Tokyu Hands สวรรค์ของคนรักเครื่องเขียน

Tokyu hands เป็นร้านที่เราต่างรู้จักกันดีหรือได้เห็นผ่านมาอยู่บ่อยครั้งเมื่อมาท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่น ป้ายร้านตัวอักษรสีเขียวที่มีมือยืนออกมาทั้ง 2 ข้างไม่ว่าผ่านไปที่ไหนหากมีสาขาอยู่ก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นร้านของ Tokyu Hands ซึ่งสำหรับร้านนี้แล้วต้องของบอกว่าหากได้ลองเดินเข้ามาใช้บริการจะต้องได้ของติดไม้ติดมือกลับไปอย่างแน่นอน

jumbo jili

โซนปากกาสีต่างๆจะเห็นได้ว่ามีทุกสีสันให้ได้เลือกมากมายและหลากหลายรูปแบบเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกตามแบบที่ต้องการใช้ ทั้งรูปทรงที่ดูทะมัดทะแมงแบบผู้ใหญ่ ใสๆน่ารักสไตล์วัยนักเรียนและนอกจากนี้ปากกาเหล่านี้ยังสามารถซื้อเพียงตัวไส้หมึกได้เพื่อไว้สำหรับเปลี่ยนยามที่หมึกด้านในแห้งหรือใช้หมดแล้ว

สล็อต

โซนเทปพลาสติกลายน่ารักๆเหมาะสำหรับไว้ตกแต่งสมุดหรืออาจจะใช้ในการติดห่อหรือซองต่างๆเพื่อเป็นของขวัญให้เพื่อนก็ได้ซึ่งที่Tokyu handsนั้นก็มีให้เลือกหลากหลายแบบจนจุใจและยิ่งช่วงมีเทศกาลของภาพยนตร์หรือการืตูนเรื่องไหนก็จะมีแคมเปญลายสินค้านั้นให้เลือกชมอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

อย่างในตอนนี้เองกำลังมีแคมเปญของภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่อง Finding Dory และอนิเมชั่นสุดฮิตอย่าง Osomatsu-san ก็จะมีเครื่องสินค้าเกี่ยวกับเครื่องเขียนของเรื่องนั้นออกมารวมถึงตุ๊กตาน่ารักๆให้สะสมอีกด้วย
และหากถ้าเบื่อแล้วที่จะต้องกำหนดสีของหมึกได้แค่น้ำ แดง น้ำเงิน ทาง Tokyu hands เองก็มีปากกาแบบที่สามารถมีหลายสีได้ในแท่งเดียวก็มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกสรร รวมถึงสามารถเลือกส่วนประกอบต่างๆของตัวปากกามาประกอบเข้ากันเอง

jumboslot

ได้ทั้งสีของหมึกและรูปแบบของตัวปลอกปากกาซึ่งพอได้ลองสลับๆเล่นแล้วก็รู้สึกเพลิดเพลินไม่ใช่น้อย
และไม่ใช่เพียงปากกาที่มีให้เลือก แม้แต่สีชนิดต่างๆของร้านเองก็มีเยอะจุใจจนเลือกไม่หวั่นไม่ไหวเลยกับเฉดสีและชนิดของสีที่ต้องการซึ่งมีทั้งสีที่กันน้ำ ไม่กันน้ำ เพ้นท์บนผ้าหรือเพ้นท์บนเนื้อโลหะ Tokyu hands ก็จะคัดสรรเข้ามาให้ได้เลือกชม

slot

และนี่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของร้านเท่านั้นหากอยากรู้ว่าในร้านนั้นยังมีอะไรอีกล่ะก็ ก็คงต้องมาลองเดินดูด้วยตัวเองแล้วล่ะ คนญี่ปุ่นชอบท่องเที่ยวและถือเป็นวัตธนธรรมกันสืบมา ญี่ปุ่นเป็นเมืองท่องเที่ยวที่งดงาม

รู้จักอาหารหลักญี่ปุ่น 5 ชนิด

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ และอาหารญี่ปุ่นก็มีให้เลือกรับประทานหลากหลายเมนู ทำจากวัตถุดิบที่เน้นคุณภาพสูงและความสดใหม่ ทำให้เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมอาหารที่เป็นที่นิยมของคนทั่วโลก ในหัวข้อนี้จะขอแนะนำอาหารญี่ปุ่นน่าลิ้มลอง 10 ประเภท ที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวตั้งแต่กรรมวิธีการทำจนถึงวิธีรับประทาน

jumbo jili

  1. ซูชิ (Sushi)
    ซูชิ คืออาหารที่ทำขึ้นด้วยการนำชิ้นปลาดิบประเภทต่างๆแล่เป็นชิ้นพอดีคำและวางบนข้าวที่ปั้นเป็นก้อนขนาดใกล้เคียงกันซึ่งข้าวที่นำมาทำซูชินั้นจะมักจะมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชูและวาซาบิ สำหรับซูชิที่ไม่ใส่วาซาบิจะมีชื่อเรียกว่า วาซาบินุกิ (Wasabi Nuki) นอกจากปลาดิบที่วางบนข้าวแล้วก็ยังมีหน้าแบบอื่นๆ ด้วย เช่นกุ้ง ปลาหมึก แตงกวา หัวไชเท้าดอง ไข่หวาน เห็ด หรือเนื้อวัวเป็นต้น เวลารับประทานนิยมจิ้มกับโชยุหรือวาซาบิเพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อยยิ่งขึ้น

สำหรับครอบครัวญี่ปุ่น ซูชินั้นไม่ใช่อาหารที่ทำกินกันเองตามบ้านเป็นประจำทุกวัน แต่เป็นอาหารที่กินกันในโอกาสพิเศษเป็นหลัก

สล็อต

  1. ราเมน (Ramen)
    ราเมน หนึ่งในเมนูอาหารเส้นยอดนิยมในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นอาหารที่ได้รับการเผยแพร่มาจากจีน จุดเด่นของราเมนอยู่ที่น้ำซุปที่มีหลายรสชาติ เช่น น้ำซุปเกลือ (Shio), น้ำซุปเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น (Miso), น้ำซุปจากโชยุ (Shoyu), หรือน้ำซุปจากการเคี่ยวกระดูกหมู (Tonkotsu) โดยนอกจากซุปมาตรฐานสี่อย่างแล้ว ยังมีราเมนสูตรเฉพาะในแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศอีกด้วย ในชามราเมนนอกจากเส้นกับน้ำซุปแล้วก็ยังมีเครื่องเคียงต่างๆ เช่นชาชูหรือหมูสไลด์ เนื้อวัว สาหร่ายทะเล ไข่ต้ม ต้นหอม หน่อไม้ และผักต่างๆ

สล็อตออนไลน์

  1. ทงคัตสึ (Tonkatsu)
    คือเนื้อหมูสันนอกหั่นชิ้นหนาเล็กน้อย ชุบกับไข่และแป้งปรุงรส คลุกเกล็ดขนมปัง ก่อนจะนำลงไปทอดในน้ำมันร้อนจัดให้กรอบนอกนุ่มใน

นี่เป็นอาหารยอดนิยมอย่างนึงที่มักจะทำรับประทานเองกันที่บ้าน เวลาเสิร์ฟก็มักจะมีซอสสูตรพิเศษที่เป็นซอสของทงคัตสึโดยเฉพาะ รสชาติออกหวานอมเปรี้ยว หรือจะรับประทานกับซอสผสมมิโสะก็ได้ แล้วก็มีเครื่องเคียงยอดนิยมเป็นกะหล่ำปลีหั่นเป็นเส้น (อาจจะใส่น้ำสลัดเพิ่มตามชอบ) นอกจากนี้หากนำไปรับประทานโดยโปะบนข้าวสวย พร้อมน้ำซุปดาชิกับไข่ข้นราดบนข้าว ก็จะเรียกว่า คัตสึด้ง ซึ่งเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

jumboslot

  1. นิคุจากะ (Nikujaga)
    วัตถุดิบหลักสองอย่างคือเนื้อวัวต้มกับมันฝรั่งในน้ำซุปดาชิ เรียกได้ว่าเป็นสตูว์ในสไตล์ญี่ปุ่น และมักจะมาพร้อมกับส่วนประกอบอื่นๆอีกหลายอย่าง แครอท หอมหัวใหญ่ ถั่วลันเตา ปรุงรสด้วยน้ำตาล โชยุ สาเก มิริน เมื่อทำเสร็จแล้วจะมีกลิ่นหอมและมักจะมีสีน้ำตาล หรือบางที่อาจเพิ่มสีสันสดใสด้วยผักหลายชนิด นิยมรับประทานกันในฤดูหนาวเพื่อช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น

นอกจากนี้นิคุจากะยังเป็นอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่จัดอยู่ในประเภทอาหารครอบครัว ที่ส่วนใหญ่จะทำรับประทานกันเองในบ้าน และไม่ได้เป็นอาหารชื่อดังที่ชาวต่างชาตินิยมสั่งตามร้านอาหาร แต่เราก็อยากแนะนำให้ทุกท่านลองสั่งดูซักครั้ง

slot

  1. โซบะ (Soba)
    คืออาหารเส้นที่ทำมาจากแป้งบัควีต และเมนูที่ทำจากโซบะก็มีหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งยังมีแบบร้อนกับแบบเย็นให้ได้เลือกรับประทานตามฤดูกาล

โซบะสามารถหารับประทานได้ทั่วไปในญี่ปุ่นทั้งในท้องถิ่นและตามเมืองใหญ่ มีเครื่องเคียงหลายแบบเช่น วาซาบิ เทมปุระ อินาริซูชิ (เต้าหู้ทอดห่อข้าว) เนื้อปลาโอตากแห้ง (Katsuobushi) หรือจะนำโซบะไปทำเป็นอาหารอย่างอื่นเลยก็ได้ เช่น นำไปใส่ในแกงกะหรี่

ความพิเศษอีกอย่างของโซบะก็คือ วิธีกินหลายวิธีมีการแยกซอสที่จุ่มเส้นกับเส้นออกจากกัน สามารถจุ่มซอสเพื่อเพิ่มรสชาติความอร่อยได้ เช่นซอสโซบะสึยุ อีกทั้งน้ำต้มโซบะก็มีคุณค่าทางอาหารมาก นิยมรับประทานเป็นน้ำซุปด้วย คนญี่ปุ่นถือการกินนี้เป็นวัตธนธรรมสืบต่อกันมา

กินอาหารญี่ปุ่นตามฤดูกาล ภาคฤดูใบไม้ผลิ

หยุดกินตามเทรนด์แล้วลองมากินตามฤดูกาลแบบคนญี่ปุ่นดูซักครั้งมั้ย อาหารญี่ปุ่นแต่ละฤดูมักแตกต่างกันอย่างชัดเจนเนื่องจากสภาพอากาศแตกต่างกันตลอดปีและวัตถุดิบจากธรรมชาติก็จะต่างกันไปตามฤดูกาล เมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้ใบหญ้าผลิดอกออกผล อาหารในฤดูจึงเป็นพืชผักแรกฤดูและต้นอ่อนต่างๆ รวมไปถึงดอกซากุระ สัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิค่ะ

ฤดูร้อน (นัตสึ/夏) ช่วงเดือน 6 – 8 อากาศร้อนพอๆกับที่ไทย แต่จะเหนียวตัวด้วยลมทะเลค่ะ อาหารประจำฤดูนี้ก็จะเย็นๆ หลายอย่างมีน้ำแข็งด้วยนะคะ เช่นเส้นหมี่ญี่ปุ่นในน้ำเย็นใส่น้ำแข็งจิ้มซุปเย็นๆอย่าง โซเมง (そうめん) ขนมหวานเย็นญี่ปุ่นมีถั่วกวนเป็นส่วนผสมหลักอย่างอันมิตสึ (あんみつ) น้ำแข็งไสคาคิโกริ (かき氷) และ อาหารจีนแบบญี่ปุ่นอย่างบะหมี่เย็นฮิยาชิชูกะ (冷やし中華) ซึ่งตามร้านอาหารจีนอาจจะขึ้นป้ายหน้าร้านว่า ฮิยาชิชูกะเริ่มขายแล้ว เพราะเมนูนี้ส่วนใหญ่จะมีเฉพาะหน้าร้อนค่ะ

jumbo jili

ฤดูใบไม้ร่วง (อากิ/秋) ช่วงเดือน 9 -11 เป็นฤดูที่ฟ้าโปร่งมาก ในชนบทใบไม้ที่ร่วงจะนำมาสุมไฟเผามันเทศค่ะ ซึ่งเป็นพืชที่เก็บเกี่ยวในฤดูนี้ค่ะ นอกจากทำมันเผา ยังทำข้าวอบ (ทาคิโกมิโกฮัน/炊き込みご飯)ได้อร่อยค่ะ ส่วนอาหารอย่างอื่นที่เด่นคือ อาหารจำพวกเห็ด เช่นเห็ดหอมย่างซีอิ๊ว ข้าวอบเห็ดมัตสึทาเกะ และปลาทะเลต่างๆอย่าง ปลาบุริ และ ปลาซันมะ ค่ะ

ฤดูหนาว (ฟูยุ/冬) ในช่วงเดือน 12 – 2 อุณหภูมิเป็นองศาเซลเซียสประมาณเลขตัวเดียวหรืออาจติดลบ อาหารที่คนญี่ปุ่นนิยมกินในฤดูนี้แน่นอนว่าคืออาหารร้อนๆที่มีน้ำซุป เช่นอาหารจำพวกหม้อไฟค่ะ นอกจากทำให้ร่างกายอบอุ่นแล้ววัตถุดิบหลักของหม้อไฟอย่างผักกาดขาว หัวไชเท้า ก็เป็นผักที่เก็บเกี่ยวในฤดูนี้ค่ะ

สล็อต

อาหารยอดนิยมหากไปเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือซากุระของญี่ปุ่น
แต่สำหรับวันนี้เราอยากพูดเรื่องอาหารในฤดูใบไม้ผลิ ให้เข้ากับบรรยากาศการชมซากุระค่ะ
ฤดูใบไม้ผลิ (ฮารุ/春) ช่วงเดือน 4 – 5 อาหารในฤดูนี้ก็จะเป็นพืชผักและต้นอ่อนที่ผลิดอกออกผลมาสดใหม่ เช่นหน่อไม้ กระหล่ำปลีฤดูใบไม้ผลิ มันฝรั่งใหม่ shin-jagaimo หัวหอมใหญ่ใหม่ shin-tamanegi ดอกนาโนะฮานะ และขนมต่างๆที่แต่งเป็นสีชมพู หรือใช้วัตถุดิบจากส่วนดอกกับใบซากุระค่ะ

พืชผักป่าของญี่ปุ่น (ซันไซ/山菜)
ตามภูเขาเมื่อหิมะเริ่มละลาย ก็จะมีต้นอ่อนของผักและพืชป่าขึ้นมาค่ะ ตัวอย่างเช่น ฟูกิโนะโทอุ (ふきのとう) ทาระโนะเมะ (たらの芽) โคโกมิ (こごみ) ที่หากินได้แค่ช่วงนี้ค่ะ

สล็อตออนไลน์

ฟูกิโนะโทอุ (ふきのとう) ทาระโนะเมะ (たらの芽) รสชาติออกขมอร่อยเป็นเอกลักษณ์ค่ะ มีขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปแต่ราคาค่อนข้างแพง พืชป่าตามเมืองมีให้เห็นน้อยชนิดค่ะ หากใครได้ท่องเที่ยวธรรมชาติ และได้ไปร้านขายของฝากบนภูเขา จะมีพืชป่าและผักแปลกๆที่หาดูไม่ค่อยไได้ทั้งในญี่ปุ่นเองและไทย วางจำหน่ายมากมายค่ะ

ผักที่ขมมักจะนำมาทอดเป็นเทมปุระค่ะ กรอบอร่อยและกินง่าย แต่รสขมก็ยังไม่หายไปนะคะ ส่วนผักที่ไม่ขมอย่าง โคโกมิ (ต้นคล้ายผักกูด) ชาวบ้านที่เก็บมาจะนำไปต้มจิ้มกับมายองเนสง่ายๆค่ะ

หน่อไม้ (ทาเกะโนะโกะ/たけのこ)
หน่อไม้ในฤดูใบไม้ผลิ มีกลิ่นหอมสดชื่นกรอบอร่อย สำหรับหน่อไม้ที่ตัดใหม่ๆเราสามารถกินสดได้เลยขณะนั้นค่ะ แต่กว่าจะถึงร้านค้าก็ใช้เวลานาน ความสดก็ลดลงและมีความเป็นกรดมากด้วย เพราะฉะนั่นเราต้องนำมาทำให้สุกก่อนค่ะ

jumboslot

ข้าวหุงหน่อไม้
หน่อไม้ที่ต้มแล้ว หากยังไม่ไปปรุงอาหาร ให้ใส่กล่องเติมน้ำให้ท่วม เก็บใส่ตู้เย็นได้ 3-4 วัน และควรเปลี่ยนน้ำที่แช่ทุกวันค่ะ สำหรับที่ต้มเสร็จใหม่ ทำเมนูอร่อยสุดคือ ข้าวหุงหน่อไม้ (ทาเกะโนโกะโกฮัน/たけのこご飯) ค่ะ

หน่อไม้ต้ม
อีกเมนูคือ หน่อไม้ต้มคาสึโอะบุชิ (ทาเกะโนะโกะ โนะ โทสานิ/たけのこの土佐煮) หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปค่ะ มีเฉพาะฤดูนี้นะคะที่ใช้หน่อไม้สดหอมอร่อยค่ะ

slot

ผักกะหล่ำปลีฤดูใบไม้ผลิ (ฮารุ คาเบะสึ/春キャベツ)
หัวผักกะหล่ำปลีที่เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิผักจะมีช่องว่างระหว่างใบ ใบอ่อน ไม่อัดแน่นเหมือนในฤดูอื่น มีความสดฉ่ำ ด้วยความสดนี้นำมาทำผักสลัดอร่อยสุดค่ะ หากนำมาปรุงอาหาร ให้ผ่านความร้อนเพียงเล็กน้อยเพื่อรสชาติกรอบอร่อยของผักค่ะ

ผักกะหล่ำปลีฤดูใบไม้ผลิ แม้จะกินสดได้อร่อย แต่เมนูที่คนญี่ปุ่นนิยมมากคือ กะหล่ำปลียัดไส้ (โรลคาเบะสึ/ロールキャベツ) ค่ะ นำมาต้มได้ 2 แบบค่ะ คือต้มน้ำซุปมะเขือเทศแบบฝรั่ง กับต้มซุปดะชิญี่ปุ่น ไม่ว่าจะแบบไหนก็เข้ากับฤดูใบไม้ผลิดีค่ะ คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

รู้จักกับวาซาบิ เครื่องปรุงของคนญี่ปุ่น

วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงที่มีติดบ้านกันแทบทุกครัวเรือน ใช้กินกับอาหารได้หลายชนิด และยังเป็นส่วนผสมของขนมคบเคี้ยวอีกด้วย แต่วาซาบิที่เรากินนั้นไม่ได้ทำจากวาซาบิแท้ 100% ทั้งหมดนะคะ มาดูกันค่ะว่าวาซาบินั้นทำมาจากอะไร แล้วชนิดไหนที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานกันค่ะ

วาซาบิที่เรากินนั้น ไม่ใช่วาซาบิสดเสมอไป
วาซาบิ (わさび) ที่คนญี่ปุ่นรับประทานนั้นมี 2 ชนิด คือ

jumbo jili

  1. วาซาบิแท้ หรือ วาซาบิสด ภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า ฮอน วาซาบิ (本わさび)
    เป็นพืชสมุนไพรของญี่ปุ่น ขึ้นเฉพาะบริเวณที่น้ำสะอาดจริงๆค่ะ อย่างต้นน้ำบนภูเขา มีรสชาติเผ็ดแต่แฝงความหวานละมุนพร้อมกลิ่นที่สดชื่น สรรพคุณหลักคือช่วยดับกลิ่นคาวและต้านแบคทีเรีย

ส่วนที่นิยมบริโภคคือ โคนลำต้น ทานสดโดยนำมาฝนละเอียด ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นรากเพราะเป็นส่วนที่ฝังอยู่ในดินค่ะ สำหรับใบวาซาบินั้นก็รับประทานได้เช่นกัน แต่หารับประทานยากค่ะ ด้วยวาซาบิสด มีราคาแพงและหาซื้อยาก อาจมีให้เห็นตามซุปเปอร์มาร์เก็ตบางแห่ง แล้วที่ขายนั่นก็มีแต่ส่วนโคนลำต้นค่ะ

  1. ฮอร์สแรดิช หรือ วาซาบิสีขาว ภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า เซโย วาซาบิ (西洋わさび)

เป็นพืชทางยุโรป มีหัวสีขาว กลิ่นฉุนเฉพาะตัว รสชาติเผ็ดมากกว่าวาซาบิแท้ อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน สรรพคุณช่วยรักษาโรคได้หลากหลายค่ะ มีการเพาะปลูกทางภูมิภาคที่

สล็อต

อากาศหนาวเย็นอย่างจังหวัดฮอกไกโดของญี่ปุ่น
ชาวญี่ปุ่นนำมาแปรรูปผสมสีและแต่งกลิ่นให้มีความใกล้เคียงกับวาซาบิแท้เพื่อทดแทนวาซาบิสดที่ราคาแพงนั้นเองค่ะ ซึ่งจะเรียกว่าวาซาบิเทียมก็คงไม่ผิดอะไรค่ะ

วาซาบิหลอด
วาซาบิหลอดที่เห็นตามซุปเปอร์คือวาซาบิผง มีหลากหลายสูตร ทั้งที่ทำมาจากวาซาบิแท้ 100% หรือแบบผสมเซโยวาซาบิ แล้วนำมาแต่งกลิ่นผสมกับส่วนผสมอื่นๆ จนเป็นเนื้อครีม มีรสชาติและสรรพคุณใกล้เคียงกับวาซาบิสดคือช่วยลดกลิ่นคาวและยับยั้งแบคทีเรีย บรรจุในหลอดพลาสติกเพื่อความสะดวก พร้อมรับประทาน ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นเครื่องปรุงหลักที่มีติดทุกบ้าน ราคาตั้งแต่ 100~500 เยน (29~145 บาท) ขึ้นอยู่กับปริมาณของวาซาบิแท้ค่ะ และเมื่อเปิดใช้แล้วก็ต้องเก็บในตู้เย็นนะ
วาซาบิหลอดที่มีส่วนผสมของวาซาบิแท้มากกว่า 50% ของปริมาณสุทธิ ที่บรรจุภัณฑ์สามารถเขียนบอกว่าเป็น ฮอนวาซาบิ(วาซาบิแท้) ได้ ตามข้อตกลงของสมาคมแปรรูปวาซาบิแห่งประเทศญี่ปุ่น

วาซาบิหลอดอย่างดี
มีส่วนผสมวาซาบิแท้ในปริมาณมาก ราคาแพงสุด ส่วนใหญ่จะวางขายคู่กับปลาดิบซาชิมิค่ะ

สล็อตออนไลน์

วาซาบิซองเล็ก ไม่ได้ฟรีทุกร้าน
วาซาบิซองเล็กที่มีให้ในกล่องซูชิ หรือวางใส่ถาดให้หยิบเองนั้นก็เป็นชนิดเดียวกับวาซาบิหลอดค่ะ ส่วนใหญ่นั้นจะแถมฟรี แต่ซุปเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งก็คิดราคานะคะ ซองละ 10-20 เยน (3-6 บาท)

ผงวาซาบิ
ผงวาซาบิ หรือ โคนะวาซาบิ (โคนะแปลว่าผง) ทำมาจาก เซโยวาซาบิ แต่งสีค่ะ เนื่องจากเป็นผงแห้งๆจึงมีอายุใช้งานนานกว่าชนิดหลอด และไม่ต้องเก็บในตู้เย็น เวลาจะใช้ค่อยนำมาผสมน้ำเปล่าทานได้ตามปกติ และยังสามารถปรุงอาหารได้หลากหลาย เช่น ทำน้ำสลัดและผักดองค่ะ
วาซาบิกับอาหารหลากหลาย
วาซาบิ นอกจากกินกับปลาดิบและซูชิแล้ว ยังเป็นเครื่องจิ้มอาหารประเภทเส้น อย่างเช่น โซบะ โซเมน และ ฮิยามูงิ อีกด้วยนะคะ ซึ่งนิยมทานกันมากในฤดูร้อนของญี่ปุ่นค่ะ

จากรูปจะเห็นว่ามีซองวาซาบิแถมให้ ถ้าเราไม่ได้ซื้อเส้นมาต้มเองก็ไม่ต้องซื้อวาซาบิหลอดเลยค่ะ เพราะคนญี่ปุ่นก็ไม่ได้กินวาซาบิกับอาหารชนิดอื่นมากนัก ทั้งยังมีเครื่องปรุงและอาหารสำเร็จรูปขายพร้อมมากมายค่ะ อย่างเช่น
ผงโรยข้าววาซาบิ กินเหมือนผงโรยข้าวทั่วไปคือ โรยบนข้าวสวยร้อนๆแล้วรับประทานตามชอบ มีส่วนผสมของสาหร่ายและงา กินกับไก่ย่าง หรือใส่เบนโตะก็เข้ากันดีค่ะ
มายองเนสผสมวาซาบิ ใช้จิ้มผักกิน หรือกินกับอาหารทะเลอย่างปลาหมึกยักษ์ต้มก็อร่อยค่ะ หรือจะใช้กับอาหารชนิดอื่นที่นิยมจิ้มกินกับมายองเนสก็ไม่ว่ากัน

jumboslot

น้ำสลัดวาซาบิ มีทั้งน้ำใสและน้ำข้น ทานกับผักสลัดตามชอบ
เกลือป่นผสมวาซาบิ สำหรับจิ้มเทมปุระ หรือกินกับสเต็กก็อร่อยค่ะ

วาซาบิดอง
วาซาบิดอง หรือ วาซาบิ ซึเกะ (わさび漬) ทำจากวาซาบิสดทั้งลำต้นและใบแล้วนำมาดองกับกากสาเก หรือ สาเก คะสึ (酒粕) เป็นอาหารญี่ปุ่นที่อยากแนะนำให้ลองรับประทานกันนะคะ สำหรับใครที่ชอบผักดองแบบญี่ปุ่น รับรองว่าต้องชอบแน่นอนค่ะ มีรสชาติเผ็ดเค็มกำลังดี กินกับข้าวสวยร้อนๆ ข้าวต้ม ข้าวราดน้ำชา จิ้มลูกชิ้นปลาคามาโบะโคะและชิกุวะ หรือเป็นกับแกล้มก็ได้ค่ะ

ขนมญี่ปุ่นรสวาซาบิ
ขนมยี่ห้อคากิโนะทาเนะ (柿の種) แปลว่า เมล็ดลูกพลับ ด้วยรูปลักษณ์เหมือนกับเมล็ดลูกพลับพันธุ์หนึ่งของญี่ปุ่น ทำมาจากข้าวเกรียบญี่ปุ่น นอกจากรสโชยุ(ถุงสีส้ม)แล้วก็ยังมีรสวาซาบิด้วยนะคะ กินเล่นหรือเป็นกับแกล้มก็ได้ค่ะ อร่อยไม่แพ้ถั่วลันเตารสวาซาบิที่คนไทยนิยมซื้อเป็นของฝากกันเลยค่ะ

slot

ถ้วยน้ำจิ้มใส่วาซาบิ
ถ้วยเล็กจิ๋วแบบญี่ปุ่น สำหรับใส่วาซาบิและโชยุ ภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า มะเมะสะระ (豆皿) ค่ะ เป็นเครื่องครัวที่มีมาแต่โบราณ ปัจจุบันมีแบบทันสมัยแต่ยังคงความเป็นญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติมากค่ะ
ถาดเก็บหลอดเครื่องปรุง
เมื่อเรารู้จักวาซาบิหลอดแล้ว อยากจะซื้อมาติดบ้านไว้ ที่ญี่ปุ่นมีอุปกรณ์เก็บเครื่องปรุงประเภทหลอดสำหรับแขวนกับถาดในตู้เย็นให้เป็นระเบียบสวยงามค่ะ ในภาพมีทั้งวาซาบิหลอด ขิงหลอดสำเร็จรูป มัสตาร์ดค่ะ
มีหลายแบบให้เลือกสรร จะเก็บหลอดเดียวหรือหลายหลอดก็ได้นะคะ หาซื้อได้ตามร้านขายของแต่งบ้าน(โฮมเซนเตอร์) และร้านร้อยเยนทั่วไปค่ะ คนญี่ปุ่นชอบท่องเที่ยวและถือเป็นวัตธนธรรมกันสืบมา คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

6 อาหารญี่ปุ่นแปลกๆที่(ไม่)น่าลอง

แนะนำอาหารแปลกๆของญี่ปุ่น จัดอันดับจากความกินง่าย ความแปลก และความถ่ายรูปขึ้น ใครกำลังหาอาหารญี่ปุ่นแปลกๆกิน หรือมีเพื่อนที่ชอบผจญภัยในโลกแห่งอาหารแปลกๆ ต้องจัดครับ แต่ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืนล่ะ

  1. โทริซาชิ ซาชิมิเนื้อไก่สด
    พูดถึงไก่แล้ว เรารู้จักกันในฐานะเนื้อที่ไม่ควรกินดิบๆ เพราะเป็นสัตว์เดินดินที่เล้าจะค่อนข้างสกปรก ทำให้อาจมีเชื้อโรคหรือพยาธิได้ ไม่เหมือนกับวัวหรือปลาทะเล แต่ว่าเอาจริงๆแล้ว ถ้าหากเลี้ยงในโรงที่สะอาด ดูแลเป็นอย่างดี ก็สามารถกินสดๆได้ครับ

วิธีกินเท่าที่เห็นก็มีสองแบบ คือกินสดๆเหมือนซาชิมิทั่วไป หรือใช้ไฟย่างผิวให้เกรียมเล็กน้อย จิ้มกินกับโชยุเพียวๆ หรืออาจเพิ่มขิงบดหรือกระเทียมบดลงในโชยุ เชื่อว่าคนไทยฟังแล้วอาจจะกินยากไปบ้าง แต่ถ้าชินกับปลาดิบแล้วไม่น่ามีปัญหาอะไรครับ
ในเรื่องของความแปลกนั้น ถือว่ายังเป็นอะไรที่ไม่ค่อยจะโด่งดังเอาวะเลย ร้านที่ขายมีน้อยมาก คนญี่ปุ่นเองก็ใช่ว่าทุกคนจะเคยกินนะครับ คนญี่ปุ่นที่เกิดมาไม่เคยกินเลยก็ยังมีอยู่ไม่ใช่น้อย

jumbo jili

  1. ถั่วหมักนัตโต ปลาร้าของคนญี่ปุ่น
    อาหารที่คนไม่ชอบก็เกลียดไปเลย และเป็นหนึ่งในอาหารที่กลิ่นแรงที่สุดของญี่ปุ่น เทียบได้กับปลาร้าหรือสะตอบ้านเรานี่แหละครับ เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อในเรื่องกลิ่นแรงที่แม้แต่เจ้าของประเทศบางคนก็ยังไม่ชอบ

นัตโตนั้นคือถั่วนั่นแหละ ถึงแม้จะมีกลิ่นเหม็นเพราะหมักมาแล้วจนอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่า “เน่า” แต่ว่าจริงๆแล้วไม่ได้เน่าแบบ “เน่าเสีย” นะ แต่เป็นการโดนหมักด้วยแบคทีเรียที่มีประโยชน์ที่มีชื่อว่า Bacillus subtilis ครับ โดยเมื่อนำมาผ่านกระบวนการแล้วทำให้ย่อยง่ายกว่าเดิมด้วย จริงๆเป็นวิธีถนอมอาหารที่ดีกับร่างกายด้วยซ้ำ

การถนอมอาหารด้วยแบคทีเรียมีประโยชน์ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ นึกดูแล้วก็คล้ายๆกับยาคูลท์ ที่ผลิตจากแบคทีเรียมีประโยชน์ที่มีชื่อว่า แลคโตบาซิลลัส นั่นเอง

สล็อต

แต่ในเรื่องความแปลกนั้น ถือว่าน้อยที่สุดในบรรดาอาหารที่จะแนะนำวันนี้เลย เพราะมีขายอยู่ทั่วไป เดินไปที่ซุปเปอร์ที่ไหนก็มีวางขาย แถมมีคนญี่ปุ่นจำนวนมากที่กินเป็นอาหารเช้าทุกวัน ผมเองก็ชอบกินครับ

  1. คุกกี้ตัวต่อหัวเสือ
    เป็นอาหารทีี่แปลกแน่นอนเพราะว่าเฉพาะถิ่นและมีเมืองที่ผลิตอยู่เมืองเดียว คุกกี้ตัวต่อหัวเสือเป็นโอท็อปของเมืองโอมาจิในจังหวัดนากาโนะ และเท่าที่รู้ยังไม่มีเมืองไหนกล้าเลียนแบบ

คุกกี้มีหน้าตาแบบในภาพเลย จะใส่ตัวต่อมาทั้งตัวในคุกกี้ แม้จะหยาบๆ แห้งๆไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้กินยากกว่าคุกกี้ปกติทั่วไปนะ

สล็อตออนไลน์

แต่ที่ตลกมากกว่าคือ คุกกี้นี้ผลิตโดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มคนรักต่อหัวเสือแห่งเมืองโอมาจิ (大町地蜂愛好会) เรื่องนี้สอนว่าใครรักอะไรอย่าลืมจับมาทำเป็นของกินนะครับ

  1. ปลาหมึกเสิร์ฟทั้งเป็น อิกะ-อิคิซุคุริ
    อิกะ-อิคิซุคุริ แปลตรงตัวก็คือปลาหมึกที่เสิร์ฟมาทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง โดยจะเอาปลาหมึกสดๆ มาแล่เป็นเส้นเล็กๆเพื่อให้คีบง่าย แต่ยังคงรูปเป็นตัวปลาหมึกอยู่ แล้ววางเสิร์ฟลงมาบนจานทั้งยังงั้นเลยครับ หากไปร้านไหนที่สดจริง เวลาคีบบางทีก็จะเห็นหนวดปลาหมึกขยับได้อยู่ครับ (แต่ตายแล้วแน่นอน)

