รู้จักกับอีกาญี่ปุ่น

อีกาเป็นปัญหาสำหรับคนญี่ปุ่นหรือไม่?
อีกานั้นเป็นนกที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่อดีต และดูเหมือนว่าคนญี่ปุ่นจะมีเรื่องกลุ้มใจเกี่ยวกับเจ้านกชนิดนี้พอตัว

ในช่วงยุคเอโดะของประเทศญี่ปุ่นเมื่อกล่าวถึงอีกา ก็จะมีคำกล่าวถึงว่า “ที่เอโดะ อีกานั้นน่ารำคาญ” เพราะจำนวนกาที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณในอดีต ทำให้เมล็ดพันธ์ต่างๆ ที่หว่านในนาข้าว รวมถึงพวกหอยตัวเล็กๆที่ใช้ในการประมง ถูกพวกมันกินไปจนหมด พวกมันคือศัตรูทางธรรมชาติของมนุษย์อย่างแท้จริง ซึ่งพอต่อมาในปัจจุบัน แม้วิถีชีวิตคนจะเปลี่ยนไปมาก แต่อีกาก็ยังคงไว้ซึ่งนิสัยเดิมคือ การหาอาหารต่างๆด้วยการขโมยจากคน

jumbo jili

อีกาญี่ปุ่น ราชาแห่งหัวขโมยและถังขยะ
ปัจจุบันผู้คนมักจะใช้ชีวิตอยู่ตามบ้านเรือนที่ปิดมิดชิดและมีระบบสาธารณูปโภคที่ดีและสะอาด ทำให้เหล่าอีกาทั้งหลายไม่สามารถฉกชิงหรือหาอาหารจากมนุษย์ได้ง่ายๆ แบบแต่ก่อน ดังนั้นที่พึ่งของพวกมันในการเอาตัวรอดก็คือ อาหารเหลือทิ้งจากมนุษย์หรือก็คือถังขยะนั่นเอง

การที่พวกอีกาจะไปรวมตัวตามแหล่งที่ทิ้งของเสียต่างๆไม่ว่าจะเป็นถังขยะตามบ้านเรือน หรือตามแหล่งทิ้งของเสียเมื่อเห็นว่ามีขยะมาเพิ่มหรือมีคนนำมาทิ้ง แม้ว่าจะโดนตาข่ายครอบหรือเอาของหนักมาทับไว้ก็ไม่ได้เป็นปัญหา พวกมันก็จะใช้ทั้งจงอยปากอันทรงพลังและกรงเล็บที่มีทำการรื้อค้นทุกที่เพื่อหาอาหาร ไม่ว่าจะทำการป้องกันอย่างไรแล้วก็ตามก็ไม่มีใครสามารถหยุดได้

สล็อต

จากประสบการณ์โดยตรงของผู้อาศัยในญี่ปุ่น บอกว่าแรงของอีกาสามารถเตะหินหนัก 2-3 กิโลออกไปให้พ้นทางการหาอาหารของมันได้ และขนาดตัวก็เทียบเท่ากับแมวโตเต็มวัยเสียด้วย

อีกาญี่ปุ่นมีกี่ชนิด
อีกาของญี่ปุ่นนั้นมีอยู่อยู่หลากหลายชนิดซึ่งจะมีชนิดหลักๆที่พบเห็นได้ง่ายคือพันธุ์ ฮาชิบุโตะ และ ฮาชิโบโซ เพราะทั้งสองสายพันธุ์เป็นอีกาที่มีขนสีดำทั้งตัวทำให้คนมองออกได้ง่ายว่าเป็นอีกา (แต่จริงแล้วๆ อีกาบางพันธ์ก็มีสีขาวแต่งแต้มจนดูเหมือนนกกางเขนทำให้แยกออกได้ยาก )

เรามาทำความรู้จักกับอีกาผู้ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นกัน

สล็อตออนไลน์

ฮาชิบุโตะ คาราสึ อีกาตัวใหญ่เจ้าปัญหา
ฮาชิบุโตะ คาราสึ (คาราสึแปลว่าอีกา) เป็นอีกาที่มีขนาดใหญ่ถึง55-57เซนติเมตร ลักษณะปากของมันจะเป็นจะงอยปากที่ใหญ่และหนา มีขนาดตัวที่ใหญ่ แข็งแรง และมีจำนวนมาก อาศัยอยู่ทุกที่ รวมถึงอยู่ในตัวเมืองใหญ่ๆเช่นโตเกียวได้ไม่มีปัญหา เสียงของมันจะร้องว่า “กา กา” อย่างเสียงดังและชัดเจน มันมีนิสัยที่รุนแรงและดุร้าย มักจะคุ้ยเขี่ยถังขยะเพื่อหาเศษอาหารที่ยังคงเหลือของมนุษย์ ซึ่งของที่มันชอบมากที่สุดคือเนื้อ ไม่ว่าจะเนื้อสดหรือเนื้อที่ตายแล้วก็ชอบทั้งนั้นและนอกจากญี่ปุ่นแล้วอีกาพันธุ์นี้ยังสามารถพบเห็นได้ตามภูมิภาคเอเชียทั่วไป รวมถึงประเทศไทยด้วย คนญี่ปุ๋นจะทำตามวัตนธธรรมของเขาแบบเค่งคัดเสมอ

jumboslot

ฮาชิโบโซ คาราสึ อีกายุโรปตัวเล็กน่ารัก
เป็นอีกาที่มีรูปร่างและลักษณะคล้ายกับ ฮาชิบุโตะ คาราสึ แต่ความจริงแล้วมันมีขนาดที่เล็กกว่าด้วยขนาดที่มักจะต่ำกว่า 50 เซนติเมตร และข้อสังเกตอีกอย่างที่แตกต่างคือจะงอยปากของมันจะมีขนาดที่เรียวเล็กกว่า

แม้ชื่อภาษาอังกฤษคือ Carrion Crow ที่แปลว่าอีกากินซาก แต่จริงๆกาชนิดนี้ก็ชอบกินหลายอย่าง รวมถึงส่วนต่างๆของพืชผัก เช่นเมล็ดพืช แถมไม่ค่อยคุ้ยขยะด้วย จึงทำให้เป็นมิตรกว่าชนิดแรกมากนัก

slot

นอกจากในญี่ปุ่นแล้ว ก็ยังสามารถพบเห็นได้ในเอเชียกลาง ยุโรป และรัสเซียด้วย อีกาที่นิยายในยุโรปพูดถึงจะต้องเป็นพันธุ์นี้นี่แหละ (เคยสังเกตไหมว่าอีกาในนิยายยุโรปจะน่ารักกว่าอีกาในการ์ตูนญี่ปุ่น ไม่คุ้ยขยะด้วย) แต่ว่าเจ้าอีกานี้ไม่มีให้ดูในไทยนะ

จากที่เขียนถึงอีกาทั้งสองชนิดจะทำให้เรารู้ได้แล้วว่าอีกาแบบไหนที่ต้องระวังแล้วอีกาแบบไหนที่เป็นมิตรกับเราหากไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นแล้วพบอีกาอย่าลืมสังเกตลักษณะของมันด้วยนะ เพื่อที่จะได้ระวังตัวตอนทิ้งขยะในมือ คนญี่ปุ๋นจะทำตามวัตนธธรรมของเขาแบบเค่งคัดเสมอ

รู้จักศิลปะการป้องกันตัวแบบญี่ปุ่น

ในหัวข้อนี้จะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะการป้องกันตัวที่น่าสนใจที่ความเป็นมาและเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นกีฬาป้องกันตัวที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกดังต่อไปนี้

คาราเต้ (Karate)
คาราเต้ หรือคาราเต้โด เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งของญี่ปุ่นซึ่งปรากฏขึ้นครั้งแรกโดยชาวริวกิวหรือจังหวัดโอกินาวาในปัจจุบัน โดยมีที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่เนื่องจากยุคนั้นเกาะโอกินาวากับจีนมีการติดต่อค้าขายกันอยู่ตลอด วัฒนธรรมหลายๆอย่างในโอกินาวาจึงได้รับอิทธิพลมาจากจีนเป็นส่วนใหญ่รวมทั้งคาราเต้ ที่เริ่มมีการเผยแพร่สู่เกาะโอกินาวาและพื้นที่อื่นๆทั่วญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ.1921 โดยหลักปรัชญาของคาราเต้ ประกอบด้วย 3K นั่นก็คือ Kihon เป็นท่าพื้นฐาน Kumite เป็นการต่อสู้ และ Kata เป็นการใช้ท่าทางคล้ายเพลงมวย

jumbo jili

ภาพลักษณ์ของคาราเต้อาจจะดูรุนแรง โดยเฉพาะภาพการใช้มือฟันอิฐที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ แต่จริงๆแล้วคาราเต้เป็นเรื่องของความสงบและสันติในจิตใจ คือศิลปะรูปแบบหนึ่งที่ต้องใช้ทั้งความคิด จิตใจบวกกับพลังของร่างกาย ทั้งสามอย่างนี้จะต้องฝึกฝนและพัฒนาไปด้วยกัน เอกลักษณ์ของคาราเต้คือการใช้มือและความแข็งแกร่งของกำปั้น สันมือ ข้อศอกในการต่อสู้ โดยปราศจากอาวุธ แต่ใช้การดึงพลังจากร่างกายมารวมให้เป็นหนึ่งในการต่อสู้โจมตี อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญของคาราเต้น่าจะเป็นเรื่องของการต่อสู้กับตนเอง เช่นการฝึกยับยั้งแรงของการโจมตี เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับบาดเจ็บโดยไม่จำเป็น เรียกว่าเป็นการฝึกเพื่อกำหนดความรุนแรงของการโจมตี เป็นต้น

ปัจจุบันการฝึกคาราเต้มีทั้งในรูปแบบศิลปะป้องกันตัวและกีฬา ซึ่งแต่ละส่วนล้วนแต่มีความสำคัญทั้งการฝึกเพลงมวยคาตะหรือการฝึกต่อสู้คุมิเต้ โดยมีการแบ่งระดับความสามารถด้วยสีของสายโอบิ (Obi) เช่น สีขาว เหลืองเขียว เรียกว่าคิว (Kyu) ส่วนในระดับสายดำซึ่งเป็นความสามารถที่สูงที่สุดจะเรียกว่า ดั้ง (Dan)

เคนโด้ (Kendo)
เคนโด้ ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่ชื่อมีความหมายตรงตัวว่า วิถีแห่งดาบ มีต้นกำเนิดมาจากการใช้ดาบของซามูไรที่สืบทอดกันมายาวนานนับพันปีตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 789 เคนโด้จะใช้ดาบไม้ไผ่ในการฝึกฝนกระบวนท่าการต่อสู้ที่เน้นความรวดเร็ว เด็ดขาดและต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเป็นศิลปะป้องกันตัวแล้ว การฝึกเคนโด้ ก็คือการฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง โดยมีแนวคิดเพื่อทำให้ร่างกาย จิตใจ และคมดาบเป็นอันหนึ่งอันหนึ่งเดียวกัน

สล็อต

ในการฝึกเดนโด้จะมีชุดเครื่องแบบและอุปกรณ์ดังต่อไปนี้
・Kendogi หรือชุดเครื่องแบบที่ประกอบด้วยกางเกงฮากามะ (Hakama) เป็นกางกางขายาวมีจีบกว้างด้านในเป็นนวมป้องกันการบาดเจ็บและเสื้อที่เรียกว่า เคโกคิ (Keigoki)
・เสื้อเกราะป้องกันที่เรียกว่าโบกุ (Bogu) มีทั้งหมด 4 ชิ้นสำหรับป้องกันร่างกายไม่ให้ได้รับบาดเจ็บได้แก่ เม็ง (Men) ป้องกันศีรษะ, โด (Do) ป้องกันลำตัว, โคเต (Kote) ป้องกันข้อมือและแขน, ทาเระ (Tare) ป้องกันบริเวณสะโพก
・ชิไน (Shinai) เป็นดาบที่ทำจากไม้ไผ่ 4 ชิ้นมามัดรวมเข้าด้วยกันด้วยเชือกหนัง ใช้สำหรับฝึกฝนหรือฝึกซ้อมแบบทั่วไป
・โบคุโตะ (Bokuto) เป็นดาบไม้ที่ทำมาจากไม้เนื้อแข็งใช้สำหรับฝึกในรูปแบบเป็นทางการ

ปัจจุบันการฝึกเคนโด้ก็มีกฎ-กติกาเหมือนกีฬาป้องกันตัวประเภทหนึ่งสำหรับต่อสู้กันแบบตัวต่อตัว โดยในการฝึกนั้นปกติจะต้องเริ่มฝึกจากท่ารำคาตะ (Kata) ก่อน จากนั้นจึงค่อยฝึกแบบใส่ชุดเกราะซึ่งเป็นการฝึกต่อสู้ สิ่งสำคัญคือ ผู้ฝึกเล่นเคนโด้ต้องใช้สมาธิสูงมากและมีการตัดสินใจที่รวดเร็ว รอบคอบ แม่นยำ เรียกว่าเป็นศิลปะที่ต้องอาศัยการชิงไหวชิงพริบบวกกับประสบการณ์ในการฝึกฝนเพื่อความเชี่ยวชาญทั้งในรูปแบบศิลปะป้องกันตัวหรือต่อสู้แบบกีฬา

สล็อตออนไลน์

ไอคิโด (Aikido)
ไอคิโด (Aikido) มีความหมายว่า “หนทางแห่งการเป็นหนึ่งเดียวกับพลังชีวิต” เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีแนวคิดในการผสมผสานระหว่างปรัชญา ศาสนา และวิทยายุทธ์ ถูกคิดค้นขึ้นโดยนายอุเอชิบะ โมริเฮ (Ueshiba Morihei) เมื่อราวๆ 100 กว่าปีก่อนในสมัยไทโช (Taisho) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ฝึกวิชาสามารถใช้ป้องกันตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้อาวุธ
จดเด่นของไอคิโด ก็คือการใช้ทุ่มและควบคุมอย่างรอบคอบ จะไม่รับหรือต้านการจู่โจมจากคู่ต่อสู้โดยตรงแต่จะใช้วิธีการเปลี่ยนทิศทางพลังงานจู่โจมที่พุ่งเข้ามาเพียงเล็กน้อยด้วยการหมุนหรือท่วงท่าอื่นๆที่มีประสิทธิภาพ

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นลักษณะพิเศษของไอคิโดก็คือ การปฏิเสธการท้าทายที่จะเอาชนะผู้อื่น และไม่สอนให้ทำร้ายผู้อื่นด้วยวิธีการชก เตะ ถีบ แต่จะเน้นการสอนให้ระงับหรือควบคุมความก้าวร้าว ความรุนแรงจากฝ่ายตรงข้ามด้วยความเมตตา ไม่ตอบโต้ด้วยพละกำลัง ที่สำคัญคือไม่ต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามที่เข้ามาทำร้ายได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยยึดหลักการ 4 ข้อ ได้แก่

  1. นำตัวออกจากทิศทางของการโจมตี
  2. โอนอ่อน กลมกลืน ตามแรง และเปลี่ยนทิศทางของการโจมตี
  3. ใช้เทคนิคการควบคุมโดยไม่มีเจตนาทำร้าย
  4. ยุติความขัดแย้ง ปลดอาวุธ นำกลับเข้าสู่ความสงบดังเดิม

ด้วยปรัชญาที่ว่าทำให้ไอคิโดไม่มีการจัดการแข่งขัน และไม่ได้มีไว้ทำร้ายคู่ต่อสู้ จึงเป็นจุดที่ทำให้ไอคิโดแตกต่างจากศิลปะป้องกันตัวอื่น ๆ ซึ่งการฝึกฝนจะมีความหลากหลาย ทั้งในเรื่องของการฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายกับเทคนิคเฉพาะสำหรับไอคิโด เช่น ท่าทุ่ม เทคนิคในการรุกที่มีทั้งการกระแทกและยึด เทคนิคในการรับอย่างการทุ่มและจับยึด ส่วนความแข็งแกร่งในด้านจิตใจนั้นก็จะเป็นการฝึกควบคุม ผ่อนคลาย ยืดหยุ่นและอดทน พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามอย่างกล้าหาญและเที่ยงตรง

jumboslot

ยิวยิตสู (Jujutsu)
ยิวยิตสู (Jujutsu) หรือในภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า จูจุตสึ มีความหมายว่า ศิลปะของความอ่อน ในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นถือว่าเป็นอีกหนึ่งศิลปะการป้องกันตัวที่มีมานานนับร้อยปีโดยได้รับอิทธิพลมาจากการต่อสู้ของซามูไรในสมัยก่อนและพัฒนามาเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่าโดยไม่ใช้อาวุธ

แนวคิดในการต่อสู้แบบยิวยิตสูก็จะใช้พละกำลังและเทคนิคในการการทุ่ม ต่อย เตะ กอดล็อกคู่ต่อสู้ หักแขน ล็อกคอ รวมทั้งท่านอนปล้ำและท่าทำลายฝั่งตรงข้ามที่เป็นเอกลักษณ์ ถือว่าเป็นศิลปะการป้องกันตัวที่รุนแรงและมีอันตรายมากพอสมควรเมื่อเทียบกับศิลปะป้องกันตัวด้วยมือเปล่าชนิดอื่นๆ เทคนิคการต่อสู้แบบยิวยิตสูถูกนำไปใช้เป็นพื้นฐานการฝึกต่อสู้ด้วยมือเปล่าของหน่วยงานการทหาร เช่น กองทัพสหราชอาณาจักร กองทัพรัสเซีย ส่วนใหญ่เป็นการฝึกที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของการทำให้คู่ต่อสู้เพลี่ยงพล้ำ โดยในการฝึกซ้อมนั้นจะอยู่ภายใต้ความเชี่ยวชาญของผู้ฝึกสอนและไม่ได้ทำให้คู่ต่อสู้ถึงขั้นเสียชีวิต

ในยุคหลังๆมายิวยิตสูก็ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ลดอันตรายและความรุนแรงลงมา ทั้งยังได้ถูกพัฒนาเป็นกีฬาอื่นๆอีก อย่างเช่นยูโดซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ที่แตกแขนงมากจากยิวยิตสูนี่เอง
นอกจากนี้ การเผยแพร่ศิลปะป้องกันตัวยิวยิตสูไปทั่วโลกก็ทำให้มีการพัฒนารูปแบบของการต่อสู้ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ยิวยิตสูของญี่ปุ่น ตัวอย่างเช่น บราซิลเลียนยิวยิตสู ที่เน้นการต่อสู้ในท่านอนซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากแบบดั้งเดิม

ปัจจุบัน ยิวยิตสูกลายเป็นกีฬาและศิลปะการต่อสู้ที่สามารถฝึกได้ทุกเพศทุกวัยโดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน ซึ่งการฝึกยิวยิตสูทำให้ร่างกายทุกส่วนได้ออกแรงเผาผลาญไขมัน เสริมสร้างกล้ามเนื้อรวมทั้งพัฒนาสมรรถภาพร่างกายให้แข็งแรง อีกทั้งได้ฝึกฝนจิตใจให้มีสมาธิ มีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ภายใต้กฎกติกาและเครื่องป้องกันที่มีความปลอดภัยสูง

slot

ยูโด (Judo)
ยูโด (Judo) ศิลปะป้องกันตัวของญี่ปุ่นที่มีการพัฒนามาจากศิลปะป้องกันตัวยิวยิตสู โดยคาโน จิโกโระ (Kano Jigoro) มีชื่อเต็มว่า โคโดกังยูโด มีเอกลักษณ์เฉพาะคือการต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าด้วยวิธีโอนอ่อนผ่อนตาม หรือเรียกกันว่า หนทางแห่งความนุ่มนวล (soft way)

จุดเริ่มต้นความเป็นมาของยูโดในประวัติศาสตร์นั้น บุคคลที่มีส่วนสำคัญมากที่สุดก็คือ คาโน จิโกโระ ที่ได้ค้นพบว่าศิลปะการต่อสู้ยิวยิตสูแบบดั้งเดิมนั้นมีเทคนิคเป็นอันตรายหลายอย่าง เช่น การจิ้มตา การเตะหว่างขา ดึงผม ซึ่งดูโหดร้าย ป่าเถื่อนจนอาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บสาหัสจากการฝึกได้ ดังนจึงได้เริ่มมีการปรับปรุงแนวคิดในการฝึกซ้อมแบบใหม่ด้วยการยกเลิกเทคนิครุนแรงทั้งหลายออกไปและเน้นการป้องกันตัวเพื่อความปลอดภัยโดยใช้เทคนิคอย่างการล็อคสันหลัง คอ ข้อมือ แล้วเรียกศิลปะการป้องกันตัวนี้ว่า ยูโด

ปัจจุบันยูโดเป็นทั้งศิลปะป้องกันตัวและกีฬาสากลที่มีการผสมผสานเทคนิคการต่อสู้หลายชนิด เช่นการเหวี่ยง 67 ท่า, ท่าทุ่มลง 7 ท่า, ท่าล็อคข้อต่อ 9 ท่า เป็นต้น จุดมุ่งหมายในการฝึกฝนก็เพื่อบริหารร่างกายและจิตใจรวมทั้งสามารถใช่ในการต่อสู้ป้องกันตัวให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ โดยมีการกำหนดระดับมาตรฐานความสามารถด้วยสายคาดเอว แบ่งเป็น 2 ระดับใหญ่ๆคือ ระดับคิว (Kyu) เป็นระดับก่อนสายดำซึ่งหมายถึง นักเรียนและระดับดั้ง (Dan) ก็คือระดับผู้นำซึ่งมีความสามารถสูง อีกทั้งมีการแยกระดับความเก่งโดยใช้สีของสายคาดเอวที่มีรายละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศที่มีการเล่นกีฬายูโดด้วย เป็นศิลปะที่คนญี่ปุ่นนิยมกันมาก

รู้จักกับอาหารเส้นหลากชนิดของญี่ปุ่น

โซบะ อุด้ง ราเม็ง ชิโอะราเม็ง มิโสะราเม็ง โชยุราเม็ง ทงคตสึราเม็ง ชิราทากิ มาเสะโซบะ อาบุระโซบะ รวมประวัติอาหารเส้นของญี่ปุ่นหลากชนิดที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมเด็กเส้นต้องไปญี่ปุ่น

  1. โซบะ (Soba/そば)
    เส้นโซบะ มีส่วนผสมหลักจากเมล็ดโซบะที่ได้จากต้นโซบะ เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดจากประเทศจีนแถบมณฑลยูนนานไปจนรอบๆเทือกเขาหิมาลัย เชื่อว่าเข้ามาในญี่ปุ่นช่วง”ยุคโจมง”ของญี่ปุ่น และเป็นพืชชนิดเดียวกับที่ในยุโรปเรียกว่า ต้นบักวีต แต่การนำโซบะมาทำเส้นนี้ ถือกันว่ากำเนิดที่ประเทศญี่ปุ่นโดยแท้จริง ต่างจากเส้นราเมง เส้นอุด้ง ที่พบเห็นของคล้ายกันได้ในหลายประเทศในทวีปเอเชียค่ะ

jumbo jili

ลักษณะของเส้นโซบะ
มีขนาดเล็ก แบนประมาณก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กของไทย มีสีน้ำตาลซึ่งได้มาจากเมล็ดโซบะ หลายคนคิดว่า เส้นโซบะทั้งหมดทำมาจากแป้งโซบะ 100% แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ค่ะ หลายชนิดในเส้นโซบะจะผสมแป้งสาลี 10%~50% เพื่อช่วยให้แป้งจับตัวกันค่ะ ส่วนผสมของแป้งสาลีจะเป็นตัวกำหนดชนิดของเส้น ซึ่งมีชื่อเรียกต่างกันออกไป เส้นโซบะที่ใช้แป้งโซบะล้วนๆ 100% เรียกว่า Juwarisoba (十割そば) ต้องใช้เทคนิคขั้นสูงในการทำ ราคาแพงกว่า เส้นหอมกลิ่นโซบะชัดเจนค่ะ
เป็นชื่อเรียกรวมๆ ของโซบะที่ทานร้อนค่ะ เสิร์ฟในชามพร้อมน้ำซุปร้อนๆ ใส่เครื่องหรือไม่ใส่ก็ได้ เช่นผัก เนื้อสัตว์ ใส่เทมปุระก็ได้ ซุปมีรสเค็มนำหวานตาม เป็นความหวานที่ได้จากน้ำสต๊อกญี่ปุ่นหรือผักที่ใช้ต้มซุปค่ะ เนื้อสัตว์ที่ใช้มีทั้งเป็ด ไก่ หมู และเนื้อวัว หรือจะเอาเนื้อมาทำเป็นเทมปุระก็ได้
จังหวัดที่มีชื่อเสียงมากเรื่องโซบะ คือ จังหวัดนางาโนะ ค่ะ เพราะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีสภาพอากาศที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกต้นโซบะ มีทุ่งโซบะที่เปิดรับนักท่องเที่ยว พร้อมร้านโซบะมากมายให้เลือกรับประทาน และบางร้านยังมีคอร์สสอนให้ลองทำเส้นโซบะเองด้วยนะคะ หากได้ไปรับประทานโซบะที่ร้านขอแนะนำเมนูเทมปุระกับข้าวหน้าหมูด้วยค่ะ เพราะทางร้านจะใช้แป้งโซบะทำ ซึ่งอร่อยเป็นเอกลักษณ์ของร้านโซบะค่ะ

  1. อุด้ง (udon/うどん)
    อุด้ง มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน เข้ามาญี่ปุ่นช่วงยุคเฮอัง (ค.ศ. 794 – ค.ศ. 1185) และเริ่มเป็นที่แพร่หลายทั่วญี่ปุ่นในยุคเอโดะ (ค.ศ.1603 – ค.ศ.1868) ค่ะ

สล็อต

ลักษณะเส้นอุด้ง
ทำมาจากแป้งสาลี มีสีขาว หนา ค่อนข้างเป็นเหลี่ยมและยาว คุณสมบัติเฉพาะคือตัวเส้นจะเหนียวนุ่มและหนึบมาก เส้นอุด้งที่ดีและอร่อยต้องเหนียบหนึบค่ะ การที่จะทำให้เส้นอุด้งเป็นอย่างนี้ได้อยู่ที่การนวดแป้งนั่นเอง ที่เป็นงานที่ใช้แรงมาก ในอดีตมีการใช้เท้าเหยียบเพื่อนวดอุด้งด้วยนะคะ
“อุด้ง” รับประทานได้ทั้งร้อนและเย็น แบ่งได้ 3 ประเภทค่ะ
(1) ซารุอุด้ง วิธีรับประทานคล้ายโซบะเย็น ต่างกันที่อุด้งกินกับขิง จะไม่กินกับวาซาบิค่ะ
(2) บุคคาเคะอุด้ง อุด้งเย็นที่มีกับวางบนเส้นแล้วราดซุปลงไปพอขลุกขลิก แต่ชนิดของกับข้าวจะน้อยกว่าโซบะค่ะ
(3) คาเคะอุด้ง อุด้งร้อน ปัจจุบันมีการดัดแปลงชนิดของน้ำซุปที่หลากหลายมากกว่าโซบะ นอกจากน้ำซุปใสที่หลายคนรู้จัก ก็มีซุปแกงกะหรี่ที่นิยมมากค่ะ

ทั้งนี้ที่จริงแล้วชื่อเรียกของอุด้งยังแยกประเภทย่อยมากกว่านี้แตกต่างกันขึ้นอยู่กับอาหารที่วางบนเส้นอุด้งและลักษณะเส้นค่ะ
จังหวัดคางาวะถือเป็นจังหวัดอุด้งที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น เพราะเป็นต้นตำรับของการทำอุด้ง อุด้งที่นี่เรียกว่า “ซานุกิอุด้ง” เส้นเหนียวนุ่ม นวดด้วยเท้า แต่เพื่อด้วยสุขอนามัย ปัจจุบันใช้การนวดด้วยมือแทนค่ะ
อันดับที่ 2 คือ อุด้งของจังหวัดอากิตะ เรียกว่า “อินานิวะอุด้ง” มีเส้นยืดหยุ่น ใช้วิธียืดแป้งให้เป็นเส้นแทนการตัดค่ะ นิยมทำอุด้งเย็นแกงกะหรี่หรือ “คาเรอุด้ง” เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีอันดับ 3 ซึ่งมีอยู่ 3 จังหวัด คือ จังหวัดโทะยะมะ “ฮิมิอุด้ง”
และจังหวัดอื่นๆ เช่นกุนมะก็มี “มิซูซาวะอุด้ง” และ จังหวัดนะงะซะกิ “โกโตอุด้ง” ค่ะ ทั้งนี้ชนิดของอุด้งทั้งหมด ทั่วประเทศญี่ปุ่นมีมากกว่า 30 ชนิด

สล็อตออนไลน์

  1. ราเม็ง (ramen/ラーメン)
    ราเม็งมีต้นกำเนิดในประเทศจีน เข้ามาญี่ปุ่นโดยชาวจีนอพยพในช่วงยุคสมัยเอโดะ และเริ่มเป็นที่รู้จักในยุคสมัยเมจิเมื่อมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ญี่ปุ่นมากขึ้น มีร้านอาหารจีนเริ่มเปิดมากขึ้น เช่นที่ไชน่าทาวน์เมืองโยโกฮาม่า หรือไชน่าทาวน์นางาซากิ ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญของประเทศญี่ปุ่นค่ะ
    ราเม็งญี่ปุ่น เส้นทำจากแป้งสาลี มีสีเหลืองคล้ายเส้นบะหมี่ของไทย แต่รสชาติต่างกันเพราะไม่ใส่ไข่ไก่หรือใส่ไข่ไก่ในปริมาณน้อยกว่าค่ะ มีส่วนผสมของน้ำด่าง หรือ ก๋านโส่ (かんすい) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญให้แป้งออกมาเป็นราเม็งค่ะ ลักษณะเส้นมีทั้งเส้นตรงและหยัก ซึ่งรอยหยักเกิดจากการขยุ้มเส้นก่อนนำไปต้มค่ะ
    เอกลักษณ์ของราเม็งญี่ปุ่นอยู่ที่น้ำซุป ซึ่งแบ่งได้ 4 ประเภท ดังนี้
    3.1 โชยุราเม็ง (shoyu ramen/しょうゆラーメン)
    โชยุราเม็งมีมาตั้งแต่ยุคสมัยเมจิ ตัวซุปทำจากโชยุผสมกับน้ำซุปใสที่เคี่ยวจากไก่ ซุปญี่ปุ่นจากคัตสึโอะบุชิ สาหร่ายคอมบุ และผักสดอย่าง กระเทียม ต้มหอมญี่ปุ่น หัวหอมใหญ่และแครอท น้ำซุปที่ได้จึงมีสีเข้มรสชาติกลมกล่อมและหอมโชยุ มีท็อปปิ้งที่เรียบง่าย ด้วย (1)หมูชาชู (2)หน่อไม้เมมมะ และ (3)ต้นหอมญี่ปุ่นซอย ค่ะ

ร้านราเม็งหลายร้าน มีป้ายหน้าร้านว่า ”ซูกะโซบะ” (แปลว่า โซบะสไตล์จีน) ซึ่งก็คืออีกชื่อหนึ่งของโชยุราเม็งค่ะ ส่วนชนิดของโชยุราเม็งมีมากมายแบ่งตามวัตถุดิบที่ใช้ปรุงซุปและท็อปปิ้ง ส่วนใหญ่มีชื่อเรียกตามชื่อจังหวัดหรือชื่อเมืองค่ะ ร้านโซยุราเม็งแห่งแรกของญี่ปุ่นเชื่อว่าอยู่ที่ย่านอาซาคุสะ กรุงโตเกียว แต่โชยุราเม็งที่มีชื่อเสียงสุดอยู่ที่จังหวัดฮอกไกโดคือ “อาซาฮิกาวะราเม็ง” (旭川ラーメン) ของเมืองอาซาฮิกาวะ

jumboslot

3.2 มิโสะราเม็ง (miso ramen/味噌ラーメン)
มิโสะราเม็งตัวเส้นจะหนาใหญ่ ตัวซุปเข้มข้น ใช้มิโสะนำไปผัดจนมีกลิ่นหอมแล้วผสมกับน้ำซุปที่เคี่ยวจากกระดูกหมูหรือไก่ซะส่วนใหญ่ ท็อปปิ้งด้วย หมูชาชู ต้นหอมซอย หรือแปลกหน่อยก็เนยและข้าวโพด ปัจจุบันมีท็อปปิ้งมากกว่านั่นด้วยผักหลากชนิดที่นำไปผัดกับน้ำมันจนสุก เช่น ถั่วงอก ผักกะหล่ำปลี แครอท มิโสะราเม็งที่มีชื่อเสียงก็เช่นที่เมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด เรียกว่า “ซัปโปโรราเม็ง” (札幌ラーメン) ค่ะ

“มิโสะราเม็ง” เป็นอาหารญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยม ร้านอร่อยมีมากมาย เช่นร้านแฟรนไชส์ Misoya Ramen มีสาขาอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศ ทางร้านได้รวมมิโสะจากทั่วประเทศญี่ปุ่นและมีเมนูใหม่เปลี่ยนตลอดทุกเดือน ราคาประมาณ 900 เยน รสชาติต้นตำรับที่ใครได้มาชิมที่ญี่ปุ่น รับรองไม่ผิดหวังค่ะ
3.3 ชิโอะราเม็ง (shio ramen/塩ラーメン)
ชิโอะราเม็งใช้เส้นราเม็งขนาดเล็กบาง ตัวซุปโดดเด่นเพราะใสแจ๋วไม่เหมือนราเม็งอื่นๆ มักเคี่ยวจากโครงไก่หรือกระดูกหมูอย่างพิถีพิถันมีการกำหนดความร้อนเพื่อไม่ให้ตัวซุปขุ่น แล้วปรุงรสด้วยซอสรสเค็มจากอาหารทะเล ทำให้ราเม็งมีรสชาติเค็มอ่อนแต่แตะลิ้นอย่างล้ำลึก นิยมโรยหน้าด้วยพริกไทยป่นเพื่อให้มีรสชาติเข้มขึ้น ท็อปปิ้งหลักๆมี
(1) หมูชาชู (2) ลูกชิ้นปลานารูโตะ (3) ไข่ดองโชยุ (4) ต้นหอมญี่ปุ่นซอย (5) หน่อไม้เมมมะ (6) ปวยเล้ง
โดยสูตรต้นตำรับจะใส่ท็อปปิ้งเพียงเล็กน้อย เพื่อจะได้ลิ้มรสชาติแท้ๆของซุปใสค่ะ

slot

ว่ากันว่าเมืองฮาโกดาเตะ จังหวัดฮอกไกโด มีร้านชิโอะราเม็งที่เก่าแก่ตั้งแต่ยุคสมัยเมจิ ค.ศ.1884 มีต้นตำรับจากบะหมี่หนานจิงของประเทศจีน ทำให้ที่นี่ขึ้นชื่อที่สุด พิเศษทั้งน้ำซุปและท็อปปิ้งจากอาหารทะเลสดใหม่ ชิโอะราเม็งที่นี่เรียกว่า “ฮาโกดาเตะราเม็ง”ค่ะ

3.4 ทงคตสึราเม็ง (tonkotsu ramen/とんこつラーメン)
ทงคตสึราเม็งใช้เส้นกลมตรงขนาดเล็ก น้ำซุปเข้มข้นมีสีขาวขุ่น เคี่ยวจากกระดูหมูเป็นหลัก มีท็อปปิ้งที่เป็นพื้นฐาน 6 อย่าง คือ (1)หมูชาชู (2)ต้นหอมซอย (3)หน่อไม้เมมมะ (4)เห็ดหูหนู (5)สาหร่ายโนริ (6)กากหมู ซึ่งราเม็งชนิดนี้น่าจะถูกใจนักปรุงที่สุดค่ะ เพราะบนโต๊ะมักจะมีเครื่องปรุงให้ใส่เพิ่มรสชาติตามชอบหลายอย่างค่ะ ราเม็งประเภทอื่นอาจมีเพียงมิโสะรสเผ็ดหรือกระเทียมให้ปรุงเพิ่มเอง แต่ทงคตสึราเม็งมีมากกว่านั้นค่ะ มี (1)กระเทียมดองโชยุ (2)ขิงดองสีแดง (3)พริกผัดน้ำมัน และ (4)ผัดกาดดองรสเผ็ด ”คาราชิทาคานะ” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทงคตสึราเม็ง และที่พิเศษอีกอย่างคือ ร้านทงคตสึราเม็ง จะไม่มีชามใหญ่พิเศษที่ร้านอื่นเรียกว่า “โอโมริ” แต่มักจะมีบริการเติมเส้นฟรี 1 ก้อน เรียกว่า คาเอะดามะ (替え玉) เมื่อเรารับประทานเส้นในชามหมด สามารถสั่งคาเอะดาเมะได้ และมักจะฟรีเฉพาะก้อนแรกนะคะ ก้อนถัดไปต้องจ่ายเพิ่มค่ะ

จังหวัดฟุกุโอกะ ตั้งอยู่ทางใต้ของญี่ปุ่น ถือเป็นต้นตำรับทงคตสึราเม็ง ที่ขึ้นชื่อสุดอยู่เมืองฮากาตะในฟุกุโอกะ เรียกว่า “ฮากาตะราเม็ง” ค่ะ
คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

5 สิ่งในญี่ปุ่นที่ประทับใจไม่มีวันลืม

หลายครั้งหลายหนกับการเดินทางมาทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ยังคงเป็นการเดินทางแบบไปๆมาๆ ไม่เกิน 1 อาทิตย์ทุกๆครั้ง เรื่องที่หนักใจจนทำให้อยากกลับบ้านมากๆ ก็คือ ชีวิตที่เงียบเหงาความมีระเบียบเกินของคนในประเทศ ที่เคร่งครัดไปทุกเรื่อง ทุกคนรักษากฎ แต่ทุกอย่างโดยรอบดูน่าอึดอัดแต่จริงๆแล้วมันกลับตรงกันข้าม เพราะนี่คือการคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น

  1. ย่านที่อยู่อาศัย เงียบถึงเงียบที่สุด
    น่าแปลกใจ แต่ไม่ยากเกินกว่าจะเข้าใจ ว่าประเทศญี่ปุ่นนั้น แยกโซนเมือง และโซนที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจนดังนั้น เมื่อเราเข้าเขตที่อยู่อาศัย ในเขตนั้นจะเงียบมากๆ ไม่มีมลพิษทางเสียงใดๆ

jumbo jili

ทุกบ้าน มีความเกรงอกเกรงใจ จะพูด หรือ จะเปิดเพลง เปิดทีวี ใดๆ ก็จะเบาเสียงมาก นี่แหละหนึ่งในการคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่นที่ปลูกฝังกันมาในคนญี่ปุ่น เพราะพื้นที่ที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ จะเป็นอพาทเมนต์ ทุกห้องอยู่ติดๆกันหมด (อย่างน้อยก็ในแถวเมืองใหญ่ อย่างชินจูกุที่ฉันอยู่)มีบ้านปลูกขึ้นเรียงกันไป รั้วไม่สูงใหญ่เหมือนหมู่บ้านในเมืองไทยนัก
ทุกบ้านเงียบสงัดมาก จนเราคิดว่า เอ๊ะ ไม่มีคนอยู่หรือเปล่า แต่จริงๆมีคนอยู่ในบ้านนะ

อย่างในเขตชินจูกุนั้น โซนเมือง โซนชอปปิ้ง โซนใกล้สถานี จะมีรถไฟ เสียงรถไฟวิ่ง เสียงรถยนต์ เสียงจากป้ายโฆษณาดิจิตอล เสียงคลับ บาร์ จากย่านคาบุกิโจ แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า เมื่อเข้าเขตที่อยู่อาศัย ทุกอย่างเงียบสงัด อย่างกับไม่ใช่เขตเดียวกัน

จะว่าไป เราก็เคยมีประสบการณ์ เอะอะเสียงดังตอนอยู่ที่บ้าน เฟซไทม์กับเพื่อนตอนเที่ยงคืน ตำรวจมาเคาะประตูห้องจ้าา บอกว่ามีคนแจ้งไป.. โดนขอพาสปอร์ตและตักเตือนกันยกใหญ่ ดังนั้น ถ้าใครไปเที่ยวญี่ปุ่น การรักษาสมดุลเสียงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากนะคะ ^^

สล็อต

  1. การรักษาเวลาและการเผื่อเวลา
    ที่ว่าให้รักษาเวลา ก็ว่ายากแล้วนะ ยังจะให้เผื่อเวลาอีกหรอแน่นอนว่า การเผื่อเวลาที่ญี่ปุ่นเป็นเรื่องจำเป็น หากใครยังไม่ชินเส้นทาง การเผื่อเวลา ในกรณีขึ้นสายรถไฟผิด
    หรือรถไฟเลทมาช้า เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศนี้

นอกจากนั้น การเผื่อเวลา ยังช่วยเราในเวลาที่เราเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ไปถึงแล้ว คิวยาวมาก ต่อคิวซื้อตั๋วรถบัส ตั๋วหนัง ตั๋วเข้าสวนสนุกหรือหากจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำ ก็ต้องต่อคิวซึ่งถ้าไม่เผื่อเวลาไปนั้น อาจจะทำให้ตกรถ หรือไม่ทันรอบที่ตัวเองต้องการได้ อาจจะทำให้เสียเวลา ต้องรอรอบถัดไป ซึ่งบางที่ อาจเป็นชั่วโมงก็มี และที่ญี่ปุ่น การต่อคิวเป็นเรื่องปกติมาก เมื่อทุกคนใช้เวลาอดทนต่อคิวแต่เมื่อถึงคิวของแต่ละคน ทุกคนก็จะใช้เวลาของเขาอย่างเต็มที่ คนข้างหลังจะไม่ค่อยมีการมาเร่ง หรือทำหน้าบูด นี่ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ของการปลูกฝังการคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น
การรอคิวอาจยาวนานขึ้น แล้วแต่ว่าคุณกำลังรอใช้บริการอะไรอยู่

สล็อตออนไลน์

  1. พื้นที่หรือสถานที่สาธารณะสำหรับผู้พิการ
    ในหลายๆประเทศที่เจริญแล้ว ย่อมมีห้องน้ำสำหรับเด็กและผู้พิการต่างๆ การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ทุพพลภาพหรือคนชราต้องมีเป็นเรื่องปกติ ทั้งในบ้านเราและในญี่ปุ่นก็เช่นกัน แน่นอนว่านี่ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ของการที่ทุกคนรวมถึงผู้ประกอบการคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น เพราะคนพิการ คนชรา ก็อยากออกจากบ้านไปเที่ยวเล่นเหมือนกันนะ

ในประเทศญี่ปุ่น คนส่วนใหญ่จะเว้นที่นั่งสำหรับคนพิการไว้เสมอ แม้ว่าจะไม่มีคนพิการ หรือคนชรา เข้ามานั่งบ่อยครั้งที่จะเห็นที่นั่งบริเวณนั้นว่างไว้ ทั้งๆที่มีคนยืนอยู่เต็ม
หากแต่คนแน่นรถจนเบียดจริงๆ ก็อาจจะมีคนนั่ง เพราะการนั่งบริเวณนั้นจะทำให้มีพื้นที่ให้คนเข้ามาในรถไฟได้มากขึ้น (นี่ก็น่าจะมาจากการคิดถึงผู้อื่นอีกนั่นแหละ)
ตามห้องน้ำสำหรับคนพิการก็เช่นกันแม้คนต่อคิวเข้าห้องน้ำธรรมดาจะยาวแค่ไหน แต่ก็ไร้วี่แววคนที่เข้าไปใช้ห้องน้ำคนพิการ ทุกคนจะเข้าใจหน้าที่ของตัวเองและสิทธิของผู้อื่นมักจะมาเป็นอันดับต้นๆเสมอ

jumboslot

  1. ระบบการขนส่งมวลชน
    เราจะปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ระบบการขนส่งของประเทศญี่ปุ่นนั้น คือความอัจฉริยะอย่างหนึ่ง ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเยี่ยมจริงๆ
    นอกจากสายรถไฟที่มีผังกว้างขวาง แผ่ออกไปทุกมุมเมืองรถไฟด่วนรางพิเศษ หรือที่เรียกว่า ชินคันเซ็น วิ่งระหว่างจังหวัดและระบบการวิ่งรถที่ตรงต่อเวลาแล้วนั้น ญี่ปุ่นยังคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกให้กับผู้คนในช่วงเวลาเร่งด่วน การเพิ่มขบวนรถด่วน รถเร็วที่ไม่จอดสถานีเล็กๆ ทำให้คนที่ไปที่ไกลๆ เดินทางถึงที่หมายได้เร็วขึ้น ประหยัดเวลาได้มากขึ้น
    แม้ว่าการใช้บริการรถไฟจะแน่นมากจริงๆก็ตาม แต่การพยายามอำนวยความสะดวกเหล่านี้ทำให้ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่อยู่สบาย สะดวกเป็นประเทศที่คิดมาแล้วก่อนสร้าง เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง
  2. หลากหลายสินค้าให้ช้อปปิ้งออนไลน์
    การช้อปปิ้งออนไลน์เป็นเรื่องน่าสนุกของการอยู่ที่ญี่ปุ่นขอแค่เพียงคุณรู้ไซส์ของเสื้อผ้าที่คุณจะใส่ ทุกอย่างสามารถสั่งได้ทางอินเตอร์เนต ทั้งรองเท้า กระเป๋า ของเล่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ของตกแต่งบ้านและในบางครั้งเราก็จะได้ในราคาที่ดีกว่าเดินไปซื้อที่ร้านอีกด้วย

slot

ทุกอย่างสะดวก ไปจนถึงการจัดส่งพัสดุที่รวดเร็วและปลอดภัยมีทั้งแบบเลือกวันเวลาได้ หรือไม่เลือกก็ได้ เวลาที่เราไม่อยู่บ้าน ก็สามารถโทรเข้าระบบอัตโนมัติ นัดเวลามาส่งได้อีก

นอกจากนั้น ในเว็บไซต์บางรายการ ยังสามารถสะสมแต้มได้แล้วใช้เป็นส่วนลดในการซื้อในครั้งต่อไปได้อีกต่างหาก เช่นเว็บช้อปออนไลน์อย่าง Rakuten, Amazon เป็นต้น
การจ่ายเงิน ก็สะดวกเช่นกัน มีทั้งแบบจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้เลย จ่ายร้านสะดวกซื้อ หรือจ่ายตอนของมาส่งก็มี นับว่าสะดวกสบายมากจริงๆ

ความจริงที่เป็นnเป็นเรื่องราวดีๆ จากความรู้สึกแรกที่เคยคิดว่าความเคร่งครัดในกฎของสังคมเป็นเรื่องที่เครียดเกินไปและทำให้เราไม่ชอบญี่ปุ่นเลย

วันนี้ จึงได้รู้ว่า สิ่งเหล่านี้คือเรื่องราวดีๆ ที่น่านำมาปรับใช้กับตัวเราบ้างนะและเมื่อใดก็ตามที่พูดถึงประเทศญี่ปุ่นนี่จะเป็นเรื่องราวที่ประทับใจ และไม่มีวันลืมได้เลยจริงๆ
คนญี่ปุ่นชอบท่องเที่ยวและถือเป็นวัตธนธรรมกันสืบมา

รวมขนมหวานญี่ปุ่น 10 ชนิดที่น่าลิ้มลอง

ญี่ปุ่นคือดินแดนขนมหวาน ขนมญี่ปุ่นดั้งเดิมเรียกว่า วากาชิ (Wagashi) มีทั้งขนมที่หาทานได้ทั่วไป หรือมีขายแค่บางพื้นที่ บางฤดูกาล ส่วนใหญ่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งรูปร่างหน้าตาและรสชาติที่สะท้อนความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างดี

โยกัง (Yokan)
โยกังหรือวุ้นถั่วแดงเป็นขนมโบราณที่หาทานได้ง่ายในญี่ปุ่น มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ทำจากถั่วแดงกวน (Anko) บวกกับเจลาตินและน้ำตาล นิยมทำเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า รสชาติออกหวานจากน้ำตาลและถั่วจึงนิยมรับประทานคู่กับชาเพื่อแก้เลี่ยน

jumbo jili

นอกจากจะทำจากถั่วแดงกวนแล้วก็ยังมีรูปแบบอื่นๆ และมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามวัตถุดิบของโยกังประเภทนั้นๆ เช่น โยกังเกาลัด มัตชะ หรืแแม้แต่ช็อคโกแลต นอกจากนี้ก็ยังมีความเข้มข้นหลายระดับถ้าเป็นสูตรที่ใส่เจลาตินปริมาณน้อยจนมีรสสัมผัสเบาและสีใสเหมือนน้ำจะเรียกว่า มิซุโยกัง (มิซุ แปลว่าน้ำ) แต่ถ้าใส่เจลาตินในปริมาณมากก็จะเรียกว่า เนริโยกัง เป็นต้น

วาราบิโมจิ (Warabi Mochi)
ขนมประจำฤดูร้อนของญี่ปุ่นที่มีขายอยู่ทั่วไป แต่เป็นขนมที่ขึ้นชื่อเป็นพิเศษในเมืองเกียวโตและนารา ทำด้วยแป้งที่มีส่วนผสมจากรากของต้นวาราบิ มีรสสัมผัสเหนียวหนึบคล้ายแป้งโมจิแต่มีสีใสจนมองทะลุได้ เวลารับประทานมักจะนำไปคลุกกับคินาโกะ (Kinako) หรือผงถั่วเหลืองที่ให้กลิ่นหอมเข้ากับรสหวานของคุโรมิตสึ (Kuromitsu) หรือซอสน้ำตาลทรายแดง การได้รับประทานวาราบิโมจิในหน้าร้อนถือเป็นวิธีการคลายร้อนอย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่นก็ว่าได้

สล็อต

ไดฟุกุ (Daifuku)
ไดฟุกุน่าจะเป็นขนมที่คนไทยคุ้นเคยและรู้จักกันดีพอสมควร ทำจากแป้งโมจิที่นำไปคลุกเคล้าแป้งข้าวโพดตอนนวดเสร็จใหม่ๆและผสมผงไอซ์ซิ่ง เมื่อนำแป้งไปห่อไส้ชนิดต่างๆก็จะออกมาเป็นขนมไดฟุกุ ส่วนที่เป็นแป้งมีรสสัมผัสนุ่มๆหนึบๆ ส่วนด้านในก็เป็นไส้หลากหลายชนิด และมักจะเรียกชื่อตามไส้นั้นๆ เช่น สตรอเบอร์รี่ไดฟุกุ นอกจากนิยมรับประทานกันทั่วไปแล้วยังใช้เป็นของขวัญเพื่ออวยพรในเทศกาลของชาวญี่ปุ่นเพราะเชื่อกันว่าไดฟุกุเป็นขนมแห่งความโชคดีนั่นเอง (ฟุกุ แปลว่าโชคดีได้ด้วย)

ดังโงะ (Dango)
ขนมพื้นบ้านญี่ปุ่นที่หาทานได้ทั่วไป ลักษณะเป็นก้อนกลมๆสามก้อนเสียบไม้ ส่วนใหญ่ที่พบได้บ่อยๆจะมีสีขาว สีชมพูจากสีผสมอาหาร และสีเขียวจากหญ้าโยโมกิหรือชาเขียว ตัวแป้งที่ใช้ทำขนมดังโงะมาจากส่วนผสมของแป้งข้าวเหนียวอบแห้งเรียกว่า ชิราทามาโกะ (Shiratamako) หรือใช้แป้งข้าวเจ้าโจชินโกะ (Joushinko) นำไปย่างจนสุก และนอกจากแบบสามสีแล้ว แบบสีขาวล้วนก็มักเสิร์ฟพร้อมกับราดซอสที่ทำจากซีอิ๊วกับน้ำตาล ได้เป็นซอสรสเค็มปนหวานที่มีกลิ่นหอมเข้ากับความเหนียวนุ่มของดังโงะอย่างลงตัว

สล็อตออนไลน์

โดรายากิ (Dorayaki)
เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักโดรายากิจากการ์ตูนยอดนิยมอย่างโดราเอมอน ซึ่งโดรายากิก็เป็นขนมญี่ปุ่นอีกชนิดหนึ่ง มีรูปร่างหน้าตาคล้ายแพนเค้กมาประกบคู่กัน ตัวแป้งทำมาจากแป้งสาลีผสมเนย ไข่ และนมสด ส่วนตรงกลางก็เป็นไส้ทำจากถั่วแดงกวนหรือ อันโกะ (Anko) เป็นขนมที่หารับประทานได้ทั่วญี่ปุ่น นอกจากไส้ถั่วแดงแล้วก็ยังมีไส้อื่นๆให้เลือก เช่นผลไม้ตามฤดูกาลหรือไส้ชาเขียว

ไทยากิ (Taiyaki)
ไทยากิคือขนมที่ทำจากแป้งสาลีแล้วนำไปอบในแม่พิมพ์รูปปลา แต่บางสูตรก็ใช้แป้งแพนเค้กหรือแป้งวาฟเฟิลแทนได้ สำหรับไส้แบบต้นตำรับคือไส้ถั่วแดง แต่ปัจจุบันประยุกต์ใส่ไส้อื่นๆด้วย เป็นขนมที่มีรสชาติให้เลือกอย่างหลากหลาย เช่นคัสตาร์ด, ช็อกโกแลต, ชีส หรือแม้กระทั่งซอสพิซซ่า ในส่วนของแม่พิมพ์ไทยากินั้นก็มีหลายขนาดและรูปร่าง เช่น รูปธงปลาคาร์ฟ, ปลาวาฬ หรือไม่ใช่ปลาเลยก็ได้

jumboslot

โมนากะ (Monaka)
โมนากะ ทำจากแป้งโมจิยืดเป็นแผ่นเพื่อขึ้นรูปและนำไปย่างจนเปลือกมีความกรอบคล้ายเวเฟอร์แล้วสอดไส้ด้วยถั่วแดงบด ตัวแป้งที่เป็นเวเฟอร์สามารถทำให้มีหลายรูปร่างหรือหลายสีได้ ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละพื้นที่ ส่วนไส้นั้นต้นตำรับคือถั่วแดง แต่นอกจากไส้ถั่วแดงแล้วปัจจุบันนี้ยังมีการสอดไส้รสต่างๆมากมายเช่นคัสตาร์ด ช็อกโกแลต วานิลา ชาเขียว หรือจะใส่ไส้ที่ไม่ได้เป็นครีมเลยก็ยังได้ เช่น ไอซ์โมนากะ โมนากะสอดไส้ไอศกรีมรสชาติต่างๆ

อุอิโระ (Uiro)
คือขนมเค้กนึ่งไอน้ำแบบโบราณและเป็นขนมขึ้นชื่อของเมืองนาโกยา ลักษณะเป็นเค้กข้าวก้อนเล็ก ทำจากแป้งข้าวเจ้าปรุงรสแล้วนึ่ง มีหลายสีสันหรือบางครั้งก็หลายชั้น ได้สีมาจากส่วนผสมธรรมชาติต่างๆ เช่น ชาเขียว, เกาลัด, สตรอเบอร์รี่, ซากุระ เป็นต้น รูปร่างหน้าตาและรสชาติคล้ายกับขนมชั้นของไทยแต่หวานน้อยกว่าและเหนียวนุ่มกว่า

slot

มันจู (Manju)
มีที่มาจากหมั่นโถวของจีน ขนมแป้งสอดไส้หน้าตาคล้ายซาลาเปาแต่ในบางพื้นที่ก็ทำเป็นรูปลักษณ์อื่นๆ เช่น มันจูใบเมเปิ้ลในฮิโรชิมา, มันจูลูกเจี๊ยบในเกียวโตเป็นต้น โดยตัวแป้งมักจะทำจากแป้งสาลี แป้งมันเทศ หรือแป้งโมจิ ในส่วนของไส้ก็มีหลายไส้ให้เลือกเช่นถั่วแดงกวน, ช็อกโกแลต, เกาลัด เป็นต้น นิยมใส่ไส้ที่รสค่อนข้างหวานมากจึงมักรับประทานคู่กับน้ำชา

โอชิรุโกะ (Oshiruko)
แป้งโมจิย่างในซุปถั่วแดงรสชาติเข้ากัน เป็นขนมหวานสำหรับคลายความหนาวของชาวญี่ปุ่น ซึ่งสูตรการทำขนมโอชิรุโกะของแถบคันโตกับคันไซจะแตกต่างกันเล็กน้อย ถ้าเป็นสูตรของคันไซจะใช้ถั่วแดงที่ยังเป็นเม็ดๆ ต้มและวางบนโมจิย่าง หากเป็นแถบคันโตจะใช้ถั่วแดงกวนหรือบดแบบไม่มีน้ำวางบนโมจิย่าง รับประทานกับน้ำซุปรสหวานที่ทำจากถั่วแดงต้มน้ำตาลในถ้วยแบบร้อนๆ คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

รู้รอบเรื่อง “ทานุกิ” หรือเจ้าแรคคูนญี่ปุ่น

ตกลงว่าทานุกิคืิออะไร แรคคูนหรือเปล่า? ทำไมถึงมีรูปปั้นหน้าร้านค้าในญี่ปุ่นเต็มไปหมด? แล้วญี่ปุ่นมีตำนานสนุกๆเกี่ยวกับทานุกิไหม? ปริศนาของทานุกิมีเยอะมากมาย วันนี้เรามาทำความรู้จักเจ้าทานุกิ สิ่งมีชีวิตขนปุยนี้ให้มากขึ้นกันเถอะ

  1. ทานุกิคือตัวอะไรกันแน่? แรคคูนหรือเปล่า?
    ทานุกิ (狸) คือตัวอะไรน่ะหรือ ? ตอบกันสั้นๆ ได้ว่า ทานุกิคือแรคคูนของญี่ปุ่น ชื่อภาษาอังกฤษคือ Japanese raccoon dog นักวิจัยจากหลายสถาบันสรุปเอาไว้ว่าเป็นแรคคูนพันธุ์เอเชียที่แตกสปีซี่ส์ออกมาและมีแต่เฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น ปัจจุบันคำว่าทานุกิเองก็เริ่มได้รับการยอมรับจากคนพูดภาษาอังกฤษแล้ว
    แต่ทานุกิมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นตัวแรคคูนอีกพันธุ์ที่หน้าตาคล้ายๆ กัน ที่จริงแม้ชื่อภาษาอังกฤษจะมีคำว่าแรคคูน แต่สำหรับญี่ปุ่นแล้ว ทานุกิก็คือทานุกิ แรคคูนก็คือแรคคูน โดยคนญี่ปุ่นเรียกแรคคูนว่า อะไรกุมะ アライグマ

jumbo jili

และโดยความหมายทั่วไปที่คนนอกญี่ปุ่นเรียก ทานุกิก็ไม่ใช่แรคคูนด้วย พูดง่ายๆคือ ถ้าฝรั่งพูดคำว่าแรคคูน เขามักจะไม่ได้หมายถึงทานุกิ (Japanese raccoon dog) แต่หมายถึงแรคคูนพันธ์ุทั่วๆไป(ที่เรียกว่า Common raccoon) หรือเจ้าตัวที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า อะไรกุมะ นั่นแหละ
ทะนุกิ = Japanese raccoon dog = คนญี่ปุ่นเรียกทะนุกิ
แรคคูน = Common raccoon = คนญี่ปุ่นเรียกอะไรกุมะ

  1. คนหน้าเหมือนทานุกิ? ญี่ปุ่นใช้คำว่า “หน้าทานุกิ” เรียกคนน่ารัก
    คำแสลงของภาษาญี่ปุ่น มีคำเรียกว่า Tanuki-gao ซึ่งคำว่า gao ในที่นี้แปลว่า หน้า จึงแปลว่า เจ้าหน้าทานุกิ ฟังดูเผินๆเป็นการเอาคนไปเทียบกับสัตว์ ดูเหมือนจะเป็นคำด่า แต่จริงๆ แล้วเป็นใบหน้าที่สาวๆ หลงไหลอยากเป็น นั่นคือแก้มยุ้ย และดวงตากลมโต ดูแล้วสบายใจน่ารัก ซึ่งดาราน่ารักๆ หลายคนจะมีหน้าแบบ Tanuki-gao

กลับกัน มีคำเรียกว่า Kitsune-gao โดย Kitsune คือหมาจิ้งจอก ซึ่งแปลรวมได้ว่า เจ้าหน้าจิ้งจอก หมายถึงคนที่ตาหรี่แหลม หน้าแคบและยาว สวยแบบเฉี่ยวๆ ดูสมาร์ท คุณผู้อ่านอยากเป็นคนหน้าทานุกิหรือหน้าจิ้งจอกล่ะ

สล็อต

  1. ปีศาจทานุกิ
    พวกสิงสาราสัตว์ต่างๆนั้น มักมีความเชื่อมโยงกับเรื่องราวพื้นบ้านของญี่ปุ่นมาตั้งแต่อดีตกาลแล้ว ทานุกินั้นจะเป็นที่เลื่องลือในฐานะว่าเป็นสัตว์ขี้แกล้ง ขี้เล่น ปลอมตัวเก่ง แปลงร่างได้ บางทีก็เกเร และทานุกิยังเป็นสัตว์ที่ปรากฏในงานศิลปะของญี่ปุ่นมากเป็นอันดับต้นๆ
    Bakedanuki หมายถึงทานุกิแปลงร่าง เป็นเรื่องเล่าของปีศาจทานุกิที่มีเล่าต่อกันทั่วไปตามท้องถิ่นต่างๆ ในญี่ปุ่น และมักจะมีมากในแถบภูมิภาค Shikoku ถึงขนาดที่ว่าถ้ามีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ชาวบ้านจะเหมาเลยว่าเป็นฝีมือทานุกิ เช่น
  2. Soko-tanuki
    ทานุกิตัวนี้เมื่อในอดีตมันชอบแปลงกายเป็นพระและปะปนอยู่กับพระในวัด แต่แล้ววันหนึ่งมันเกิดแอบหลับและร่างจริงก็ปรากฏ ทำให้ความแตกว่าจริงๆ แล้วเป็นทานุกิแปลงกาย แต่อย่างไรก็ตาม เพราะว่ามันตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง ทุกคนก็เลยยอมให้มันทำงานในฐานะต่อไป โดยที่วัด Gugyo-ji ในเมือง Iinuma จังหวัด Ibaraki นั้น ก็มีหลุมศพของทานุกิตัวนี้อยู่ ด้วย

สล็อตออนไลน์

  1. Kozo-tanuki
    ในเมือง Gakushima จังหวัด Tokushima เจ้าทานุกิตัวนี้มักจะแปลงกายเป็นพระหนุ่ม และชอบไปยืนขวางทางซามูไรที่เดินผ่านมา เมื่อซามูไรโมโหที่มันไม่ยอมหลีกทางจนคว้าดาบมาฟันเมื่อไหร่ เจ้าทานุกินี้ก็จะแยกร่างออกไปเรื่อยๆ แบบไม่รู้จบ และตามกลั่นแกล้งซามูไรคนนั้นไปทั้งคืน (สรุปว่ายังไงก็โดนแกล้ง)
  2. Shiro Dokuri
    ในจังหวัด Tokushima มีเรื่องเล่าว่า ทานุกิจะแปลงร่างเป็นขวดเหล้ากลิ้งอยู่ตามพื้น และถ้ามีคนที่พยายามจะก้มเก็บแล้วล่ะก็ มันจะกลิ้งๆๆ ไปเรื่อยๆ ให้คนก้มๆ เงยๆ ตามเก็บไม่มีที่สิ้นสุด

นี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เอาเป็นว่าเท่าที่ดูมา วีรกรรมของปีศาจทานุกิแปลงร่างนั้นส่วนใหญ่จะเป็นการป่วนคนไปวันๆ และไม่ได้คิดเอาชีวิตคนเท่าไหร่เลยจริงๆ

jumboslot

  1. ทานุกิแปลงร่าง
    พูดถึงเรื่องการแปลงกายของทานุกิแล้ว คู่ปรับอีกตัวของทานุกิก็คือหมาจิ้งจอก ที่มีฝีมือแปลงกายเก่งกาจไม่แพ้กัน แต่หลายๆ เรื่องเล่ามักจะบอกว่า หมาจิ้งจอกมีร่างแปลงทั้งหมด 7 ร่าง (狐七化け) แต่ทานุกิมีถึง 8 ร่าง (狸八化け) อย่างไรก็ตาม ถึงทานุกิจะแปลงกายเก่งกว่า แต่หมาจิ้งจอกนั้นส่วนใหญ่จะแปลงกายเพื่อช่วยเหลือผู้คน ในขณะที่ทานุกิแปลงกายเพื่อกลั่นแกล้งผู้คน จุดประสงค์น่ะรึ? เพื่อทำให้คนโดนหลอกรู้สึกโง่ เท่านั้นเองแหละ
  2. ทานุกิในตำนานของญี่ปุ่น และรูปปั้นทานุกิตามหน้าร้านค้า
    ทั้งๆ ที่ทานุกิเป็นสัตว์จอมแกล้งและเล่นซนไม่มีที่สิ้นสุด แต่ทำไมเราถึงเห็นรูปปั้นทานุกิตามข้างถนนหนทางในญี่ปุ่นมากมาย แถมส่วนใหญ่จะถูกวางอยู่หน้าร้านอาหารและร้านเหล้า อยากทราบไหมว่ามันหมายถึงอะไร

slot

ในหมู่ทานุกิจอมแกล้งนั้น จะมีทานุกิในตำนานปะปนอยู่ โดยทานุกิในตำนานนั้นจะมีเอกลักษณ์พิเศษ 8 จุดที่นำพาความโชคดีเข้ามา ซึ่ง 8 สิ่งนั้นก็คือ:

  1. ใส่หมวกที่คอยปกป้องคุ้มครองจากภัยธรรมชาติ
  2. ตากลมใหญ่ที่คอยสอดส่องดูรอบๆ ตัว และช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง
  3. ขวดเหล้าสาเกที่แสดงถึงคุณธรรม
  4. หางใหญ่โตที่แสดงถึงความมั่นคงและพละกำลังที่จะพาฝ่าฟันอุปสรรคไปจนประสบความสำเร็จ
  5. ถุงอัณฑะขนาดใหญ่เว่อร์ หมายถึงโชคลาภทางด้านการเงิน
  6. สมุดบัญชีที่แสดงถึงความเชื่อมั่น และความมั่นใจ
  7. พุงอ้วนกลมที่หมายถึงความสงบและร่มเย็น
  8. รอยยิ้มกว้างๆ (ที่ใครเห็นก็เอ็นดู)

ซึ่งถ้าใครได้มีเจ้าทานุกิในตำนานตัวนี้ไว้ในครอบครองแล้วก็เชื่อกันว่าจะประสบความสำเร็จ และร่มเย็นเป็นสุข คนญี่ปุ๋นจะทำตามวัตนธธรรมของเขาแบบเค่งคัดเสมอ

รอบรู้เรื่องโชยุ พร้อมวิธีการเลือกซื้อ

“โชยุ” มีต้นตำรับมาจากจีนเช่นเดียวกับซีอิ๊วของไทย ในญี่ปุ่นนั้นเริ่มใช้ถั่วเหลืองในการหมักซอสตั้งแต่ยุคนะระ (奈良時代 ค.ศ. 710 – 794) กลายเป็นโชยุที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ปัจจุบันโชยุไม่ได้ใช้ปรุงอาหารญี่ปุ่นเท่านั้นนะคะ เราได้รวบรวมทุกเรื่องเด่นของโชยุ มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง แล้วถ้าเราจะซื้อโชยุสักขวด ควรซื้อแบบไหนดี

“โชยุ” มีต้นตำรับมาจากจีนเช่นเดียวกับซีอิ๊วของไทย ในญี่ปุ่นนั้นเริ่มใช้ถั่วเหลืองในการหมักซอสตั้งแต่ยุคนะระ (ค.ศ. 710 – 794) กลายเป็นโชยุที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ปัจจุบันโชยุไม่ได้ใช้ปรุงอาหารญี่ปุ่นเท่านั้นนะคะ เราได้รวบรวมทุกเรื่องเด่นของโชยุ มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง แล้วถ้าเราจะซื้อโชยุสักขวด ควรซื้อแบบไหนดี

โชยุทำมาจากถั่วเหลือง ผ่านกรรมวิธีการหมักอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีเยี่ยม หอมอร่อย เป็นที่รู้จักในหลายประเทศทั่วโลก บางประเทศรู้จักในชื่อทาคุมิซอส ตามชื่อยี่ห้อบนผลิตภัณฑ์

jumbo jili

สำหรับที่ไทยหลายคนรู้จักโชยุดี แต่ก็ไม่ใช่เครื่องปรุงที่มีติดบ้านกัน เพราะถ้าเราไม่ได้ทำอาหารญี่ปุ่นก็ไม่จำเป็นต้องซื้อโชยุ แต่คนญี่ปุ่นนั้นใช้โชยุปรุงอาหารทั้งคาวหวาน รวมถึงอาหารจีน อาหารฝรั่ง เพื่อให้มีรสชาติถูกปากคนญี่ปุ่นค่ะ

จังหวัดจิบะคือแหล่งผลิตโชยุที่มีชื่อเสียง
โรงงานผลิตโชยุทั่วประเทศญี่ปุ่นมีประมาณ 1,500 แห่ง แต่ที่โดดเด่นเป็นที่รู้จักของคนญี่ปุ่นทั่วไปคือที่จังหวัดจิบะ ที่ตั้งของสนามบินนาริตะและดิสนีย์แลนด์นั่นเอง

ในยุคเอโดะบริเวณจังหวัดจิบะมีทั้งนาเกลือและแหล่งเพาะปลูกถั่วเหลืองกับข้าวสาลีมากมาย (ซึ่งเป็นวัตถุดิบของโชยุทั้งนั้น) จึงทำให้แถวนี้มีโรงงานโชยุเก่าแก่จำนวนมาก ซึ่งยังคงเหลือให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน เช่นที่อำเภอโชชิ ที่ตั้งอยู่ติดกับทะเล หลายๆคนเชื่อกันว่าที่นี่เป็นเมืองต้นกำเนิดของโชยุ ใครมาเที่ยวที่นี่ นอกจากจะกินอาหารทะเลสดๆแล้ว ต้องเลือกซื้อโชยุเป็นของฝากกลับไปค่ะ ที่อำเภอนี้มีโรงงานโชยุที่ใหญ่ๆคือ โชยุยามะซะ (ヤマサ) สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วนี่เป็นโชยุยี่ห้อที่ดังพอๆกับ คิคโคแมน ที่คนไทยบางคนก็น่าจะรู้จักค่ะ เทียบกับแบรนด์ไทยก็แล้วนี่คือน้ำปลาแท้ตราปลาหมึกเลย

โชยุที่เรารู้จัก ที่จริงแล้วมีหลายชนิด
ญี่ปุ่นมีการแบ่งประเภทของโชยุตามมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ญี่ปุ่นหรือ JAS (Japanese Agricultural Standard) ซึ่งชนิดโชยุตามกำหนดของ JAS มี 5 ชนิด คือ

สล็อต

(1) โคยคุจิ (こいくち) คือ โชยุรสเข้ม เป็นสูตรต้นตำรับที่มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ในภูมิภาคคันโต(แถบโตเกียวและจังหวัดโดยรอบ) ผลิตจากถั่วเหลืองและข้าวสาลี ปริมาณโซเดียม 16% มีรส กลิ่น สี ที่ลงตัว ใช้ปรุงอาหารได้หลากหลาย เป็นโชยุที่นิยมที่สุดในญี่ปุ่นมียอดขายมากกว่า 80% ของจำนวนการบริโภคโชยุทั่วประเทศค่ะ
(2) อุสุคุจิ (うすくち) หรือ อาวะคุจิ คือโชยุสีอ่อน ที่จริงๆมีโซเดียมมากกว่าโชยุรสเข้มโคยคุจิถึง 2 % เนื่องจากใช้เกลือและส่วนผสมอื่นนอกจากถั่วเหลืองมาช่วยย่นระยะเวลาการหมัก แต่เนื่องจากมีอูมามิและกลิ่นหอมน้อยกว่า จึงไม่เหมาะกับอาหารประเภทจิ้ม เหมาะกับการปรุงรสน้ำซุปหรือผักต้ม ที่ต้องการเพิ่มรสเค็มโดยที่คงสีสันและกลิ่นของวัตถุดิบนั้นๆ เอาไว้ค่ะ มีปริมาณการบริโภคทั่วประเทศแค่ 13% เป็นที่นิยมมากที่สุดในภูมิภาคคันไซค่ะ
(3) ทามาริ (たまり/ 溜) ส่วนผสมใช้ถั่วเหลืองสุกเป็นหลัก แทบไม่ได้ใช้ข้าวสาลี นำมาบ่มเชื้อแล้วหมักซึ่งอาจนานถึงหนึ่งปี จึงมีรส กลิ่น และสีที่เข้ม เมื่อผ่านความร้อนแล้วจะมีสีออกแดงสวย นิยมใช้ปรุงข้าวเกรียบญี่ปุ่น (เซมเบ้ และ อาราเระ) ไม่นิยมใช้ปรุงอาหารตามบ้าน จึงมีปริมาณการบริโภคทั่วประเทศ 2% เท่านั้นค่ะ
(4) ไซชิโคมิ (さいしこみ / 再仕込み) คือ โชยุที่หมักซ้ำอีกรอบ มีระยะเวลาการผลิตนานถึง 2 เท่า โชยุนี้จึงมีสีและรสที่เข้ม ราคาแพง ทั่วประเทศใช้บริโภคแค่ 1% โดยมักใช้เวลาทานซูชิและปลาดิบ ซึ่งจิ้มกินเพียงนิดหน่อยก็ได้รสชาติ แรกเริ่มมีการผลิตเฉพาะที่จังหวัดยามากุจิ ปัจจุบันเป็นโชยุยอดนิยมของภูมิภาคโทไก (นาโกย่าและเมืองอื่นๆ)
(5) ชิโร่ (しろ) แปลว่าสีขาว คือโชยุไร้สี มีวิธีการหมักตรงกันข้ามกับชนิดทามาริ คือใช้ข้าวสาลีมากกว่า จึงได้สีที่อ่อนเหมือนเบียร์ และมีปริมาณแป้งมากถึง 12-16 % เนื่องจากใช้ถั่วเหลืองน้อยกว่าทำให้รสอุมามิน้อยลงไปด้วย เป็นโชยุชนิดใหม่ที่มีรสชาติต่างจากชนิดอื่น มีมาตั้งแต่ช่วงปลายยุคเอโดะ เหมาะใช้ปรุงน้ำซุปต่างๆเพราะสีน้ำซุปจะไม่เปลี่ยน มียอดขายแค่ 1% ของโชยุทั้งหมดค่ะ

สล็อตออนไลน์

3 รสโชยุยอดนิยม
จากโชยุห้าชนิดข้างต้นที่แบ่งตามวิธีการผลิต ยังมีเรื่องรสชาติอีกที่แตกย่อยเป็นรสต่างๆมากมาย เช่น โชยุเค็มน้อย โชยุรสกลมกล่อม โชยุผสมดะชิ โชยุสาหร่ายคอมบุ โชยุสำหรับซาชิมิ โชยุหอยนางรม โชยุหอยเม่น โชยุถั่วลันเตาญี่ปุ่น เป็นต้น แต่รสหลักๆที่นิยมมากมี 3 รสด้วยกัน คือ

  1. โค่ยคุจิ โชยุ (こいくちしょうゆ) แปลว่ารสเข้มข้น โดยทั่วไปเรียกแค่ โชยุ (醤油) ซึ่งเป็นโชยุต้นตำรับที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีอะไรเพิ่มเติม ได้รับความนิยมในหลายๆประเทศค่ะ
  2. เกนเอนโชยุ (減塩しょうゆ) คือ โคยคุจิ ที่ผ่านกระบวนการผลิตเพื่อลดปริมาณโซเดียม ซึ่งบางยี่ห้ออาจลดเยอะถึง 50% โดยยังคงรสชาติ ความเค็มเอาไว้ ดีต่อสุขภาพและความอร่อยไม่ต่างจากเดิมเกือบทุกยี่ห้อใช้ฉลากสีเขียวค่ะ
  3. อุสุคุจิ โชยุ (うすくちしょうゆ) หมายถึงโชยุรสอ่อน เค็มน้อยค่ะ ไม่มีกฏตายตัวแต่ในหลายๆยี่ห้อมักจะมีฉลากสีเหลือง
    ในยุคเอโดะ โชยุมักจะบรรจุใส่ถังไม้ขนาดเล็กและมีการนำมาใช้ซ้ำ เรียกถังชนิดนี้ว่า ยูอิดะรุ (結樽 /ゆいだる)
    ปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่ทำจากพลาสติก มีหลายขนาด จากเล็กๆแบบตั้งโต๊ะ ถึงใหญ่ขนาด 1.8 ลิตร ตามบ้านที่เข้าครัวทำอาหาร ส่วนใหญ่จะใช้ขนาด 1 ลิตร ไม่ก็ขนาด 750 มิลลิลิตร ค่ะ สำหรับบ้านพักอาศัยที่อยู่นอกตัวเมือง หรือตามหุบเขา หลายๆบ้านก็จะซื้อขวดใหญ่สุดติดบ้านไว้ เพราะไม่สามารถไปจ่ายตลาดได้บ่อยนักค่ะ

jumboslot

โชยุสด (生しゆ) กับ ขวดสูญญากาศ (卓上ボトル)
ในปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์โชยุที่เห็นทั่วไปตามท้องตลาด ส่วนใหญ่เป็นขวดพลาสติก มีขวดแก้วเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มีอายุการใช้ก่อนเปิดขวด 12-18 เดือน เมื่อเปิดใช้แล้วควรรีบใช้
หากเก็บไว้นานคุณภาพจะลดลง ด้วยเหตุนี้จึงมีบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ซึ่งเป็นสูญญากาศ เวลาเปิดเทอากาศจะไม่ไหลเข้าไป ต่างจากแบบขวดธรรมดาที่มีอากาศอยู่เต็มขวดค่ะ
บรรจุภัณฑ์สูญญากาศ เริ่มแรกเป็นซองพลาสติกแข็งสามารถตั้งวางได้ ไม่มีฝาเกลี่ยว ตัดปลายถุง เพียงเล็กน้อย เทใช้ ไม่ต้องปิดถุงอากาศก็ไม่เข้าไปค่ะ เริ่มใช้โดยโชยุยี่ห้อยามะซะ เรียกว่า ซองแบบแอร์บล็อค (エアブロック弁)
ต่อมาในหลายผู้ผลิตได้ใช้นวัตกรรมใหม่ บรรจุขวดที่มีถุงด้านใน เป็นการปิดถึง 2 ชั้น กั้นไม่ให้อากาศเข้า โดยทางคิคโคแมน เรียกขวดชนิดนี้ว่า ขวดปิดผนึกอย่างนิ่ม (やわらか密封ボトル) ขนาดขวดเล็กกว่าและราคาแพงกว่าขวดธรรมดา เหมาะซื้อมาไว้กินอาหารประเภทจิ้ม หรือจะนำไปปรุงอาหารก็ได้ค่ะแต่จะเปลืองหน่อย

ผลิตภัณท์ใหม่ๆจากโชยุ “โชยุแห้ง”
โชยุแห้งพร้อมรับประทาน มีส่วนผสมของงา หอมใหญ่ กระเทียม พริกไทย มีเกร็ดโชยุกรอบๆ โดยรวมมันก็คือผงโรยข้าวนี่เองค่ะ เหมาะพกติดตัวไปเที่ยว ปิคนิค สำหรับคนที่โหยหารสชาติแบบญี่ปุ่นนอกสถานที่ อารมณ์ประมาณคนไทยพกน้ำพริกกระปุกหรือมาม่าใส่กระเป๋าเดินทางไปเที่ยวต่างแดนค่ะ ใครอยากได้ของฝากแปลกๆ ลองมองหาโชยุแห้งตามซุเปอร์ดูก็ไม่เลวนะ

slot

เทคนิคการเลือกซื้อโชยุ
โชยุที่ขายดี คนใช้เยอะ ก็จะวางขายเยอะค่ะ ทั้งยังมีราคาที่ถูกคุ้มกว่า เรามีวิธีสังเกต 3 ข้อมาฝากกันค่ะ

  1. จำนวนขวดในชั้นวาง จะเห็นได้ว่าขวดที่เหมือนกันเยอะๆอยู่ชั้นล่างสุด ซึ่งมีราคาที่ถูกคุ้ม เป็นของที่ขายดีสุด สำหรับชั้นที่ถัดขึ้นมา ก็เป็นโชยุอย่างดีมีราคาแพงกว่าประมาณ 30% ค่ะ โชยุในชั้นวางยิ่งสูงราคาก็ยิ่งแพงค่ะ
  2. ป้ายราคาสีสดใส มองดูป้ายราคาที่มีตัวแดงหรือสีสดเด่น ไม่ก็ขนาดป้ายที่ใหญ่ค่ะ เพราะนั่นคือสินค้าแนะนำ ราคาพิเศษ ลดเฉพาะวันนี้ หรือในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นค่ะ แน่นอนว่าเทคนิคนี้ใช้กับสินค้าหลายๆชนิดที่วางขายในซุเปอร์ได้ ไม่ใช่แค่โชยุค่ะ
  3. มองหาโชยุที่อยู่ในลังวางตั้งเป็นกองหลายๆลัง ถ้าเจอก็หยิบใส่ตะกร้าได้เลยค่ะ เพราะเป็นโชยุที่ดีอร่อย ราคาถูกกว่าปกติด้วยค่ะ พอได้แล้วก็วกกลับไปดูที่ชั้นวางนะคะ ทวนข้อ 1 และ 2 อีกรอบ กันพลาด เผื่อไม่ใช่สินค้าโปรโมชั่นค่ะ สินค้าโปรโมชั่นนี้ไม่ได้มีตลอดนะคะ
    สำหรับสินค้าชนิดอื่นก็ใช้วิธีสังเกตนี้ได้เช่นกันค่ะ อย่างเช่น น้ำมัน น้ำตาลทราย ราคาที่ลดจะถูกกว่าปกติประมาณ 30% ค่ะ
    เทคนิคนี้ใช้กับซุปเปอร์มาร์เก็ตราคาส่งบางที่ไม่ได้นะคะ เพราะสินค้าแทบทุกอย่างจัดวางในกล่องลังไม่ใช้ชั้นวาง เพื่อลดต้นทุนค่ะ คนญี่ปุ๋นจะทำตามวัตนธธรรมของเขาแบบเค่งคัดเสมอ

7 สถานที่ท่องเที่ยวไม่ควรพลาดของญี่ปุ่น

ที่เที่ยวเหล่านี้อาจจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและอยู่ไกลจากคำว่าเก๋ฮิป แต่เป็นที่เที่ยวสำคัญของญี่ปุ่น ที่ถ้ายังไม่เคยได้ไป ก็ไม่สามารถพูดได้ว่าเที่ยวญี่ปุ่นจนทั่วแล้ว เพราะสถานที่เหล่านี้แหละที่เข้มข้นไปด้วยวัฒนธรรม ศิลปะ และประวัติศาสตร์ที่หล่อหลอมให้ญี่ปุ่นเป็นญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้ ถ้าที่ไหนไม่มีอยู่ในแพลน ให้รีบลิสต์ใส่เอาไว้ในทริปด้วยด่วนเลยนะ

7 ที่เที่ยวที่ต้องไปสักครั้ง

  1. Itsukushima (Hiroshima)
    ใครๆ ก็คงจะเคยเห็นภาพถ่ายสวยๆ ของญี่ปุ่นทั้งตามหน้าปกหนังสือนำเที่ยวหรือโปสเตอร์รวมทั้งโปสการ์ดต่างๆ ที่เป็นภาพเสา Torii ที่อยู่กลางน้ำ นั่นคือภาพของศาลเจ้า

jumbo jili

Itsukushima ที่อยู่บนเกาะ Miyajima ไม่ไกลจากเมืองฮิโรชิมานัก โดยที่นี่จะโดดเด่นด้วยเสา Torii ขนาดใหญ่กลางน้ำ ที่เวลาที่นํ้าขึ้นสูงสุดจะทำให้ดูราวกับว่าศาลเจ้านี้ลอยอยู่บนทะเล ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมจาก UNESCO ในปี 1996 แน่นอนว่าสำหรับคนไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกแล้ว ที่นี่เป็นที่ที่ควรจะต้องไปดูเลย เพราะว่าของจริงสวยยิ่งกว่าในภาพถ่ายอีกนะ

  1. อากิฮาบาระ
    บางคนอาจจะสนใจวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น แต่แน่นอนว่าต้องมีอีกหลายคนที่สนใจวัฒนธรรมสมัยใหม่ของญี่ปุ่นแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นมังงะและอนิเมะ ศูนย์รวมวัฒนธรรมย่อย

สล็อต

แนวนี้ของญี่ปุ่นมีหลายที่ แต่มือใหม่ขอแนะนำให้มาลงที่ Akihabara ก่อนเลย เพราะมีครบครัน ครบทุกแนวทุกแบบให้เลือกซื้อและเลือกสัมผัส นอกจากนี้ Akihabara ยังเต็มไปด้วยสีสันสว่างสดใส เสียงดังและเต็มไปด้วยกิจกรรมมากมาย รับรองว่ามันจะกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าคนที่ชอบอนิเมะ เกม และมังงะไปในทันที

  1. วัดโทไดจิ (นารา)
    วัด Todaiji ที่เมือง Nara นั้นเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปบรอนซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และตัวอาคารเองก็ยังเป็นอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย รายล้อมด้วยสวนขนาดใหญ่สวยงามอลังการ และฝูงกวางมากมายที่สามารถให้อาหารได้ นอกจากนี้ภายในนั้นยังรวมไว้ด้วยวัตถุโบราณทางศิลปะหาดูยากจำนวนมาก เป็นที่ๆเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ทางศาสนาของญี่ปุ่น ส่วนเหล่าฝูงกวางก็สามารถเดินเข้าออกได้ตามอำเภอใจยิ่งกว่าคนเสียอีกเพราะว่ากันว่ากวางคือผู้ส่งสารจากพระเจ้านั่นเอง

สล็อตออนไลน์

  1. Kinkaku-ji (Kyoto)
    Kinkaku-ji หรือที่เรารู้จักกันดีว่า วัดทองนั่นเอง ถ้าไปญี่ปุ่นแล้วไม่ได้ไปชมความงดงามของวัดทองแห่งนี้จัดว่ายังมาไม่ถึงญี่ปุ่น ฉะนั้นใครที่ไปญี่ปุ่นครั้งแรกนั้นควรจะต้องไปเยี่ยมชมซักครั้งหนึ่ง ความงดงามเหนือคำบรรยาย โดยเฉพาะเงาสะท้อนของวัดที่สะท้อนลงบนพื้นน้ำเบื้องล่าง สวยงามหมดจดจริงๆ แต่เดิมวัดทองนี้สร้างเพื่อเป็นที่อาศัยหลังจากเกษียณหน้าที่แล้วของโชกุน Ashikaga Yoshimitsu แต่ถูกเผาลงในปี 1950 และ 5 ปีหลังจากนั้นวัดนี้ก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่เหมือนเดิมทุกประการ และตั้งตระหง่านสวยงามต้อนรับนักท่องเที่ยวมาจนถึงทุกวันนี้
  2. Kiyomizu-dera (Kyoto)
    Kiyomizu-dera เป็นอีกวัดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเลย เป้นวัดที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ย้อนไปได้จนถึงปี 798 เลยทีเดียว มีน้ำตกภายในที่ไหลลงมาทำให้เกิดสมดุลย์ที่

jumboslot

สวยงามระหว่างวัดและธรรมชาติ ตัวอาคารของวัดประกอบขึ้นมาด้วยภูมิปัญญาญี่ปุ่น นั่นคือไม่ได้มีการใช้น็อตหรือตะปูในการประกอบเลย แต่กลับมีโครงสร้างแข็งแรงทนร้อนทนหนาวมาได้ยาวนาน นอกจากนี้แผงระเบียงที่ยื่นออกไปนอกผายังเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง ห้ามพลาดเด็ดขาด

  1. Kamakura
    พระใหญ่แห่งวัด Kotoku-in ใน Kamakura เป็นพระพุทธรูปบรอนซ์ของ Amida Buddha องค์ใหญ่ที่แลดูทรงพลัง สูงกว่า 13 เมตรและหนักกว่า 93 ตัน มีรายงานว่าพระพุทธรูปนี้ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 1252 โดยดั้งเดิมอยู่ในวัดไม้เล็กๆ แต่ที่ปัจจุบันอยู่กลางแจ้งนั้น เป็นเพราะวัดไม้นั้นถูกคลื่นสีนามิพัดไปเมื่อเกิดอุบัติภัยในสมัยศตวรรษที่ 15 วัด Kotoku-in ใน Kamakura นี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ห่างจาก Tokyo เลย สามารถไปกลับได้ในหนึ่งวัน และถ้าใครแผนไปแถวนั้นต้องไม่พลาดใส่ทริปนี้ลงไปในโปรแกรมด้วยเด็ดขาด

slot

  1. ภูเขาฟูจิ (Shizuoka & อื่นๆ)
    มาถึงญี่ปุ่นแล้วไม่ว่ายังไงก็ตามจะต้องได้เห็นภูเขาฟูจิ ซึ่งเป็นภูเขาที่สวยและงดงามที่สุดของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังสูงที่สุดในญี่ปุ่นด้วย กับความสูง 3,776 เมตร สามารถมองเห็นได้จากหลายจุดในญี่ปุ่น โดยมากที่จะสามารถมองเห็นได้ใหญ่โตชัดเจนเลยก็จะเป็นในแถบจังหวัด Shizuoka แต่ใน Tokyo บนอาคารสูงๆ ในวันที่ฟ้าเปิด หรือแม้แต่ในรถไฟ Shinkansen ที่มุ่งหน้าไป-กลับ Tokyo และฝั่ง Osaka ก็สามารถมองเห็นภูเขาฟูจิได้อย่างชัดเจนเช่นกัน แต่ถ้าใครคิดว่าแค่ดูอย่างเดียวมันไม่หนำใจ ก็สามารถไปปีนได้ โดยทุกปีก็จะมีคนขึ้นไปปีนภูเขาฟูจิกว่า 200,000 คน ซึ่งจะเปิดให้ปีนเฉพาะในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น ใช้เวลาปีนประมาณ 4-8 ชั่วโมง และใช้เวลาปีนลงอีกประมาณ 3-5 ชั่วโมง
    ใครไปญี่ปุ่นก็ต้องไปเที่ยวให้ได้

เปรียบเทียบการทำงาน บ.ไทย กับ บ.ญี่ปุ่นในไทย

บริษัทไทย VS บริษัทญี่ปุ่น ​แบบไหนดีกว่ากันนะ? เชื่อว่าหลายๆท่านที่เรียนจบทางด้านภาษาญี่ปุ่นหรือต้องการทำงาน​บริษัท​ญี่ปุ่นต้องมีลังเลกันบ้าง บทความนี้อาจช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ ต้องขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่าเนื้อหาการเปรียบเทียบตามที่จะกล่าวต่อไปนี้​ หลายอย่างใช้ข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้ว แต่หลายอย่างโดยเฉพาะสิ่งที่จับต้องไม่ได้ (เช่นวัฒนธรรมองค์กร) ก็จะเน้นเขียนตามประสบการณ์​ของนักเขียนโดยตรงเป็นหลัก (รวมถึงบุคคล​ใกล้ตัวของเราด้วย)​ หากประสบการณ์​ที่คุณเจอไม่ตรงกับเราอย่างไรต้องขออภัยมา​ ณ​ ที่นี้ด้วยนะคะ
วัฒนธรรมองค์กร
บริษัทไทย = ความแตกต่างทางสังคมสูงมาก
วัฒนธรรมองค์กรไทยจะมีสิ่งหนึ่งค่ะที่ต่างกับญี่ปุ่นมาก คือความยืดหยุ่นยังไงก็ได้ ประชุม 9 โมงแต่กว่าจะเข้าเนื้อหาจริงอาจจะ 9 โมงครึ่งเพื่อรอเพื่อนรวมงานเป็นต้น ตำแหน่งการรับผิดชอบงานของไทยจะชัดเจน ตรง และไม่ซับซ้อน แต่มักไม่แยกเรื่องงานกับส่วนตัวออกจากกันเสียเท่าไร ซึ่งนี้ก็นับว่าเป็นข้อเสียก็ได้นะคะที่อาจส่งผลกับการทำงาน ส่วนวัฒธรรมปลีกย่อยอื่นๆขอแยกบริษัทไทยเป็น2ประเภทเท่าที่ได้รับประสบการณ์มาแล้วกันนะคะ

jumbo jili

  1. บริษัทไทยแบบเช้าชามเย็นชาม
    อาจจะจั่วหัวข้อแรงไปสักนิด แต่นี่คือเรื่องจริงค่ะที่ไม่ได้มีแค่ในระบบข้าราชการ แต่มีในเอกชนบ้างบางแห่งโดยเฉพาะบริษัทเล็กๆที่มักเจอ คนเดิมที่อยู่อาจไม่ได้ทำงานดีขนาดนั้นแต่เพียงทำตามหน้าที่ ขาดแรงกระตุ้นในการทำงานทำให้ไม่มีความกระตือรือร้น แต่อยู่ได้เพราะเงินเดือนมั่นคงแล้วเขาเองไม่ได้ทำผิดร้ายแรงอะไรที่ทำให้บริษัทพิจารณาไล่ออก คนขยันก็ทำงานแทบตายโดนเอาเปรียบจากกลุ่มนี้ เชื่อว่าแบบนี้หลายท่านน่าจะเคยพบเจอกันมาเองบ้าง
  2. บริษัทไทยแบบศรีทนได้ ทนแบกรับทุกอย่าง
    ในการทำงานบริษัทไทยบางแห่งที่เน้นใช้คนกันเต็มที่ หน้าที่ส่วนนั้นไม่หนักกายในการใช้แรงงาน ก็หนักสมองในการคิดบริหารงาน ซึ่งบริษัทแบบนี้มักมีเรื่องของโบนัสหรือคอมมิชชั่นเป็นตัวกระตุ้นพนักงานให้กัดฟันสู้เพื่อเงินเดือนค่ะ แล้วเพราะเหตุนี้นี่แหละคนที่ทำงานองค์กรไทยที่มีลักษณะแบบนี้มักไม่ได้เหนื่อยงานแค่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเหนื่อยกับคนหรือสังคมของบริษัทที่แก่งแย่งชิงดีกันด้วย ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้คนไทยเป็นทั้งเครียดสะสมและโรคซึมเศร้ามามากแล้วค่ะ

บริษัทญี่ปุ่น = บริษัทคือครอบครัว
สำหรับบริษัทญี่ปุ่นแล้วการดูแลของเขาจะไม่ได้มองแค่ว่าคุณคือพนักงานอย่างเดียว แต่คุณคือหนึ่งในองค์กรที่เหมือนบ้านหลังที่2ด้วย แต่ต้องบอกก่อนนะคะว่าครอบครัวแบบญี่ปุ่นเนี่ยเป็นครอบครัวแสนเหนื่อยแสนกดดัน คุณพ่อคุณแม่คาดหวังให้ลูกเรียนได้ท็อปกันทุกคน กฎระเบียบที่มีก็เยอะมาก และมักจะเคร่งเครียดกว่าบริษัทไทย เพราะไม่ใช่แค่ว่าเขาจะมองคุณเป็นครอบครัวแค่เพียงอย่างเดียว เขายังคอยมองการทำงานของคุณด้วย ว่าเติบโตแค่ไหน เน้นให้พยายามเพิ่มๆขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่คุณทำอยู่อาจดีแล้ว แต่คุณห้ามหยุดพัฒนาและต้องพยายามให้มันดียิ่งขึ้นไป ซึ่งจุดนี้แหละค่ะที่ทำให้คนไทยหลายท่านที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่นเกิดภาวะเครียดและซึมเศร้า เพราะคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ดีพอ (ก็เป็นปัญหาที่ได้ยินบ่อยๆ แบบที่สังคมญี่ปุ่นและเหล่ามนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นเผชิญอยู่นั่นเอง) สรุปว่าถึงจะ “เหมือนครอบครัว” แต่ก็เครียดอยู่ดีค่ะ
ส่วนระบบการทำงานของบริษัทญี่ปุ่นขอบอกเลยค่ะว่าซับซ้อนมาก และต้องยึดขั้นตอนเป๊ะๆ ต้องรอคนนั้นเซ็นเอกสาร คนนี้อนุมัติ คนโน้นพิจารณา รอระดมสมองกับทีมอย่างเป็นทางการ รอการแก้ไขครั้งที่ 1 2 3 … แต่ทั้งนี้แม้ขั้นตอนงานจะซับซ้อน แต่ก็มีขั้นตอนและเดดไลน์งานที่ชัดเจนมากเช่นกัน เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะทำให้การทำงานบริษัทญี่ปุ่นนั้นเคร่งแล้วเครียดด้วยค่ะ การทำงานแบบนี้สำหรับบริษัทอื่นคู่ค้าที่ต้องติดต่อร่วมกันทำงานแล้วต้องรับเอกสารงานก่อนเดตไลน์งานจริงอาจมีปัญหาในการทำงานร่วมด้วย เพราะเขายึดวันที่ตกลงกันเป็นหลักเลย

สล็อต

หัวหน้างาน
บริษัทไทย : หัวหน้างานร้อยพ่อพันแม่
หัวหน้างานในบริษัทไทยจะมีตำแหน่งงานชัดเจนค่ะ คนนี้คือหัวหน้าแผนก นี่คือรองหัวหน้าแผนก ที่เหลือคือพนักงานทั่วไป ทำให้ไม่มีความซับซ้อนในการรอผู้มีอำนาจตัดสินใจมากนัก แต่ลักษณะหัวหน้าบริษัทไทยหาคำจำกัดความไม่ได้เลยค่ะ เพราะหัวหน้าแบบไทยเนี่ยแต่ละคนแตกต่างกันเยอะจริงๆ แต่จะขอแบ่งเป็น 2 ประเภทให้เข้าใจง่ายๆ
1.หัวหน้างานไทยที่มีภาวะผู้นำที่ดี ; เก่งงานแล้วยังเก่งSoft skillsด้วย
เป็นหัวหน้าที่สั่งงานแล้วไม่ได้ปล่อยผ่านรอแค่วันส่งงานหรือรอจับผิด แต่มีภาวะผู้นำในการเข้ามาสอนงาน คุยสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกน้อง เข้าถึงง่ายไม่ดุด่าอย่างเดียว เมื่อมีปัญหาก็เด็ดขาดมากพอที่จะแก้ไขสถานการณ์หรือเข้าไปสอบถามและช่วยลูกน้องแก้ไขปัญหา ใช้เหตุผลกับความรู้สึกควบคู่ตามสถานการณ์และตามเป้าหมายบริษัท จะมีมากมีน้อยอันนี้แล้วแต่ว่าใครโชคดีได้เจ้านายที่ดีไปนะ
2.หัวหน้างานไทยที่เน้นสั่งอย่างเดียว
ก็เป็นหัวหน้างานแบบที่อาจไม่ดีสักเท่าไรแน่หากพบเจอ แต่ก็มักจะได้ยินกันบ่อยๆเพราะงั้นก็อยากให้รู้ไว้ว่าคนแบบนี้มีอยู่จริงๆนะ สั่งงานไว้แต่รายละเอียดอย่างไรไปศึกษาเอง บรีฟงานรุนแรงต้องได้เป้าหมายตามที่วางไว้ ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ใช้ความรู้สึกส่วนตัวเลือกที่รักมักที่ชัง หรือเลือกปฏิบัติกับพนักงาน ขณะเข้าไปสัมภาษณ์งานหากเราประเมินสถานการณ์ขณะสัมภาษณ์กับหัวหน้างานได้บ้าง อาจทำให้รอดพ้นปัญหานี้ได้บ้างค่ะ

บริษัทญี่ปุ่น : หัวหน้างานซับซ้อน มากกว่า2คน
งงสิคะ คราวนี้สำหรับคนไทยที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่นในไทย หลายคนทำนานแล้วก็ยังไม่ชินรูปแบบผังองค์กรแบบญี่ปุ่นผสมไทย ในความเป็นจริงคุณอาจเป็นลูกน้องใต้บังคับของหัวหน้าแผนกชาวไทย 1ท่าน ที่รองลงมาจากซีเนียร์คนญี่ปุ่น ซึ่งเราต้องคอยปรึกษาตลอด ในทางปฏิบัติจึงคล้ายจะเป็นเพื่อนร่วมงานรุ่นเดียวกัน

สล็อตออนไลน์

สำหรับบริษัทญี่ปุ่นแล้วหากเทียบตำแหน่งงานที่เท่ากันของหัวหน้าชาวไทยและชาวญี่ปุ่น เขาจะยึดชาวญี่ปุ่นเป็นหัวหน้างานค่ะ ซึ่งอำนาจการตัดสินใจใหญ่จริงๆหัวหน้าชาวไทยของเรานั้นก็ต้องรอให้หัวหน้าญี่ปุ่นอีกท่านตัดสินใจเช่นกัน ทำให้การประชุมงานกันในบางหัวข้อบางเรื่องวุ่นวายในหลายๆครั้ง ยังไม่รวมกับวัฒนธรรมองค์กรนั้นด้วย เพราะบางองค์กรหัวหน้างานต้องการงานไอเดียใหม่ๆ แต่ซีเนียร์ผู้ตรวจงานคุณด่านแรกอาจเป็นคนหัวเก่า ทำให้การทำงานสับสนต้องแก้ไขเอาใจหัวหน้ากันไป ซึ่งสังคมการทำงานบริษัทญี่ปุ่นในไทยเอาจริงๆก็ตึงเครียดน้อยกว่าในญี่ปุ่นมากแล้วนะคะ

ส่วนหัวหน้างานชาวญี่ปุ่นในบริษัทญี่ปุ่นจะลองสรุปง่ายๆให้เหลือ 2 แบบ ได้แก่แบบแรกเจ้านายสายใจดี เข้าถึงง่าย สุภาพ จริงจังกับงานประมาณนึงแต่เข้าใจลักษณะคนไทย ทำให้ไม่มาจ้ำจี้จำไชกับเรามากนัก กับอีกแบบคือเจ้านายญี่ปุ่นจริงจังแบบสังคมญี่ปุ่น โดยมากมักมาอยู่ที่ไทยไม่นาน หรือมีลักษณะนิสัยที่เนี๊ยบอยู่แล้วตั้งแต่ต้นทำให้การทำงานดูจริงจังแล้วตึงไปเสียทุกอย่าง แบบหลังนี้ถ้าคนไทยไม่ชินอาจต้องปรับตัวกันสักพักเลย เพราะเขาอาจเป็นคนที่ไม่เปิดรับความคิดด้วยทำให้การอธิบายระบบงานใดๆไปลำบากรวมถึงเราเองต้องปรับตัวในการทำงานล่วงหน้าและรอบคอบกับงานให้มากขึ้นด้วย

เงินเดือน
สำหรับวุฒิปริญญาตรีทั่วไป ไม่ว่าคุณจะจบที่ไหน เกรดเฉลี่ยเท่าไร สิ่งนั้นอาจเป็นต้นทุนเพียงเล็กน้อยหรือเพียงคอนเนคชั่นในการเริ่มต้นทำงานเท่านั้น เงินเดือนคุณเมื่อเริ่มต้นจะมีประมาณ 15,000บาท พอกันทุกที่ เพราะสิ่งที่อัพเงินเดือนให้มากขึ้นนั้นจะเป็นประสบการณ์ทำงานและอายุงานค่ะ ความแตกต่างของแต่ละคนจะเริ่มเห็นเมื่อทำงานไปซักพัก
เงินเดือนเริ่มต้นบริษัทไทย : 15,000 บาทขึ้นไป
เรื่องจริงอันแสนเจ็บปวดว่าด้วยเงินเดือนเริ่มต้นที่รับจริงอยู่ที่ 15,000 บาทแม้คุณจะทำงานใจกลางเมือง ซึ่งเมื่อหักค่าครองชีพแล้วอาจไม่เพียงพอด้วยซ้ำไป คุณอาจเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟบางบริษัทได้ค่ะ บางบริษัทมีแอบให้ความหวังไว้ด้วยว่ายังไม่รวมเบี้ยขยัน+ค่าคอมมิชชั่นนะซึ่งอาจถึง25,000บาท แต่ขอแตะเบรคไว้เลยนะว่าเงินเพิ่มเติมดังกล่าวไม่ได้กันมาง่ายๆแน่ แล้วยังไม่มั่นคงเอาเสียเลย ซึ่งสิ่งนี้อยากจะเตือนเด็กจบใหม่ด้วยนะในการเลือกบริษัททำงาน ให้พิจารณาความสามารถตัวเองและประเมินเงินเดือนไปก่อน อย่าปล่อยให้เขากดเงินเดือนลงเด็ดขาด!

jumboslot

เงินเดือนเริ่มต้นบริษัทญี่ปุ่น : 18,000 บาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าภาษา)
สำหรับบริษัทญี่ปุ่นอยากแบ่งเรื่องเงินเดือนเป็น2ประเภท
1.ผู้ที่ยื่นสมัครงานโดยไม่ขอใช้ภาษาญี่ปุ่น อาจมีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นมาก่อนบ้าง หรือมาทำงานบริษัทญี่ปุ่นแบบไม่มีความสามารถภาษาญี่ปุ่นเลย ในส่วนนี้เงินเดือนเริ่มต้นจะอยู่สูงกว่าบริษัทสัญชาติไทยเล็กน้อย ตัวเลขที่เห็นบ่อยอยู่ประมาณ 18,000 บาท แต่โดยส่วนมากหากมีพื้นฐานในการใช้ภาษาญี่ปุ่นมาก่อน จบทางด้านนี้โดยตรง แต่เลือกไม่ยื่นภาษา เงินเดือนจะเริ่มต้นที่ 20,000-22,000 บาทค่ะ
2.ผู้ที่ยื่นสมัครงานโดยเจาะจงตำแหน่งที่ใช้ภาษาญี่ปุ่น ตั้งแต่ระดับ JLPT N3 ขึ้นไป (ความสามารถการใช้จริงอาจต้องการ JLPT N2) ส่วนนี้จะได้เงินเดือนเริ่มต้นที่ 25,000-30,000 บาท การใช้งานภาษาญี่ปุ่นก็อาจไม่มากนัก ใช้เพียงภายในบริษัท หรือสานสัมพันธ์เล็กน้อยกับลูกค้าเป็นต้น

โบนัส
บริษัทไทย ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ 2-3 เดือนเป็นพื้นฐานค่ะ แต่จำนวนเงินอาจไม่ได้มากเท่ากับโบนัสปีก่อนที่เคยจ่ายมาแล้ว โดยมากได้รับช่วงต้นปีของทุกปี
บริษัทญี่ปุ่น โดยรวมแล้วจะมากกว่าบริษัทไทย จากประสบการณ์รวมถึงบุคคลรอบตัวของนักเขียน ได้กันราว 3-6 เดือนค่ะ แม้จะได้หลายเดือนแต่ช่วงหลายปีมานี่จำนวนเงินก็น้อยลงจากปีก่อนๆเช่นกัน บางบริษัทที่ผลประกอบการดีมากถึงแม้เศรษฐกิจแบบนี้ ก็อาจได้โบนัส 7-8 เดือนได้ มีทั้งบริษัทให้เงินโบนัสเริ่มตั้งแต่ต้นปี และบริษัทที่พิจารณาจ่ายกลางปีค่ะ
**โบนัสเป็นเพียงน้ำบ่อหน้านะคะ หากใช้ประกอบการตัดสินใจในการเข้าทำงานอาจต้องระวังสักหน่อย

slot

สวัสดิการ
สวัสดิการสำหรับคุณแล้วแบบใดจึงเรียกว่าดีบ้างคะ? หากความต้องการของคุณเป็นเพียงแค่ประกันสังคม​ ลาป่วย​ ลากิจ​ ลาพักร้อน​ มีครัวหรืออาหารว่างให้​ สำหรับเรานั่นเรียกว่าสวัสดิการพื้นฐานของบริษัทที่ควรมีตามกฎหมาย​ค่ะ

บริษัทไทย​ = สวัสดิการพื้นฐานครบ
เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างนึงค่ะที่บริษัทไทยแท้นั้น ส่วนใหญ่สิ่งที่ให้คุณมีเพียงสวัสดิการพื้นฐานตามที่กฏหมายกำหนดเท่านั้น​ แต่ถ้าเป็นบริษัทดังๆใจกลางกทม. หรือบริษัทใหญ่ในเขตโรงงานอุตสาหกรรม​สิ่งที่จะมีให้เพิ่มเติมก็มักจะเป็นประกันสุขภาพ​เอกชน ​/ ประกันอุบัติเหตุ​เอกชน​ เพิ่มวันลาป่วยได้มากกว่าปกติ​ บางที่อาจมีโรงอาหาร อาหารกลางวัน / อาหารเย็นให้ฟรี หรือหากคุณทำงานโรงแรมหรือรีสอร์ทก็อาจได้รับการดูแลเป็นพิเศษในเรื่องอาหารที่พักเช่นกัน

บริษัทญี่ปุ่น = สวัสดิการที่นึกถึงใจเขาใจเรา
สำหรับบริษัทญี่ปุ่นในไทยจากประสบการณ์เลย นอกจากสวัสดิการพื้นฐานตามกฏหมายไทยที่ทุกบริษัทควรมีแล้ว สิ่งที่เขาจะให้เพิ่มส่วนใหญ่จะเป็นค่าเดินทางมาทำงานค่ะ (เพราะว่าบริษัทในประเทศญี่ปุ่นให้กันเป็นเรื่องปกติ) ซึ่งจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับที่อยู่และโครงสร้างของบริษัทด้วย สมมติว่าคุณได้ค่าเดินทางเดือนละ 1,500บาท เงินส่วนนี้ก็จะแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อย่างดีเลยค่ะ และต่อมาก็เป็นสิทธิในการเปิด OPD เข้ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งสิทธิเริ่มแรกจะอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000บาท/ครั้ง ซึ่งบริษัทไทยก็อาจมีบ้าง แต่บริษัทญี่ปุ่นจะนิยมมีกันมากกว่าเหมือนเป็นสวัสดิการพื้นฐานไปแล้วค่ะ แตกต่างกันมากโดยไม่ต้องพูดถึงค่ะ

รู้รอบเรื่องโซบะ อาหารหลักของคนญี่ปุ่น

โซบะ (蕎麦) เป็นอาหารที่มีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัยโจมง (ประมาณ 2,400-16,000 ปีก่อน) โดยว่ากันว่ามีการเพาะปลูกต้นโซบะตั้งแต่ในยุคโจมง และจีนก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยได้นำเครื่องโม่เข้ามาภายในประเทศจนทำให้เกิดการพัฒนาเส้นโซบะขึ้นมา ตั้งแต่นั้นคนญี่ปุ่นก็เริ่มหันมาทานโซบะมากขึ้นจนกลายเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่น

jumbo jili

เส้นโซบะทำมาจากอะไรกันนะ?
ตัวแป้งของโซบะที่นำมาใช้ทำนั้นคือแป้งทีี่ทำจากเมล็ดของ “ต้นโซบะ” นั่นเอง จึงได้ชื่อว่าโซบะ รูปร่างของเส้นโซบะนั้นมักเป็นทรงกลมยาว และมีสีออกน้ำตาล เพราะเมล็ดมีสีน้ำตาลโทนเดียวกันนั่นเอง

นอกจากนี้ต้นโซบะยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า ต้นบัควีท ภาษาอังกฤษคือ Buckwheat ถ้าเห็นที่ไหนก็ให้แน่ใจเลยว่าเป็นอาหารชนิดเดียวกัน บางทีฝรั่งก็เรียกโซบะว่า Buckwheat Noodle (บะหมี่บัควีท)

สล็อต

คุณสมบัติของแป้งโซบะคือ

  1. ช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงมากขึ้นจึงเป็นอาหารที่เหมาะมากสำหรับคนที่เป็นโรคภาวะหลอดเลือดและโรคความดันโลหิตสูง
  2. ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้จึงเหมาะแก่การนำไปประกอบอาหารให้สำหรับคนที่เป็นเบาหวานรับประทาน
  3. ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ลำไส้ทำให้ท้องไม่ผูก และยังช่วยทำให้เกิดความอยากอาหารอีกด้วย
  4. โซบะมีคุณค่าทางอาหารสูงมากไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี1 หรือบี2 และยังมีแร่ธาตุกับโปรตีนเป็น 2 เท่าของแป้งชนิดอื่น นอกจากนั้นยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์อีกถึง 8 ชนิดอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

อาหารที่มีเส้นโซบะเป็นส่วนประกอบมีอะไรบ้าง
หากได้รู้คุณประโยชน์ของเจ้าเส้นแสนอร่อยนี้แล้วล่ะคงต้องเริ่มหาเมนูโซบะมารับประทานบ้างแล้วล่ะซึ่งก็มีให้เลือกหลายแบบเลย!

  1. ซารุโซบะ โซบะเย็นๆที่ญี่ปุ่นก็ใช่ คนไทยก็ชอบ
    เมนูยอดนิยมของคนไทย ซารุโซบะเป็นเส้นโซบะเย็นที่ค่อยๆใช้ตะเกียบหมุนเส้นและนำไปจุ่มในซอสสูตรเฉพาะให้ได้รสชาติกลมกล่อมของตัวซอส สัมผัสเนื้อเส้นก็มีความนุ่มหนึบ ทานพร้อมผักและเครื่องเคียงได้หลากหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นต้นหอมญี่ปุ่น หัวไชเท้าฝอย หรือจะเพิ่มความจัดจ้านด้วยวาซาบิก็อร่อยไปอีกแบบ แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือซอสที่ใช้จิ้มต้องอร่อย

jumboslot

  1. เทมปุระโซบะ ทำไมคนญี่ปุ่นชอบเอาของทอดมาใส่ในซุป
    เทมปุระโซบะเป็นเส้นโซบะที่ราดซุปจนชุ่มฉ่ำ และโรยหน้าด้วยของทอดเทมปุระตามใจชอบ พร้อมกับอาจเพิ่มต้นหอมหั่นฝอยก็ได้ นอกจากจะได้เพลิดเพลินไปกับความกรอบของแป้งเทมปุระแล้ว ก็ยังสามารถกินโซบะกับซุปร้อนๆ ช่วยลดความมันให้กับเทมปุระซึ่งเป็นของทอดได้อีกด้วย น่ากินสุดๆไปเลย
  2. คิทสึเนะโซบะ โซบะใส่เต้าหู้ทอดญี่ปุ่น
    โซบะในซุปร้อนที่จะมาพร้อมแผ่นเต้าหู้ทอด เพราะคนญี่ปุ่นเชื่อว่า คิทสึเนะ หรือจิ้งจอกของญี่ปุ่นนั้นชื่นชอบเต้าหู้ทอดเป็นอย่างมากจึงได้นำชื่อของคิทสึเนะมาตั้งเป็นชื่อเมนูโซบะที่มีแผ่นเต้าหู้ทอดเป็นส่วนประกอบของตัวอาหาร

slot

ทำไมจึงเลือกโซบะเป็นอาหารต้อนรับวันปีใหม่
ที่ญี่ปุ่นนั้นในวันส่งท้ายปีเก่าหรือวันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันที่ชาวญี่ปุ่นทุกครอบครัวจะทำอาหารชนิดหนึ่งของโซบะที่มีชื่อเรียกว่า 年越しそば (โทชิโคชิโซบะ) เป็นเส้นโซบะต้มสุกที่โดนจัดวางใส่ถ้วยพร้อมราดซุปร้อนๆแบบเฉพาะของแต่ละบ้าน ประดับด้วยของตามชอบไม่ว่าจะเป็นเทมปุระหรือเต้าหู้ทอด เนื้อสัตว์อย่างอื่นๆก็สามารถใส่ได้ไม่ว่ากัน

ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าหากกินเส้นโซบะในช่วงก่อนวันขึ้นปีใหม่ ชีวิตจะยืนยาวเหมือนเส้นของโซบะที่ยาวมากๆ รวมถึงการกัดก็เช่นกัน เส้นโซบะนั้นนับว่ากินได้ง่ายเพราะมีความนุ่มกว่าเส้นทั่วไป นั่นก็สามารถสื่อได้อีกความหมายว่าหากเราเจอปัญหาอะไรก็ตามก็สามารถคลายปมหรือปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก