปุ่นนั้นชื่นชอบเต้าหู้ทอดเป็นอย่างมากจึงได้นำชื่อของคิทสึเนะมาตั้งเป็นชื่อเมนูโซบะที่มีแผ่นเต้าหู้ทอดเป็นส่วนประกอบของตัวอาหาร

slot

ทำไมจึงเลือกโซบะเป็นอาหารต้อนรับวันปีใหม่
ที่ญี่ปุ่นนั้นในวันส่งท้ายปีเก่าหรือวันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันที่ชาวญี่ปุ่นทุกครอบครัวจะทำอาหารชนิดหนึ่งของโซบะที่มีชื่อเรียกว่า 年越しそば (โทชิโคชิโซบะ) เป็นเส้นโซบะต้มสุกที่โดนจัดวางใส่ถ้วยพร้อมราดซุปร้อนๆแบบเฉพาะของแต่ละบ้าน ประดับด้วยของตามชอบไม่ว่าจะเป็นเทมปุระหรือเต้าหู้ทอด เนื้อสัตว์อย่างอื่นๆก็สามารถใส่ได้ไม่ว่ากัน

ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าหากกินเส้นโซบะในช่วงก่อนวันขึ้นปีใหม่ ชีวิตจะยืนยาวเหมือนเส้นของโซบะที่ยาวมากๆ รวมถึงการกัดก็เช่นกัน เส้นโซบะนั้นนับว่ากินได้ง่ายเพราะมีความนุ่มกว่าเส้นทั่วไป นั่นก็สามารถสื่อได้อีกความหมายว่าหากเราเจอปัญหาอะไรก็ตามก็สามารถคลายปมหรือปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

รู้จักการจัดจานอาหารญี่ปุ่นทั้ง 4 ฤดู

หลายท่านที่เคยไปร้านอาหารญี่ปุ่นจะต้องเคยสั่ง set อาหารญี่ปุ่นเพื่อมารับประทาน และมีไม่น้อยที่จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปอาหารเก็บเป็นที่ระลึก แต่เคยสังเกตุมั้ยว่ารายละเอียดการจัดวางของอาหารนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ในครั้งนี้เราจะอยากจะแนะนำไห้รู้จักกับวิธีการจัดชุดอาหารแบบญี่ปุ่นว่าเป็นอย่างไร เอกลักษณ์ของอาหารญี่ปุ่นในแต่ละฤดูที่น่าสังเกตนั้นมีอะไรบ้าง เมื่อทราบเทคนิคดังกล่าวแล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการถ่ายรูปอาหารให้ตรงจุดได้อย่างแน่นอน

ชุดอาหารญี่ปุ่นหลัก อิจิจูซันไซ
โดยทั่วไปแล้ววัฒนธรรมการจัดชุดอาหารแบบญี่ปุ่นนั้นจะยึดหลัก อิจิจูซันไซ (一汁三菜) ซึ่งแปลว่าน้ำซุป 1 อย่าง และกับข้าว 3 อย่าง หมายถึงในชุดอาหารต่อท่านหนึ่งนั้นจะต้องมีข้าว กับข้าว และเครื่องเคียงรวมกัน 3 อย่าง เช่น ข้าวเสริฟพร้อมกับน้ำซุปอย่างน้ำซุปมิโซะ ซุปสาหร่าย อีก1ถ้วย ซึ่งหากนำมาวางบนถาดอาจจัดวางได้ดังนี้

jumbo jili

ข้าว วางบริเวณซ้ายมือสุด
น้ำซุป วางบริเวณขวามือสุด
อาหารหลัก วางบริเวณด้านบนของตำแหน่งถาดอาหาร ในส่วนนี้บางเมนูอาจนำไปใส่รวมกับข้าวด้วย เช่น ข้าวหน้าปลาไหลญี่ปุ่น
กับข้าวหรือเครื่องเคียงรองลงมา วางไว้ข้างๆอาหารหลัก
เครื่องเคียงเล็กน้อย อาทิ ผักดอง วางไว้ตรงกลางระหว่างข้าวกับน้ำซุป
และตะเกียบ วางรวบไว้เป็นแนวนอนบริเวณข้างล่างข้าว

แต่แน่นอนว่านอกจากอิจิจูซันไซแล้ว ก็ยังมีการจัดวางได้อีกหลายรูปแบบ เช่นอาหารประเภทหม้อไฟ (นาเบะ) ที่ส่วนใหญ่จะใหญ่เกินกว่าจะจัดลงในถาดเดียวได้

สล็อต

เอกลักษณ์ของอาหารญี่ปุ่น
สำหรับวัฒนธรรมอาหารที่เด่นชัดของญี่ปุ่นอย่างหนึ่งคือ ความสดใหม่ของของวัตถุดิบ ในที่นี้คือการรักษาคุณภาพและรสชาติของอาหารให้คงความสดใหม่ ด้วยเหตุนี้เราจึงมักเห็นร้านอาหารที่มักใช้วิธีการปรุงอาหารสดๆมากมายทั่วประเทศญี่ปุ่นและร้านอาหารที่เน้นความหลากหลายของวัตถุดิบสดๆทางทำธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆอย่าง ซูชิหรือซาชิมิ เป็นต้นครอบคลุมทั่วประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้คนญี่ปุ่นได้ให้นิยามไว้ว่าอาหารญี่ปุ่นนั้นจะต้องมี 5 รสชาติ 5 สี รับรู้จาก 5 สัมผัส และใช้ 5 วิธีในการปรุงอาหาร

อุดมไปด้วย 5 รสชาติ ได้แก่ รสหวาน รสเปรี้ยว รสเค็ม รสขม และรสเผ็ด
แฝงไปด้วย 5 สี ได้แก่ สีขาวจากข้าว สีดำ(สีม่วง)จากสาหร่าย สีเหลืองจากผักบางชนิด สีแดงจากปลาและเนื้อสัตว์ และสีเขียวจากผักทั่วไปในญี่ปุ่น
สัมผัสได้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตาที่มองเห็นสีสันของอาหาร หูที่ได้ยินเสียง (เช่น เสียงอาหารบนกระทะร้อน) จมูกที่ได้กลิ่นอาหารหอมๆ และปากที่ลิ้มรสชาติและสัมผัสของอาหาร
5 วิธีการปรุงอาหาร ได้แก่ ย่าง ต้ม ทอด นึ่ง และอาหารสด

สล็อตออนไลน์

ชุดอาหาร4ฤดู
การจัดชุดอาหารญี่ปุ่นในแต่ละฤดูนั้นแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงทั้งสีสันของอาหาร อุปกรณ์และภาชณะใส่อาหารตามฤดู รวมถึงรูปแบบของอาหารที่นำมาเสริฟ แบ่งตาม4ฤดูกาลของญี่ปุ่นได้ดังนี้

ฤดูใบไม้ผลิ
ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม เป็นช่วงอากาศที่อบอุ่นสำหรับคนญี่ปุ่นและมีสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่สวยงาม พืชผลมักผลิบาน ชุดอาหารที่จัดจะยึดโทนสีชมพูหรือสีเขียวในการตกแต่ง เช่นผักดองต่างๆหลายชนิด และมักใช้ดอกไม้ใบไม้สดในการตกแต่งอาหาร มักเลือกใช้ถ้วยเล็กๆ เยอะๆ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ปลาชุกชุม ทำให้เมนูที่เสริฟนั้นมักพร้อมไปด้วยปลาและเครื่องเคียงมากมาย ถ้วยที่เลือกใช้ใส่อาหารอาจเป็นลวดลายซากุระ

jumboslot

ฤดูร้อน
ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม มีอากาศร้อนชื้นและฝนตกในช่วงสั้นๆ นิยมเสริฟอาหารในถ้วยแก้วใสๆ เพื่อให้รู้สึกถึงความเย็นสบาย ซึ่งจะใช้ทั้งกับของคาวและของหวานเย็นๆ ใช้ถ้วยชามทรงปากกว้างและตื้นเพื้อให้อาหารสัมผัสกับอากาศ โทนของอาหารและการตกแต่งช่วงฤดูร้อนจะมีสีสดใส เช่นเป็นสีแดง (จากเนื้อสัตว์) สีเขียว สีม่วง สีฟ้าแบบท้องฟ้า และบางทีก็เลือกอาหารที่ช่วยคลายร้อน เช่นบะหมี่เย็น

ฤดูใบไม้ร่วง
ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน อากาศค่อนข้างสบายและเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต อาหารมักจะเกี่ยวกับปลาและผักหลายชนิด อาหารมักตกแต่งด้วยใบไม้ที่เปลี่ยนสีและเน้นการใช้ชามเป็นหลัก โดยมักใช้ภาชนะที่เป็นไม้หรือเซรามิคสีค่อนข้างทึบ โทนสีการตกแต่งอาหารในฤดูใบไม้ร่วงนั้นมักจะเป็นสีแดง เหลือง และส้ม เพื่อแสดงถึงใบไม้เปลี่ยนสี

slot

ฤดูหนาว
ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ อากาศหนาวเย็นถึงขั้นติดลบ ด้วยเหตุนี้ถ้วยชามที่เลือกนำมาใส่นั้นจะเป็นทรงลึกเพื่อกักเก็บความร้อนให้คงอยู่ รวมถึงจะใช้หม้อหลากหลายรูปแบบเพราะเมนูหลักมักจะเป็นเมนูหม้อไฟและซุปร้อนประกอบเป็นหลักในชุดอาหาร โทนสีการตกแต่งอาหารในฤดูหนาวนั้นจะเป็นสีขาว
อาหารแนะนำ : เมนูปูและปลาหมึกยักษ์ต่างๆ หม้อไฟ

สำหรับในโอกาสพิเศษอาจเจอการตกแต่งชุดอาหารญี่ปุ่นด้วยสีแดงและสีทองเนื่องจากเป็นสีมงคล ส่วนชุดอาหารสำหรับงานอวมงคลของญี่ปุ่นจะเป็นโทนสีดำสนิท หวังว่าผู้อ่านหลายๆท่านจะนำเทคนิคการสังเกตชุดอาหารดั้งเดิมของญี่ปุ่นนี้ นำไปสังเกตความตั้งใจต่อรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของร้านอาหารหรือภัตตาคารญี่ปุ่นเหมือนที่เขาใส่ใจต่อการบริการด้วยใจแบบญี่ปุ่นนะ คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

รู้รอบเรื่องซูโม่

ถ้าพูดถึงกีฬาญี่ปุ่นละก็ ภาพของนักซูโม่ลอยมาแน่นอน เพราะด้วยรูปร่างอันสูงใหญ่ นุ่งผ้าน้อยชิ้นพร้อมทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้หลายคนจดจำกีฬาญี่ปุ่นชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี มาค้นหาความน่าสนใจและเสน่ห์ของกีฬาซูโม่กับป้าเมโกะแล้วจะรู้ว่าซูโม่เป็นมากกว่ากีฬาของชาติญี่ปุ่นเสียอีก~

ประวัติซูโม่
ซูโม่มีประวัติยาวนานกว่า 1,500 ปี ถือเป็นกีฬาที่ฝังรากลึกเข้าไปในวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่เดิมซูโม่ไม่ได้เป็นกีฬาเอาไว้ชมกันอย่างเดียว แต่ยังเอาไว้แสดงประกอบพิธีกรรมหน้าเทพเจ้าตามความเชื่อของชินโต เพื่อแสดงความเคารพเทพเจ้าและเพื่อขอพรให้พืชผลออกดีในฤดูเก็บเกี่ยวอีกด้วย จนถึงสมัยเอโดะ ในสมัยนั้นได้เริ่มมีการจัดการแข่งซูโม่ขึ้นเพื่อหาเงินบริจาคสร้างศาลเจ้าหรือวัด คนธรรมดาก็เลยมีโอกาสได้ชมซูโม่ และนักกีฬาซูโม่มืออาชีพก็ได้ถือกำเนิดขึ้น จนพัฒนามาเป็นกีฬาซูโม่ที่เราเห็นอย่างทุกวันนี้

jumbo jili

กว่าจะได้เป็นนักซูโม่
การจะได้เป็นนักซูโม่นั้นไม่ง่าย เพราะต้องผ่านการฝึกฝนหลายขั้นตอน เพราะการเป็นนักซูโม่ได้นั้นถือว่ามีเกียรติและซูโม่ยังถูกยกย่องให้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการดำรงชีวิตตามแบบแผนญี่ปุ่นดั้งเดิม ดังนั้นนักซูโม่จึงต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะการฝึกซ้อม การกิน และวิธีการดำรงชีวิต

ก่อนจะมาเป็นซูโม่มืออาชีพต้องสมัครเข้าโรงเรียนฝึกหรือที่เรียกว่า ‘เฮยะ’ เสียก่อนเพราะซูโม่ต้องมีสังกัดอยู่ ถ้าเปรียบแบบบ้านเราคือต้องเป็นศิษย์ในค่ายมวย แต่ละค่ายอาจมีกฎเกณฑ์รับสมัครต่างกัน แต่ส่วนมากจะรับสมัครอายุไม่เกิน 23-25 ปี ส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 165-167 เซนติเมตร น้ำหนัก 65-67 กิโลกรัมขึ้นไป (ค่อยไปขุนน้ำหนักทีหลังได้) และเป็นเพศชายเท่านั้น นอกจากการฝึกทักษะการปล้ำมวยแล้วพวกเขายังต้องเข้าห้องเรียนวิชาการเป็นเวลา 6 เดือน เช่นการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ซูโม่ การเขียนพู่กัน หรือสังคมศาสตร์ก็ต้องเรียนเหมือนกัน

สล็อต

โดยตารางชีวิตของซูโม่ฝึกหัดนั้นเข้มงวดไม่เบา เพราะถูกกำหนดไว้หมดแล้วโดยเริ่มตั้งแต่ตื่นนอน 6 โมงเช้า / 6 โมงครึ่งฝึกซ้อม / 11 โมงเช้าอาบน้ำ / เที่ยงทานอาหารกลางวัน / บ่ายสองนอนหรือพักผ่อนตามอัธยาศัย / 4 โมงเย็น ทำความสะอาดและฝึกซ้อม / 6 โมงเย็น ทานอาหารเย็น /สามทุ่มครึ่ง เข้านอน (เฮยะจะปิดประตู ปิดไฟหมด เป็นการบังคับให้นอน) เป็นต้น

กว่าจะประสบความสำเร็จเป็นแถวหน้าในวงการนั้นไม่ง่าย ใช้ทั้งเวลาและความอดทนไม่น้อย ลำดับขั้นของซูโม่มีทั้งหมด 6 ขั้น จะได้เลื่อนขั้นหรือถูกลดขั้นไปลำดับไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับผลงานว่าแพ้หรือชนะมากเท่าไร โดยขั้นต่ำสุด คือ Jonokuchi ซึ่งถือว่าเป็นขั้นแรกสุดและลำบากสุดก็ว่าได้ เพราะไหนจะต้องฝึกซ้อมแล้วยังต้องช่วยงานในเฮยะ เช่นทำความสะอาด หุงอาหาร และปรนนิบัติรุ่นพี่ (ป้าว่าอารมณ์เป็นรุ่นน้องต้องโดนรับน้องนิดนึง) ไล่ไปจนถึงขั้นสูงที่เรียกว่า Makuuchi โดยตำแหน่งแชมเปี้ยนที่เรียกว่า Yokozuna เป็นตำแหน่งสูงสุดที่นักซูโม่ทุกคนใฝ่ฝัน~

สล็อตออนไลน์

บอกเลยว่าถ้าผ่านการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงและชนะติดต่อกันจนได้เลื่อนขั้นมาถึงตำแหน่ง Yokozuna ก็สบายแล้วเพราะรายได้นี่ไม่ธรรมดา โดยจะได้ค่าเบี้ยเลี้ยง (แม้ไม่ใช่ฤดูกาลแข่งขั้น) เดือนละ 2.8 ล้านเยนต่อเดือน (ย้ำว่าต่อเดือน) ถือว่าเยอะมาก เพราะแม้แต่อาชีพหมอญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์ทำงานโรงพยาบาลทั่วไป 3-4 ปีก็ยังแทบไม่ถึงล้านเยนต่อเดือน และเงินนี้ยังไม่รวมค่าสปอนเซอร์ ค่าออกทีวี (กรณีดังเป็นเซเลบริตี้) ฯลฯ ป้าไม่แปลกใจเลยว่านักซูโม่ดังๆของญี่ปุ่นมีแฟน/ภรรยาสวยๆระดับดาราหรือนางแบบแถวหน้าก็ไม่น้อย

กติกาการเล่นซูโม่
กติกาการเล่นจริงๆแล้วแสนง่ายดาย ฝ่ายไหนจับอีกฝ่ายออกจากเชือกวงกลมหรือที่เรียกว่าโดเฮียว (ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4.55 เมตร) ได้ก็ถือว่าชนะ ไม่มีอะไรซับซ้อน ตัดสินแพ้ชนะได้ง่ายๆเลยในไม่กี่นาที แต่แตกต่างกับมวยหรือกีฬายกน้ำหนักที่ว่าจะไม่มีการแบ่งประเภทของนักแข่งตามน้ำหนักใดๆ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมซูโม่ยิ่งตัวใหญ่ยิ่งดี เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเจอคู่ต่อสู้ตัวใหญ่แค่ไหน (ส่วนใหญ่ที่ป้าเห็นก็จะน้ำหนักประมาณ 140 กว่ากิโล)

jumboslot

ใครที่เคยดูการแข่งซูโม่คงเคยเห็นว่านักกีฬาซูมีการทำพิธีกรรมและท่าทางต่างๆก่อนเริ่มเล่น โดยนักซูโม่จะโปรยเกลือลงบนสังเวียนเพื่อความบริสุทธิ์ และจะยกขากระทืบเท้าทั้งสองข้างนั้นเพื่อเป็นการไล่ภูติผีปีศาจ เวทีซูโม่และกีฬาซูโม่นั้นถือเป็นของศักดิ์สิทธิตามความเชื่อศาสนาชินโด ตามประเพณีแล้วผู้หญิงห้ามก้าวเข้าไปโดยเด็ดขาด ปี 2018 ที่ญี่ปุ่นออกข่าวกันครึกโครมเนื่องจากนายกเทศมนตรีเกิดหมดสติขณะพูดเปิดงานบนเวทีแข่งซูโม่แล้ว พยาบาลซึ่งเป็นผู้หญิงจึงรีบรุกไปช่วยแต่กลับมีประกาศออกไมค์ว่าให้นางพยาบาลออกไปจากสนามแข่งโดยด่วน เหตุการณ์นี้เรียกเสียงวิพากวิจารณ์กันใหญ่เพราะศตวรรษที่ 21 แล้ว และเกิดเหตุฉุกเฉินขนาดนี้ยังจะยึดประเพณีนี้อีกหรือ…

อาหารซูโม่
กว่าจะขุนน้ำหนักเด็กหนุ่มผอมแห้งให้อ้วนท้วนได้ขนาดนั้น เรื่องกินถือเป็นเรื่องใหญ่และต้องมีวินัยไม่น้อย โดยทุกวันต้องกินให้ได้ประมาณ 20,000 แคลอรี (คนปกติกินประมาณ 2,500 แคลอรี มากกว่าเกือบ 10 เท่าเลยทีเดียว) ที่น่าสนใจคือวิธีการกินเพราะซูโม่ที่เห็นตัวใหญ่ๆนั้นเขาไม่กินอาหารเช้ากันนะ เมื่อตื่นเช้ามาก็จะฝึกซ้อมอย่างหนักให้หิวจนสามารถกินได้เยอะๆในมื้อกลางวัน

slot

อาหารหลักของซูโม่คือ ‘Chanko-Nabe’ หรือหม้อไฟที่หลักๆแล้วประกอบด้วยเนื้อ ปลา ผัก เต้าหู้ เน้นโปรตีนเป็นสำคัญ เสริมด้วยข้าวสวยที่จะทานกันเป็นสิบชามหรือบางครั้งก็จะตบท้ายด้วยการเทเส้นอุด้งลงในน้ำซุปที่เหลืออีก และปิดท้ายด้วยเบียร์ เอาให้อิ่มหนำสำราญ ส่วนอาหารเย็นก็ยืนพื้นด้วยเมนูนี้เช่นกัน เมื่อท้องตึงแล้วก็ได้เวลานอนและต้องนอนตอนอิ่มเท่านั้นเพื่อจะได้ลดการเผาผลาญพลังงาน ดังนั้นจากตารางชีวิตประจำวันจะสังเกตได้ว่าซูโม่จะนอนหลังกินอาหารเที่ยงอิ่มๆเกือบสี่ชั่วโมงเลยทีเดียว (เอาเป็นว่าใครจะไดเอทกรุณาทำตรงกันข้ามกับการกินนี้~)

ใครอยากลิ้มลองว่าอาหารซูโม่เป็นอย่างไรให้ไปที่ย่าน Ryogoku ที่โตเกียวได้เลย ซึ่งย่านนี้ถือเป็นย่านซูโม่จึงมีร้านอาหารที่ขาย Chanko-Nabe เยอะมาก หลายร้านเขาก็ปรับให้คนธรรมดาอย่างเราๆทานได้ ปริมาณไม่ได้มโหฬารอย่างนักซูโม่เขา นอกจากนี้มาทานอาหารในย่านนี้อาจได้เห็นซูโม่ตัวเป็นๆเดินผ่านไปมาหรือนั่งอยู่ในร้านอาหารข้างๆเราก็เป็นได้นะ ญี่ปุ่นเป็นเมืองท่องเที่ยวที่งดงาม

10 สัตว์ประหลาดในตำนานของญี่ปุ่น

สัตว์ประหลาดของญี่ปุ่นหลายตัวนั้นไม่ได้มีพิษภัย เพียงแค่บำเพ็ญเพียรหรือมีอายุมากจนมีรูปร่างเปลี่ยนไปเท่านั้น ส่วนมาก็จะขึ้นสวรค์ไปทั้งยังงั้น ไม่ได้ก่อกวนมนุษย์ถ้ามนุษย์ไม่ไปหาเรื่องก่อน แต่ในจำนวนนั้น แน่นอนว่ามีตัวโหดๆ ที่รับรองได้ว่าคุณจะต้องไม่อยากยุ่งด้วย ไม่อยากจะเจอ และไม่อยากแม้จะบังเอิญเห็นด้วยซ้ำ เพราะบางตัวแต่เห็นก็ซวยได้ง่ายๆ แล้ว

jumbo jili

  1. Kamaitachi
    Kamaitachi มาจากคำว่า Kama ที่แปลว่า เคียว และ Itachi ที่แปลว่าพังพอน โดยปกติ Kamaitachi จะอยู่ด้วยกันสามตัวพี่น้อง ที่คอยป่วนวิ่งเอาเคียวใส่ฟันขาคน โดยตัวแรกจะขัดขาให้คนล้มก่อน แล้วตัวที่สองจะใช้เคียวฟันขา และตัวที่สามจะคอยเย็บแผล ทั้งหมดนี้เกิดในพริบตาเดียวเท่านั้น ขนาดที่แค่กระพริบตาทีเดียว ขาก็หายไปแล้ว!
  2. Joro-Gumo
    Joro-gumo คือปิศาจแมงมุมสาวที่ปกติเป็นสาวงาม แต่สามารถแปลงกายเป็นแมงมุมยักษ์ได้ บางครั้งก็จะมีท่อนบนเป็นสาวงามและท่อนล่างมีขายุ่บยั่บเหมือนแมงมุม คอยหลอกหนุ่มๆ ให้เข้าใกล้ก่อนจะพันด้วยใยแมงมุม พ่นพิษใส่ และกินจนไม่เหลือ บางทีก็จะปรากฏกายเป็นสาวงามอุ้มเด็ก เรียกให้หนุ่มๆ ที่เดินผ่านมาให้ช่วยอุ้ม ก่อนจะเห็นว่าจริงๆ แล้วเด็กคือไข่แมงมุมมากมาย

สล็อต

  1. Katakirauwa
    ปิศาจลูกหมู ฟังชื่อดูน่ารักแต่ระวังให้ดีเพราะเจ้าลูกหมูตัวนี้จะมีลักษณะเด่นดังนี้
    1) มีหูเดียว
    2) ไม่มีเงา
    3) ถ้าคุณปล่อยให้มันวิ่งลอดระหว่างขาของคุณได้ มันจะขโมยวิญญาณของคุณไป
  2. Tsuchigumo
    เราคงจะรู้จักสัตว์ประหลาดที่เป็นลูกผสมระหว่างสัตว์ต่างๆ ในเทพนิยายกรีกอย่าง Manticore ที่มีตัวเป็นสิงโต มีปีกค้างคาว และมีหัวเป็นคนกันเป็นอย่างดี ญี่ปุ่นก็มีสัตว์ประหลาดแบบนั้นเช่นกัน อย่าง Tsuchigumo ที่มีร่างกายเป็นเสือ มีแขนขาของแมงมุม และมีหน้าของปิศาจ คอยจับนักเดินทางกิน โดยในตำนานของญี่ปุ่น เมื่อมีคนปราบมันได้ แรากฏว่ามีโครงกระดูกของมนุษย์ร่วงออกมาจากร่างกายมันถึง 1,990 ชิ้นเลยทีเดียว

สล็อตออนไลน์

  1. Isonade
    ให้ลองนึกภาพฉลามที่มีครีบแหลมเรียงกันยังกะที่ขูดชีส (แต่เอาไว้ขูดเนื้อคุณแทน) เจ้าตัวนั้นคือ Isonade ฉลามยักษ์ผู้ดุร้ายแห่งท้องทะเล ที่จะใช้ทั้งฟันแหลมคมลากคุณลงท้องทะเล ก่อนจะใช้ครีบในการบดคุณเป็นชิ้นๆ
  2. Bake-Kujira
    การได้เจอปลาวาฬที่มีชีวิตอยู่แบบตัวเป็นๆ นั้นจัดว่าโชคดีมากๆ แต่ยามใดที่ปลาวาฬถูกสังหาร มันจะกลับมาในร่างของผีปลาวาฬ หรือ Bake-Kujira ในคราบของโครงกระดูกเคลื่อนไหว ที่จะนำหายนะมาให้ผู้พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นสารพัดความโชคร้ายอย่างไฟไหม้ แผ่นดินไหว คลื่นลมทะเลคลั่ง และโรคระบาดสารพัด

jumboslot

  1. Bakeneko
    ปิศาจแมวมีหลากหลายประเภทมาก Bakeneko เป็นหนึ่งในนั้น Bake (อ่านว่า บาเก) แปลว่าแปลงร่าง ส่วน neko แปลว่าแมว นั่นก็หมายถึงปิศาจแมวแปลงร่างนั่นเอง โดยมากจะเป็นแมวที่มีอายุยืน อยู่จนแก่พอจนกลายเป็นปิศาจ และยิ่งแก่ก็ยิ่งมีพลังมาก และสามารถขยายร่างได้ใหญ่มากตามกัน มักจะนำหายนะมาให้เจ้าของ และยังสามารถกินเจ้าของได้ด้วย บางทีก็จะเรียกลูกไฟขนาดยักษ์มาก่อให้เกิดไฟไหม้รอบบริเวณ
  2. Akkorokamui
    หลายๆ ประเทศมักจะมีสัตว์ปริศนาลึกลับที่ไม่ทราบว่าจริงๆ แล้วเป็นแค่ตำนานหรือมีอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาปล็อคเนส หรือตัวบิ๊กฟุต ญี่ปุ่นก็มีอยู่เหมือนกัน เจ้าตัวนั้นมักจะปรากฏกายเป็นปลาหมึกยักษ์ที่มีขนาดใหญ่กว่า 110 เมตร มันคือ Akkorokamui ในช่วงศตวรรษที่ 1900 เคยมีคนเคลมว่าได้เจอเจ้า Akkorokamui ในขณะที่กำลังล่าหาปลาอยู่ ได้ถูกโจมตีโดยปลาหมึกยักษ์ แต่ยังโชคดีที่ลำตัวสีแดงสดมันทำให้เราเห็นมันได้ง่ายแต่ไกล ฉะนั้นระวังตัวให้ดีถ้าเห็นอะไรแดงๆ ใหญ่อยู่ใต้น้ำให้กลับเรือหนีทันที!

slot

  1. Nine Tailed Kyuubi
    Nine Tailed Kyuubi หรือจิ้งจอกเก้าหางนั้นคือหมาจิ้งจอกที่มีอิทธิฤทธิ์ ยิ่งหางเยอะก็ยิ่งแปลว่ามีฤทธิ์เดชมาก ว่ากันว่าถ้าจิ้งจอกอายุเกิน 100 ปีก็จะงอกหางเพิ่มอีก 1 หาง ฉะนั้นจิ้งจอกเก้าหางนั้นต้องบำเพ็ญเพียรและมีอายุยาวนานมากกว่า 900 ปี และเมื่อนั้น ขนของมันจะเปลี่ยนสีเป็นสีทองอมขาวอร่ามสวยงาม มันจะสามารถเห็นและได้ยินทุกอย่างจากทุกที่ในโลก และเมื่ออายุครบ 1,000 ปีเมื่อไหร่ ขนจะกลายเป็นสีทองทั้งตัว และกลายร่างเป็น Tenko หรือจิ้งจอกสวรรค์ที่มีอิทธิฤทธิ์สูงสุด ก่อนจะเดินทางไปอาศัยอยู่ในสวรรค์
  2. Yamata-no-Orochi
    ไม่มีสัตว์ประหลาดตัวไหนที่จะน่าสะพรึงกลัวไปกว่า Yamata-no-Orochi แล้ว Yamata-no-Orochi เป็นมังกรที่มีหัวถึง 8 หัว และมีหาง 8 หาง และลำตัวยาวขนาดสามารถคร่อมยอดเขาได้ถึง 8 ลูก มีอิทธฤทธิ์ร้ายแรง โดยมันจะมากินเด็กสาวในหมู่บ้านริมน้ำปีละคนทุกปีๆ ก่อนจะถูกกำราบลงในที่สุดด้วยชายที่ชื่อ Susanoo โดยวิธีเรียบง่ายมากคือ สร้างกระท่อมที่มีประตู 8 ประตู แต่ละประตูก็จะใส่เหล้าชั้นดีเอาไว้แล้วหลอกให้ Yamata-no-Orochi เข้ามากินก่อนที่จะเมา และถูกสับเป็นชิ้นๆ ไปญี่ปุ่นต้องทำตามประเพณีของเขา

ปีใหม่ในแบบฉบับของญี่ปุ่น

ชมพระอาทิตย์แรกของปี
การชมพระอาทิตย์ขึ้นในวันแรกของปีใหม่ สถานที่ที่นิยมกันก็จะเป็นภูเขา ทะเล หรือตึกสูงที่เห็นวิวได้ชัดเจน โดยมีความเชื่อว่า ได้ชมพระอาทิตย์แรกของปีก็เหมือนได้รับพลังศักดิ์สิทธิ์ในการดำรงชีวิต เรียกว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีและนำความสุขมาให้ตลอดปี ในช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่สถานที่ต่างๆที่ได้รับความนิยมในการเดินทางไปชมแสงแรกของปีก็จะเปิดเป็นกรณีพิเศษในคืนวันที่ 31 ธันวาคม ตลอดทั้งคืนถึงเช้าวันที่ 1 มกราคม

สถานที่ยอดนิยมในการไปชมพระอาทิตย์ขึ้นวันแรกของปีใหม่ก็มีอยู่ทั่วทุกจังหวัด เช่น ชายฝั่งทะเลกับวิวหินคู่รัก (Bungo Futamigaura) ในจังหวัดโออิตะ, ทะเลสาบทั้ง 5 รอบภูเขาไฟฟูจิในจังหวัดยามานาชิ, บนจุดชมวิวภูเขาทาคาโอะของโตเกียว เป็นต้น

jumbo jili

และเมื่อวันที่ 1 มกราคมมาถึง หลังจากชมแสงแรกของพระอาทิตย์แล้ว ประเพณีที่นิยมกันมากอีกอย่างของชาวญี่ปุ่นก็คือชวนกันไปวัดหรือศาลเจ้าเพื่อสวดมนต์ ขอพรปีใหม่ ทำบุญและอธิษฐานเพื่อความเป็นมงคลแก่ตัวเอง โดยผู้หญิงก็นิยมแต่งชุดกิโมโนไปวัดหรือศาลเจ้าในวันนี้ด้วย

ฮัทสึโมเดะ การขอพรปีใหม่ครั้งแรกของปี ที่วัดหรือศาลเจ้า (Hatsumode
วัดและศาลเจ้าที่ชาวญี่ปุ่นนิยมไปสักการะขอพรปีใหม่ในแต่ละภูมิภาคก็มีหลายแห่ง เช่น

สล็อต

ศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Jinja) ในเกียวโต ซึ่งมีพิธีไฟศักดิ์สิทธิ์นั่นคือการแกว่งเชือกที่จุดไฟในช่วงเวลาที่ไปขอพรในคืนที่เข้าสู่ปีใหม่ ตามความเชื่อว่าเพื่อปัดเป่าโชคร้ายในปีที่ผ่านมาออกไป และขอให้โชคดีตลอดปีใหม่ที่กำลังมาถึง

ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu) ในกรุงโตเกียวก็มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมาก ถือว่าเป็นศาลเจ้าอีกแห่งที่มีผู้คนเดินทางไปไหว้ขอพรมากที่สุดในช่วงปีใหม่ของทุกปี

ศาลเจ้าดาไซฟุ (Dazaifu Tenmangu) ในจังหวัดฟุกุโอกะ ก็เป็นศาลเจ้าที่เชื่อกันว่าถ้ามาขอพรปีใหม่ที่ศาลเจ้าแห่งนี้จะทำให้ประสบความสำเร็จเรื่องการเรียน

สล็อตออนไลน์

วิธีการสักการะขอพรที่ศาลเจ้าหรือวัดในวันปีใหม่ตามแบบฉบับชาวญี่ปุ่นจะมี 6 ขั้นตอน ดังนี้

1.โยนเหรียญลงในกล่องถวายเงิน เพื่ออัญเชิญเทพเจ้าให้มารับการสักการะ ส่วนใหญ่นิยมใช้เหรียญ 5 เยน

2.สั่นกระดิ่งที่แขวนอยู่ข้างหน้ากล่องถวายเงิน เป็นการอัญเชิญเทพเจ้าที่บนสวรรค์ให้ลงมายังโลกมนุษย์เพื่อรับการสักการะ

3.โค้งคำนับ 2 ครั้ง เป็นขั้นตอนการคำนับฟ้าดิน

jumboslot

4.พนมมือและอธิษฐาน

5.ปรบมือ 2 ครั้ง เพื่อแสดงความคารวะเทพเจ้าที่ได้มารับฟังสิ่งที่เราขอพร และอัญเชิญให้กลับไปสถิตย์ยังที่เดิม

6.โค้งคำนับ 1 ครั้ง เพื่อคารวะต่อศาลเจ้าอันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

“โอมิคุจิ” และ “โอมาโมริ” รับปีใหม่
ประเพณีปีใหม่ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุดในญี่ปุ่น คงเป็นการเสี่ยงเซียมซีเพื่อรับใบทำนายที่วัดหรือศาลเจ้าหรือที่เรียกว่า “โอมิคุจิ” เพื่อทำนายว่าในปีนี้ดวงชะตาจะเป็นอย่างไร โดยมีรูป

slot

แบบดวงชะตาราวๆ หนึ่งร้อยรูปแบบ ซึ่งระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องการเงิน, สุขภาพ, ความรัก และอื่นๆ หากอ่านแล้วรู้สึกว่าคือโชคร้าย ตามธรรมเนียมก็จะต้องผูกใบเซียมซีนี้ไว้ในบริเวณวัดหรือศาลเจ้าเพื่อเป็นการทิ้งความโชคร้ายเอาไว้ที่นี่ ส่วนใครที่ได้โชคดีก็มักจะนำใบเซียมซีกลับไปด้วย

ส่วน “โอมาโอริ” ก็คือเครื่องรางที่มีความหมายเป็นสิริมงคลที่สามารถซื้อได้ในศาลเจ้าหรือวัดในวันปีใหม่ ตามจุดประสงค์ที่แต่ละคนต้องการ เช่น เครื่องรางเนื้อคู่, เครื่องรางส่งเสริมเรื่องการเงิน, สุขภาพ เป็นต้น โอมาโอริที่พบเห็นได้ทั่วไปจะมีลักษณะเป็นถุงไหมปักเล็กๆ สำหรับพกพาติดตัวนั่นเอง คนญี่ปุ๋นจะทำตามวัตนธธรรมของเขาแบบเค่งคัดเสมอ

เทศกาลปีใหม่ในแบบฉบับของญี่ปุ่น

เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของญี่ปุ่นในทุกๆปี มักจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม ไปจนถึงวันที่ 4 มกราคม ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเทศกาลขึ้นปีใหม่เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงวันหยุดยาวที่ทำให้ได้มีเวลาพักผ่อนจากการทำงาน อีกทั้งสมาชิกในครอบครัวก็ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันและทำกิจกรรหลายๆอย่างร่วมกัน

การตกแต่งบ้านรับปีใหม่
การตกแต่งบ้านรับปีใหม่ในญี่ปุ่นปกติแล้วจะทำให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี ซึ่งของมงคลสำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไปก็ เช่น

jumbo jili

ประตูสน หรือ คาโดมัทสึ (Kadomatsu) ที่นำมาประดับประตูรั้วบ้าน ลักษณะเป็นไม้ไผ่ปลายแหลมแซมด้วยใบสน ใบเฟิร์น ฟางข้าวและสิ่งมงคลต่างๆ โดยมักจะประดับเป็นคู่ทางซ้ายและขวาของประตูรั้ว ตามความเชื่อว่าเพื่อให้เป็นที่สังเกตของเทพเจ้าให้เข้ามาในบ้านได้ถูกต้อง สนสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ของต้นไม้เทพเจ้า ส่วนไผ่สีเขียวจมีลำต้นตรงและล้มยากหมายถึงชีวิตที่ยืนยาว

การจัดบ้านมุมหนึ่งในพื้นที่เล็กๆเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่าโทโคโนมะ (Tokonoma) และเครื่องสักการะที่นำมาวางนั้นก็จะมี คากามิโคจิ (Kagamimochi) เป็นโมจิกลมๆ สองลูกซึ่งหมายถึงตัวแทนพระอาทิตย์กับพระจันทร์ วางซ้อนกันอยู่ หลังจากผ่านช่วงเทศกาลปีใหม่ไป ประมาณวันที่ 11 มกราคม ก็สามารถนำโมจิทั้งสองลูกไปรับประทานเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับคนในครอบครัว

สล็อต

ส่งท้ายปีเก่าด้วยโซบะข้ามปี “โทชิโคชิ โซบะ” (Toshikoshi Soba)
วันที่ 31 ธันวาคม หรือวันสิ้นปีชาวญี่ปุ่นจะเรียกวันนี้ว่าโอมิโซกะ (Omisoka) ประเพณีที่ยังคงปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างหนึ่งก็คือการรับประทานโซบะ (soba) ที่เรียกกันว่าโซบะข้ามปี หรือ “โทชิโคชิ โซบะ” (Toshikoshi Soba) เพื่อส่งท้ายปีที่กำลังจะผ่านพ้นไป

มีความเชื่อว่า ความยาวของเส้นโซบะเปรียบได้กับการมีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาว อีกทั้งลักษณะที่ตัดขาดได้ง่ายก็หมายถึงการตัดเอาเรื่องร้ายๆ ที่ผ่านมาในปีเก่าออกไป
และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือในช่วงสิ้นปีเป็นช่วงที่ส่วนใหญ่ทุกคนจะวุ่นวายอยู่กับการทำความสะอาดและตกแต่งบ้าน การทานโซบะในวันนี้ก็เพราะเป็นอาหารที่ทำรับประทานได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก โซบะข้ามปีนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบ เช่น เซโระโซบะ (Seiro Soba) ลักษณะเป็นโซบะเย็นที่ทานกับน้ำซอสทสึยุ (Tsuyu) หรือ นิชินโซบะ (Nishin Soba) เป็นโซบะในน้ำซุปร้อนๆ โรยหน้าด้วยปลานิชินต้มน้ำตาล ดังนั้นในคืนวันที่ 31 ธันวาคม ถ้าไม่ได้ทำโซบะรับประทานเองที่บ้าน แต่ออกไปที่ร้านก็จะพบว่าร้านโซบะแทบทุกร้านจะเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่มาทานโซบะข้ามปี

สล็อตออนไลน์

ประเพณีตำโมจิ “โมจิทสึกิ” (Mochitsuki)
โมจิ (Mochi) ถือเป็นอาหารมงคลในหลายโอกาสของชาวญี่ปุ่น และนิยมนำไปเป็นเครื่องสักการะเทพเจ้าตามความเชื่อแต่โบราณด้วย (เทียบได้กับน้ำแดงตามศาลพระภูมิของคนไทย)
ช่วงปีใหม่ชาวญี่ปุ่นจะมีการทำโมจิด้วยวิธีแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า โมจิทสึกิ (Mochitsuki) โดยจะเริ่มจากการใส่ข้าวเหนียวลงในอุซุ (Usu) หรือครกไม้ขนาดใหญ่ แล้วก็ต้องมีใครคนหนึ่งใช้สากไม้ที่เรียกว่าคิเนะ (Kine) ตำลงไปเป็นจังหวะ และมีผู้ช่วยอีกคนมาทำหน้าที่ช่วยพลิกโมจิไปด้วยจนกันได้ออกมาเป็นก้อนแป้งโมจิที่นุ่มเหนียวพร้อมจะนำไปทำขนมและอาหารต่อไป ซึ่งในเทศกาลปีใหม่ชาวญี่ปุ่นก็มักจะนำโมจิมาใส่ในน้ำซุบร้อนๆ สำหรับรับประทานที่เรียกกันว่า โอโซนิ (Ozoni)

jumboslot

“โอเซชิ” (Osechi ryori) อาหารมงคลแห่งเทศกาลปีใหม่
วันที่ 1 มกราคมในญี่ปุ่นจะมีการทำอาหารมงคลมื้อแรกของปี ที่ทำขึ้นเพื่อรับประทานกันภายในครอบครัวตามความเชื่อตั้งแต่โบราณว่าเป็นเป็นการต่ออายุให้ยืนยาว อาหารมงคล
วันปีใหม่หรือ โอเซชิ Osechi Ryori เป็นเมนูที่ประกอบด้วยอาหารหลายชนิด โดยต้องมีอาหารหลัก 3 อย่าง เป็นของพื้นบ้านในแต่ละภูมิภาคและเป็นอาหารที่มีความหมายเป็นสิริมงคลตามความเชื่อของญี่ปุ่น ตัวอย่างเช่น
-คาซูโนโกะ หรือไข่ปลาแฮร์ริง ซึ่งเป็นปลาที่วางไข่เป็นจำนวนมาก หมายถึงการมีบุตรหลานสืบตระกูลต่อไป
-ลูกปลาซาร์ดีนตากแห้ง เป็นสิ่งที่สื่อความหมายถึงการเพาะปลูกพืชไร่ให้ได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์
-กุ้ง เพราะกุ้งที่มีลำตัวงอเปรียบได้กับการขอให้มีอายุยืนยาวจนหลังคุ้มงอ

slot

-ก้อนทองคำ ทำจากเนื้อเกาลัดนึ่งนำไปบดผสมกับถั่วลันเตาบดและมันฝรั่งบด ปั้นเป็นลูกกลมๆ มีสีเหลืองสวยเหมือนทองคำ เพื่อเป็นสิริมงคลและขอให้มีฐานะร่ำรวย
-คมบุ คือสาหร่ายประเภทหนึ่งที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับความยินดี
-คามาโบโกะ (Kamaboko) คือลูกชิ้นปลาแท่งยาวที่หั่นเป็นแว่นๆ ดูคล้ายพระอาทิตย์ขึ้นในวันปีใหม่หมายถึงความเจริญรุ่งเรืองเหมือนแสงอาทิตย์

นอกจากนี้ ยังมีประเพณีชนแก้วในวันปีใหม่ด้วยสาเกเพื่อสุขภาพหรือโทโสะ ซึ่งสมาชิกในครอบครัวจะดื่มในเช้าวันขึ้นปีใหม่ด้วยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา ในสาเกโทโสะนี้มีส่วนผสมของสมุนไพรหลากหลาย เชื่อว่าเมื่อดื่มแล้วโรคภัยที่มีมามาจากปีเก่าจะถูกชะล้างไปพร้อมกับอวยพรให้อายุยืนและมีสุขภาพดีตลอดปี ญี่ปุ่นเป็นเมืองท่องเที่ยวที่งดงาม

ซึมซาบวัฒนธรรมภูมิภาคโทโฮคุผ่าน 4 ที่เที่ยว

ซึมซาบวัฒนธรรมภูมิภาคโทโฮคุผ่าน 4 ที่เที่ยว
นอกจากของกินอร่อย และธรรมชาติสวยงามแล้ว ที่เที่ยวทางวัฒนธรรมของโทโฮคุก็สมควรจดไว้ในลิสต์สิ่งต้องทำในโทโฮคุด้วยเช่นกัน ไม่เช่นนั้นก็คงไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าได้มาสัมผัสโทโฮคุอย่างครบถ้วนแล้ว

jumbo jili

  1. ตลาดปลาชิโอกามะ (塩釜仲卸市場) จังหวัดมิยางิ
    ตลาดปลาชิโอกามะที่จังหวัดมิยางินั้นเลื่องชื่อในเรื่องความใหญ่โตอลังการไม่แพ้ตลาดปลาสึกิจิชื่อดังของโตเกียวเลยทีเดียว ยิ่งในจังหวัดมิยางิที่ขึ้นชื่อเรื่องการประมงนั้น ของทะเลในตลาดจึงสดใหม่และวางขายมากมายละลานตา ร้านอาหารบริเวณรอบๆ จึงเต็มไปด้วยอาหารทะเลและซูชิ ซาชิมิต่างๆ สดใหม่ให้เลือกชิมมากมาย นอกจากนี้ในตอนเช้าประมาณ 7-8 โมงก็มีการประมูลปลาให้เห็นกันอย่างดุเดือดเช่นกัน

สล็อต

  1. พิพิธภัณฑ์ศิลปะมิยางิ จังหวัดมิยางิ
    พิพิธภัณฑ์ศิลปะมิยางิหรือ The Miyagi Museum of Art ก่อตั้งในปี 1981 อยู่ใจกลางเมืองเซ็นไดในจังหวัดมิยางิ ใช้เวลาเดินแค่ 15 นาทีจากปราสาทมิยางิเท่านั้น งานที่จัดแสดงภายในจะเน้นเป็นงานศิลปะที่สร้างขึ้นตั้งแต่ในสมัยเมจิไปจนถึงงานแบบศิลปะร่วมสมัย รวบรวมผลงานศิลปะของศิลปินตัวเด็ดๆ ของญี่ปุ่นเอาไว้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นผลงานของ Sato Churyo, Takahashi Yuichi รวมทั้งผลงานของศิลปินต่างชาติในยุคโมเดิร์นที่มีชื่อเสียงหลายคนอย่าง Paul Klee หรือ Barry Flanagan เช่นกัน

สล็อตออนไลน์

  1. วัดบนภูเขาหรือวัดริสสะคุจิ (立石寺) จังหวัดยามางาตะ
    วัดบนภูเขาเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นกลุ่มของวัดที่ตั้งรวมกันอยู่บนภูเขา ที่เราจะมองเห็นได้ก็ต่อเมื่อได้ปีนเขาขึ้นไประดับหนึ่งแล้วเท่านั้น (ประมาณพันกว่าขั้นเอ๊ง) และวิวนั้นก็เป็นวิวสวยงามที่ราวกับหลุดออกมาจากภาพเขียนสีหมึกของญี่ปุ่นเลยทีเดียว เพราะตลอดทางจะรายล้อมด้วยพืชพรรณนานาชนิดที่มีอายุเป็นร้อยๆ ปีทั้งนั้น ส่วนตัววัดที่เรียกว่าวัดริสสะคุ

jumboslot

จินั้นก็ก่อตั้งขึ้นเมื่อราวๆ ค.ศ. 860 และเพราะความงดงามนี้ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่กวีดัง บะโชเขียนกลอนไฮขุไว้จำนวนมากเช่นกัน ภายในมีพระพุทธรูปโบราณและมีแสงที่ไม่เคยดับ (ตรงนี้ไม่ขอสปอยล์ อยากรู้ว่าเป็นแสงอะไรขอให้ไปดูกันเอง) และที่สำคัญ วิวจากบนนั้นมันช่างสวยงามอลังการจริงๆ

  1. วัดซุยกังจิ (瑞巌寺) จังหวัดมิยางิ
    วัดเก่าแห่งโบราณแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อศตวรรษที่ 9 และขุนศึกผู้เก่งกาจของญี่ปุ่น ดาเตะ มาซามุเนะ ก็ได้บูรณะขึ้นใหม่ในศตวรรษที่ 17 และภายหลังได้กลายเป็นศูนย์

slot

รวมของเหล่าศิลปินที่เป็นเจ้าของงานศิลปะสไตล์คาโน (狩野派) ฉะนั้นนอกจากตัวอาคารวัดเองจะสง่างามแล้ว ภายในยังคับคั่งไปด้วยงานศิลปะโบราณมากมายของญี่ปุ่น ภายในวัดแบ่งออกเป็นพื้นที่ต่างๆ มากมาย มีบริเวณที่จงใจทำพื้นให้ส่งเสียงดังเวลาเหยียบลงไป เพื่อเป็นการเตือยภัยในยามมีผู้บุกรุก บอกถึงความระมัดระวังตัวของเจ้าของอาคารได้เป็นอย่างดี ภายนอกก็จะมีทิวต้นสนซีดาร์ทอดยาวเป็นทาง นำทางเราเข้าสู้บริเวณวัดได้อย่างสวยงามอีกด้วย เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของญี่ปุ่นเช่นกัน