กินก็ไม่ได้ยากครับ เหมือนกินซาชิมิปลาหมึกธรรมดานั่นแหละ ถ้าไม่ได้เกลียดปลาหมึกสดเป็นพิเศษน่าจะกินได้ไม่มีปัญหา และเนื่องจากมักจัดจานมาสวยๆตามสไตล์ซาชิมิ ทำให้เป็นอาหารที่ถ่ายรูปขึ้นจานนึงเลย

jumboslot

  1. เนื้อซากุระ (ซาชิมิเนื้อม้า)
    เนื้อซากุระ เป็นชื่อสวยๆที่บางร้านชอบเอาไว้เรียกเนื้อมานั่นเอง โดยญี่ปุ่นไม่ใช่แค่ประเทศเดียวที่กินเนื้อม้า มีหลายประเทศที่นำเนื้อม้ามากินเป็นอาหารอย่างเช่นมองโกเลีย แต่อาหารจากเนื้อม้าส่วนใหญ่จะนำมาผ่านความร้อนก่อน ด้วยการปิ้ง ย่าง ตากแห้ง เหมือนๆกับเนื้อสัตว์ทั่วๆไป

แต่ว่าเนื้อซากุระนั้น หมายถึงเนื้อมาสดๆ ที่นำมากินเป็นซาชิมิมากกว่า (และญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้นิยมกินเนื้อมาด้วยวิธีอื่นเท่าไหร่นัก)

ม้านั้นเป็นสัตว์ที่สะอาด หากเลี้ยงถูกวิธี ได้มาตรฐาน และไม่มีโรคละก็สามารถนำเนื้อมาทานสดๆได้ไม่ยากนัก แต่ที่ไม่นิยมกันก็เพราะว่ารสชาติเสียมากกว่า โดยหลายคนมักจะบอกว่าเนื้อม้าสดๆนั้นเหนียวและเคี้ยวยากมากๆ

วิธีกินที่นิยมก็คือกินเปล่าๆ จิ้มโชยุเหมือนซาชิมิเนื้อปลาทั่วไป หรือจิ้มน้ำมันงากับกระเทียมบดครับ ส่วนตัวผมว่าอร่อยดีนะ กินไม่ยากด้วย

slot

  1. ชิราโกะ “ไข่” ปลาตัวผู้
    ชิราโกะคือส่วนหนึ่งของปลาที่คล้ายๆกับไข่ปลา แต่เป็นไข่ที่มาจากปลาตัวผู้ แต่ว่าปลาตัวผู้นั้นไม่ได้มีหน้าที่วางไข่ แล้วจะมีไข่ได้อย่างไรกัน

“ไข่” ในที่นี้มีหมายถึง “ถุงเก็บน้ำเชื้อ” ที่สัตว์ตัวผู้รวมถึงมนุษย์ผู้ชายต้องมีนั่นเอง ชิราโกะคือส่วนที่มีรูปร่างคล้ายถุง มีหน้าที่เก็บเสปิร์มของปลาตัวผู้นั่นเอง (หรือจะเรียกว่าน้ำเชื้อ น้ำอสุจิก็ได้) เวลาที่เรากินถุงชิราโกะ ก็เหมือนกับกินน้ำเชื้อของปลานั่นแหละ

รสชาตินั้นอธิบายยาก ไม่ใช่ของเหลว แต่ก็ไม่ใช่ของแข็งก้อนเดียว กัดแล้วรู้สึกมีความข้นสูงมาก แต่ก็ไม่ได้มีน้ำเยิ้มออกมา และจะไม่เห็นเป็นเม็ดๆเหมือนไข่ปลา (เพราะไม่ใช่ไข่) สามารถกินสดๆแบบซาชิมิก็ได้ หรือนำไปลวกกับน้ำร้อนให้สุกก็ได้ กินเปล่าๆ จิ้มโชยุ หรือจิ้มกับน้ำส้มพอนสึก็เข้ากัน คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

รู้จักวัตถุดิบเฉพาะของอาหารญี่ปุ่น 10 ชนิด

ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่น่าจะคุ้นเคยกับอาหารญี่ปุ่นกันเป็นอย่างดีแล้ว แต่ก็อย่างที่เชฟหลายคนบอกไว้ว่าการรู้จักวัตถุดิบในอาหารแต่ละชนิด จะยิ่งทำให้เราได้รู้คุณค่าและเข้าใจความอร่อยมากขึ่้นกว่าเดิม วันนี้เราจึงพาไปทำความรู้จักกับวัตถุดิบ 10 ชนิดที่พบได้บ่อยในเมนูอาหารญี่ปุ่นทั่วไป ซึ่งจะทำให้การกินอาหารญี่ปุ่นครั้งหน้าของคุณอร่อยขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

  1. วาซาบิ (Wasabi)
    หนึ่งในวัตถุดิบญี่ปุ่นซึ่งคนไทยน่าจะรู้จักกันมากที่สุด แม้จะมีรสชาติที่ใกล้เคียงกับพริก แต่ความเผ็ดร้อนของวาซาบินั้นก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตรงที่ไม่ได้เผ็ดร้อนบริเวณลิ้น แต่เป็นความเผ็ดแบบฉุนขึ้นจมูกจนอาจทำให้น้ำตาไหลได้หากทานในปริมาณที่มากเกินไป
    แต่ต้องบอกว่าวาซาบิส่วนใหญ่ที่เราได้กินกันจะไม่ใช่วาซาบิแท้หรือวาซาบิสด แต่จะเป็นวาซาบิเทียมที่ทำมาจากฮอร์สแรดิชผสมกับผงมัสตาร์ดและแป้ง เนื่องจากมีราคาถูกกว่า และเก็บได้นานกว่าวาซาบิสด โดยทั่วไปจะมีเฉพาะร้านอาหารหรูๆหรือร้านซูชิราคาแพงเท่านั้นที่เสิร์ฟวาซาบิสดให้ ซึ่งจะได้กลิ่นที่หอมกว่า และให้รสเผ็ดแสบยาวนานกว่าวาซาบิ

jumbo jili

เทียม โดยจะเห็นได้จากการนำต้นวาซาบิมาฝนกับหนังฉลาม ซึ่งต้นวาซาบิจริงๆหนึ่งต้นที่นำมาใช้นั้นมีราคาค่อนข้างสูง (หลายร้อยถึงหลักพันบาท) สาเหตุที่มีราคาแพงก็เพราะว่าวาซาบิเป็นพืชที่ปลูกได้ยาก โดยมีเงื่อนไขหลักคือต้องปลูกในที่ดินที่มีน้ำสะอาดไหลผ่าน และน้ำจะต้องมีอุณหภูมิประมาณ 13-18 องศา แม้ในประเทศญี่ปุ่นเองก็พื้นที่มีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่สามารถปลูกวาซาบิได้
เมนูที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีกับการทานคู่กับวาซาบิก็คือ “ซูชิ” สาเหตุเป็นเพราะวาซาบินั้นมีคุณสมบัติช่วยขจัดแบคทีเรียและพยาธิต่างๆ ที่อาจหลงเหลืออยู่บนเนื้อปลาดิบ และรสเผ็ดร้อนของมันยังช่วยดับกลิ่นคาวปลาอีกด้วย นอกจากการเป็นเครื่องเคียงแล้ว ยังนิยมเอาวาซาบิไปผสมกับน้ำสลัดหรือมายองเนส เพื่อเอาไปทานคู่กับสลัด แซนด์วิช ไปจนถึงขนมญี่ปุ่นหลายชนิดที่นำวาซาบิไปผสมเพื่อให้มีสีเขียวอ่อนน่าทาน และเป็นผงสร้างรสชาติของขนมคบเคี้ยวยี่ห้อดังๆ อีกมากมาย

  1. คินาโกะ (Kinako)
    คินาโกะ หรือผงถั่วเหลืองคั่ว เป็นวัตถุดิบที่เอาไว้ทานคู่กับขนมญี่ปุ่นมายาวนานหลายร้อยปี โดยในอดีตนั้นจะนำมาคลุกหรือทานคู่กับขนมโมจิและดังโงะ ส่วนคนไทยอาจจะคุ้นเคยจากการทานคู่กับโมจิหยดน้ำที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้ โดยจุดเด่นและเหตุผลในการใช้คินาโกะคู่กับขนมต่างๆ คือการช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสให้กับขนม และเพิ่มความหอมที่ได้มาจากการคั่ว หากมองเผินๆ หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าคินาโกะเป็นน้ำตาลทรายแดง หรือคิดว่ามีการผสมน้ำตาลเข้าไปด้วย แต่รสหวานที่ได้นั้นส่วนใหญ่มาจากตัวขนม ตัวคินาโกะไม่ได้มีความหวานมากไปกว่าความหวานธรรมชาติของถั่วเหลือง

สูตรในการทำคินาโกะนั้นใช้แค่ถั่วเหลืองเพียงอย่างเดียวนำไปคั่วด้วยไฟกลางบนกระทะจากนั้นจึงนำไปปั่นด้วยเครื่อง ไม่มีการผสมวัตถุดิบอื่นเข้าไปอีก และนอกจากการนำไปทานคู่กับขนมแล้ว คนญี่ปุ่นยังนำคินาโกะไปโรยหน้าอาหารชนิดอื่นๆ อีกทั้งนมถั่วเหลือง โยเกิร์ต หรือสลัด เป็นต้น

สล็อต

  1. คัตสึโอะ บุชิ (Katsuobushi)
    คัตสึโอะ บุชิ หรือปลาคัตสึโอะตากแห้ง เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบสำคัญของเมนูอาหารญี่ปุ่นมากมายที่ช่วยสร้างความหอมและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งกว่าจะมาเป็นคัตสึโอะ บุชินั้น กรรมวิธีในการผลิตคือต้องนำเนื้อปลาคัตสึโอะ (ปลาทูน่าชนิดหนึ่ง) แบบไม่มีไขมันผสม มารมควัน ตากแห้ง และหมักด้วยเชื้อรา จนเนื้อปลาแปรสภาพเป็นก้อนดำๆ แข็งๆ เหมือนท่อนไม้

เมื่อจะนำมาใช้ประกอบอาหาร ก็จะต้องนำก้อนเนื้อปลานี้มาขูดให้เป็นแผ่นบางๆ ซึ่งคัตสึโอะ บุชินั้นนิยมนำไปใช้ในสองรูปแบบหลักๆ คือโรยหน้าอาหาร เช่นโอโคโนมิยากิ ทาโกะยากิ และนำไปเป็นส่วนผสมในการทำน้ำซุปดาชิ ซึ่งเป็นน้ำซุปพื้นฐานของอาหารประเภทต้มแทบทั้งหมดของญี่ปุ่น จึงเรียกได้ว่าเป็นหัวใจของอาหารญี่ปุ่นและเป็นวัตถุดิบที่ต้องมีทุกบ้าน

  1. คอมบุ (Kombu)
    จากที่ได้พูดถึงน้ำซุปดาชิ น้ำซุปพื้นฐานในการทำอาการประเภทต้มของญี่ปุ่นแทบทุกเมนูไป ซึ่งส่วนผสมหลักของน้ำซุปดาชินอกจากจะใช้คัตสึโอะ บุชิแล้ว ก็ยังมีสาหร่ายคอมบุเป็นอีกหนึ่งส่วนผสมหลัก โดยจุดเด่นของสาหร่ายคอมบุคือรสสัมผัสที่เหนียว หนึบ และช่วยเก็บรสชาติของน้ำซุปเอาไว้ได้เป็นอย่างดี และยังได้รับฉายาว่าเป็น “เจ้าแห่งสาหร่าย” ในบรรดาสาหร่ายหลากหลายชนิดของญี่ปุ่น เนื่องจากมีรส ”อูมามิ” อยู่ในตัว เมื่อนำไปประกอบอาหารอย่างอื่นแล้วจึงทำให้อร่อยได้ง่าย รูปแบบของสาหร่ายคอมบุที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือแบบอบแห้ง ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นาน นอกจากการนำไปต้มกับน้ำซุปแล้ว ยังนิยมนำไปหั่นเป็นเส้นๆ แล้วใส่เป็นส่วนผสมในเมนูต้มต่างๆ หรือใส่ในสลัดรวมกับผักชนิดอื่นๆ

สล็อตออนไลน์

  1. มิโสะ (Miso)
    มิโสะ หรือเต้าเจี้ยวบด เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบประจำครัวญี่ปุ่นที่คนไทยหลายคนเองก็คงคุ้นเคยจากเมนู “ซุปมิโสะ” ที่มักจะเสิร์ฟคู่กับอาหารญี่ปุ่นทุกครั้ง แต่รสชาติอันเข้มข้นของมิโสะก็ยังถูกนำไปสร้างสรรค์เป็นเมนูต่างๆได้อีกมากมาย หนึ่งในนั้นที่พบอย่างแพร่หลายก็คือการนำไปใช้เป็นหนึ่งในประเภทน้ำซุปหลักของราเม็งที่เรียกว่า “มิโสะราเม็ง” น้ำซุปสำคัญของราเม็งญี่ปุ่นที่เป็นที่นิยมสูงคู่กับ “โชยุราเม็ง” (ซีอิ๊ว) หรือ “ชิโอะราเม็ง” (เกลือ) และยังนิยมนำไปทำเป็นซอสของอาหารอีกหลายๆ ประเภท ทั้งเมนูปิ้ง ย่าง ซุป แม้ว่าในปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะนิยมซื้อมิโสะแบบสำเร็จรูปตามซูเปอร์มาเก็ตเป็นหลัก เนื่องจากกรรมวิธีในการหมักนั้นใช้เวลายาวนานหลายเดือน

ในประเทศญี่ปุ่นนั้น แต่ละภูมิภาค แต่ละเมืองต่างก็มีสูตรในการหมักมิโสะแตกต่างกันออกไป ทำให้ถึงแม้ว่าจะเป็นอาหารที่เรียบง่าย แต่ก็มีความหลากหลาย และสะท้อนถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

  1. ชิโสะ (Shiso)
    ชิโสะ เป็นพืชในตระกูลเดียวกับกระเพราและโหระพา ซึ่งมีใบที่มีกลิ่นฉุน และแบ่งออกเป็นสองชนิดหลักๆ ตามสีของใบก็คือชิโสะแดงและชิโสะเขียว แต่คนไทยจะคุ้นเคยกับการนำใบชิโสะมาตกแต่งจานอาหารญี่ปุ่นกันมากกว่าจะได้ลิ้มรสจริงๆ (เช่นนำมารองซูชิ) เพราะรูปทรงของใบชิโสะนั้นมีความสวยงาม มีขนาดใหญ่พอเหมาะสำหรับวางซาชิมิหรือซูชิ และยังมีสรรพคุณช่วยดับกลิ่นคาวได้อีกด้วย

แต่นอกจากการนำมาประดับจานแล้ว ที่ญี่ปุ่นนั้นนิยมนำใบชิโสะแดงไปเป็นส่วนผสมสีในของหมักดองหลายๆ ชนิดเช่นบ๊วยดอง หรือขิงดอง หรือนำไปตากแห้งแล้วบดเป็นผงโรยข้าวสไตล์ญี่ปุ่น และด้วยสรรพคุณในการรักษาโรค แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ จึงมีการนำไปชิโสะไปต้มเป็นชา หรือน้ำใบชิโสะที่ช่วยสร้างความสดชื่นได้เป็นอย่างดี

jumboslot

  1. โทบิโกะ (Tobiko)
    คนไทยอาจเรียกไข่ชนิดนี้ว่า “ไข่กุ้ง” แต่ที่จริงแล้วไข่ที่ว่านี้มาจากไข่ของปลาสองชนิด คือปลาแคปลินหรือปลาไข่ และปลาบิน (Flying Fish) ส่วนไข่กุ้งที่ญี่ปุ่นจะเรียกว่า “เอบิโกะ” และมีราคาค่อนข้างแพง

รสสัมผัสของโทบิโกะเมื่อเคี้ยวจะรู้สึกกรุบๆ และมีรสชาติเค็มนิดๆ เรามักจะเห็นไข่โทบิโกะนี้เสิร์ฟมาในรูปแบบซูชิทั้งแบบห่อสาหร่าย หรือแบบที่นำข้าวไปคลุกกับไข่ปลาโดยรอบ ด้วยสีสันที่สดใสและรสชาติที่ไม่โดดเด่นมาก ทำให้โทบิโกะถูกนำมาใช้กับอาหารอีกหลายประเภท ส่วนใหญ่คือเพื่อสร้างสีสันและความน่าสนใจให้กับอาหาร มักจะพบในการเอาไปโรยหน้าบนสลัด ข้าว เมนูอาหารทะเลต่างๆ รวมถึงสปาเกตตี้แบบญี่ปุ่นด้วย

  1. คามาโบโกะ (Kamaboko)
    คามาโบโกะ หากเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ “ลูกชิ้นปลาญี่ปุ่น” แม้ว่าจะมีวิธีการผลิตคล้ายกันคือนำเนื้อปลามาบดผสมกับแป้งและเกลือเล็กน้อย แต่จุดประสงค์หลักในการใช้ประกอบอาหารนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก และยังมีความพิเศษตรงที่คามาโบโกะนั้นมีสีสันที่สวยงามสะดุดตา ทำให้คามาโบโกะนั้นมีไว้ตกแต่งจาน มากกว่าจะใส่ไปเยอะๆเพื่อกินเอาอิ่ม แบบลูกชิ้นทั่วไป

โดยคนไทยอาจจะคุ้นเคยจากร้านราเม็งชื่อดังในเมืองไทยที่เสิร์ฟราเม็งพร้อมกับคามาโบโกะที่เป็นรูปเลข 8 มาให้ทุกชาม และนอกจากการเสิร์ฟในชามราเมงแล้ว คนญี่ปุ่นยังนิยมนำไปตกแต่งข้าวกล่อง หรือกินเล่นๆ ก็ได้ และในบางเมืองที่มีการผลิตคามาโบโกะกันอย่างจริงจัง ในช่วงเวลาพิเศษก็ยังมีการผลิตคามาโบโกะที่หั่นออกมาแล้วเป็นรูปสวยๆ เช่นซากุระในฤดูใบไม้ผลิอีกด้วย

slot

  1. เทนคาสุ (Tenkasu)
    เทนคาสุ คือแป้งทอดสำหรับเอาไว้โรยหน้าอาหารชนิดต่างๆ โดยเฉพาะ “ทานุกิอุด้ง” ที่ถือเป็นสูตรบังคับที่ต้องโรยเทนคาสุลงไปด้วย แต่ในปัจจุบันก็มีการนำมาโรยหน้าอาหารอื่นๆ เช่นบนทาโกะยากิหรือโอโคโนะมิยากิ

ลักษณะของเทนคาสุจะเป็นเหมือนเศษแป้งทอดชิ้นเล็กๆ จุดประสงค์หลักคือเพื่อเอาไว้เพิ่มรสสัมผัสของความกรุบกรอบของอาหาร หากเปรียบเทียบกับอาหารไทย ก็คงจะคล้ายๆ “กากหมู” ที่เอาไว้โรยหน้าเมนูก๋วยเตี๋ยว แต่รสชาติอ่อนกว่า โดยเทนคาสุนั้นไม่ใช่เศษแป้งทอดที่เหลือมาจากการทอดอาหารชนิดอื่นๆ แต่จงใจทำขึ้นจากการนำแป้งเทมปุระหรือแป้งสำหรับชุบแป้งทอดชนิดอื่นๆ มาทอดโดยเฉพาะ และสำหรับคนที่ไม่มีเวลาทอดเอง ที่ญี่ปุ่นก็ยังมีขายเทนคาสุแบบสำเร็จรูปในถุงหลากหลายขนาดให้เลือกตามต้องการ

  1. ยูซุ (Yuzu)
    ยูซุ คือส้มสายพันธุ์หนึ่งของญี่ปุ่นที่มีลักษณะเฉพาะคือมีหน้าตาคล้ายเลมอน ผิวหนา เนื้อน้อย ทำให้ส่วนใหญ่แล้วคนไม่นิยมนำส้มยูซุมาบริโภคโดยตรงเหมือนส้มชนิดอื่นๆ แต่จะนำส่วนต่างๆ เช่นผิวส้มที่มีความหนาเป็นพิเศษ (ซึ่งทำให้มีน้ำมันผิวส้มอยู่เยอะ และมีกลิ่นหอมสดชื่น) มาใช้ในการแต่งกลิ่นอาหาร ไปจนถึงผสมในเครื่องดื่มและขนม ที่พบบ่อยที่สุดคือการนำผิวส้มบวกกับเนื้อส้มมาทำซอสยูซุหรือน้ำสลัดยูซุ ซึ่งมีรสชาติเปรี้ยวอมหวานและมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ หรือนำไปตากแห้งเพื่อทำเป็นชายูซุก็มี

นอกจากนี้ในช่วงฤดูหนาว คนญี่ปุ่นในบางพื้นที่ยังนิยมนำใส่ส้มยูซุลงไปบ่อน้ำร้อนก่อนที่จะลงไปแช่ ซึ่งทำให้ได้ทั้งความหอม และสรรพคุณในด้านการช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ลดความเครียด และช่วยบำรุงผิวพรรณเป็นอย่างดี คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

โอเซจิเรียวริ’ อาหารปีใหม่ที่มีแต่ความหมายดีๆ

มาทำความรู้จักกับ“โอเซจิเรียวริ” อาหารวันขึ้นปีใหม่ของชาวญี่ปุ่นที่เชื่อว่าทานแล้วมีแต่ความศิริมงคลกัน

โอเซจิคืออะไร
“โอเซจิเรียวริ” (おせち料理) คืออาหารวันปีใหม่ ในอดีตชาวญี่ปุ่นบางส่วนมีความเชื่อว่าสามวันแรกของปีไม่ควรใช้เตาไฟหรือทำอาหาร จึงเตรียมอาหารไว้ล่วงหน้า โอเซจิเรียวริจึงนิยมทานกันในช่วงวันที่ 1-3 มกราคม ติดกัน 3 วัน โดยปกติจะจัดใส่กล่อง 5 ชั้น แต่ปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้เคร่งครัดเท่าไรแล้ว

ป้าเมโกะแอบคิดว่าคนญี่ปุ่นชอบตั้งธีมอาหารในแต่ละเทศกาลหรือโอกาสต่าง ๆ มาก ๆ เช่นวันคริสต์มาสต้องกินไก่ทอด หรือก่อนสอบต้องกินข้าวหน้าหมูทอดคัตสึด้ง เพื่อเป็นเคล็ดให้สอบผ่านเป็นต้น (คัตสึพ้องกับคำว่า ชนะ ในภาษาญี่ปุ่น) ที่ไทยเราก็มีแต่มักทานกันในงานบุญ งานแต่งงาน ซึ่งเป็นวันพิเศษในชีวิตไปเลย
เอาล่ะ กลับเข้าเรื่องอาหารปีใหม่ของญี่ปุ่นกันดีกว่า โอเซจิเรียวริประกอบไปด้วยอาหารหลายชนิด นอกจากสีสันสดใสน่าทานแล้วยังมีเรื่องที่น่าสนใจแฝงไว้ไม่แพ้กัน

jumbo jili

ที่มาอาหารปีใหม่ญี่ปุ่น
แรกเริ่มเดิมทีตั้งแต่สมัยเฮอัน โอเซจิเรียวริที่เราเห็นนี้เคยเป็นอาหารที่นำมาถวายเทพเจ้า ซึ่งสมัยก่อนไม่ได้ถวายเฉพาะในวันปีใหม่เท่านั้น แต่มีถึง 5 วันด้วยกัน คือวันที่1เดือน1, วันที่3เดือน3, วันที่5เดือน5, วันที่7เดือน7 และวันที่9เดือน9 ซึ่งเป็นธรรมเนียมจากประเทศจีนที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง สมัยก่อนมักทำกันเฉพาะพวกขุนนางชั้นสูง ต่อมาในสมัยเอโดะธรรมเนียมการไหว้เทพเจ้าทั้ง 5 วัน และการทานของไหว้แบบนี้ก็เริ่มแพร่หลายไปยังคนธรรมดาทั่วไป แต่ปัจจุบันนี้เหลือเพียงการทานอาหารที่เป็นศิริมงคลในวันขึ้นปีใหม่วันเดียวเท่านั้น

มีอะไรอยู่ในโอเซจิเรียวริบ้าง
ปกติแล้วโอเซจิเรียวรินี้จะประกอบไปด้วยอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้นานและไม่ต้องใช้ไฟประกอบอาหารให้ยุ่งยาก โดยสาเหตุว่าทำไมถึงเป็นอาหารแบบนี้ก็มีหลายที่มา เช่นไม่อยากให้เทพเจ้าไฟโมโหหรือรำคาญเสียงทำอาหารในวันขึ้นปีใหม่ จึงให้ทำอาหารเตรียมไว้ก่อน หรือบ้างก็บอกว่าเพราะครอบครัวต้องอยู่บ้านในวันหยุดปีใหม่ถึง 3 วัน เหล่าแม่บ้านจะได้ไม่ต้องวุ่นวายเตรียมอาหาร ประมาณว่าวันหยุดทั้งทีทุกคนในบ้านต้องได้พักผ่อนเต็มที่ (เหมือนวันเที่ยวในวันตรุษจีนของคนไทยเชื้อสายจีน) ป้าเมโกะว่าดีเหมือนกันเพราะยังเป็นกิมมิคให้คนในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน

สล็อต

ส่วนประกอบของโอเซจิเรียวริในสมัยก่อนก็มักจะมาจากพืชผลเกษตรที่เก็บได้เพื่อเป็นการประกาศให้เทพเจ้ารับรู้และขอบคุณเทพเจ้าสำหรับความอุดมสมบูรณ์ในปีที่ผ่านมา อาหารและวัตถุดิบที่อยู่ในอาหารวันปีใหม่นี้จึงแตกต่างตามแต่ละพื้นที่

อาหารที่แฝงไว้แต่ความหมายที่เป็นมงคล
โอเซจิเรียวริมีส่วนประกอบหลากหลายมาก โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ชนิดหลักด้วยกัน ได้แก่ อาหารสำหรับการเฉลิมฉลอง ของย่าง ของต้ม ของหมักดองและเครื่องเคียง มักถูกจัดเรียงในกล่องเป็นชั้นๆ ซึ่งเรียกว่าจูบะโกะ (重箱) ป้ามักเห็นเป็นแบบ 3-5 ชั้นที่ขายกันทั่วไป โดยเริ่มต้นทานจากชั้นบนสุดก่อน โดยแบบมาตรฐานจะประกอบไปด้วย 4 ชั้นดังนี้

ชั้นที่ 1 หรือที่เรียกว่า อิจิโนะจู (一の重) ในชั้นนี้จะเป็นอาหารสำหรับการเฉลิมฉลอง เพราะเป็นชั้นแรกที่จะทานกันในวันขึ้นปีใหม่ ประกอบไปด้วย ถั่วดำ คามาโบโกะ (ลูกชิ้นปลาเส้น) ของหวานจากเกาลัด คินปิระโกโบ (เครื่องเคียงจากผักโกโบซึ่งเป็นผักตระกูลเผือก)

สล็อตออนไลน์

ชั้นที่ 2 หรือที่เรียกว่า นิโนะจู (ニの重) ชั้นนี้จะเน้นที่ของย่าง เช่นปลาไทหรือปลาบุริย่างและกุ้ง
ชั้นที่ 3 หรือที่เรียกว่า ซานโนะจู (三の重) เป็นชั้นของหมักดอง เช่น โคฮะคุนามะสึ (ของดองสีขาวแดง มักทำจากหัวไชเท้าและแครอท)
ชั้นที่ 4 หรือที่เรียกว่า โยโนะจู (よの重) ชื่อเรียกต่างไปเล็กน้อย เพราะเลข 4 ในภาษาญี่ปุ่นพ้องเสียงกับคำว่าตาย จึงใช้คำว่าโยโนะจูแทนเพื่อเป็นศิริมงคล ในชั้นนี้เป็นชั้นของต้ม เช่น เผือกและรากบัวต้ม

ป้าบอกเลยว่าแต่ละอย่างที่อยู่ในอาหารวันปีใหม่ของชาวญี่ปุ่นไม่ธรรมดาเพราะแต่ละอย่างแฝงไว้ด้วยความหมายดีๆทั้งนั้น เริ่มตั้งแต่ โอเซจิเรียวริมีลักษณะเป็นกล่องเป็นชั้นวางซ้อนกัน มีความหมายว่ารวมความโชคดีความสุขเอาไว้ แต่ป้าอ่านเจอว่าจริงๆแล้วสมัยก่อนไม่มีที่แรปอาหารดังนั้นจึงต้องเอาใส่กล่องเป็นชั้นๆของจะได้ไม่เสีย หรือไม่ก็ตอนปีใหม่มักมีงานฉลองหรือมีแขกมาเยี่ยมบ้านเยอะ ดังนั้นจึงไม่ต้องใช้จานและล้างจานให้เปลืองแรงแถมใส่กล่องแบบนี้ยังดูดีดูไฮโซน่ารับประทานขึ้นอีก แหม่แม่บ้านญี่ปุ่นก็ช่างคิดหากิมมิคน่ารักๆเสียจริงๆ

jumboslot

ความหมายของอาหารแต่ละชนิด ตัวอย่างเช่น
ถั่วดำ : พ้องเสียงกับคำว่าแข็งแรง ทนทาน ขยันขันแข็ง
คุริคินทน (ขนมหวานจากเกาลัด) : สัญลักษณ์ของทองคำ ร่ำรวย
กุ้ง: อายุยืนยาวจนหลังค่อมเหมือนกุ้ง
ดาเตะ (ไข่ม้วน): ความมั่งคั่ง สีเหลืองเหมือนทองคำ
คาซุโนะโคะ (ไข่ปลาแฮริ่ง) : มีลูกหลานมากๆ เหมือนไข่ปลา
ปลาไท : พ้องเสียงกับคำว่า ‘เมเดไท’ ที่แปลว่าไชโย เป็นคำพูดในงานมงคล

โอเซจิเรียวริในปัจจุบัน
ป้าเดินซุปเปอร์แถวบ้าน สะดุดตากับสีสันของอาหารปีใหม่นี้มาก พอหยิบใบราคามาดู ถึงกับตกใจว่าทำไมถึงได้แพงขนาดนี้ เท่าที่ป้าเห็นก็ราคาตั้งแต่ห้าพันจนถึงสามหมื่นกว่าเยน ตอนแรกกะจะสั่งจองมาลองทานที่บ้านดูแต่เปลี่ยนใจดีกว่า ใครสนใจแนะนำว่าให้สั่งจองล่วงหน้าได้ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่มักต้องสั่งจองล่วงหน้า ส่วนมากสั่งได้ถึงวันที่ยี่สิบปลาย ๆ ของเดือนธันวาคม ดังนั้นใครสนใจอยากลองทานอาจต้องวางแผนล่วงหน้าไว้นิดนึง

slot

โอเซจิเรียวริของเด็กก็มีแต่ราคาไม่เด็กเท่าไร~
เนื่องด้วยราคาอาจจะแรงสักหน่อย ปัจจุบันบางครอบครัวก็เลือกที่จะทำเองแล้วจัดใส่กล่องตามใจชอบ หรือจะซื้อสำเร็จรูปจากซุปเปอร์แล้วมาจัดใส่เองก็ได้เช่นกัน ราคาก็จะเบาลงมาหน่อย ใครที่อยากลองทำดูสามารถหาสูตรในเว็บได้ทั่วไป
อาหารวันปีใหม่ญี่ปุ่นมีความละเอียดลึกซึ้งและแฝงไว้ด้วยความหมายดีๆมากมาย ใครมาเที่ยวญี่ปุ่นตอนปีใหม่ ป้าว่าลองทานดูก็ดีนะ จะได้เฮงๆตลอดปี~
คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

รู้จักโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม WWOOF JAPAN

เราเป็นนักเรียนไทยที่มาเรียนภาษาญี่ปุ่นที่เกียวโต แต่พอเข้าหน้าร้อน ทางโรงเรียนก็มีวันหยุดให้นานถึง 1 เดือน ตอนนั้นเรายังไม่ได้ทำงานพิเศษเลยไม่รู้จะไปไหน ที่บ้านก็ยังไม่ให้กลับไทยเพราะเพิ่งมาได้แปปเดียว แต่ถ้าจะไปเที่ยวอย่างเดียวก็รู้สึกว่าอาจจะลืมภาษาได้ แถมยังต้องใช้เงินค่าเดินทางอีกเยอะ เราเลยตัดสินใจงั้นไปทำ WWOOF แล้วกัน

หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักว่า WWOOF คืออะไร เพราะขนาดคนญี่ปุ่นเองบางคนก็ยังไม่ค่อยรู้จักกับโครงการนี้เท่าไหร่

jumbo jili

ครั้งแรกที่รู้จักกับคำนี้ มาจากการอ่านหนังสืออยู่ญี่ปุ่นที่บอกเล่าเรื่องราวของหนุ่มออฟฟิศชาวไทยที่เข้าร่วมโครงการ WWOOF คาบเกี่ยว 2 ฤดูกาล 4 ฟาร์ม 4 ภูมิภาค แบบอยู่ดี กินฟรี ไม่เสียตังค์ จะเรียกว่าเป็นการอยู่กับคนญี่ปุ่นแบบโฮมสเตย์ก็ไม่เชิง เพราะโครงการนี้เป็นโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และสนับสนุนสวนผัก ผลไม้ หรือฟาร์มออร์แกนิคในญี่ปุ่น โดยจะมีเจ้าของฟาร์มเป็นคนรับสมัครให้ วูฟเฟอร์ (ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ) เข้าไปทำงานตามที่โฮสต์บอกเพื่อแลกกับอาหารและที่อยู่ โครงการนี้มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคที่ญี่ปุ่นและเปิดรับตลอดทั้งปีเลย โฮสต์บางคนจะมีพาไปเที่ยว หรือแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเพิ่มเติมให้ด้วย ว่าแล้วก็ไม่รอช้า ลองมาดูกันเลย

ก่อนอื่น การสมัครสมาชิกสามารถเข้าไปได้ที่นี่ แล้วเลือก Become a WWOOFer ก็จะเจอหน้าให้กรอกข้อมูลเยอะประมาณนึง อย่าเพิ่งถอดใจขี้เกียจกรอกกันนะ แล้วจะพลาดประสบการณ์ใหม่ๆ จริงๆที่ให้กรอกข้อมูลเยอะเพราะทางโครงการเขาอยากให้โฮสต์สามารถรู้ข้อมูลเราได้เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายจะได้เลือกโฮสต์และรับวูฟเฟอร์ที่ต้องการจริงๆ จะทำให้เราเห็นข้อมูลต่างๆของโฮสต์มากขึ้นกว่าก่อนสมัคร ป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นว่าเราไม่ชอบเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่รู้มาก่อนพอไปอยู่จริงก็จะเกิดความลำบากใจขึ้น ดังนั้นกรอกข้อมูลตามความจริงไปเลยค่า

สล็อต

การสมัครจะทำให้เราสามารถส่งข้อความติดต่อคุยกับโฮสต์ได้ค่ะ พอกรอกเสร็จด้านล่างจะมีให้เลือกว่าเราจะเป็นสมาชิก WWOOF แบบไหน มีหลายเรทหลายแบบให้เลือกนะคะ ว่าจะไปคนเดียวหรือมีเด็กไปด้วย และสามารถเลือกได้ว่าเราจะให้การเริ่มเป็นวูฟเริ่มเลย หรือเริ่มหลังจากสมัคร 2 อาทิตย์ หรือ 1 เดือน / 2 เดือน / 3 เดือน/ 6 เดือน เพื่อให้อายุสมาชิกอยู่ได้นานขึ้นค่ะ ( อายุสมาชิกวูฟ 1 ปี เริ่มนับตามวันที่เราเลือกว่าจะให้เริ่มภายในกี่อาทิตย์ค่ะ ไม่ได้เริ่มนับวันที่เราสมัคร ) อย่างเราเริ่มสมัครกลางเดือน 6 แต่เราปิดเทอมและสามารถเริ่มทำวูฟได้ช่วงวันที่ 20 ก.ค. – 16 ส.ค. เราเลยเลือกแบบที่ 1 Adult start in 1 month ราคา 5,500 เยน โดยการสมัคร 1 ครั้งจะไปวูฟกี่ที่ก็ได้ค่ะ ภายในระยะเวลา 1 ปี

ถ้าใครที่ยังไม่แน่ใจว่าไปดีมั้ย หรืออยากลองเซอร์เวย์ข้อมูลอย่างเดียวก่อนเพราะไม่อยากเสียค่าสมาชิก ก็สามารถดูข้อมูลเบื้องต้นได้เช่นกัน เลือกตรง Host Preview แล้วเลือกตามเมืองที่ต้องการไปได้เลย ในเว็บไซด์จะบอกละเอียดพอสมควรถึงขนาดว่าบ้านโฮสต์ มีผู้หญิง ผู้ชายกี่คน มีเลี้ยงสัตว์อะไรบ้าง สูบบุหรี่ กินเหล้ามั้ย โฮสต์พูดภาษาอะไรได้บ้าง วูฟเฟอร์จำเป็นต้องพูดภาษาญี่ปุ่นได้มั้ย ลักษณะงานที่ทำเป็นยังไง ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงที่ต้องการเข้าร่วมโครงการทีเดียวเลยแหละ

สล็อตออนไลน์

หลังจากเลือกโฮสต์แล้วก็ให้ส่งข้อความถึงโฮสต์ได้เลย แจ้งไปว่าเราจะไปเมื่อไหร่ นัดแนะเวลา สถานที่นัดหมายที่ให้โฮสต์มารับได้ที่ช่อง Messege โฮสต์บางคนอาจจะตอบช้าหน่อยนะ ไม่ต้องตกใจไป อ่อ! อย่าลืมถามโฮสต์เรื่องอุปกรณ์ที่เราต้องเตรียมไปพิเศษ เช่น รองเท้าบูท เสื้อแขนยาว ถุงมือ ฯลฯ จะได้ไม่ต้องลำบากวิ่งหาซื้อหน้างาน และที่สำคัญอีกอย่างคืออย่าลืมปริ้นเอกสารยืนยันการเป็น WWOOFER PERMIT ของเราได้วยนะคะ เพราะโฮสต์จะขอดูเวลาเจอกัน ป้องกันความผิดพลาดและการแอบแฝงค่ะ แต่ก็มีโฮสต์บางคนไม่ขอดูเหมือนกันนะ ยังไงก็ติดไปเผื่อน่าจะดีกว่า

ลักษณะงานส่วนใหญ่ของการเป็น WWOOF จะเป็นการทำฟาร์มผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บผลผลิต ทำแยม ทำคาเฟ่ ร้านอาหาร ทำขนมปังหรืองาน Craft อื่นๆ แตกต่างกันไป เราเลือกไปที่ฟุกุโอกะ เพราะเป็นเมืองที่เคยอ่านรีวิวแล้วรู้สึกอยากไปเที่ยวสักครั้ง จะได้อาศัยโอกาสไปทำวูฟครั้งนี้เที่ยวฟุกุโอกะไปเลยในตัว โดยวูฟที่เลือกมีฟาร์มองุ่น สตอเบอรี่

jumboslot

สาลี่ ลูกพีช และร้านขายของในบริเวณฟาร์ม ซึ่งเป็นโฮสต์ที่พูดภาษาอังกฤษได้ด้วย เพราะเรายังรู้สึกว่าภาษาญี่ปุ่นเรายังไม่ค่อยแข็งแรง กลัวไปแล้วคุยกับเขาไม่ได้ เลยยังไม่เลือกโฮสต์ที่พูดได้แต่ภาษาญี่ปุ่น และพอดูในช่อง Feedback ก็พบว่าโฮสต์นี้ชาวต่างชาติไปมาเยอะมากและรีวิวดีมาก เราเลยคิดว่าต้องรอดแน่นอน

หลังจากเราตกลงกับโฮสต์แล้วว่าจะทำเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ควรเตรียมของฝากติดไม้ติดมือไปตามธรรมเนียมญี่ปุ่น ซึ่งถ้าเป็นของเกี่ยวกับประเทศตัวเองจะยิ่งทำให้เวลาคุยกับโฮสต์จะสนุกมากขึ้น น่าสนใจมากขึ้น อย่างเช่น เครื่องแกงไทยๆ เหล้าหรือเบียร์ไทย (คนญี่ปุ่นชอบดื่มเบียร์ เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นของขวัญที่คนญี่ปุ่นชอบ) ที่สำคัญที่สุดสำหรับสาวๆอย่างเรานั้น ครีมกันแดด!!!! เพราะการไปทำวูฟหน้าร้อนคงไม่ค่อยจะดีกับผิวของสาวๆอย่างเราเท่าไหร่ ส่วนอุปกรณ์กันแดดอื่นๆอย่างหมวก ปลอกแขน ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย

slot

ก่อนวันเดินทาง 2-3 วันอากาศเริ่มร้อนขึ้นมาก เราคิดเลยว่าที่ฟุกุโอกะ บ้านโฮสต์ต้องร้อนกว่านี้แน่นอน อยากถอดใจไม่ไปแล้ว ไม่อยากลำบาก แต่สุดท้ายความคิดด้านดีก็กลับมาชนะว่า มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะนอกจากได้เที่ยวและใช้ชีวิตอยู่กับคนญี่ปุ่นเต็มๆ 2 อาทิตย์ มันจะช่วยให้เราไม่ลืมภาษาญี่ปุ่นตลอดช่วงปิดเทอม ทำให้มีโอกาสได้ฝึกพูด ฝึกฟังมากขึ้น ได้เปิดประสบการณ์ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ได้รู้วัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นจริงๆว่าเขาใช้ชีวิตกันแบบไหน ได้รู้จักอีกครอบครัวนึง และอาจจะได้รู้จักวูฟชาติอื่นที่มาทำพร้อมกัน ซึ่งทำให้เราไม่เหงาตลอดการปิดเทอม แถมยังประหยัดค่าอาหารค่าที่พักอีก โอกาสดีๆแบบนี้ต้องคว้าเอาไว้ให้ได้ คนญี่ปุ่นชอบท่องเที่ยวและถือเป็นวัตธนธรรมกันสืบมา คนญี่ปุ่นชอบท่องเที่ยวและถือเป็นวัตธนธรรมกันสืบมา

รู้รอบเรื่องยากิโทริ(ไก่ย่าง)ของญี่ปุ่น

สงสัยกันหรือไม่ว่า ยากิโทริหรือ Yakitori ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ตามร้านอาหารญี่ปุ่นนั้นมันคืออะไร มีความหมายว่าอะไร อร่อยถูกปากคนไทยหรือไม่ มีวิธีการทานอย่างไร รู้รอบเรื่อง Yakitori (ยากิโทริ) ไก่ย่างของญี่ปุ่นมีคำตอบให้ที่นี่!

Yakitori หรือยากิโทริคืออะไร
แฟนๆอาหารญี่ปุ่นคงเคยลิ้มลองความอร่อยหรือเคยได้ยินชื่อเมนูยากิโทริ (Yakitori) ในบ้านเรากันมาไม่น้อย ยากิโทริ ถ้าให้เปรียบกับอาหารไทยของเรานั้น ยากิโทริก็คือไก่ย่างนั่นเอง โดยยากิโทริเป็นเนื้อไก่ชิ้นพอดีคำ นำมาเสียบไม้ ปรุงรสเล็กน้อย มักนำไปปิ้งบนเตาถ่านจนสุกและเสิร์ฟมาบนจานๆละสองสามไม้เป็นต้น

jumbo jili

ปัจจุบันร้านที่ขายยากิโทริทั่วไป เหมารวมเมนูยากิโทริเป็นอาหารประเภทปิ้ง ย่าง ไม่ได้มีเฉพาะเฉพาะส่วนของเนื้อไก่ เท่านั้น แต่ยังมีส่วนอื่นๆ เช่น เครื่องในต่างๆ ปีกไก่ หรือลูกชิ้น นอกจากร้านที่ขายยากิโทริโดยเฉพาะแล้ว ยากิโทริก็เป็นเมนูที่พบเห็นได้ทั่วไปตามร้านอาหารอื่นๆหรือแม้กระทั่งร้านสะดวกซื้อ สามารถหาทานได้มากโดยเฉพาะร้านสไตล์กินดื่มที่มีที่นั่งแบบเคาน์เตอร์ ที่มักมีลูกค้าขาประจำอย่างเหล่าซาลารี่แมน (พนักงานบริษัท) มักแวะมาทานไก่ย่างคู่กับเหล้าเวลาสังสรรค์กันนั่นเอง

ยากิโทริ ภาษาญี่ปุ่นแปลว่าอะไร
ยากิโทริ (Yakitori) มาจากคำญี่ปุ่นสองคำผสมกัน นั่นคือคำว่า ยากิ (焼き) ที่แปลว่าย่าง และคำว่า โทริ (鳥) ที่แปลว่าไก่ รวมสองคำเมนูยากิโทริที่เราทานกันก็คือ ไก่ย่างนั่นเอง
นอกจากนี้ คำว่า ยากิ (焼き) ยังมักเจอในเมนูอื่นๆที่เราคุ้นหูกันบ้าง เช่น ยากินิคุ (焼肉) ซึ่งคำว่า นิคุ (肉) แปลว่าเนื้อ รวมแล้วคือเนื้อย่าง หรืออาหารปิ้งย่างที่หลายคนชอบทานกันนั่นเอง ส่วนคำว่าโทริ (鳥) ที่แปลว่าไก่ก็ปรากฏในชื่ออาหารอื่นๆ เช่นคำว่าอาเกะโดริ (揚げ鶏) ที่แปลว่าไก่ทอดเป็นต้น

สล็อต

ประเภทของยากิโทริ
ยากิโทริมีหลากหลายชนิดมาก ที่พบเห็นได้ทั่วไป เช่น

  1. Momo (もも)
    Momo คือเนื้อไก่ส่วนสะโพก หรือเนื้อบริเวณต้นขา ใครที่อยากทานเนื้อแน่นๆนุ่มๆละก็ต้องลองแบบนี้เลย
  2. Kawa (皮)
    Kawa คือหนังไก่ย่างนั่นเอง หนังไก่ติดมันย่างจนกรอบได้ที่
  3. Reba (レバー)
    Reba คือส่วนของตับ เป็นคำที่เพี้ยนเสียงมาจากภาษาเยอรมันหรืออังกฤษนั่นเอง (คล้ายทั้งคำภาษาอังกฤษว่า Liver หรือคำภาษาเยอรมันว่า Leber ก็คล้ายเหมือนกัน) ได้รสชาติเข้นข้นกรุบๆของตับ

สล็อตออนไลน์

  1. Negima (ねぎま)
    เนกิ (Negi) ในภาษาญี่ปุ่น คือต้นหอม ดังนั้นยากิโทริชนิดนี้คือไก่(มักเป็นบริเวณสะโพก) เสียบไม้สลับกับต้นหอมนั่นเอง
  2. Tsukune (つくね)
    Tsukune คือเนื้อไก่บด อาจผสมผักต่างๆ,ไข่ หรือกระดูกอ่อนให้ได้ความรู้สึกกรุบๆ อาจแตกต่างตามสูตรแต่ละร้าน หรือจะเรียกง่ายๆว่าเป็นลูกชิ้นไก่ปรุงรสก็ว่าได้
    นอกจากนี้ยากิโทริยังมีอีกหลากหลายประเภท ผสมกับผักหรือเครื่องเคียงชนิดต่างๆ เช่น Tebasaki (手羽焼き) หรือปีกไก่ย่าง, Nankotsu (なんこつ) หรือเอ็นไก่ย่าง, Mentaiko Yakitori (明太子 焼き鳥) หรือไก่ย่างราดด้วยไข่ปลาเมนไทโกะ (ไข่ปลาค็อดรสเผ็ด) ก็เข้ากันได้ดี
    ซอสยากิโทริ
    หลายคนติดใจความอร่อยของยากิโทริ วิธีการทำก็ง่ายมากๆ ใช้เครื่องปรุงเพียงไม่กี่อย่างแถมรวมแล้วต้นทุนก็ไม่แพงอีกด้วย หากใครอยากลองทำยากิโทริกินเองดูละก็ ต้องเริ่มจากซอสนี่ละ
    ตัวอย่างส่วนประกอบซอสยากิโทริ
    น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ
    โชยุ 5 ช้อนโต๊ะ
    มิริน(เหล้าหวานญี่ปุ่น) 1 ช้อนโต๊ะ
    เหล้าสาเกสำหรับทำอาหาร 1 ช้อนโต๊ะ

jumboslot

วิธีทำ

  1. นำส่วนผสมทั้งหมดเคี่ยวไฟอ่อนจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน (ระวังอย่าใช้ไฟแรง เพราะจะทำให้ไหม้ได้ง่าย) เคล็ดลับคืออาจผสมส่วนผสมทั้งหมดก่อนตั้งไฟ ให้น้ำตาลละลายกับส่วนผสมอื่นๆเล็กน้อยก่อน จะได้ไม่ไหม้ติดหม้อได้ง่าย
  2. เมื่อได้ซอสยากิโทริแล้วให้นำเนื้อไก่ (หรือเนื้อส่วนอื่นๆ)ที่เตรียมไว้หมักเป็นเวลา 30 นาที
  3. เมื่อซอสเข้าเนื้อได้ที่ ก็นำไปเสียบไม้
  4. นำไปย่างด้วยไฟอ่อน ระหว่างย่างก็ทาซอสยากิโทริที่เตรียมไว้ จนสุกได้ที่
    สำหรับใครที่อยากได้รสสัมผัสกรุบกรอบและความหอมที่มากขึ้น อาจใส่งาขาวในซอสยากิโทริก็ได้เช่นกัน

ร้านยากิโทริ
ร้านยากิโทริ มีตั้งแต่ร้านระดับพรีเมียมที่จะมีเชฟเตรียมวัตถุดิบปิ้งกันหน้าเคาเตอร์ที่ลูกค้านั่ง ให้ลูกค้าทานไปนั่งชมความพิถีพิถันของเชฟในการปรุงอาหารไปด้วย (ใครที่นึกภาพไม่ออก ร้านสไตล์นี้คล้ายร้านซูชิที่เชฟจะปั้นข้าวปั้นและแล่เนื้อปลาให้ดูระหว่างทานอาหาร) ไปจนถึงร้านทั่วไปและร้านประเภทแผงลอย ราคานั้นก็ต่างๆกันไป แบบถูกๆขายกันตั้งแต่ไม้ละไม่ถึงร้อยเยนจนที่หรูๆบางทีก็ไม้ละหลายร้อยเยน

slot

ร้านยากิโทริได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะโดยทั่วไปมักเป็นร้านที่มีบรรยากาศเป็นกันเอง หาง่าย และราคาก็ไม่แพง จะมาทานคนเดียวก็ไม่เคอะเขิน หรือจะมาเป็นกลุ่มสังสรรกับเพื่อนก็สามารถพูดคุยเสียงดังได้ ไม่ต้องพิธีรีตองมากก็ได้เช่นกัน นอกจากร้านที่ร้านขายยากิโทริโดยเฉพาะแล้ว ยากิโทริก็มักจะมีขายที่ร้านอิซากายะ (居酒屋) หรือร้านกินดื่มสไตล์ญี่ปุ่น เพราะรสชาติยากิโทรินั้นเข้ากันได้กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกับแกล้มอื่นๆได้เป็นอย่างดี

สรุป
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ท้องร้องกันหรือเปล่าเอ่ย^^
ยากิโทริที่เรามักทานกันนั้นแท้จริงแล้วที่ญีปุ่นเขามีหลากหลายชนิด หลากหลายแบบให้เลือก หรือจะทานคู่กับผักและเครื่องเคียงต่างๆไม่ได้มีแค่เนื้อไก่ชิ้นเสียบไม้ที่เรามักพบเห็นกัน ใครมีโอกาสก็มาลองลิ้มชิมรสยากิโทริแบบญีปุ่นแท้ๆกันดูนะคะ รับรองว่าจะติดใจ คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

6 ที่ช้อป+กิน+เที่ยว+ชมวัฒนธรรมใน Fukuoka

Fukuoka เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค Kyushu นอกจากนี้ก็ยังเป็นเมืองท่าที่สำคัญของญี่ปุ่นมานานหลายร้อยปี ฉะนั้นจึงเป็นเมืองที่มีความเจริญไม่แพ้ Tokyo หรือ Osaka เรียกว่านักท่องเที่ยวมักจะใช้เมืองนี้เป็นจุดสตาร์ทของการทริปเที่ยวตระเวณ Kyushu เลยก็ว่าได้ ฉะนั้นตัวเมือง Fukuoka เองจึงคับคั่งไปด้วยสิ่งน่าสนใจ และมีของดีมากมาย อย่าพลาดอะไรบ้างไปดูกัน

jumbo jili

  1. ห้าง Canal City Hakata
    ขาช้อปเชิญทางนี้เลย มาที่ Canal City Hakata ที่เดียวให้ความรู้สึกยังกะได้ไปช้อปในห้างดังๆ ใน Tokyo หลายๆ ห้างรวมๆ กัน ที่นี่เป็นศูนย์รวมร้านค้ากว่า 250 ร้าน และร้านอาหารอีกหลากหลาย จัดว่าเป็นห้างขนาดใหญ่มหึมาที่ขุดคลองจำลองพาดผ่านใจกลางห้างอลังการสุดๆ ได้บรรยากาศตื่นตาตื่นใจ แถมตรงใจกลางของคลองจำลองนี้จะมีการแสดงน้ำพุแสงสีเสียงทุกๆครึ่งชั่วโมงด้วย แนะนำที่ชั้น 5 จะมี Ramen Staduimที่รวบรวมราเม็งร้านดังมาจากทั่วประเทศญี่ปุ่นมาได้ให้ชิมที่นี่

สล็อต

  1. สวน Ohori
    สวน Ohori เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง Fukuoka ตรงกลางจะมีบึงขนาดใหญ่ โดยจะสามารถเดินชมรอบๆ บึงได้จากทางเดินรอบๆ สระน้ำที่มีระยะทางรวมๆ กันประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นสถานที่ที่น่ามานั่งชิลๆ มองชีวิตความเป็นไปของคนท้องถิ่น เพราะเป็นสวนที่คนนิยมมาพักผ่อนหย่อนใจรวมถึงออกกำลังกาย รอบๆ บึงนี้ นอกจากนี้ภายในสวนยังมีสวนสไตล์ญี่ปุ่น ที่จะมี น้ำตก และบริเวณที่จัดเอาไว้ให้นั่งจิบชา และข้างๆ สวนก็ยังมีซากปราสาท Fukuoka ให้เดินทัศนศึกษาอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

  1. วัด Nanzoin
    น่าแปลกมากที่วัด Nanzoin นี้ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวรู้จัก เพราะว่าวัดนี้เจ๋งและน่าสนใจมากๆ เพราะว่านอกจากจะเต็มไปด้วยประติมากรรมพระพุทธรูปที่งดงามมากมายแล้ว ยังมีพระพุทธรูปนอนที่ทำจากทองสำริดขนาดใหญ่ที่ยาว 41 เมตร สูง 11 เมตรและหนักกว่า 300 ตัน เรียกว่าใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นเลย พระนอนรูปนี้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับรูปปั้นพระใหญ่ที่ Nara และ Kamakura สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว วัดนี้เป็นวัดที่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางแสวงบุญที่มีชื่อเสียงของ Kyushu เลยทีเดียว
  2. ย่านช้อปปิ้ง Tenjin
    Tenjin เป็นย่านที่อยู่ใจกลางเมือง Fukuoka และแทบจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของ Kyushu เลยก็ว่าได้ โดยจะเต็มไปด้วยห้างร้านมากมาย ช้อปปิ้งได้อย่างจุใจเลย มีสินค้า

jumboslot

นอกจากนี้ก็ยังมีร้านอาหารให้เลือกทานอีกมากมายทุกทิศทางกันเลยทีเดียว ที่แนะนำสำหรับขาชิมว่าไม่ควรพลาดก็คือ ถนนแผงลอยที่รวมร้านอาหารท้องถิ่นมากมายบริเวณเกาะ Nakasu ที่นอกจากจะเดินไปกินไปจนพุงแตกได้แล้ว ยังชมบรรยากาศยามค้ำคืนสไตล์ Fukuoka ได้จากที่นี่ด้วย

  1. ศาลเจ้า Dazaifu Tenmangu
    ศาลเจ้า Dazaifu Tenmangu นี้เป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่นเลยทีเดียว เป็นศาลเจ้าขนาดใหญ่ มีร้านค้าเลียบสองข้างทางตลอดทางเดินมาศาลเจ้า โดยภายในศาลเจ้าก็จะมีประตูโทริอิขนาดใหญ่ยักษ์แบบต้องแงนหน้ามองสุดลูกหูลูกตา มีสระน้ำที่มีรูปร่างเป็นอักษรคันจิ แปลว่า หัวใจ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีต้นบ๊วยมากมายกว่า 6,000 ต้น โดยในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนมีนาคมนั้น ที่นี่จะบานสะพรั่งไปด้วยดอกบ๊วยสีชมพูอ่อนๆ สวยงาม ส่งกลิ่นหอมจางๆ ชวนประทับใจมากๆ

slot

  1. อุโมงค์ดอกวิสทีเรียที่สวน Kawachi Fuji Garden
    ภาพที่โด่งดังที่สุดภาพหนึ่งของญี่ปุ่นที่เรามักจะเห็นกันบ่อยๆ ตามโบรชัวร์ท่องเที่ยวก็คือภาพนี้ ภาพของอุโมงค์ดอกวิสทีเรียที่สวน Kawachi Fuji Garden นี้ ทราบไหมว่าอยู่ที่เมือง Kitakyushu ใน Fukuoka นี่เอง ดอกวิสทีเรียที่ทิ้งกิ่งก้านพร้อมดอกสีม่วงหลากเฉด ทำให้กลายเป็นหลังคาดอกไม้ที่ปกคลุมตลอดทางเดินยาวกว่า 100 เมตร ทำให้ตอนที่เดินลอดได้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในเทพนิยายเลยทีเดียว แนะนำให้ไปเที่ยวช่วงที่ดอกไม้บานสะพรั่งสวยงามที่สุดคือประมาณช่วงปลายเดือนเมษายน-กลางเดือนพฤษภาคม
    คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก