โอเซจิเรียวริ’ อาหารปีใหม่ที่มีแต่ความหมายดีๆ

มาทำความรู้จักกับ“โอเซจิเรียวริ” อาหารวันขึ้นปีใหม่ของชาวญี่ปุ่นที่เชื่อว่าทานแล้วมีแต่ความศิริมงคลกัน

โอเซจิคืออะไร
“โอเซจิเรียวริ” (おせち料理) คืออาหารวันปีใหม่ ในอดีตชาวญี่ปุ่นบางส่วนมีความเชื่อว่าสามวันแรกของปีไม่ควรใช้เตาไฟหรือทำอาหาร จึงเตรียมอาหารไว้ล่วงหน้า โอเซจิเรียวริจึงนิยมทานกันในช่วงวันที่ 1-3 มกราคม ติดกัน 3 วัน โดยปกติจะจัดใส่กล่อง 5 ชั้น แต่ปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้เคร่งครัดเท่าไรแล้ว

ป้าเมโกะแอบคิดว่าคนญี่ปุ่นชอบตั้งธีมอาหารในแต่ละเทศกาลหรือโอกาสต่าง ๆ มาก ๆ เช่นวันคริสต์มาสต้องกินไก่ทอด หรือก่อนสอบต้องกินข้าวหน้าหมูทอดคัตสึด้ง เพื่อเป็นเคล็ดให้สอบผ่านเป็นต้น (คัตสึพ้องกับคำว่า ชนะ ในภาษาญี่ปุ่น) ที่ไทยเราก็มีแต่มักทานกันในงานบุญ งานแต่งงาน ซึ่งเป็นวันพิเศษในชีวิตไปเลย
เอาล่ะ กลับเข้าเรื่องอาหารปีใหม่ของญี่ปุ่นกันดีกว่า โอเซจิเรียวริประกอบไปด้วยอาหารหลายชนิด นอกจากสีสันสดใสน่าทานแล้วยังมีเรื่องที่น่าสนใจแฝงไว้ไม่แพ้กัน

jumbo jili

ที่มาอาหารปีใหม่ญี่ปุ่น
แรกเริ่มเดิมทีตั้งแต่สมัยเฮอัน โอเซจิเรียวริที่เราเห็นนี้เคยเป็นอาหารที่นำมาถวายเทพเจ้า ซึ่งสมัยก่อนไม่ได้ถวายเฉพาะในวันปีใหม่เท่านั้น แต่มีถึง 5 วันด้วยกัน คือวันที่1เดือน1, วันที่3เดือน3, วันที่5เดือน5, วันที่7เดือน7 และวันที่9เดือน9 ซึ่งเป็นธรรมเนียมจากประเทศจีนที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง สมัยก่อนมักทำกันเฉพาะพวกขุนนางชั้นสูง ต่อมาในสมัยเอโดะธรรมเนียมการไหว้เทพเจ้าทั้ง 5 วัน และการทานของไหว้แบบนี้ก็เริ่มแพร่หลายไปยังคนธรรมดาทั่วไป แต่ปัจจุบันนี้เหลือเพียงการทานอาหารที่เป็นศิริมงคลในวันขึ้นปีใหม่วันเดียวเท่านั้น

มีอะไรอยู่ในโอเซจิเรียวริบ้าง
ปกติแล้วโอเซจิเรียวรินี้จะประกอบไปด้วยอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้นานและไม่ต้องใช้ไฟประกอบอาหารให้ยุ่งยาก โดยสาเหตุว่าทำไมถึงเป็นอาหารแบบนี้ก็มีหลายที่มา เช่นไม่อยากให้เทพเจ้าไฟโมโหหรือรำคาญเสียงทำอาหารในวันขึ้นปีใหม่ จึงให้ทำอาหารเตรียมไว้ก่อน หรือบ้างก็บอกว่าเพราะครอบครัวต้องอยู่บ้านในวันหยุดปีใหม่ถึง 3 วัน เหล่าแม่บ้านจะได้ไม่ต้องวุ่นวายเตรียมอาหาร ประมาณว่าวันหยุดทั้งทีทุกคนในบ้านต้องได้พักผ่อนเต็มที่ (เหมือนวันเที่ยวในวันตรุษจีนของคนไทยเชื้อสายจีน) ป้าเมโกะว่าดีเหมือนกันเพราะยังเป็นกิมมิคให้คนในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน

สล็อต

ส่วนประกอบของโอเซจิเรียวริในสมัยก่อนก็มักจะมาจากพืชผลเกษตรที่เก็บได้เพื่อเป็นการประกาศให้เทพเจ้ารับรู้และขอบคุณเทพเจ้าสำหรับความอุดมสมบูรณ์ในปีที่ผ่านมา อาหารและวัตถุดิบที่อยู่ในอาหารวันปีใหม่นี้จึงแตกต่างตามแต่ละพื้นที่

อาหารที่แฝงไว้แต่ความหมายที่เป็นมงคล
โอเซจิเรียวริมีส่วนประกอบหลากหลายมาก โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ชนิดหลักด้วยกัน ได้แก่ อาหารสำหรับการเฉลิมฉลอง ของย่าง ของต้ม ของหมักดองและเครื่องเคียง มักถูกจัดเรียงในกล่องเป็นชั้นๆ ซึ่งเรียกว่าจูบะโกะ (重箱) ป้ามักเห็นเป็นแบบ 3-5 ชั้นที่ขายกันทั่วไป โดยเริ่มต้นทานจากชั้นบนสุดก่อน โดยแบบมาตรฐานจะประกอบไปด้วย 4 ชั้นดังนี้

ชั้นที่ 1 หรือที่เรียกว่า อิจิโนะจู (一の重) ในชั้นนี้จะเป็นอาหารสำหรับการเฉลิมฉลอง เพราะเป็นชั้นแรกที่จะทานกันในวันขึ้นปีใหม่ ประกอบไปด้วย ถั่วดำ คามาโบโกะ (ลูกชิ้นปลาเส้น) ของหวานจากเกาลัด คินปิระโกโบ (เครื่องเคียงจากผักโกโบซึ่งเป็นผักตระกูลเผือก)

สล็อตออนไลน์

ชั้นที่ 2 หรือที่เรียกว่า นิโนะจู (ニの重) ชั้นนี้จะเน้นที่ของย่าง เช่นปลาไทหรือปลาบุริย่างและกุ้ง
ชั้นที่ 3 หรือที่เรียกว่า ซานโนะจู (三の重) เป็นชั้นของหมักดอง เช่น โคฮะคุนามะสึ (ของดองสีขาวแดง มักทำจากหัวไชเท้าและแครอท)
ชั้นที่ 4 หรือที่เรียกว่า โยโนะจู (よの重) ชื่อเรียกต่างไปเล็กน้อย เพราะเลข 4 ในภาษาญี่ปุ่นพ้องเสียงกับคำว่าตาย จึงใช้คำว่าโยโนะจูแทนเพื่อเป็นศิริมงคล ในชั้นนี้เป็นชั้นของต้ม เช่น เผือกและรากบัวต้ม

ป้าบอกเลยว่าแต่ละอย่างที่อยู่ในอาหารวันปีใหม่ของชาวญี่ปุ่นไม่ธรรมดาเพราะแต่ละอย่างแฝงไว้ด้วยความหมายดีๆทั้งนั้น เริ่มตั้งแต่ โอเซจิเรียวริมีลักษณะเป็นกล่องเป็นชั้นวางซ้อนกัน มีความหมายว่ารวมความโชคดีความสุขเอาไว้ แต่ป้าอ่านเจอว่าจริงๆแล้วสมัยก่อนไม่มีที่แรปอาหารดังนั้นจึงต้องเอาใส่กล่องเป็นชั้นๆของจะได้ไม่เสีย หรือไม่ก็ตอนปีใหม่มักมีงานฉลองหรือมีแขกมาเยี่ยมบ้านเยอะ ดังนั้นจึงไม่ต้องใช้จานและล้างจานให้เปลืองแรงแถมใส่กล่องแบบนี้ยังดูดีดูไฮโซน่ารับประทานขึ้นอีก แหม่แม่บ้านญี่ปุ่นก็ช่างคิดหากิมมิคน่ารักๆเสียจริงๆ

jumboslot

ความหมายของอาหารแต่ละชนิด ตัวอย่างเช่น
ถั่วดำ : พ้องเสียงกับคำว่าแข็งแรง ทนทาน ขยันขันแข็ง
คุริคินทน (ขนมหวานจากเกาลัด) : สัญลักษณ์ของทองคำ ร่ำรวย
กุ้ง: อายุยืนยาวจนหลังค่อมเหมือนกุ้ง
ดาเตะ (ไข่ม้วน): ความมั่งคั่ง สีเหลืองเหมือนทองคำ
คาซุโนะโคะ (ไข่ปลาแฮริ่ง) : มีลูกหลานมากๆ เหมือนไข่ปลา
ปลาไท : พ้องเสียงกับคำว่า ‘เมเดไท’ ที่แปลว่าไชโย เป็นคำพูดในงานมงคล

โอเซจิเรียวริในปัจจุบัน
ป้าเดินซุปเปอร์แถวบ้าน สะดุดตากับสีสันของอาหารปีใหม่นี้มาก พอหยิบใบราคามาดู ถึงกับตกใจว่าทำไมถึงได้แพงขนาดนี้ เท่าที่ป้าเห็นก็ราคาตั้งแต่ห้าพันจนถึงสามหมื่นกว่าเยน ตอนแรกกะจะสั่งจองมาลองทานที่บ้านดูแต่เปลี่ยนใจดีกว่า ใครสนใจแนะนำว่าให้สั่งจองล่วงหน้าได้ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่มักต้องสั่งจองล่วงหน้า ส่วนมากสั่งได้ถึงวันที่ยี่สิบปลาย ๆ ของเดือนธันวาคม ดังนั้นใครสนใจอยากลองทานอาจต้องวางแผนล่วงหน้าไว้นิดนึง

slot

โอเซจิเรียวริของเด็กก็มีแต่ราคาไม่เด็กเท่าไร~
เนื่องด้วยราคาอาจจะแรงสักหน่อย ปัจจุบันบางครอบครัวก็เลือกที่จะทำเองแล้วจัดใส่กล่องตามใจชอบ หรือจะซื้อสำเร็จรูปจากซุปเปอร์แล้วมาจัดใส่เองก็ได้เช่นกัน ราคาก็จะเบาลงมาหน่อย ใครที่อยากลองทำดูสามารถหาสูตรในเว็บได้ทั่วไป
อาหารวันปีใหม่ญี่ปุ่นมีความละเอียดลึกซึ้งและแฝงไว้ด้วยความหมายดีๆมากมาย ใครมาเที่ยวญี่ปุ่นตอนปีใหม่ ป้าว่าลองทานดูก็ดีนะ จะได้เฮงๆตลอดปี~
คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

รู้จักโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม WWOOF JAPAN

เราเป็นนักเรียนไทยที่มาเรียนภาษาญี่ปุ่นที่เกียวโต แต่พอเข้าหน้าร้อน ทางโรงเรียนก็มีวันหยุดให้นานถึง 1 เดือน ตอนนั้นเรายังไม่ได้ทำงานพิเศษเลยไม่รู้จะไปไหน ที่บ้านก็ยังไม่ให้กลับไทยเพราะเพิ่งมาได้แปปเดียว แต่ถ้าจะไปเที่ยวอย่างเดียวก็รู้สึกว่าอาจจะลืมภาษาได้ แถมยังต้องใช้เงินค่าเดินทางอีกเยอะ เราเลยตัดสินใจงั้นไปทำ WWOOF แล้วกัน

หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักว่า WWOOF คืออะไร เพราะขนาดคนญี่ปุ่นเองบางคนก็ยังไม่ค่อยรู้จักกับโครงการนี้เท่าไหร่

jumbo jili

ครั้งแรกที่รู้จักกับคำนี้ มาจากการอ่านหนังสืออยู่ญี่ปุ่นที่บอกเล่าเรื่องราวของหนุ่มออฟฟิศชาวไทยที่เข้าร่วมโครงการ WWOOF คาบเกี่ยว 2 ฤดูกาล 4 ฟาร์ม 4 ภูมิภาค แบบอยู่ดี กินฟรี ไม่เสียตังค์ จะเรียกว่าเป็นการอยู่กับคนญี่ปุ่นแบบโฮมสเตย์ก็ไม่เชิง เพราะโครงการนี้เป็นโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และสนับสนุนสวนผัก ผลไม้ หรือฟาร์มออร์แกนิคในญี่ปุ่น โดยจะมีเจ้าของฟาร์มเป็นคนรับสมัครให้ วูฟเฟอร์ (ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ) เข้าไปทำงานตามที่โฮสต์บอกเพื่อแลกกับอาหารและที่อยู่ โครงการนี้มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคที่ญี่ปุ่นและเปิดรับตลอดทั้งปีเลย โฮสต์บางคนจะมีพาไปเที่ยว หรือแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเพิ่มเติมให้ด้วย ว่าแล้วก็ไม่รอช้า ลองมาดูกันเลย

ก่อนอื่น การสมัครสมาชิกสามารถเข้าไปได้ที่นี่ แล้วเลือก Become a WWOOFer ก็จะเจอหน้าให้กรอกข้อมูลเยอะประมาณนึง อย่าเพิ่งถอดใจขี้เกียจกรอกกันนะ แล้วจะพลาดประสบการณ์ใหม่ๆ จริงๆที่ให้กรอกข้อมูลเยอะเพราะทางโครงการเขาอยากให้โฮสต์สามารถรู้ข้อมูลเราได้เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายจะได้เลือกโฮสต์และรับวูฟเฟอร์ที่ต้องการจริงๆ จะทำให้เราเห็นข้อมูลต่างๆของโฮสต์มากขึ้นกว่าก่อนสมัคร ป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นว่าเราไม่ชอบเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่รู้มาก่อนพอไปอยู่จริงก็จะเกิดความลำบากใจขึ้น ดังนั้นกรอกข้อมูลตามความจริงไปเลยค่า

สล็อต

การสมัครจะทำให้เราสามารถส่งข้อความติดต่อคุยกับโฮสต์ได้ค่ะ พอกรอกเสร็จด้านล่างจะมีให้เลือกว่าเราจะเป็นสมาชิก WWOOF แบบไหน มีหลายเรทหลายแบบให้เลือกนะคะ ว่าจะไปคนเดียวหรือมีเด็กไปด้วย และสามารถเลือกได้ว่าเราจะให้การเริ่มเป็นวูฟเริ่มเลย หรือเริ่มหลังจากสมัคร 2 อาทิตย์ หรือ 1 เดือน / 2 เดือน / 3 เดือน/ 6 เดือน เพื่อให้อายุสมาชิกอยู่ได้นานขึ้นค่ะ ( อายุสมาชิกวูฟ 1 ปี เริ่มนับตามวันที่เราเลือกว่าจะให้เริ่มภายในกี่อาทิตย์ค่ะ ไม่ได้เริ่มนับวันที่เราสมัคร ) อย่างเราเริ่มสมัครกลางเดือน 6 แต่เราปิดเทอมและสามารถเริ่มทำวูฟได้ช่วงวันที่ 20 ก.ค. – 16 ส.ค. เราเลยเลือกแบบที่ 1 Adult start in 1 month ราคา 5,500 เยน โดยการสมัคร 1 ครั้งจะไปวูฟกี่ที่ก็ได้ค่ะ ภายในระยะเวลา 1 ปี

ถ้าใครที่ยังไม่แน่ใจว่าไปดีมั้ย หรืออยากลองเซอร์เวย์ข้อมูลอย่างเดียวก่อนเพราะไม่อยากเสียค่าสมาชิก ก็สามารถดูข้อมูลเบื้องต้นได้เช่นกัน เลือกตรง Host Preview แล้วเลือกตามเมืองที่ต้องการไปได้เลย ในเว็บไซด์จะบอกละเอียดพอสมควรถึงขนาดว่าบ้านโฮสต์ มีผู้หญิง ผู้ชายกี่คน มีเลี้ยงสัตว์อะไรบ้าง สูบบุหรี่ กินเหล้ามั้ย โฮสต์พูดภาษาอะไรได้บ้าง วูฟเฟอร์จำเป็นต้องพูดภาษาญี่ปุ่นได้มั้ย ลักษณะงานที่ทำเป็นยังไง ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงที่ต้องการเข้าร่วมโครงการทีเดียวเลยแหละ

สล็อตออนไลน์

หลังจากเลือกโฮสต์แล้วก็ให้ส่งข้อความถึงโฮสต์ได้เลย แจ้งไปว่าเราจะไปเมื่อไหร่ นัดแนะเวลา สถานที่นัดหมายที่ให้โฮสต์มารับได้ที่ช่อง Messege โฮสต์บางคนอาจจะตอบช้าหน่อยนะ ไม่ต้องตกใจไป อ่อ! อย่าลืมถามโฮสต์เรื่องอุปกรณ์ที่เราต้องเตรียมไปพิเศษ เช่น รองเท้าบูท เสื้อแขนยาว ถุงมือ ฯลฯ จะได้ไม่ต้องลำบากวิ่งหาซื้อหน้างาน และที่สำคัญอีกอย่างคืออย่าลืมปริ้นเอกสารยืนยันการเป็น WWOOFER PERMIT ของเราได้วยนะคะ เพราะโฮสต์จะขอดูเวลาเจอกัน ป้องกันความผิดพลาดและการแอบแฝงค่ะ แต่ก็มีโฮสต์บางคนไม่ขอดูเหมือนกันนะ ยังไงก็ติดไปเผื่อน่าจะดีกว่า

ลักษณะงานส่วนใหญ่ของการเป็น WWOOF จะเป็นการทำฟาร์มผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บผลผลิต ทำแยม ทำคาเฟ่ ร้านอาหาร ทำขนมปังหรืองาน Craft อื่นๆ แตกต่างกันไป เราเลือกไปที่ฟุกุโอกะ เพราะเป็นเมืองที่เคยอ่านรีวิวแล้วรู้สึกอยากไปเที่ยวสักครั้ง จะได้อาศัยโอกาสไปทำวูฟครั้งนี้เที่ยวฟุกุโอกะไปเลยในตัว โดยวูฟที่เลือกมีฟาร์มองุ่น สตอเบอรี่

jumboslot

สาลี่ ลูกพีช และร้านขายของในบริเวณฟาร์ม ซึ่งเป็นโฮสต์ที่พูดภาษาอังกฤษได้ด้วย เพราะเรายังรู้สึกว่าภาษาญี่ปุ่นเรายังไม่ค่อยแข็งแรง กลัวไปแล้วคุยกับเขาไม่ได้ เลยยังไม่เลือกโฮสต์ที่พูดได้แต่ภาษาญี่ปุ่น และพอดูในช่อง Feedback ก็พบว่าโฮสต์นี้ชาวต่างชาติไปมาเยอะมากและรีวิวดีมาก เราเลยคิดว่าต้องรอดแน่นอน

หลังจากเราตกลงกับโฮสต์แล้วว่าจะทำเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ควรเตรียมของฝากติดไม้ติดมือไปตามธรรมเนียมญี่ปุ่น ซึ่งถ้าเป็นของเกี่ยวกับประเทศตัวเองจะยิ่งทำให้เวลาคุยกับโฮสต์จะสนุกมากขึ้น น่าสนใจมากขึ้น อย่างเช่น เครื่องแกงไทยๆ เหล้าหรือเบียร์ไทย (คนญี่ปุ่นชอบดื่มเบียร์ เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นของขวัญที่คนญี่ปุ่นชอบ) ที่สำคัญที่สุดสำหรับสาวๆอย่างเรานั้น ครีมกันแดด!!!! เพราะการไปทำวูฟหน้าร้อนคงไม่ค่อยจะดีกับผิวของสาวๆอย่างเราเท่าไหร่ ส่วนอุปกรณ์กันแดดอื่นๆอย่างหมวก ปลอกแขน ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย

slot

ก่อนวันเดินทาง 2-3 วันอากาศเริ่มร้อนขึ้นมาก เราคิดเลยว่าที่ฟุกุโอกะ บ้านโฮสต์ต้องร้อนกว่านี้แน่นอน อยากถอดใจไม่ไปแล้ว ไม่อยากลำบาก แต่สุดท้ายความคิดด้านดีก็กลับมาชนะว่า มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะนอกจากได้เที่ยวและใช้ชีวิตอยู่กับคนญี่ปุ่นเต็มๆ 2 อาทิตย์ มันจะช่วยให้เราไม่ลืมภาษาญี่ปุ่นตลอดช่วงปิดเทอม ทำให้มีโอกาสได้ฝึกพูด ฝึกฟังมากขึ้น ได้เปิดประสบการณ์ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ได้รู้วัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นจริงๆว่าเขาใช้ชีวิตกันแบบไหน ได้รู้จักอีกครอบครัวนึง และอาจจะได้รู้จักวูฟชาติอื่นที่มาทำพร้อมกัน ซึ่งทำให้เราไม่เหงาตลอดการปิดเทอม แถมยังประหยัดค่าอาหารค่าที่พักอีก โอกาสดีๆแบบนี้ต้องคว้าเอาไว้ให้ได้ คนญี่ปุ่นชอบท่องเที่ยวและถือเป็นวัตธนธรรมกันสืบมา คนญี่ปุ่นชอบท่องเที่ยวและถือเป็นวัตธนธรรมกันสืบมา

รู้รอบเรื่องยากิโทริ(ไก่ย่าง)ของญี่ปุ่น

สงสัยกันหรือไม่ว่า ยากิโทริหรือ Yakitori ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ตามร้านอาหารญี่ปุ่นนั้นมันคืออะไร มีความหมายว่าอะไร อร่อยถูกปากคนไทยหรือไม่ มีวิธีการทานอย่างไร รู้รอบเรื่อง Yakitori (ยากิโทริ) ไก่ย่างของญี่ปุ่นมีคำตอบให้ที่นี่!

Yakitori หรือยากิโทริคืออะไร
แฟนๆอาหารญี่ปุ่นคงเคยลิ้มลองความอร่อยหรือเคยได้ยินชื่อเมนูยากิโทริ (Yakitori) ในบ้านเรากันมาไม่น้อย ยากิโทริ ถ้าให้เปรียบกับอาหารไทยของเรานั้น ยากิโทริก็คือไก่ย่างนั่นเอง โดยยากิโทริเป็นเนื้อไก่ชิ้นพอดีคำ นำมาเสียบไม้ ปรุงรสเล็กน้อย มักนำไปปิ้งบนเตาถ่านจนสุกและเสิร์ฟมาบนจานๆละสองสามไม้เป็นต้น

jumbo jili

ปัจจุบันร้านที่ขายยากิโทริทั่วไป เหมารวมเมนูยากิโทริเป็นอาหารประเภทปิ้ง ย่าง ไม่ได้มีเฉพาะเฉพาะส่วนของเนื้อไก่ เท่านั้น แต่ยังมีส่วนอื่นๆ เช่น เครื่องในต่างๆ ปีกไก่ หรือลูกชิ้น นอกจากร้านที่ขายยากิโทริโดยเฉพาะแล้ว ยากิโทริก็เป็นเมนูที่พบเห็นได้ทั่วไปตามร้านอาหารอื่นๆหรือแม้กระทั่งร้านสะดวกซื้อ สามารถหาทานได้มากโดยเฉพาะร้านสไตล์กินดื่มที่มีที่นั่งแบบเคาน์เตอร์ ที่มักมีลูกค้าขาประจำอย่างเหล่าซาลารี่แมน (พนักงานบริษัท) มักแวะมาทานไก่ย่างคู่กับเหล้าเวลาสังสรรค์กันนั่นเอง

ยากิโทริ ภาษาญี่ปุ่นแปลว่าอะไร
ยากิโทริ (Yakitori) มาจากคำญี่ปุ่นสองคำผสมกัน นั่นคือคำว่า ยากิ (焼き) ที่แปลว่าย่าง และคำว่า โทริ (鳥) ที่แปลว่าไก่ รวมสองคำเมนูยากิโทริที่เราทานกันก็คือ ไก่ย่างนั่นเอง
นอกจากนี้ คำว่า ยากิ (焼き) ยังมักเจอในเมนูอื่นๆที่เราคุ้นหูกันบ้าง เช่น ยากินิคุ (焼肉) ซึ่งคำว่า นิคุ (肉) แปลว่าเนื้อ รวมแล้วคือเนื้อย่าง หรืออาหารปิ้งย่างที่หลายคนชอบทานกันนั่นเอง ส่วนคำว่าโทริ (鳥) ที่แปลว่าไก่ก็ปรากฏในชื่ออาหารอื่นๆ เช่นคำว่าอาเกะโดริ (揚げ鶏) ที่แปลว่าไก่ทอดเป็นต้น

สล็อต

ประเภทของยากิโทริ
ยากิโทริมีหลากหลายชนิดมาก ที่พบเห็นได้ทั่วไป เช่น

  1. Momo (もも)
    Momo คือเนื้อไก่ส่วนสะโพก หรือเนื้อบริเวณต้นขา ใครที่อยากทานเนื้อแน่นๆนุ่มๆละก็ต้องลองแบบนี้เลย
  2. Kawa (皮)
    Kawa คือหนังไก่ย่างนั่นเอง หนังไก่ติดมันย่างจนกรอบได้ที่
  3. Reba (レバー)
    Reba คือส่วนของตับ เป็นคำที่เพี้ยนเสียงมาจากภาษาเยอรมันหรืออังกฤษนั่นเอง (คล้ายทั้งคำภาษาอังกฤษว่า Liver หรือคำภาษาเยอรมันว่า Leber ก็คล้ายเหมือนกัน) ได้รสชาติเข้นข้นกรุบๆของตับ

สล็อตออนไลน์

  1. Negima (ねぎま)
    เนกิ (Negi) ในภาษาญี่ปุ่น คือต้นหอม ดังนั้นยากิโทริชนิดนี้คือไก่(มักเป็นบริเวณสะโพก) เสียบไม้สลับกับต้นหอมนั่นเอง
  2. Tsukune (つくね)
    Tsukune คือเนื้อไก่บด อาจผสมผักต่างๆ,ไข่ หรือกระดูกอ่อนให้ได้ความรู้สึกกรุบๆ อาจแตกต่างตามสูตรแต่ละร้าน หรือจะเรียกง่ายๆว่าเป็นลูกชิ้นไก่ปรุงรสก็ว่าได้
    นอกจากนี้ยากิโทริยังมีอีกหลากหลายประเภท ผสมกับผักหรือเครื่องเคียงชนิดต่างๆ เช่น Tebasaki (手羽焼き) หรือปีกไก่ย่าง, Nankotsu (なんこつ) หรือเอ็นไก่ย่าง, Mentaiko Yakitori (明太子 焼き鳥) หรือไก่ย่างราดด้วยไข่ปลาเมนไทโกะ (ไข่ปลาค็อดรสเผ็ด) ก็เข้ากันได้ดี
    ซอสยากิโทริ
    หลายคนติดใจความอร่อยของยากิโทริ วิธีการทำก็ง่ายมากๆ ใช้เครื่องปรุงเพียงไม่กี่อย่างแถมรวมแล้วต้นทุนก็ไม่แพงอีกด้วย หากใครอยากลองทำยากิโทริกินเองดูละก็ ต้องเริ่มจากซอสนี่ละ
    ตัวอย่างส่วนประกอบซอสยากิโทริ
    น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ
    โชยุ 5 ช้อนโต๊ะ
    มิริน(เหล้าหวานญี่ปุ่น) 1 ช้อนโต๊ะ
    เหล้าสาเกสำหรับทำอาหาร 1 ช้อนโต๊ะ

jumboslot

วิธีทำ

  1. นำส่วนผสมทั้งหมดเคี่ยวไฟอ่อนจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน (ระวังอย่าใช้ไฟแรง เพราะจะทำให้ไหม้ได้ง่าย) เคล็ดลับคืออาจผสมส่วนผสมทั้งหมดก่อนตั้งไฟ ให้น้ำตาลละลายกับส่วนผสมอื่นๆเล็กน้อยก่อน จะได้ไม่ไหม้ติดหม้อได้ง่าย
  2. เมื่อได้ซอสยากิโทริแล้วให้นำเนื้อไก่ (หรือเนื้อส่วนอื่นๆ)ที่เตรียมไว้หมักเป็นเวลา 30 นาที
  3. เมื่อซอสเข้าเนื้อได้ที่ ก็นำไปเสียบไม้
  4. นำไปย่างด้วยไฟอ่อน ระหว่างย่างก็ทาซอสยากิโทริที่เตรียมไว้ จนสุกได้ที่
    สำหรับใครที่อยากได้รสสัมผัสกรุบกรอบและความหอมที่มากขึ้น อาจใส่งาขาวในซอสยากิโทริก็ได้เช่นกัน

ร้านยากิโทริ
ร้านยากิโทริ มีตั้งแต่ร้านระดับพรีเมียมที่จะมีเชฟเตรียมวัตถุดิบปิ้งกันหน้าเคาเตอร์ที่ลูกค้านั่ง ให้ลูกค้าทานไปนั่งชมความพิถีพิถันของเชฟในการปรุงอาหารไปด้วย (ใครที่นึกภาพไม่ออก ร้านสไตล์นี้คล้ายร้านซูชิที่เชฟจะปั้นข้าวปั้นและแล่เนื้อปลาให้ดูระหว่างทานอาหาร) ไปจนถึงร้านทั่วไปและร้านประเภทแผงลอย ราคานั้นก็ต่างๆกันไป แบบถูกๆขายกันตั้งแต่ไม้ละไม่ถึงร้อยเยนจนที่หรูๆบางทีก็ไม้ละหลายร้อยเยน

slot

ร้านยากิโทริได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะโดยทั่วไปมักเป็นร้านที่มีบรรยากาศเป็นกันเอง หาง่าย และราคาก็ไม่แพง จะมาทานคนเดียวก็ไม่เคอะเขิน หรือจะมาเป็นกลุ่มสังสรรกับเพื่อนก็สามารถพูดคุยเสียงดังได้ ไม่ต้องพิธีรีตองมากก็ได้เช่นกัน นอกจากร้านที่ร้านขายยากิโทริโดยเฉพาะแล้ว ยากิโทริก็มักจะมีขายที่ร้านอิซากายะ (居酒屋) หรือร้านกินดื่มสไตล์ญี่ปุ่น เพราะรสชาติยากิโทรินั้นเข้ากันได้กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกับแกล้มอื่นๆได้เป็นอย่างดี

สรุป
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ท้องร้องกันหรือเปล่าเอ่ย^^
ยากิโทริที่เรามักทานกันนั้นแท้จริงแล้วที่ญีปุ่นเขามีหลากหลายชนิด หลากหลายแบบให้เลือก หรือจะทานคู่กับผักและเครื่องเคียงต่างๆไม่ได้มีแค่เนื้อไก่ชิ้นเสียบไม้ที่เรามักพบเห็นกัน ใครมีโอกาสก็มาลองลิ้มชิมรสยากิโทริแบบญีปุ่นแท้ๆกันดูนะคะ รับรองว่าจะติดใจ คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

6 ที่ช้อป+กิน+เที่ยว+ชมวัฒนธรรมใน Fukuoka

Fukuoka เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค Kyushu นอกจากนี้ก็ยังเป็นเมืองท่าที่สำคัญของญี่ปุ่นมานานหลายร้อยปี ฉะนั้นจึงเป็นเมืองที่มีความเจริญไม่แพ้ Tokyo หรือ Osaka เรียกว่านักท่องเที่ยวมักจะใช้เมืองนี้เป็นจุดสตาร์ทของการทริปเที่ยวตระเวณ Kyushu เลยก็ว่าได้ ฉะนั้นตัวเมือง Fukuoka เองจึงคับคั่งไปด้วยสิ่งน่าสนใจ และมีของดีมากมาย อย่าพลาดอะไรบ้างไปดูกัน

jumbo jili

  1. ห้าง Canal City Hakata
    ขาช้อปเชิญทางนี้เลย มาที่ Canal City Hakata ที่เดียวให้ความรู้สึกยังกะได้ไปช้อปในห้างดังๆ ใน Tokyo หลายๆ ห้างรวมๆ กัน ที่นี่เป็นศูนย์รวมร้านค้ากว่า 250 ร้าน และร้านอาหารอีกหลากหลาย จัดว่าเป็นห้างขนาดใหญ่มหึมาที่ขุดคลองจำลองพาดผ่านใจกลางห้างอลังการสุดๆ ได้บรรยากาศตื่นตาตื่นใจ แถมตรงใจกลางของคลองจำลองนี้จะมีการแสดงน้ำพุแสงสีเสียงทุกๆครึ่งชั่วโมงด้วย แนะนำที่ชั้น 5 จะมี Ramen Staduimที่รวบรวมราเม็งร้านดังมาจากทั่วประเทศญี่ปุ่นมาได้ให้ชิมที่นี่

สล็อต

  1. สวน Ohori
    สวน Ohori เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง Fukuoka ตรงกลางจะมีบึงขนาดใหญ่ โดยจะสามารถเดินชมรอบๆ บึงได้จากทางเดินรอบๆ สระน้ำที่มีระยะทางรวมๆ กันประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นสถานที่ที่น่ามานั่งชิลๆ มองชีวิตความเป็นไปของคนท้องถิ่น เพราะเป็นสวนที่คนนิยมมาพักผ่อนหย่อนใจรวมถึงออกกำลังกาย รอบๆ บึงนี้ นอกจากนี้ภายในสวนยังมีสวนสไตล์ญี่ปุ่น ที่จะมี น้ำตก และบริเวณที่จัดเอาไว้ให้นั่งจิบชา และข้างๆ สวนก็ยังมีซากปราสาท Fukuoka ให้เดินทัศนศึกษาอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

  1. วัด Nanzoin
    น่าแปลกมากที่วัด Nanzoin นี้ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวรู้จัก เพราะว่าวัดนี้เจ๋งและน่าสนใจมากๆ เพราะว่านอกจากจะเต็มไปด้วยประติมากรรมพระพุทธรูปที่งดงามมากมายแล้ว ยังมีพระพุทธรูปนอนที่ทำจากทองสำริดขนาดใหญ่ที่ยาว 41 เมตร สูง 11 เมตรและหนักกว่า 300 ตัน เรียกว่าใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นเลย พระนอนรูปนี้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับรูปปั้นพระใหญ่ที่ Nara และ Kamakura สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว วัดนี้เป็นวัดที่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางแสวงบุญที่มีชื่อเสียงของ Kyushu เลยทีเดียว
  2. ย่านช้อปปิ้ง Tenjin
    Tenjin เป็นย่านที่อยู่ใจกลางเมือง Fukuoka และแทบจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของ Kyushu เลยก็ว่าได้ โดยจะเต็มไปด้วยห้างร้านมากมาย ช้อปปิ้งได้อย่างจุใจเลย มีสินค้า

jumboslot

นอกจากนี้ก็ยังมีร้านอาหารให้เลือกทานอีกมากมายทุกทิศทางกันเลยทีเดียว ที่แนะนำสำหรับขาชิมว่าไม่ควรพลาดก็คือ ถนนแผงลอยที่รวมร้านอาหารท้องถิ่นมากมายบริเวณเกาะ Nakasu ที่นอกจากจะเดินไปกินไปจนพุงแตกได้แล้ว ยังชมบรรยากาศยามค้ำคืนสไตล์ Fukuoka ได้จากที่นี่ด้วย

  1. ศาลเจ้า Dazaifu Tenmangu
    ศาลเจ้า Dazaifu Tenmangu นี้เป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่นเลยทีเดียว เป็นศาลเจ้าขนาดใหญ่ มีร้านค้าเลียบสองข้างทางตลอดทางเดินมาศาลเจ้า โดยภายในศาลเจ้าก็จะมีประตูโทริอิขนาดใหญ่ยักษ์แบบต้องแงนหน้ามองสุดลูกหูลูกตา มีสระน้ำที่มีรูปร่างเป็นอักษรคันจิ แปลว่า หัวใจ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีต้นบ๊วยมากมายกว่า 6,000 ต้น โดยในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนมีนาคมนั้น ที่นี่จะบานสะพรั่งไปด้วยดอกบ๊วยสีชมพูอ่อนๆ สวยงาม ส่งกลิ่นหอมจางๆ ชวนประทับใจมากๆ

slot

  1. อุโมงค์ดอกวิสทีเรียที่สวน Kawachi Fuji Garden
    ภาพที่โด่งดังที่สุดภาพหนึ่งของญี่ปุ่นที่เรามักจะเห็นกันบ่อยๆ ตามโบรชัวร์ท่องเที่ยวก็คือภาพนี้ ภาพของอุโมงค์ดอกวิสทีเรียที่สวน Kawachi Fuji Garden นี้ ทราบไหมว่าอยู่ที่เมือง Kitakyushu ใน Fukuoka นี่เอง ดอกวิสทีเรียที่ทิ้งกิ่งก้านพร้อมดอกสีม่วงหลากเฉด ทำให้กลายเป็นหลังคาดอกไม้ที่ปกคลุมตลอดทางเดินยาวกว่า 100 เมตร ทำให้ตอนที่เดินลอดได้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในเทพนิยายเลยทีเดียว แนะนำให้ไปเที่ยวช่วงที่ดอกไม้บานสะพรั่งสวยงามที่สุดคือประมาณช่วงปลายเดือนเมษายน-กลางเดือนพฤษภาคม
    คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก