รอบรู้เรื่องโชยุ พร้อมวิธีการเลือกซื้อ

“โชยุ” มีต้นตำรับมาจากจีนเช่นเดียวกับซีอิ๊วของไทย ในญี่ปุ่นนั้นเริ่มใช้ถั่วเหลืองในการหมักซอสตั้งแต่ยุคนะระ (奈良時代 ค.ศ. 710 – 794) กลายเป็นโชยุที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ปัจจุบันโชยุไม่ได้ใช้ปรุงอาหารญี่ปุ่นเท่านั้นนะคะ เราได้รวบรวมทุกเรื่องเด่นของโชยุ มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง แล้วถ้าเราจะซื้อโชยุสักขวด ควรซื้อแบบไหนดี

“โชยุ” มีต้นตำรับมาจากจีนเช่นเดียวกับซีอิ๊วของไทย ในญี่ปุ่นนั้นเริ่มใช้ถั่วเหลืองในการหมักซอสตั้งแต่ยุคนะระ (ค.ศ. 710 – 794) กลายเป็นโชยุที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ปัจจุบันโชยุไม่ได้ใช้ปรุงอาหารญี่ปุ่นเท่านั้นนะคะ เราได้รวบรวมทุกเรื่องเด่นของโชยุ มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง แล้วถ้าเราจะซื้อโชยุสักขวด ควรซื้อแบบไหนดี

โชยุทำมาจากถั่วเหลือง ผ่านกรรมวิธีการหมักอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีเยี่ยม หอมอร่อย เป็นที่รู้จักในหลายประเทศทั่วโลก บางประเทศรู้จักในชื่อทาคุมิซอส ตามชื่อยี่ห้อบนผลิตภัณฑ์

jumbo jili

สำหรับที่ไทยหลายคนรู้จักโชยุดี แต่ก็ไม่ใช่เครื่องปรุงที่มีติดบ้านกัน เพราะถ้าเราไม่ได้ทำอาหารญี่ปุ่นก็ไม่จำเป็นต้องซื้อโชยุ แต่คนญี่ปุ่นนั้นใช้โชยุปรุงอาหารทั้งคาวหวาน รวมถึงอาหารจีน อาหารฝรั่ง เพื่อให้มีรสชาติถูกปากคนญี่ปุ่นค่ะ

จังหวัดจิบะคือแหล่งผลิตโชยุที่มีชื่อเสียง
โรงงานผลิตโชยุทั่วประเทศญี่ปุ่นมีประมาณ 1,500 แห่ง แต่ที่โดดเด่นเป็นที่รู้จักของคนญี่ปุ่นทั่วไปคือที่จังหวัดจิบะ ที่ตั้งของสนามบินนาริตะและดิสนีย์แลนด์นั่นเอง

ในยุคเอโดะบริเวณจังหวัดจิบะมีทั้งนาเกลือและแหล่งเพาะปลูกถั่วเหลืองกับข้าวสาลีมากมาย (ซึ่งเป็นวัตถุดิบของโชยุทั้งนั้น) จึงทำให้แถวนี้มีโรงงานโชยุเก่าแก่จำนวนมาก ซึ่งยังคงเหลือให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน เช่นที่อำเภอโชชิ ที่ตั้งอยู่ติดกับทะเล หลายๆคนเชื่อกันว่าที่นี่เป็นเมืองต้นกำเนิดของโชยุ ใครมาเที่ยวที่นี่ นอกจากจะกินอาหารทะเลสดๆแล้ว ต้องเลือกซื้อโชยุเป็นของฝากกลับไปค่ะ ที่อำเภอนี้มีโรงงานโชยุที่ใหญ่ๆคือ โชยุยามะซะ (ヤマサ) สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วนี่เป็นโชยุยี่ห้อที่ดังพอๆกับ คิคโคแมน ที่คนไทยบางคนก็น่าจะรู้จักค่ะ เทียบกับแบรนด์ไทยก็แล้วนี่คือน้ำปลาแท้ตราปลาหมึกเลย

โชยุที่เรารู้จัก ที่จริงแล้วมีหลายชนิด
ญี่ปุ่นมีการแบ่งประเภทของโชยุตามมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ญี่ปุ่นหรือ JAS (Japanese Agricultural Standard) ซึ่งชนิดโชยุตามกำหนดของ JAS มี 5 ชนิด คือ

สล็อต

(1) โคยคุจิ (こいくち) คือ โชยุรสเข้ม เป็นสูตรต้นตำรับที่มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ในภูมิภาคคันโต(แถบโตเกียวและจังหวัดโดยรอบ) ผลิตจากถั่วเหลืองและข้าวสาลี ปริมาณโซเดียม 16% มีรส กลิ่น สี ที่ลงตัว ใช้ปรุงอาหารได้หลากหลาย เป็นโชยุที่นิยมที่สุดในญี่ปุ่นมียอดขายมากกว่า 80% ของจำนวนการบริโภคโชยุทั่วประเทศค่ะ
(2) อุสุคุจิ (うすくち) หรือ อาวะคุจิ คือโชยุสีอ่อน ที่จริงๆมีโซเดียมมากกว่าโชยุรสเข้มโคยคุจิถึง 2 % เนื่องจากใช้เกลือและส่วนผสมอื่นนอกจากถั่วเหลืองมาช่วยย่นระยะเวลาการหมัก แต่เนื่องจากมีอูมามิและกลิ่นหอมน้อยกว่า จึงไม่เหมาะกับอาหารประเภทจิ้ม เหมาะกับการปรุงรสน้ำซุปหรือผักต้ม ที่ต้องการเพิ่มรสเค็มโดยที่คงสีสันและกลิ่นของวัตถุดิบนั้นๆ เอาไว้ค่ะ มีปริมาณการบริโภคทั่วประเทศแค่ 13% เป็นที่นิยมมากที่สุดในภูมิภาคคันไซค่ะ
(3) ทามาริ (たまり/ 溜) ส่วนผสมใช้ถั่วเหลืองสุกเป็นหลัก แทบไม่ได้ใช้ข้าวสาลี นำมาบ่มเชื้อแล้วหมักซึ่งอาจนานถึงหนึ่งปี จึงมีรส กลิ่น และสีที่เข้ม เมื่อผ่านความร้อนแล้วจะมีสีออกแดงสวย นิยมใช้ปรุงข้าวเกรียบญี่ปุ่น (เซมเบ้ และ อาราเระ) ไม่นิยมใช้ปรุงอาหารตามบ้าน จึงมีปริมาณการบริโภคทั่วประเทศ 2% เท่านั้นค่ะ
(4) ไซชิโคมิ (さいしこみ / 再仕込み) คือ โชยุที่หมักซ้ำอีกรอบ มีระยะเวลาการผลิตนานถึง 2 เท่า โชยุนี้จึงมีสีและรสที่เข้ม ราคาแพง ทั่วประเทศใช้บริโภคแค่ 1% โดยมักใช้เวลาทานซูชิและปลาดิบ ซึ่งจิ้มกินเพียงนิดหน่อยก็ได้รสชาติ แรกเริ่มมีการผลิตเฉพาะที่จังหวัดยามากุจิ ปัจจุบันเป็นโชยุยอดนิยมของภูมิภาคโทไก (นาโกย่าและเมืองอื่นๆ)
(5) ชิโร่ (しろ) แปลว่าสีขาว คือโชยุไร้สี มีวิธีการหมักตรงกันข้ามกับชนิดทามาริ คือใช้ข้าวสาลีมากกว่า จึงได้สีที่อ่อนเหมือนเบียร์ และมีปริมาณแป้งมากถึง 12-16 % เนื่องจากใช้ถั่วเหลืองน้อยกว่าทำให้รสอุมามิน้อยลงไปด้วย เป็นโชยุชนิดใหม่ที่มีรสชาติต่างจากชนิดอื่น มีมาตั้งแต่ช่วงปลายยุคเอโดะ เหมาะใช้ปรุงน้ำซุปต่างๆเพราะสีน้ำซุปจะไม่เปลี่ยน มียอดขายแค่ 1% ของโชยุทั้งหมดค่ะ

สล็อตออนไลน์

3 รสโชยุยอดนิยม
จากโชยุห้าชนิดข้างต้นที่แบ่งตามวิธีการผลิต ยังมีเรื่องรสชาติอีกที่แตกย่อยเป็นรสต่างๆมากมาย เช่น โชยุเค็มน้อย โชยุรสกลมกล่อม โชยุผสมดะชิ โชยุสาหร่ายคอมบุ โชยุสำหรับซาชิมิ โชยุหอยนางรม โชยุหอยเม่น โชยุถั่วลันเตาญี่ปุ่น เป็นต้น แต่รสหลักๆที่นิยมมากมี 3 รสด้วยกัน คือ

  1. โค่ยคุจิ โชยุ (こいくちしょうゆ) แปลว่ารสเข้มข้น โดยทั่วไปเรียกแค่ โชยุ (醤油) ซึ่งเป็นโชยุต้นตำรับที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีอะไรเพิ่มเติม ได้รับความนิยมในหลายๆประเทศค่ะ
  2. เกนเอนโชยุ (減塩しょうゆ) คือ โคยคุจิ ที่ผ่านกระบวนการผลิตเพื่อลดปริมาณโซเดียม ซึ่งบางยี่ห้ออาจลดเยอะถึง 50% โดยยังคงรสชาติ ความเค็มเอาไว้ ดีต่อสุขภาพและความอร่อยไม่ต่างจากเดิมเกือบทุกยี่ห้อใช้ฉลากสีเขียวค่ะ
  3. อุสุคุจิ โชยุ (うすくちしょうゆ) หมายถึงโชยุรสอ่อน เค็มน้อยค่ะ ไม่มีกฏตายตัวแต่ในหลายๆยี่ห้อมักจะมีฉลากสีเหลือง
    ในยุคเอโดะ โชยุมักจะบรรจุใส่ถังไม้ขนาดเล็กและมีการนำมาใช้ซ้ำ เรียกถังชนิดนี้ว่า ยูอิดะรุ (結樽 /ゆいだる)
    ปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่ทำจากพลาสติก มีหลายขนาด จากเล็กๆแบบตั้งโต๊ะ ถึงใหญ่ขนาด 1.8 ลิตร ตามบ้านที่เข้าครัวทำอาหาร ส่วนใหญ่จะใช้ขนาด 1 ลิตร ไม่ก็ขนาด 750 มิลลิลิตร ค่ะ สำหรับบ้านพักอาศัยที่อยู่นอกตัวเมือง หรือตามหุบเขา หลายๆบ้านก็จะซื้อขวดใหญ่สุดติดบ้านไว้ เพราะไม่สามารถไปจ่ายตลาดได้บ่อยนักค่ะ

jumboslot

โชยุสด (生しゆ) กับ ขวดสูญญากาศ (卓上ボトル)
ในปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์โชยุที่เห็นทั่วไปตามท้องตลาด ส่วนใหญ่เป็นขวดพลาสติก มีขวดแก้วเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มีอายุการใช้ก่อนเปิดขวด 12-18 เดือน เมื่อเปิดใช้แล้วควรรีบใช้
หากเก็บไว้นานคุณภาพจะลดลง ด้วยเหตุนี้จึงมีบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ซึ่งเป็นสูญญากาศ เวลาเปิดเทอากาศจะไม่ไหลเข้าไป ต่างจากแบบขวดธรรมดาที่มีอากาศอยู่เต็มขวดค่ะ
บรรจุภัณฑ์สูญญากาศ เริ่มแรกเป็นซองพลาสติกแข็งสามารถตั้งวางได้ ไม่มีฝาเกลี่ยว ตัดปลายถุง เพียงเล็กน้อย เทใช้ ไม่ต้องปิดถุงอากาศก็ไม่เข้าไปค่ะ เริ่มใช้โดยโชยุยี่ห้อยามะซะ เรียกว่า ซองแบบแอร์บล็อค (エアブロック弁)
ต่อมาในหลายผู้ผลิตได้ใช้นวัตกรรมใหม่ บรรจุขวดที่มีถุงด้านใน เป็นการปิดถึง 2 ชั้น กั้นไม่ให้อากาศเข้า โดยทางคิคโคแมน เรียกขวดชนิดนี้ว่า ขวดปิดผนึกอย่างนิ่ม (やわらか密封ボトル) ขนาดขวดเล็กกว่าและราคาแพงกว่าขวดธรรมดา เหมาะซื้อมาไว้กินอาหารประเภทจิ้ม หรือจะนำไปปรุงอาหารก็ได้ค่ะแต่จะเปลืองหน่อย

ผลิตภัณท์ใหม่ๆจากโชยุ “โชยุแห้ง”
โชยุแห้งพร้อมรับประทาน มีส่วนผสมของงา หอมใหญ่ กระเทียม พริกไทย มีเกร็ดโชยุกรอบๆ โดยรวมมันก็คือผงโรยข้าวนี่เองค่ะ เหมาะพกติดตัวไปเที่ยว ปิคนิค สำหรับคนที่โหยหารสชาติแบบญี่ปุ่นนอกสถานที่ อารมณ์ประมาณคนไทยพกน้ำพริกกระปุกหรือมาม่าใส่กระเป๋าเดินทางไปเที่ยวต่างแดนค่ะ ใครอยากได้ของฝากแปลกๆ ลองมองหาโชยุแห้งตามซุเปอร์ดูก็ไม่เลวนะ

slot

เทคนิคการเลือกซื้อโชยุ
โชยุที่ขายดี คนใช้เยอะ ก็จะวางขายเยอะค่ะ ทั้งยังมีราคาที่ถูกคุ้มกว่า เรามีวิธีสังเกต 3 ข้อมาฝากกันค่ะ

  1. จำนวนขวดในชั้นวาง จะเห็นได้ว่าขวดที่เหมือนกันเยอะๆอยู่ชั้นล่างสุด ซึ่งมีราคาที่ถูกคุ้ม เป็นของที่ขายดีสุด สำหรับชั้นที่ถัดขึ้นมา ก็เป็นโชยุอย่างดีมีราคาแพงกว่าประมาณ 30% ค่ะ โชยุในชั้นวางยิ่งสูงราคาก็ยิ่งแพงค่ะ
  2. ป้ายราคาสีสดใส มองดูป้ายราคาที่มีตัวแดงหรือสีสดเด่น ไม่ก็ขนาดป้ายที่ใหญ่ค่ะ เพราะนั่นคือสินค้าแนะนำ ราคาพิเศษ ลดเฉพาะวันนี้ หรือในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นค่ะ แน่นอนว่าเทคนิคนี้ใช้กับสินค้าหลายๆชนิดที่วางขายในซุเปอร์ได้ ไม่ใช่แค่โชยุค่ะ
  3. มองหาโชยุที่อยู่ในลังวางตั้งเป็นกองหลายๆลัง ถ้าเจอก็หยิบใส่ตะกร้าได้เลยค่ะ เพราะเป็นโชยุที่ดีอร่อย ราคาถูกกว่าปกติด้วยค่ะ พอได้แล้วก็วกกลับไปดูที่ชั้นวางนะคะ ทวนข้อ 1 และ 2 อีกรอบ กันพลาด เผื่อไม่ใช่สินค้าโปรโมชั่นค่ะ สินค้าโปรโมชั่นนี้ไม่ได้มีตลอดนะคะ
    สำหรับสินค้าชนิดอื่นก็ใช้วิธีสังเกตนี้ได้เช่นกันค่ะ อย่างเช่น น้ำมัน น้ำตาลทราย ราคาที่ลดจะถูกกว่าปกติประมาณ 30% ค่ะ
    เทคนิคนี้ใช้กับซุปเปอร์มาร์เก็ตราคาส่งบางที่ไม่ได้นะคะ เพราะสินค้าแทบทุกอย่างจัดวางในกล่องลังไม่ใช้ชั้นวาง เพื่อลดต้นทุนค่ะ คนญี่ปุ๋นจะทำตามวัตนธธรรมของเขาแบบเค่งคัดเสมอ

7 สถานที่ท่องเที่ยวไม่ควรพลาดของญี่ปุ่น

ที่เที่ยวเหล่านี้อาจจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและอยู่ไกลจากคำว่าเก๋ฮิป แต่เป็นที่เที่ยวสำคัญของญี่ปุ่น ที่ถ้ายังไม่เคยได้ไป ก็ไม่สามารถพูดได้ว่าเที่ยวญี่ปุ่นจนทั่วแล้ว เพราะสถานที่เหล่านี้แหละที่เข้มข้นไปด้วยวัฒนธรรม ศิลปะ และประวัติศาสตร์ที่หล่อหลอมให้ญี่ปุ่นเป็นญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้ ถ้าที่ไหนไม่มีอยู่ในแพลน ให้รีบลิสต์ใส่เอาไว้ในทริปด้วยด่วนเลยนะ

7 ที่เที่ยวที่ต้องไปสักครั้ง

  1. Itsukushima (Hiroshima)
    ใครๆ ก็คงจะเคยเห็นภาพถ่ายสวยๆ ของญี่ปุ่นทั้งตามหน้าปกหนังสือนำเที่ยวหรือโปสเตอร์รวมทั้งโปสการ์ดต่างๆ ที่เป็นภาพเสา Torii ที่อยู่กลางน้ำ นั่นคือภาพของศาลเจ้า

jumbo jili

Itsukushima ที่อยู่บนเกาะ Miyajima ไม่ไกลจากเมืองฮิโรชิมานัก โดยที่นี่จะโดดเด่นด้วยเสา Torii ขนาดใหญ่กลางน้ำ ที่เวลาที่นํ้าขึ้นสูงสุดจะทำให้ดูราวกับว่าศาลเจ้านี้ลอยอยู่บนทะเล ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมจาก UNESCO ในปี 1996 แน่นอนว่าสำหรับคนไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกแล้ว ที่นี่เป็นที่ที่ควรจะต้องไปดูเลย เพราะว่าของจริงสวยยิ่งกว่าในภาพถ่ายอีกนะ

  1. อากิฮาบาระ
    บางคนอาจจะสนใจวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น แต่แน่นอนว่าต้องมีอีกหลายคนที่สนใจวัฒนธรรมสมัยใหม่ของญี่ปุ่นแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นมังงะและอนิเมะ ศูนย์รวมวัฒนธรรมย่อย

สล็อต

แนวนี้ของญี่ปุ่นมีหลายที่ แต่มือใหม่ขอแนะนำให้มาลงที่ Akihabara ก่อนเลย เพราะมีครบครัน ครบทุกแนวทุกแบบให้เลือกซื้อและเลือกสัมผัส นอกจากนี้ Akihabara ยังเต็มไปด้วยสีสันสว่างสดใส เสียงดังและเต็มไปด้วยกิจกรรมมากมาย รับรองว่ามันจะกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าคนที่ชอบอนิเมะ เกม และมังงะไปในทันที

  1. วัดโทไดจิ (นารา)
    วัด Todaiji ที่เมือง Nara นั้นเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปบรอนซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และตัวอาคารเองก็ยังเป็นอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย รายล้อมด้วยสวนขนาดใหญ่สวยงามอลังการ และฝูงกวางมากมายที่สามารถให้อาหารได้ นอกจากนี้ภายในนั้นยังรวมไว้ด้วยวัตถุโบราณทางศิลปะหาดูยากจำนวนมาก เป็นที่ๆเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ทางศาสนาของญี่ปุ่น ส่วนเหล่าฝูงกวางก็สามารถเดินเข้าออกได้ตามอำเภอใจยิ่งกว่าคนเสียอีกเพราะว่ากันว่ากวางคือผู้ส่งสารจากพระเจ้านั่นเอง

สล็อตออนไลน์

  1. Kinkaku-ji (Kyoto)
    Kinkaku-ji หรือที่เรารู้จักกันดีว่า วัดทองนั่นเอง ถ้าไปญี่ปุ่นแล้วไม่ได้ไปชมความงดงามของวัดทองแห่งนี้จัดว่ายังมาไม่ถึงญี่ปุ่น ฉะนั้นใครที่ไปญี่ปุ่นครั้งแรกนั้นควรจะต้องไปเยี่ยมชมซักครั้งหนึ่ง ความงดงามเหนือคำบรรยาย โดยเฉพาะเงาสะท้อนของวัดที่สะท้อนลงบนพื้นน้ำเบื้องล่าง สวยงามหมดจดจริงๆ แต่เดิมวัดทองนี้สร้างเพื่อเป็นที่อาศัยหลังจากเกษียณหน้าที่แล้วของโชกุน Ashikaga Yoshimitsu แต่ถูกเผาลงในปี 1950 และ 5 ปีหลังจากนั้นวัดนี้ก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่เหมือนเดิมทุกประการ และตั้งตระหง่านสวยงามต้อนรับนักท่องเที่ยวมาจนถึงทุกวันนี้
  2. Kiyomizu-dera (Kyoto)
    Kiyomizu-dera เป็นอีกวัดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเลย เป้นวัดที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ย้อนไปได้จนถึงปี 798 เลยทีเดียว มีน้ำตกภายในที่ไหลลงมาทำให้เกิดสมดุลย์ที่

jumboslot

สวยงามระหว่างวัดและธรรมชาติ ตัวอาคารของวัดประกอบขึ้นมาด้วยภูมิปัญญาญี่ปุ่น นั่นคือไม่ได้มีการใช้น็อตหรือตะปูในการประกอบเลย แต่กลับมีโครงสร้างแข็งแรงทนร้อนทนหนาวมาได้ยาวนาน นอกจากนี้แผงระเบียงที่ยื่นออกไปนอกผายังเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง ห้ามพลาดเด็ดขาด

  1. Kamakura
    พระใหญ่แห่งวัด Kotoku-in ใน Kamakura เป็นพระพุทธรูปบรอนซ์ของ Amida Buddha องค์ใหญ่ที่แลดูทรงพลัง สูงกว่า 13 เมตรและหนักกว่า 93 ตัน มีรายงานว่าพระพุทธรูปนี้ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 1252 โดยดั้งเดิมอยู่ในวัดไม้เล็กๆ แต่ที่ปัจจุบันอยู่กลางแจ้งนั้น เป็นเพราะวัดไม้นั้นถูกคลื่นสีนามิพัดไปเมื่อเกิดอุบัติภัยในสมัยศตวรรษที่ 15 วัด Kotoku-in ใน Kamakura นี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ห่างจาก Tokyo เลย สามารถไปกลับได้ในหนึ่งวัน และถ้าใครแผนไปแถวนั้นต้องไม่พลาดใส่ทริปนี้ลงไปในโปรแกรมด้วยเด็ดขาด

slot

  1. ภูเขาฟูจิ (Shizuoka & อื่นๆ)
    มาถึงญี่ปุ่นแล้วไม่ว่ายังไงก็ตามจะต้องได้เห็นภูเขาฟูจิ ซึ่งเป็นภูเขาที่สวยและงดงามที่สุดของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังสูงที่สุดในญี่ปุ่นด้วย กับความสูง 3,776 เมตร สามารถมองเห็นได้จากหลายจุดในญี่ปุ่น โดยมากที่จะสามารถมองเห็นได้ใหญ่โตชัดเจนเลยก็จะเป็นในแถบจังหวัด Shizuoka แต่ใน Tokyo บนอาคารสูงๆ ในวันที่ฟ้าเปิด หรือแม้แต่ในรถไฟ Shinkansen ที่มุ่งหน้าไป-กลับ Tokyo และฝั่ง Osaka ก็สามารถมองเห็นภูเขาฟูจิได้อย่างชัดเจนเช่นกัน แต่ถ้าใครคิดว่าแค่ดูอย่างเดียวมันไม่หนำใจ ก็สามารถไปปีนได้ โดยทุกปีก็จะมีคนขึ้นไปปีนภูเขาฟูจิกว่า 200,000 คน ซึ่งจะเปิดให้ปีนเฉพาะในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น ใช้เวลาปีนประมาณ 4-8 ชั่วโมง และใช้เวลาปีนลงอีกประมาณ 3-5 ชั่วโมง
    ใครไปญี่ปุ่นก็ต้องไปเที่ยวให้ได้

เปรียบเทียบการทำงาน บ.ไทย กับ บ.ญี่ปุ่นในไทย

บริษัทไทย VS บริษัทญี่ปุ่น ​แบบไหนดีกว่ากันนะ? เชื่อว่าหลายๆท่านที่เรียนจบทางด้านภาษาญี่ปุ่นหรือต้องการทำงาน​บริษัท​ญี่ปุ่นต้องมีลังเลกันบ้าง บทความนี้อาจช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ ต้องขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่าเนื้อหาการเปรียบเทียบตามที่จะกล่าวต่อไปนี้​ หลายอย่างใช้ข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้ว แต่หลายอย่างโดยเฉพาะสิ่งที่จับต้องไม่ได้ (เช่นวัฒนธรรมองค์กร) ก็จะเน้นเขียนตามประสบการณ์​ของนักเขียนโดยตรงเป็นหลัก (รวมถึงบุคคล​ใกล้ตัวของเราด้วย)​ หากประสบการณ์​ที่คุณเจอไม่ตรงกับเราอย่างไรต้องขออภัยมา​ ณ​ ที่นี้ด้วยนะคะ
วัฒนธรรมองค์กร
บริษัทไทย = ความแตกต่างทางสังคมสูงมาก
วัฒนธรรมองค์กรไทยจะมีสิ่งหนึ่งค่ะที่ต่างกับญี่ปุ่นมาก คือความยืดหยุ่นยังไงก็ได้ ประชุม 9 โมงแต่กว่าจะเข้าเนื้อหาจริงอาจจะ 9 โมงครึ่งเพื่อรอเพื่อนรวมงานเป็นต้น ตำแหน่งการรับผิดชอบงานของไทยจะชัดเจน ตรง และไม่ซับซ้อน แต่มักไม่แยกเรื่องงานกับส่วนตัวออกจากกันเสียเท่าไร ซึ่งนี้ก็นับว่าเป็นข้อเสียก็ได้นะคะที่อาจส่งผลกับการทำงาน ส่วนวัฒธรรมปลีกย่อยอื่นๆขอแยกบริษัทไทยเป็น2ประเภทเท่าที่ได้รับประสบการณ์มาแล้วกันนะคะ

jumbo jili

  1. บริษัทไทยแบบเช้าชามเย็นชาม
    อาจจะจั่วหัวข้อแรงไปสักนิด แต่นี่คือเรื่องจริงค่ะที่ไม่ได้มีแค่ในระบบข้าราชการ แต่มีในเอกชนบ้างบางแห่งโดยเฉพาะบริษัทเล็กๆที่มักเจอ คนเดิมที่อยู่อาจไม่ได้ทำงานดีขนาดนั้นแต่เพียงทำตามหน้าที่ ขาดแรงกระตุ้นในการทำงานทำให้ไม่มีความกระตือรือร้น แต่อยู่ได้เพราะเงินเดือนมั่นคงแล้วเขาเองไม่ได้ทำผิดร้ายแรงอะไรที่ทำให้บริษัทพิจารณาไล่ออก คนขยันก็ทำงานแทบตายโดนเอาเปรียบจากกลุ่มนี้ เชื่อว่าแบบนี้หลายท่านน่าจะเคยพบเจอกันมาเองบ้าง
  2. บริษัทไทยแบบศรีทนได้ ทนแบกรับทุกอย่าง
    ในการทำงานบริษัทไทยบางแห่งที่เน้นใช้คนกันเต็มที่ หน้าที่ส่วนนั้นไม่หนักกายในการใช้แรงงาน ก็หนักสมองในการคิดบริหารงาน ซึ่งบริษัทแบบนี้มักมีเรื่องของโบนัสหรือคอมมิชชั่นเป็นตัวกระตุ้นพนักงานให้กัดฟันสู้เพื่อเงินเดือนค่ะ แล้วเพราะเหตุนี้นี่แหละคนที่ทำงานองค์กรไทยที่มีลักษณะแบบนี้มักไม่ได้เหนื่อยงานแค่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเหนื่อยกับคนหรือสังคมของบริษัทที่แก่งแย่งชิงดีกันด้วย ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้คนไทยเป็นทั้งเครียดสะสมและโรคซึมเศร้ามามากแล้วค่ะ

บริษัทญี่ปุ่น = บริษัทคือครอบครัว
สำหรับบริษัทญี่ปุ่นแล้วการดูแลของเขาจะไม่ได้มองแค่ว่าคุณคือพนักงานอย่างเดียว แต่คุณคือหนึ่งในองค์กรที่เหมือนบ้านหลังที่2ด้วย แต่ต้องบอกก่อนนะคะว่าครอบครัวแบบญี่ปุ่นเนี่ยเป็นครอบครัวแสนเหนื่อยแสนกดดัน คุณพ่อคุณแม่คาดหวังให้ลูกเรียนได้ท็อปกันทุกคน กฎระเบียบที่มีก็เยอะมาก และมักจะเคร่งเครียดกว่าบริษัทไทย เพราะไม่ใช่แค่ว่าเขาจะมองคุณเป็นครอบครัวแค่เพียงอย่างเดียว เขายังคอยมองการทำงานของคุณด้วย ว่าเติบโตแค่ไหน เน้นให้พยายามเพิ่มๆขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่คุณทำอยู่อาจดีแล้ว แต่คุณห้ามหยุดพัฒนาและต้องพยายามให้มันดียิ่งขึ้นไป ซึ่งจุดนี้แหละค่ะที่ทำให้คนไทยหลายท่านที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่นเกิดภาวะเครียดและซึมเศร้า เพราะคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ดีพอ (ก็เป็นปัญหาที่ได้ยินบ่อยๆ แบบที่สังคมญี่ปุ่นและเหล่ามนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นเผชิญอยู่นั่นเอง) สรุปว่าถึงจะ “เหมือนครอบครัว” แต่ก็เครียดอยู่ดีค่ะ
ส่วนระบบการทำงานของบริษัทญี่ปุ่นขอบอกเลยค่ะว่าซับซ้อนมาก และต้องยึดขั้นตอนเป๊ะๆ ต้องรอคนนั้นเซ็นเอกสาร คนนี้อนุมัติ คนโน้นพิจารณา รอระดมสมองกับทีมอย่างเป็นทางการ รอการแก้ไขครั้งที่ 1 2 3 … แต่ทั้งนี้แม้ขั้นตอนงานจะซับซ้อน แต่ก็มีขั้นตอนและเดดไลน์งานที่ชัดเจนมากเช่นกัน เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะทำให้การทำงานบริษัทญี่ปุ่นนั้นเคร่งแล้วเครียดด้วยค่ะ การทำงานแบบนี้สำหรับบริษัทอื่นคู่ค้าที่ต้องติดต่อร่วมกันทำงานแล้วต้องรับเอกสารงานก่อนเดตไลน์งานจริงอาจมีปัญหาในการทำงานร่วมด้วย เพราะเขายึดวันที่ตกลงกันเป็นหลักเลย

สล็อต

หัวหน้างาน
บริษัทไทย : หัวหน้างานร้อยพ่อพันแม่
หัวหน้างานในบริษัทไทยจะมีตำแหน่งงานชัดเจนค่ะ คนนี้คือหัวหน้าแผนก นี่คือรองหัวหน้าแผนก ที่เหลือคือพนักงานทั่วไป ทำให้ไม่มีความซับซ้อนในการรอผู้มีอำนาจตัดสินใจมากนัก แต่ลักษณะหัวหน้าบริษัทไทยหาคำจำกัดความไม่ได้เลยค่ะ เพราะหัวหน้าแบบไทยเนี่ยแต่ละคนแตกต่างกันเยอะจริงๆ แต่จะขอแบ่งเป็น 2 ประเภทให้เข้าใจง่ายๆ
1.หัวหน้างานไทยที่มีภาวะผู้นำที่ดี ; เก่งงานแล้วยังเก่งSoft skillsด้วย
เป็นหัวหน้าที่สั่งงานแล้วไม่ได้ปล่อยผ่านรอแค่วันส่งงานหรือรอจับผิด แต่มีภาวะผู้นำในการเข้ามาสอนงาน คุยสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกน้อง เข้าถึงง่ายไม่ดุด่าอย่างเดียว เมื่อมีปัญหาก็เด็ดขาดมากพอที่จะแก้ไขสถานการณ์หรือเข้าไปสอบถามและช่วยลูกน้องแก้ไขปัญหา ใช้เหตุผลกับความรู้สึกควบคู่ตามสถานการณ์และตามเป้าหมายบริษัท จะมีมากมีน้อยอันนี้แล้วแต่ว่าใครโชคดีได้เจ้านายที่ดีไปนะ
2.หัวหน้างานไทยที่เน้นสั่งอย่างเดียว
ก็เป็นหัวหน้างานแบบที่อาจไม่ดีสักเท่าไรแน่หากพบเจอ แต่ก็มักจะได้ยินกันบ่อยๆเพราะงั้นก็อยากให้รู้ไว้ว่าคนแบบนี้มีอยู่จริงๆนะ สั่งงานไว้แต่รายละเอียดอย่างไรไปศึกษาเอง บรีฟงานรุนแรงต้องได้เป้าหมายตามที่วางไว้ ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ใช้ความรู้สึกส่วนตัวเลือกที่รักมักที่ชัง หรือเลือกปฏิบัติกับพนักงาน ขณะเข้าไปสัมภาษณ์งานหากเราประเมินสถานการณ์ขณะสัมภาษณ์กับหัวหน้างานได้บ้าง อาจทำให้รอดพ้นปัญหานี้ได้บ้างค่ะ

บริษัทญี่ปุ่น : หัวหน้างานซับซ้อน มากกว่า2คน
งงสิคะ คราวนี้สำหรับคนไทยที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่นในไทย หลายคนทำนานแล้วก็ยังไม่ชินรูปแบบผังองค์กรแบบญี่ปุ่นผสมไทย ในความเป็นจริงคุณอาจเป็นลูกน้องใต้บังคับของหัวหน้าแผนกชาวไทย 1ท่าน ที่รองลงมาจากซีเนียร์คนญี่ปุ่น ซึ่งเราต้องคอยปรึกษาตลอด ในทางปฏิบัติจึงคล้ายจะเป็นเพื่อนร่วมงานรุ่นเดียวกัน

สล็อตออนไลน์

สำหรับบริษัทญี่ปุ่นแล้วหากเทียบตำแหน่งงานที่เท่ากันของหัวหน้าชาวไทยและชาวญี่ปุ่น เขาจะยึดชาวญี่ปุ่นเป็นหัวหน้างานค่ะ ซึ่งอำนาจการตัดสินใจใหญ่จริงๆหัวหน้าชาวไทยของเรานั้นก็ต้องรอให้หัวหน้าญี่ปุ่นอีกท่านตัดสินใจเช่นกัน ทำให้การประชุมงานกันในบางหัวข้อบางเรื่องวุ่นวายในหลายๆครั้ง ยังไม่รวมกับวัฒนธรรมองค์กรนั้นด้วย เพราะบางองค์กรหัวหน้างานต้องการงานไอเดียใหม่ๆ แต่ซีเนียร์ผู้ตรวจงานคุณด่านแรกอาจเป็นคนหัวเก่า ทำให้การทำงานสับสนต้องแก้ไขเอาใจหัวหน้ากันไป ซึ่งสังคมการทำงานบริษัทญี่ปุ่นในไทยเอาจริงๆก็ตึงเครียดน้อยกว่าในญี่ปุ่นมากแล้วนะคะ

ส่วนหัวหน้างานชาวญี่ปุ่นในบริษัทญี่ปุ่นจะลองสรุปง่ายๆให้เหลือ 2 แบบ ได้แก่แบบแรกเจ้านายสายใจดี เข้าถึงง่าย สุภาพ จริงจังกับงานประมาณนึงแต่เข้าใจลักษณะคนไทย ทำให้ไม่มาจ้ำจี้จำไชกับเรามากนัก กับอีกแบบคือเจ้านายญี่ปุ่นจริงจังแบบสังคมญี่ปุ่น โดยมากมักมาอยู่ที่ไทยไม่นาน หรือมีลักษณะนิสัยที่เนี๊ยบอยู่แล้วตั้งแต่ต้นทำให้การทำงานดูจริงจังแล้วตึงไปเสียทุกอย่าง แบบหลังนี้ถ้าคนไทยไม่ชินอาจต้องปรับตัวกันสักพักเลย เพราะเขาอาจเป็นคนที่ไม่เปิดรับความคิดด้วยทำให้การอธิบายระบบงานใดๆไปลำบากรวมถึงเราเองต้องปรับตัวในการทำงานล่วงหน้าและรอบคอบกับงานให้มากขึ้นด้วย

เงินเดือน
สำหรับวุฒิปริญญาตรีทั่วไป ไม่ว่าคุณจะจบที่ไหน เกรดเฉลี่ยเท่าไร สิ่งนั้นอาจเป็นต้นทุนเพียงเล็กน้อยหรือเพียงคอนเนคชั่นในการเริ่มต้นทำงานเท่านั้น เงินเดือนคุณเมื่อเริ่มต้นจะมีประมาณ 15,000บาท พอกันทุกที่ เพราะสิ่งที่อัพเงินเดือนให้มากขึ้นนั้นจะเป็นประสบการณ์ทำงานและอายุงานค่ะ ความแตกต่างของแต่ละคนจะเริ่มเห็นเมื่อทำงานไปซักพัก
เงินเดือนเริ่มต้นบริษัทไทย : 15,000 บาทขึ้นไป
เรื่องจริงอันแสนเจ็บปวดว่าด้วยเงินเดือนเริ่มต้นที่รับจริงอยู่ที่ 15,000 บาทแม้คุณจะทำงานใจกลางเมือง ซึ่งเมื่อหักค่าครองชีพแล้วอาจไม่เพียงพอด้วยซ้ำไป คุณอาจเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟบางบริษัทได้ค่ะ บางบริษัทมีแอบให้ความหวังไว้ด้วยว่ายังไม่รวมเบี้ยขยัน+ค่าคอมมิชชั่นนะซึ่งอาจถึง25,000บาท แต่ขอแตะเบรคไว้เลยนะว่าเงินเพิ่มเติมดังกล่าวไม่ได้กันมาง่ายๆแน่ แล้วยังไม่มั่นคงเอาเสียเลย ซึ่งสิ่งนี้อยากจะเตือนเด็กจบใหม่ด้วยนะในการเลือกบริษัททำงาน ให้พิจารณาความสามารถตัวเองและประเมินเงินเดือนไปก่อน อย่าปล่อยให้เขากดเงินเดือนลงเด็ดขาด!

jumboslot

เงินเดือนเริ่มต้นบริษัทญี่ปุ่น : 18,000 บาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าภาษา)
สำหรับบริษัทญี่ปุ่นอยากแบ่งเรื่องเงินเดือนเป็น2ประเภท
1.ผู้ที่ยื่นสมัครงานโดยไม่ขอใช้ภาษาญี่ปุ่น อาจมีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นมาก่อนบ้าง หรือมาทำงานบริษัทญี่ปุ่นแบบไม่มีความสามารถภาษาญี่ปุ่นเลย ในส่วนนี้เงินเดือนเริ่มต้นจะอยู่สูงกว่าบริษัทสัญชาติไทยเล็กน้อย ตัวเลขที่เห็นบ่อยอยู่ประมาณ 18,000 บาท แต่โดยส่วนมากหากมีพื้นฐานในการใช้ภาษาญี่ปุ่นมาก่อน จบทางด้านนี้โดยตรง แต่เลือกไม่ยื่นภาษา เงินเดือนจะเริ่มต้นที่ 20,000-22,000 บาทค่ะ
2.ผู้ที่ยื่นสมัครงานโดยเจาะจงตำแหน่งที่ใช้ภาษาญี่ปุ่น ตั้งแต่ระดับ JLPT N3 ขึ้นไป (ความสามารถการใช้จริงอาจต้องการ JLPT N2) ส่วนนี้จะได้เงินเดือนเริ่มต้นที่ 25,000-30,000 บาท การใช้งานภาษาญี่ปุ่นก็อาจไม่มากนัก ใช้เพียงภายในบริษัท หรือสานสัมพันธ์เล็กน้อยกับลูกค้าเป็นต้น

โบนัส
บริษัทไทย ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ 2-3 เดือนเป็นพื้นฐานค่ะ แต่จำนวนเงินอาจไม่ได้มากเท่ากับโบนัสปีก่อนที่เคยจ่ายมาแล้ว โดยมากได้รับช่วงต้นปีของทุกปี
บริษัทญี่ปุ่น โดยรวมแล้วจะมากกว่าบริษัทไทย จากประสบการณ์รวมถึงบุคคลรอบตัวของนักเขียน ได้กันราว 3-6 เดือนค่ะ แม้จะได้หลายเดือนแต่ช่วงหลายปีมานี่จำนวนเงินก็น้อยลงจากปีก่อนๆเช่นกัน บางบริษัทที่ผลประกอบการดีมากถึงแม้เศรษฐกิจแบบนี้ ก็อาจได้โบนัส 7-8 เดือนได้ มีทั้งบริษัทให้เงินโบนัสเริ่มตั้งแต่ต้นปี และบริษัทที่พิจารณาจ่ายกลางปีค่ะ
**โบนัสเป็นเพียงน้ำบ่อหน้านะคะ หากใช้ประกอบการตัดสินใจในการเข้าทำงานอาจต้องระวังสักหน่อย

slot

สวัสดิการ
สวัสดิการสำหรับคุณแล้วแบบใดจึงเรียกว่าดีบ้างคะ? หากความต้องการของคุณเป็นเพียงแค่ประกันสังคม​ ลาป่วย​ ลากิจ​ ลาพักร้อน​ มีครัวหรืออาหารว่างให้​ สำหรับเรานั่นเรียกว่าสวัสดิการพื้นฐานของบริษัทที่ควรมีตามกฎหมาย​ค่ะ

บริษัทไทย​ = สวัสดิการพื้นฐานครบ
เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างนึงค่ะที่บริษัทไทยแท้นั้น ส่วนใหญ่สิ่งที่ให้คุณมีเพียงสวัสดิการพื้นฐานตามที่กฏหมายกำหนดเท่านั้น​ แต่ถ้าเป็นบริษัทดังๆใจกลางกทม. หรือบริษัทใหญ่ในเขตโรงงานอุตสาหกรรม​สิ่งที่จะมีให้เพิ่มเติมก็มักจะเป็นประกันสุขภาพ​เอกชน ​/ ประกันอุบัติเหตุ​เอกชน​ เพิ่มวันลาป่วยได้มากกว่าปกติ​ บางที่อาจมีโรงอาหาร อาหารกลางวัน / อาหารเย็นให้ฟรี หรือหากคุณทำงานโรงแรมหรือรีสอร์ทก็อาจได้รับการดูแลเป็นพิเศษในเรื่องอาหารที่พักเช่นกัน

บริษัทญี่ปุ่น = สวัสดิการที่นึกถึงใจเขาใจเรา
สำหรับบริษัทญี่ปุ่นในไทยจากประสบการณ์เลย นอกจากสวัสดิการพื้นฐานตามกฏหมายไทยที่ทุกบริษัทควรมีแล้ว สิ่งที่เขาจะให้เพิ่มส่วนใหญ่จะเป็นค่าเดินทางมาทำงานค่ะ (เพราะว่าบริษัทในประเทศญี่ปุ่นให้กันเป็นเรื่องปกติ) ซึ่งจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับที่อยู่และโครงสร้างของบริษัทด้วย สมมติว่าคุณได้ค่าเดินทางเดือนละ 1,500บาท เงินส่วนนี้ก็จะแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อย่างดีเลยค่ะ และต่อมาก็เป็นสิทธิในการเปิด OPD เข้ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งสิทธิเริ่มแรกจะอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000บาท/ครั้ง ซึ่งบริษัทไทยก็อาจมีบ้าง แต่บริษัทญี่ปุ่นจะนิยมมีกันมากกว่าเหมือนเป็นสวัสดิการพื้นฐานไปแล้วค่ะ แตกต่างกันมากโดยไม่ต้องพูดถึงค่ะ

รู้รอบเรื่องโซบะ อาหารหลักของคนญี่ปุ่น

โซบะ (蕎麦) เป็นอาหารที่มีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัยโจมง (ประมาณ 2,400-16,000 ปีก่อน) โดยว่ากันว่ามีการเพาะปลูกต้นโซบะตั้งแต่ในยุคโจมง และจีนก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยได้นำเครื่องโม่เข้ามาภายในประเทศจนทำให้เกิดการพัฒนาเส้นโซบะขึ้นมา ตั้งแต่นั้นคนญี่ปุ่นก็เริ่มหันมาทานโซบะมากขึ้นจนกลายเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่น

jumbo jili

เส้นโซบะทำมาจากอะไรกันนะ?
ตัวแป้งของโซบะที่นำมาใช้ทำนั้นคือแป้งทีี่ทำจากเมล็ดของ “ต้นโซบะ” นั่นเอง จึงได้ชื่อว่าโซบะ รูปร่างของเส้นโซบะนั้นมักเป็นทรงกลมยาว และมีสีออกน้ำตาล เพราะเมล็ดมีสีน้ำตาลโทนเดียวกันนั่นเอง

นอกจากนี้ต้นโซบะยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า ต้นบัควีท ภาษาอังกฤษคือ Buckwheat ถ้าเห็นที่ไหนก็ให้แน่ใจเลยว่าเป็นอาหารชนิดเดียวกัน บางทีฝรั่งก็เรียกโซบะว่า Buckwheat Noodle (บะหมี่บัควีท)

สล็อต

คุณสมบัติของแป้งโซบะคือ

  1. ช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงมากขึ้นจึงเป็นอาหารที่เหมาะมากสำหรับคนที่เป็นโรคภาวะหลอดเลือดและโรคความดันโลหิตสูง
  2. ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้จึงเหมาะแก่การนำไปประกอบอาหารให้สำหรับคนที่เป็นเบาหวานรับประทาน
  3. ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ลำไส้ทำให้ท้องไม่ผูก และยังช่วยทำให้เกิดความอยากอาหารอีกด้วย
  4. โซบะมีคุณค่าทางอาหารสูงมากไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี1 หรือบี2 และยังมีแร่ธาตุกับโปรตีนเป็น 2 เท่าของแป้งชนิดอื่น นอกจากนั้นยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์อีกถึง 8 ชนิดอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

อาหารที่มีเส้นโซบะเป็นส่วนประกอบมีอะไรบ้าง
หากได้รู้คุณประโยชน์ของเจ้าเส้นแสนอร่อยนี้แล้วล่ะคงต้องเริ่มหาเมนูโซบะมารับประทานบ้างแล้วล่ะซึ่งก็มีให้เลือกหลายแบบเลย!

  1. ซารุโซบะ โซบะเย็นๆที่ญี่ปุ่นก็ใช่ คนไทยก็ชอบ
    เมนูยอดนิยมของคนไทย ซารุโซบะเป็นเส้นโซบะเย็นที่ค่อยๆใช้ตะเกียบหมุนเส้นและนำไปจุ่มในซอสสูตรเฉพาะให้ได้รสชาติกลมกล่อมของตัวซอส สัมผัสเนื้อเส้นก็มีความนุ่มหนึบ ทานพร้อมผักและเครื่องเคียงได้หลากหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นต้นหอมญี่ปุ่น หัวไชเท้าฝอย หรือจะเพิ่มความจัดจ้านด้วยวาซาบิก็อร่อยไปอีกแบบ แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือซอสที่ใช้จิ้มต้องอร่อย

jumboslot

  1. เทมปุระโซบะ ทำไมคนญี่ปุ่นชอบเอาของทอดมาใส่ในซุป
    เทมปุระโซบะเป็นเส้นโซบะที่ราดซุปจนชุ่มฉ่ำ และโรยหน้าด้วยของทอดเทมปุระตามใจชอบ พร้อมกับอาจเพิ่มต้นหอมหั่นฝอยก็ได้ นอกจากจะได้เพลิดเพลินไปกับความกรอบของแป้งเทมปุระแล้ว ก็ยังสามารถกินโซบะกับซุปร้อนๆ ช่วยลดความมันให้กับเทมปุระซึ่งเป็นของทอดได้อีกด้วย น่ากินสุดๆไปเลย
  2. คิทสึเนะโซบะ โซบะใส่เต้าหู้ทอดญี่ปุ่น
    โซบะในซุปร้อนที่จะมาพร้อมแผ่นเต้าหู้ทอด เพราะคนญี่ปุ่นเชื่อว่า คิทสึเนะ หรือจิ้งจอกของญี่ปุ่นนั้นชื่นชอบเต้าหู้ทอดเป็นอย่างมากจึงได้นำชื่อของคิทสึเนะมาตั้งเป็นชื่อเมนูโซบะที่มีแผ่นเต้าหู้ทอดเป็นส่วนประกอบของตัวอาหาร

slot

ทำไมจึงเลือกโซบะเป็นอาหารต้อนรับวันปีใหม่
ที่ญี่ปุ่นนั้นในวันส่งท้ายปีเก่าหรือวันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันที่ชาวญี่ปุ่นทุกครอบครัวจะทำอาหารชนิดหนึ่งของโซบะที่มีชื่อเรียกว่า 年越しそば (โทชิโคชิโซบะ) เป็นเส้นโซบะต้มสุกที่โดนจัดวางใส่ถ้วยพร้อมราดซุปร้อนๆแบบเฉพาะของแต่ละบ้าน ประดับด้วยของตามชอบไม่ว่าจะเป็นเทมปุระหรือเต้าหู้ทอด เนื้อสัตว์อย่างอื่นๆก็สามารถใส่ได้ไม่ว่ากัน

ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าหากกินเส้นโซบะในช่วงก่อนวันขึ้นปีใหม่ ชีวิตจะยืนยาวเหมือนเส้นของโซบะที่ยาวมากๆ รวมถึงการกัดก็เช่นกัน เส้นโซบะนั้นนับว่ากินได้ง่ายเพราะมีความนุ่มกว่าเส้นทั่วไป นั่นก็สามารถสื่อได้อีกความหมายว่าหากเราเจอปัญหาอะไรก็ตามก็สามารถคลายปมหรือปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

รู้จักการจัดจานอาหารญี่ปุ่นทั้ง 4 ฤดู

หลายท่านที่เคยไปร้านอาหารญี่ปุ่นจะต้องเคยสั่ง set อาหารญี่ปุ่นเพื่อมารับประทาน และมีไม่น้อยที่จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปอาหารเก็บเป็นที่ระลึก แต่เคยสังเกตุมั้ยว่ารายละเอียดการจัดวางของอาหารนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ในครั้งนี้เราจะอยากจะแนะนำไห้รู้จักกับวิธีการจัดชุดอาหารแบบญี่ปุ่นว่าเป็นอย่างไร เอกลักษณ์ของอาหารญี่ปุ่นในแต่ละฤดูที่น่าสังเกตนั้นมีอะไรบ้าง เมื่อทราบเทคนิคดังกล่าวแล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการถ่ายรูปอาหารให้ตรงจุดได้อย่างแน่นอน

ชุดอาหารญี่ปุ่นหลัก อิจิจูซันไซ
โดยทั่วไปแล้ววัฒนธรรมการจัดชุดอาหารแบบญี่ปุ่นนั้นจะยึดหลัก อิจิจูซันไซ (一汁三菜) ซึ่งแปลว่าน้ำซุป 1 อย่าง และกับข้าว 3 อย่าง หมายถึงในชุดอาหารต่อท่านหนึ่งนั้นจะต้องมีข้าว กับข้าว และเครื่องเคียงรวมกัน 3 อย่าง เช่น ข้าวเสริฟพร้อมกับน้ำซุปอย่างน้ำซุปมิโซะ ซุปสาหร่าย อีก1ถ้วย ซึ่งหากนำมาวางบนถาดอาจจัดวางได้ดังนี้

jumbo jili

ข้าว วางบริเวณซ้ายมือสุด
น้ำซุป วางบริเวณขวามือสุด
อาหารหลัก วางบริเวณด้านบนของตำแหน่งถาดอาหาร ในส่วนนี้บางเมนูอาจนำไปใส่รวมกับข้าวด้วย เช่น ข้าวหน้าปลาไหลญี่ปุ่น
กับข้าวหรือเครื่องเคียงรองลงมา วางไว้ข้างๆอาหารหลัก
เครื่องเคียงเล็กน้อย อาทิ ผักดอง วางไว้ตรงกลางระหว่างข้าวกับน้ำซุป
และตะเกียบ วางรวบไว้เป็นแนวนอนบริเวณข้างล่างข้าว

แต่แน่นอนว่านอกจากอิจิจูซันไซแล้ว ก็ยังมีการจัดวางได้อีกหลายรูปแบบ เช่นอาหารประเภทหม้อไฟ (นาเบะ) ที่ส่วนใหญ่จะใหญ่เกินกว่าจะจัดลงในถาดเดียวได้

สล็อต

เอกลักษณ์ของอาหารญี่ปุ่น
สำหรับวัฒนธรรมอาหารที่เด่นชัดของญี่ปุ่นอย่างหนึ่งคือ ความสดใหม่ของของวัตถุดิบ ในที่นี้คือการรักษาคุณภาพและรสชาติของอาหารให้คงความสดใหม่ ด้วยเหตุนี้เราจึงมักเห็นร้านอาหารที่มักใช้วิธีการปรุงอาหารสดๆมากมายทั่วประเทศญี่ปุ่นและร้านอาหารที่เน้นความหลากหลายของวัตถุดิบสดๆทางทำธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆอย่าง ซูชิหรือซาชิมิ เป็นต้นครอบคลุมทั่วประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้คนญี่ปุ่นได้ให้นิยามไว้ว่าอาหารญี่ปุ่นนั้นจะต้องมี 5 รสชาติ 5 สี รับรู้จาก 5 สัมผัส และใช้ 5 วิธีในการปรุงอาหาร

อุดมไปด้วย 5 รสชาติ ได้แก่ รสหวาน รสเปรี้ยว รสเค็ม รสขม และรสเผ็ด
แฝงไปด้วย 5 สี ได้แก่ สีขาวจากข้าว สีดำ(สีม่วง)จากสาหร่าย สีเหลืองจากผักบางชนิด สีแดงจากปลาและเนื้อสัตว์ และสีเขียวจากผักทั่วไปในญี่ปุ่น
สัมผัสได้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตาที่มองเห็นสีสันของอาหาร หูที่ได้ยินเสียง (เช่น เสียงอาหารบนกระทะร้อน) จมูกที่ได้กลิ่นอาหารหอมๆ และปากที่ลิ้มรสชาติและสัมผัสของอาหาร
5 วิธีการปรุงอาหาร ได้แก่ ย่าง ต้ม ทอด นึ่ง และอาหารสด

สล็อตออนไลน์

ชุดอาหาร4ฤดู
การจัดชุดอาหารญี่ปุ่นในแต่ละฤดูนั้นแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงทั้งสีสันของอาหาร อุปกรณ์และภาชณะใส่อาหารตามฤดู รวมถึงรูปแบบของอาหารที่นำมาเสริฟ แบ่งตาม4ฤดูกาลของญี่ปุ่นได้ดังนี้

ฤดูใบไม้ผลิ
ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม เป็นช่วงอากาศที่อบอุ่นสำหรับคนญี่ปุ่นและมีสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่สวยงาม พืชผลมักผลิบาน ชุดอาหารที่จัดจะยึดโทนสีชมพูหรือสีเขียวในการตกแต่ง เช่นผักดองต่างๆหลายชนิด และมักใช้ดอกไม้ใบไม้สดในการตกแต่งอาหาร มักเลือกใช้ถ้วยเล็กๆ เยอะๆ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ปลาชุกชุม ทำให้เมนูที่เสริฟนั้นมักพร้อมไปด้วยปลาและเครื่องเคียงมากมาย ถ้วยที่เลือกใช้ใส่อาหารอาจเป็นลวดลายซากุระ

jumboslot

ฤดูร้อน
ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม มีอากาศร้อนชื้นและฝนตกในช่วงสั้นๆ นิยมเสริฟอาหารในถ้วยแก้วใสๆ เพื่อให้รู้สึกถึงความเย็นสบาย ซึ่งจะใช้ทั้งกับของคาวและของหวานเย็นๆ ใช้ถ้วยชามทรงปากกว้างและตื้นเพื้อให้อาหารสัมผัสกับอากาศ โทนของอาหารและการตกแต่งช่วงฤดูร้อนจะมีสีสดใส เช่นเป็นสีแดง (จากเนื้อสัตว์) สีเขียว สีม่วง สีฟ้าแบบท้องฟ้า และบางทีก็เลือกอาหารที่ช่วยคลายร้อน เช่นบะหมี่เย็น

ฤดูใบไม้ร่วง
ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน อากาศค่อนข้างสบายและเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต อาหารมักจะเกี่ยวกับปลาและผักหลายชนิด อาหารมักตกแต่งด้วยใบไม้ที่เปลี่ยนสีและเน้นการใช้ชามเป็นหลัก โดยมักใช้ภาชนะที่เป็นไม้หรือเซรามิคสีค่อนข้างทึบ โทนสีการตกแต่งอาหารในฤดูใบไม้ร่วงนั้นมักจะเป็นสีแดง เหลือง และส้ม เพื่อแสดงถึงใบไม้เปลี่ยนสี

slot

ฤดูหนาว
ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ อากาศหนาวเย็นถึงขั้นติดลบ ด้วยเหตุนี้ถ้วยชามที่เลือกนำมาใส่นั้นจะเป็นทรงลึกเพื่อกักเก็บความร้อนให้คงอยู่ รวมถึงจะใช้หม้อหลากหลายรูปแบบเพราะเมนูหลักมักจะเป็นเมนูหม้อไฟและซุปร้อนประกอบเป็นหลักในชุดอาหาร โทนสีการตกแต่งอาหารในฤดูหนาวนั้นจะเป็นสีขาว
อาหารแนะนำ : เมนูปูและปลาหมึกยักษ์ต่างๆ หม้อไฟ

สำหรับในโอกาสพิเศษอาจเจอการตกแต่งชุดอาหารญี่ปุ่นด้วยสีแดงและสีทองเนื่องจากเป็นสีมงคล ส่วนชุดอาหารสำหรับงานอวมงคลของญี่ปุ่นจะเป็นโทนสีดำสนิท หวังว่าผู้อ่านหลายๆท่านจะนำเทคนิคการสังเกตชุดอาหารดั้งเดิมของญี่ปุ่นนี้ นำไปสังเกตความตั้งใจต่อรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของร้านอาหารหรือภัตตาคารญี่ปุ่นเหมือนที่เขาใส่ใจต่อการบริการด้วยใจแบบญี่ปุ่นนะ คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

6 ศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับ subculture ของญี่ปุ่น

วัฒนธรรมย่อยหรือบ subculture ของญี่ปุ่นนั้นน่าสนใจและแพร่หลายเป็นที่รู้จักดีในทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม Otaku หรือ Kawaii ต่างๆ ที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เราคิด และในวัฒนธรรมย่อยเหล่านั้นก็มีคำเรียกเฉพาะทางที่น่าสนใจอยู่หลายคำ ถ้าอยากรู้จักญี่ปุ่นให้มากขึ้นกว่านี้ เราไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

  1. おたく, ヲタク (โอตาคุ)
    หนึ่งในคำภาษาญี่ปุ่นที่เราได้ยินกันบ่อย ใช้กับผู้ที่มีความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมาก โดยทั่วไปมักเกี่ยวกับอนิเมะและมังงะ เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมย่อยของญี่ปุ่นที่แพร่ไปทั่วโลก ช่วงหลังๆ คำนิยามของ Otaku มีความซับซ้อนมากขึ้น และมีการแตกประเภทของ Otaku ออกไปได้อีกหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น โอตาคุรถไฟ, โอตาคุแมลง, หรือ โอตาคุทหาร

jumbo jili

  1. 萌え (โมเอะ)
    bunnkeisyuusi.up.n.seesaa.net
    萌え (โมเอะ) เป็นคำแสลงที่มักจะใช้ในการอธิบายอาการหลงใหลอย่างโงห้วไม่ขึ้น ถูกนำมาใช้ในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบอนิเมะหรือมังงะ โดยมีความหมายประมาณว่า น่ารัก! น่ากอดจัง! เป็นต้น

สล็อต

  1. かわいい (คาวาอี้)
    かわいい (คาวาอี้) กลายมาเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกไปแล้ว คำว่า คาวาอี้ ไม่ได้ใช้อธิบายของน่ารักที่แค่ pretty หรือ cute อย่างเด็กเล็กๆ หรือตุ๊กตาน่ารักแต่อย่างเดียว แต่บางทีผู้ชาย ลุง ป้า หรือแม้แต่ของที่ไม่น่ารักเอาซะเลย คนญี่ปุ่นก็สามารถมองมันว่า kawaii ได้เหมือนกัน ซึ่งคนญี่ปุ่นเองยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นและเป็นเอกลักษณ์ของชาติเลยทีเดียว

สล็อตออนไลน์

  1. 痛車 (Itasha)
    痛車 (Itasha) คำว่า 痛い(itai) แปลว่าเจ็บ และ 車 (sha) แปลว่ารถ เป็นคำเรียกรถที่แต่งโดยการติดสติกเกอร์ด้านนอกรวมถึงการตกแต่งภายในด้วยสติเกอร์รูปคาแรคเตอร์จากอนิเมะหรือมังงะ โดยมากมักจะเป็นคาแรคเตอร์เด็กผู้หญิงน่ารัก นอกจากนี้ยังลามไปถึงการตกแต่งรถจักรยานและเฮลิคอปเตอร์ด้วย!!
    เราสามารถเห็นรถแบบนี้ได้ตาม Akihabara (Tokyo), Nipponbashi (Osaka), หรือ Osu (Nagoya).

jumboslot

  1. コスプレ (คอสเพลย์)
    コスプレ (kosupu-re) หรือ Cosplay ย่อมาจาก コスチューム (Kosuchumu) หรือ Costume ที่แปลว่าการแต่งกาย และ プレイ (purei) หรือ Play ที่แปลว่าเล่น โดยทั่วไป คอสเพลย์หมายถึงการแต่งกายเลียนแบบตัวละครจากในเกมหรือการ์ตูน โดยอาจมีการแสดงท่าทางหรือบุคลิกตามตัวละครนั้นๆ ด้วย คำว่าคอสเพลย์นี้ถูกใช้เป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น และกลายมาเป็นคำที่รู้จักไปทั่วโลกว่า Cosplay

slot

  1. 女装 (Joso) 男装 (Danso)
    女装 (Joso) คันจิตัวแรก 女 แปลว่าผู้หญิง และคันจิอีกตัว 装 แปลว่าเสื้อผ้าการแต่งกาย นั่นไม่ได้หมายถึงเสื้อผ้าผู้หญิง แต่หมายถึงผู้ชายที่ต่งตัวเป็นผู้หญิง และก็ไม่ได้แปลว่าเขาชอบผู้ชายจึงแต่งหญิงเสมอไป เพราะบางคนก็แต่งชุดผู้หญิงเป็นงานอดิเรกเท่านั้น กลับกัน ผู้หญิงที่ชอบแต่งเป็นผู้ชายก็จะเรียกว่า 男装 (Danso) ซึ่งเปลี่ยนคันจิตัวแรกจาก 女 (ผู้หญิง) เป็น 男 (ผู้ชาย) นั่นเอง ศึกษาไว้ค่ะอาจได้ใช้กับชีวิตจริง

10 ปลายอดนิยมในอาหารญี่ปุ่น 2

  1. ปลาซาบะ
    ปลาซาบะ (鯖) ปลาทะเลผิวน้ำ อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ อพยพย้ายถิ่นไปตามฤดูกาลค่ะจึงมีการประมงในหลายภูมิภาคของญี่ปุ่น สูงสุดที่จังหวัดอิบารากิทางภาคกลาง รองมาจังหวัดนางาซากิทางภาคใต้ค่ะ แม้ในญี่ปุ่นจะมีการจับปลาซาบะ แต่ปลาซาบะ 90% นำเข้ามาประเทศนอร์เวย์ค่ะ เป็นปลาแล่แล้วแช่แข็ง อย่างที่เห็นตามซุปเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่ค่ะ ส่วนปลาสดของญี่ปุ่นทำอาหารได้หลากหลายกว่าเช่น ปลาต้มมิโสะ(มิโสะนิ/味噌煮) และ ซาซิมิ(ชิเมะซาบะ/しめ鯖) ค่ะ
    ปลาซาบะแช่แข็งหรือปลาตากแห้ง จะมีรสเค็มอยู่แล้ว นำไปย่างได้อร่อยโดยไม่ต้องปรุงรสใดๆค่ะ หากเป็นปลาสดย่าง นำมาแช่โชยุก่อนแล้วย่าง คือ สึเคะยากิ (つけ焼き) หรือ โรยเกลือก่อนย่าง คือ ชิโอะยากิ (塩焼き) ค่ะ
    ปลาซาบะหวาน (ซาบะมิริน/鯖みりん) เป็นปลาที่แช่มิรินปรุงรสแล้วนำไปตากแห้ง รสชาติอร่อยเหมือนปลาหวานของไทยค่ะ แต่ทำให้สุกโดยนำไปย่างไม่ใช่ทอดเหมือนปลาหวานไทยค่ะ
    ปลาซาบะต้มมิโสะ (ซาบะโนะมิโสะนิ/さばの味噌煮) ปลาซาบะมีกลิ่นคาวมาก วิธีทำให้อร่อยนั้นค่อนข้างหลายขั้นตอนค่ะ รสชาติที่ได้จะกลมกล่อมไม่โดดรสมิโสะ และเนื้อปลามีความมันอร่อยค่ะ

jumbo jili

ซาซิมิ และ ซูชิปลาซาบะ ทำได้ยากจึงไม่นิยมมากนัก (แต่ทำได้)
ปลาซาบะ เมื่อนำมาทำซาชิมิหรือซูชิ ต้องนำเนื้อปลาไปหมักเกลือและแช่น้ำส้มสายชูก่อน วิธีนี้เรียกว่า สึชิเมะ (酢〆) ค่ะ
ในปลาทะเลสดอาจมีพยาธิอะนิซาคิสที่พบได้ในทะเลในเขตร้อน เป็นพยาธิที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ต้องเป็นปลาที่สดสะอาดจริงถึงทำซาชิมิได้ค่ะ แต่การนำไปทำสึชิเมะไม่ได้ฆ่าพยาธินะคะ เพียงแค่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และช่วยในการเปลี่ยนโมเลกุลของโปรตีนในปลา ทำให้ทานได้โดยไม่ต้องผ่านความร้อนค่ะ

ปลาซาบะกระป๋อง (ซาบะคาน/鯖缶) รสที่นิยมมี 2 รส คือซาบะในน้ำเกลือ (มิซึนิ) และ ซาบะในมิโสะ (มิโสะนิ) ค่ะ ปลาซาบะกระป๋องได้รับความนิยมมาก เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุมากกว่า กินง่าย และนำมาดัดแปลงเป็นอาหารได้หลายเมนู รูปแบบแพ็กเกจก็ทันสมัย ดูมีความอินเตอร์ค่ะ นอกจาก 2 รสที่กล่าวมา ก็มีรสอื่นๆเช่นแกงกะหรี่ด้วยนะคะ หาซื้อยากแต่อร่อยมากค่ะ

สล็อต

  1. ปลาซันมะ
    ปลาซันมะ (秋刀魚) มีลักษณะลำตัวยาวคล้ายดาบ ขนาดใหญ่สุดถึง 40 เซนติเมตร หนังสีเงินเป็นเงา อร่อยสุดในฤดูใบไม้ร่วงช่วงเดือน 10 เพราะปลาจะเก็บไขมันไว้สำหรับหน้าหนาว เนื้อปลาจึงหวานมันค่ะ ทั่วประเทศญี่ปุ่นมีการจับซันมะในหลายจังหวัด มากสุดทางภาคเหนือที่จังหวัดฮอกไกโด จังหวัดมิยากิ และ จังหวัดอิวาเตะ ตามลำดับค่ะ สามารถกินดิบได้ แต่อร่อยสุดคือย่างเกลือค่ะ นอกจากนี้ก็ ทอดกรอบ(ทะสึตะอาเกะ/竜田揚げ) เคี่ยวสามรส(คันโรนิ/甘露煮) ย่างผงกะหรี่(คาเระ ยากิ/カレー焼き) หรือทำเป็นสลัดคาร์ปาชิโอ(อาหารอิตาเลี่ยน) ค่ะ

ปลาซันมะก็กินแบบปลาดิบได้
ปลาซันมะดิบ (ซาชิมิ/刺身) นำมาทำซูชิ(寿司) และ สลัดคาร์ปาชิโอ(อาหารอิตาเลี่ยน) ได้ค่ะ
ปลาซันมะย่างเกลือ (ชิโอะยากิ/塩焼き) เป็นอาหารที่นิยมทำกินมากที่สุด และที่เขตเมกุโร่ในโตเกียวก็มีเทศกาลซันมะจัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือน 10 ที่ปลาซันมะมีเนื้ออร่อยสุดค่ะ ปลาที่ย่างจะแจกจ่ายให้ประชาชนที่มาร่วมงานฟรีๆเลยค่ะคนละตัว

สล็อตออนไลน์

  1. ปลาอาจิ
    ปลาอาจิ (味) ขนาดตัวจะเล็กประมาณปลาทู ลำตัวมีสันแข็ง ส่วนรสชาติก็คล้ายปลาทูค่ะ ถึงตัวจะเล็กแต่รับประทานได้ทั้งสุกและดิบเลยนะคะ
    ปลาอาจิสด มีเนื้อหวานอร่อยมาก นำมาซาชิมิและซูชิได้ค่ะ โดยการแล่ ลอกหนัง และเอาก้างออกให้หมด วิธีแล่นี้ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “ซันมัย โอโรชิ” หนึ่งตัวได้เนื้อเพียงนิดเดียว ราคาจึงไม่ต่างจากซาซิมิปลาใหญ่อื่นๆค่ะ
    ปลาอาจิที่แล่แบบ “ซันมัย โอโรชิ” แล้ว สามารถทำอาหารได้หลาย เช่น
  • ชุบเกล็ดขนมปังทอด กินคู่กับซอสญี่ปุ่น หรือ ซอสทาร์ทาร์ คือ อาจิ ฟุรายอิ (アジフライ)
  • ชุบแป้งมันแล้วทอดให้สุกกรอบ คือ อาจิ โนะ ทาสึทาอาเกะ (鯵の竜田揚げ)
  • สับเนื้อให้ละเอียดปรุงรสปั้นเหมือนลูกชิ้นแล้วต้มเป็นซุป คือ อาจิ โนะ สึมิเระชิรุ (鯵のつみれ汁)
  • เนื้อปลาสด สับชิ้นเล็ก แล้วนำมายำสมุนไพรแบบญี่ปุ่น คือ อาจิ โนะ นาเมะโร่ (鯵のなめろう) หรือ อาจิ โนะ ทาทาคิ (鯵のたたき)
    ปลาอาจิทั้งตัวก็นำมาทอดหรือย่างได้เช่นกันนะคะ เช่น
    ปลาอาจิสดตัวเล็ก ทอดให้กรอบทั้งตัว แล้วนำมายำสามรสแบบญี่ปุ่น คือ อาจิ โนะ นัมบังสุเกะ (鯵の南蛮漬け)
    ปลาตากแห้ง (ฮิโมโนะ/干物) มีรสเค็มอ่อนๆ นำมาย่าง กินกับหัวไชเท้าขูดค่ะ

jumboslot

  1. ปลาอิวาชิ
    ปลาอิวาชิ (鰯) ตัวใหญ่ไม่ต่างจากอาจิค่ะ ลำตัวจะเรียวยาวแต่ไม่เท่าปลาซันมะค่ะ นำมาประกอบอาหารได้เหมือนปลาอาจิทุกอย่างเลยนะคะ ทั้งซาชิมิ ซูชิ ปลาตากแห้ง ย่าง ทอด ต้มซุป และยำแบบญี่ปุ่น จะต่างก็แค่ปลาอิวาชิมีปลากระป๋องส่วนปลาอาจิไม่นิยมทำปลากระป๋องค่ะ
  2. ปลาชิราสุ
    ปลาชิราสุ (しらす/白子) คำนี้จริงๆแล้วหมายถึงลูกปลาค่ะ ไม่ใช่ชื่อพันธุ์ปลาตัวเล็กนะคะ ที่คนญี่ปุ่นรับประทานส่วนใหญ่คือ ลูกปลาอิวาชิ ค่ะ สามารถกินดิบได้ค่ะ กินคู่กับขิงฝนเพื่อลดคาวค่ะ แต่ที่ขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่จะต้มแล้วกินกับข้าวสวยร้อนๆได้เลยค่ะ หรือนำไปประกอบอาหารอย่างอื่นเช่น โคร็อกเกะ ข้าวปั้น และสลัดได้ค่ะ ส่วนปลาตากแห้งที่ผสมกับผักและงา เอาไว้โรยข้าวหรือทำข้าวปั้นค่ะ

ปลาชิราสุต้ม ถือเป็นปลาชนิดแรกที่คนญี่ปุ่นหลายคนได้กิน เพราะเป็นเมนูอาหารเด็กอ่อนของญี่ปุ่นค่ะ โดยน้ำปลาชิราสึต้มมาราดน้ำร้อนเพื่อล้างความเค็ม แล้วนำไปบดผสมข้าวตุ๋นก็กินได้เลยค่ะ วิธีเลือกซื้อปลาชิราสุต้มนะคะ ดูที่มีลูกกุ้งลูกปลาหมึกผสมอยู่จะสดใหม่กว่า เพราะแสดงว่าไม่ได้เสียเวลาผ่านกระบวนการคัดแยก ขึ้นจากทะเลก็ต้มส่งมาขายเลยค่ะ

slot

ข้าวหน้าปลาชิราสุเป็นอาหารที่มีเชื่อเสียงริมทะเลเขตคามากุระและบริเวณใกล้เคียงของจังหวัดคานากาว่า ทะเลแถบนั้นเรียกว่า ทะเลโชนัน ค่ะ ซึ่งปลาชิราสุดิบไม่ได้จับได้ทุกวัน ใครที่มาเที่ยวแล้วได้รับประทานถือว่าโชคดีค่ะ

  1. ปลาชิชาโมะ (ปลาไข่ญี่ปุ่น)
    ปลาชิชาโมะ (ししゃも/柳葉魚) หรือปลาไข่ ที่เราเห็นตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นปลาแช่แข็งและตากแห้ง ไม่ใช้ชิชาโมะแท้นะคะ เป็นปลา capelin ค่ะ นำเข้าจากประเทศนอร์เวย์ ประเทศแคนาดา และประเทศไอซ์แลนด์ค่ะ ปลาไข่ญี่ปุ่นหรือชิชาโมะแท้ ภาษาอังกฤษ คือ japanese longfin smelt มีเฉพาะทะเลญี่ปุ่นฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางเกาะฮอกไกโดค่ะ ชื่อปลามีที่มาจากภาษาของชาวไอนุ ชนเผ่าพื้นเมืองของฮอกไกโด ว่า Shushu hamo (シュシュハモ) ค่ะ
    คนญี่ปุ่นชอบการท่องเที่ยวและการกินมาก

10 ปลายอดนิยมในอาหารญี่ปุ่น 1

ปลาที่คนญี่ปุ่นนิยมบริโภคอย่างเช่น ทูน่า แซลมอน ซาบะ ซันมะ และส่วนของปลาที่ไม่คิดว่าจะมีใครกินก็สามารถนำมาปรุงอาหารได้ด้วย มาดูกันค่ะว่าคนญี่ปุ่นนิยมกินปลาอะไรกับอาหารอะไรกันบ้าง (ไม่ใช่แค่ปลาดิบเท่านั้นนะคะ)

  1. ปลามากุโร่ (ปลาทูน่า)
    ปลามากุโร่ (マグロ/鮪) หรือทูน่า ในทะเลทั่วโลกก็มีอยู่หลายพันธุ์ พันธุ์ที่ญี่ปุ่นนิยมบริโภค คือ “คุโร่มากุโร่” หรือที่เรียกว่า “ฮอนมากุโร่” (本鮪) ค่ะ มีการอพยพย้ายถิ่นตามแต่ฤดูกาลโดยรอบเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ลักษณะตัวสีดำสนิท

โดยที่มาของชื่อ บางคนก็เล่ากันว่าเพราะปลาตัวสีดำสนิท สีดำสนิทภาษาญี่ปุ่นคือ มัคคุโร่ (真っ黒) ค่ะ คนญี่ปุ่นจึงเรียกชื่อปลาตามรูปลักษณ์ที่เห็น จนผันมาเป็น “มากุโร่” ที่เรารู้จักค่ะ

jumbo jili

ตามตลาดค้าส่งปลาสด จะมีปลามากุโร่แช่แข็งขายเป็นตัวๆ ทุกตัวจะตัดหางเพื่อให้เห็นเนื้อด้านในสำหรับดูความสดค่ะ ปลาที่ตัวใหญ่สุดที่แช่แข็งเก็บไว้เพื่อการประมูลครั้งแรกของปี เรียกว่า hatsu seri ซึ่งในปี 2019 นะคะ มากุโร่ขนาดน้ำหนัก 278 กิโลกรัม ราคาประมูลได้คือ 333.6 ล้านเยน ผู้ที่ประมูลไป คือ ร้านซูชิซันมัย ร้านซูชิชื่อดังของญี่ปุ่นที่มีสาขามากมายค่ะ ที่ดังก็คงเป็นเพราะการที่ประมูลได้มาในหลายๆปีค่ะ และปลาที่ประมูลมาทางร้านก็นำมาแล่ทำซูชิขายด้วยนะคะ เรียกลูกค้าได้มากมายเลยค่ะ
มากุโร่ นิยมทำซาชิมิ(ปลาดิบ)และซูชิ(ข้าวปั้นปลาดิบ)มากที่สุด
คนญี่ปุ่นชอบกินปลามากุโร่มากด้วยรสชาติที่มันนุ่มลิ้น ความมันของปลาจึงเป็นตัวแบ่งระดับราคาและความอร่อยค่ะ เนื้อปลามากุโร่ที่กินสดเป็นปลาดิบได้ มีส่วนที่นิยม 3 ส่วน คือ

  1. อะกะมิ (アカミ) เนื้อสีแดงเข้มในส่วนของลำตัว มีปริมาณมากที่สุด ราคาจึงไม่แพงค่ะ
  2. ชูโทโร่ (中トロ) เนื้อบริเวณรอบลำตัว ใกล้กับครีบปลา มีความมันกว่า ”อะกะมิ” ราคาจึงแพงกว่า
  3. โอโทโร่ (大トロ) เนื้อบริเวณพุงที่มีส่วนของไขมันมาก เนื้อสีอ่อนมีลายสีขาวของไขมันทั่วชิ้น ในปลาหนึ่งตัวมีเนื้อแบบนี้อยู่ปริมาณน้อย ราคาเลยแพงตามไปด้วยค่ะ เป็นส่วนที่อร่อยมาก นุ่มละลายในปาก มันๆ
    นอกจาก 3 ส่วนนี้ เนื้อปลาในส่วนคาง (カマトロ) ก็มีความอร่อยมาก อร่อยไม่แพ้โอโทโรเลยค่ะ ไม่มีเยื่อ ไม่มีเอ็น ทานง่าย นุ่มมีมันมาก ปลาหนึ่งตัวตัดได้เพียง 2 ชิ้น จึงหารับประทานได้ยากค่ะ

สล็อต

ปลามากุโร่เนื้อขาว
ปลามากุโร่ พันธุ์ที่นิยมทำปลาดิบอีกพันธุ์คือ บินโจมากุโร่ (ビンチョウマグロ) ปลามากุโร่เนื้อขาวค่ะ มีขนาดเล็กแค่เมตรเดียว เนื้อสีอ่อน ไม่แดงจัด สมัยก่อนไม่ทานดิบนะคะ นำมาแปรรูปเป็นปลากระป๋องเท่านั้น ต่อมาร้านปลาดิบที่จังหวัดชิซูโอกานำมาแล่เป็นซาชิมิ เรียกว่า บินโทโร่ ทั้งยังทำเป็นซูชิ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วญี่ปุ่นจนปัจจุบันนี้ค่ะ
ปัจจุบันมากุโร่กับอะโวคาโดไม่ได้มีแค่ห่อสาหร่ายค่ะ อีกเมนูคือ “สลัดมากุโร่กับอะโวคาโด” อาหารแบบฮาวายที่คนญี่ปุ่นชอบรับประทานค่ะ ที่ไทยเรียกอาหารชนิดว่า”โปเกะ” เพิ่งเริ่มได้รับควมนิยมในช่วงไม่กี่ปีนี้เองค่ะ โดยเฉพาะวัยรุ่น สาวๆที่รักษาหุ่น เป็นอาหารที่หาซื้อได้ตามร้านสลัด ร้านเครื่องเคียง ชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าหรือบริเวณหน้าซุปเปอร์มาร์เาก็ตของญี่ปุ่นค่ะ
สเต็กปลามากุโร่ (มากุโร่ โนะ สึเตคิ/まぐろのステーキ) ที่ใช้ปลาดิบมาทำค่ะ นำมาย่างให้สุกเพียงแค่ด้านนอก ให้เนื้อด้านในคงความสดมีสีแดงน่ารับประทาน เป็นเอกลักษณ์ของสเต็กมากุโร่เลยค่ะ เนื้อจะนุ่ม รับประทานง่าย ปรุงรสแบบญี่ปุ่น หอมโชยุ หอมเนย กินกับน้ำสเต็กแบบญี่ปุ่นผสมหัวไชเท้าขูด หรือ น้ำสเต็กแบบฝรั่งก็ได้ค่ะ อาหารจานนี้หลายคนรู้จักดี เพราะสามารถหาทานได้ที่ได้ค่ะ
ปลามากุโร่สามารถกินได้เกือบทุกส่วนเลยนะคะ อย่าง ตาปลา นำมาต้มโชยุ แก้มปลา นำไปทอดหรือทำสเต็กได้เหมือนเนื้อสัตว์เลยค่ะ แต่อีกส่วนที่จะนิยมมากรองจากเนื้อทั่วไปก็คือ “เนื้อคางปลามากุโร่”ค่ะ นำไปย่าง เรียกว่า “คามะยากิ” (カマ焼き) แม้จะเป็นก้างชิ้นใหญ่ แต่เนื้อด้านในเยอะแน่นมันอร่อยมาก คนญี่ปุ่นชอบกินเป็นกับแกล้มค่ะ

  1. ปลาคัตสึโอะ
    commons.wikimedia.org
    ปลาคัตสึโอะ (鰹) ภาษาอังกฤษ skipjack tuna ปลาในวงศ์เดียวกับทูน่าแต่จะตัวเล็กกว่า ลำตัวมีลายเป็นเส้นยาว มีอีกชื่อว่าทูน่าท้องแถบหรือปลาโอแถบค่ะ กินดิบเป็นซาชิมิได้ แต่ส่วนใหญ่นำมาตากแห้งทำ ”คัตสึโอะบุชิ” และนำไปแปรรูปเป็นปลากระป๋องค่ะ

สล็อตออนไลน์

คัคสึโอะบุชิ
คัตสึโอะบุชิ (かつお節) หรือ ปลาโอแห้ง ที่ญี่ปุ่นมีมาตั้งแต่ยุคโบราณ เชื่อกันว่าเริ่มในยุคสมัยไทโอ (ค.ศ.701) และเชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศมัลดีฟส์ค่ะโดยส่งผ่านเส้นทางค้าขายจากทะเลทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มายังประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันที่มัลดีฟส์บริโภคปลาคัตสึโอะมากที่สุด และมีคัตสึโอะบุชิเป็นชิ้นใหญ่ นำมาทำซุปทำอาหารเช่นกันค่ะ (เรียกว่า Maldives Fish)
ปลาโอแห้ง มีชิ้นที่ใหญ่และแข็ง ชาวญี่ปุ่นจึงคิดค้นที่ไสขึ้นมา เป็นกล่องไม้ ด้านบนมีใบมีด สำหรับไสปลาโอแห้งลงไปด้านในกล่อง เป็นปลาโอแห้งฝอย มีอีกชื่อคือ ฮานะคัตสึโอะ ค่ะ
โอะคะคะ
ปลาโอแห้งฝอย สามารถนำมาทำอาหารนอกจากต้มเป็นน้ำสต็อกอย่าง โอคาคา (ผงโรยข้าวจากปลาโอ) และ โรยผักต้มผักสลัด ค่ะ

คัตสึโอะ ทาทาคิ
นอกจากกินดิบแล้ว ยังนิยมนำไปเผาด้วยฟางข้าว (วาระยากิ/わらやき) ให้ผิวด้านนอกสุก แต่ด้านในยังคงเนื้อแดง เรียกว่า คัตสึโอะ ทาทาคิ (かつおたたき) เนื้อปลาด้านนอกต้องเผาให้ไหม้ถึงจะหอม ยิ่งเป็นปลาที่จับมาสดๆแล้วเผาริมทะเลยิ่งอร่อยค่ะ กินง่าย ไม่คาว ใครที่ไม่ชอบชาซิมิเนื้อแดง รับรองว่าถ้าได้กินต้องติดใจ ส่วนน้ำจิ้มก็รสอ่อน กินง่าย ไม่ใช้โชยุเข้มๆ เป็นโชยุที่ปรุงรสเปรี้ยวหวานค่ะ

jumboslot

ปลาคัตสึโอะกระป๋อง
ส่วนปลาคัตสึโอะที่นำมาทำปลากระป๋องนั้นมีรสชาติหน้าตาเหมือนกับปลามากุโร่ค่ะ ปลากระป๋องทั้ง 2 ชนิดนี้ เรียกว่า ทูน่า (tuna kan/ツナ缶) เหมือนกันค่ะ เวลาเลือกซื้อ เราต้องอ่านส่วนผสมว่า ทำมาจาก มากุโร่ หรือ คัตสึโอะ นะคะ
คนญี่ปุ่นบางคนก็เรียกทูน่ากระป๋องว่า”ซี ชิคิน” (シーチキン/sea chicken) ความหมายคือ เนื้อไก่ทะเล ด้วยเนื้อและรสของทูน่าที่ดูคล้ายเนื้อสันในไก่ แต่ทูน่าเป็นปลาทะเล จึงได้ชื่อนี้มาค่ะ แต่เดิมเป็นแค่ชื่อยี่ห้อของทูน่ากระป๋องยี่ห้อหนึ่ง แต่คนญี่ปุ่นเรียกชื่อนี้กันจนติดปาก เหมือนกับคนไทยเรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรวมๆว่ามาม่าค่ะ

  1. ปลาซาเกะ และ ปลาแซลมอน
    ปลาซาเกะ (鮭) ภาษาอังกฤษคือแซลมอน (salmon) คนญี่ปุ่นอ่านว่า ซา-ม่อน ค่ะ ทำอาหารได้หลากหลาย ทั้งกินดิบ รมควัน ย่าง ทอด นึ่ง ขึ้นอยู่กับชนิดและความสดของปลาค่ะ และคนญี่ปุ่นจะเรียกแซลมอนแต่ละชนิดแตกต่างกันตามแหล่งกำเนิด แบ่งเป็น 3 ชนิดค่ะ
    แชลมอน (サーモン)
  2. แชลมอน (サーモン) อ่านว่า “ซามอน” ปลาที่เติบโตในทะเล นำเข้าจากต่างประเทศ เป็นปลาแช่แข็ง นิยมทานเป็นปลาดิบค่ะ ที่เรากินที่ร้านซูชิสายพานนั้นเป็นปลาเทราต์สายรุ้ง ปลาในวงศ์แซลมอนค่ะ เป็นซูชิที่เพิ่งมีในช่วงหลังๆ สมัยก่อนคนญี่ปุ่นไม่รับประทานกันค่ะ ตามร้านซูชิเก่าๆหรูหราราคาแพงจึงไม่มีเมนูนี้นะคะ

slot

ปลาแชลมอนแช่แข็งส่วนใหญ่ที่ขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตก็นำเข้าเช่นกันค่ะ จากประเทศชิลีและประเทศนอร์เวย์ซะเยอะ นำมา นึ่ง ย่าง อบ ได้หมดค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะเอามาย่างเกลือ เหมือนเมนูตามร้านอาหารญี่ปุ่นที่ไทยค่ะ

  1. ซาเกะ (鮭)อ่านว่า “สาเก” หรือ “ซาเกะ” ปลาที่จับได้ในญี่ปุ่น เป็นปลาน้ำกร่อย ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฮอกไกโด ซึ่งซาเกะเป็นชื่อเรียกของปลามะสึ ที่ตัวใหญ่ค่ะ นิยมนำมาทำให้สุกก่อนรับประทานค่ะ เช่น หม้อไฟ(นาเบะ) ห่อฟอยล์แล้วอบ(โฮอิรุ ยากิ) และ อาหารฝรั่งเศส ปลาทอดเนย(เมอร์นิแยร์) เป็นต้น
    ปลาซาเกะของจังหวัดฮอกไกโดยังนิยมนำมาแปรรูปเป็นปลาป่นบรรจุกระปุก เรียกว่าซาเกะเฟลค (鮭フレーク) เป็นชิ้นเล็กๆคล้ายคอร์นเฟลค สำหรับทานกับข้าวสวย ข้าวราดน้ำชา และนำมาทำข้าวปั้นค่ะ หลายคนคิดว่ามันคือปลาย่างแต่จริงๆแล้วเป็นปลานึ่งค่ะ นึ่งทั้งตัวแล้วนำมาแกะก้างออกโดยใช้แรงงานคนค่ะ เพราะก้างปลามีทั้งใหญ่และเล็ก มองตาเปล่าไม่สามารถรู้ได้ ต้องใช้มือสัมผัสค่ะ
  2. ปลาบุริ
    ปลาบุริ (鰤) ปลาทะเลอยู่ในวงศ์เดียวกับปลาอาจิค่ะ มีขนาดประมาณ 1 เมตร จับได้มากสุดที่จังหวัดนางาซากิ อร่อยสุดในฤดูใบไม้ร่วง เดือน 9-11 ค่ะ เพราะเนื้อปลามีความหวานมัน นำมาทำอาหารได้ทั้งดิบและสุก เช่น ซาชิมิ ซูชิ เทอริยากิ ต้มกับหัวไชเท้า และปลาย่างในส่วนของคางค่ะ
    คนญี่ปุ่นเรียกชื่อปลาบุริ แตกต่างกันตามขนาดค่ะ เพราะรสชาติความอร่อยแตกต่างกัน เพื่อเป็นการแบ่งระดับชั้น ชื่อเรียกจึงแตกต่างตามค่ะ และในแต่ละภูมิภาคก็เรียกไม่เหมือนกันนะคะ ยกตัวอย่างมา 4 ภาค วัตธนธรรมการกินของคนญี่ปุ่น