เทศกาลปีใหม่ในแบบฉบับของญี่ปุ่น

เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของญี่ปุ่นในทุกๆปี มักจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม ไปจนถึงวันที่ 4 มกราคม ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเทศกาลขึ้นปีใหม่เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงวันหยุดยาวที่ทำให้ได้มีเวลาพักผ่อนจากการทำงาน อีกทั้งสมาชิกในครอบครัวก็ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันและทำกิจกรรหลายๆอย่างร่วมกัน

การตกแต่งบ้านรับปีใหม่
การตกแต่งบ้านรับปีใหม่ในญี่ปุ่นปกติแล้วจะทำให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี ซึ่งของมงคลสำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไปก็ เช่น

jumbo jili

ประตูสน หรือ คาโดมัทสึ (Kadomatsu) ที่นำมาประดับประตูรั้วบ้าน ลักษณะเป็นไม้ไผ่ปลายแหลมแซมด้วยใบสน ใบเฟิร์น ฟางข้าวและสิ่งมงคลต่างๆ โดยมักจะประดับเป็นคู่ทางซ้ายและขวาของประตูรั้ว ตามความเชื่อว่าเพื่อให้เป็นที่สังเกตของเทพเจ้าให้เข้ามาในบ้านได้ถูกต้อง สนสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ของต้นไม้เทพเจ้า ส่วนไผ่สีเขียวจมีลำต้นตรงและล้มยากหมายถึงชีวิตที่ยืนยาว

การจัดบ้านมุมหนึ่งในพื้นที่เล็กๆเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่าโทโคโนมะ (Tokonoma) และเครื่องสักการะที่นำมาวางนั้นก็จะมี คากามิโคจิ (Kagamimochi) เป็นโมจิกลมๆ สองลูกซึ่งหมายถึงตัวแทนพระอาทิตย์กับพระจันทร์ วางซ้อนกันอยู่ หลังจากผ่านช่วงเทศกาลปีใหม่ไป ประมาณวันที่ 11 มกราคม ก็สามารถนำโมจิทั้งสองลูกไปรับประทานเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับคนในครอบครัว

สล็อต

ส่งท้ายปีเก่าด้วยโซบะข้ามปี “โทชิโคชิ โซบะ” (Toshikoshi Soba)
วันที่ 31 ธันวาคม หรือวันสิ้นปีชาวญี่ปุ่นจะเรียกวันนี้ว่าโอมิโซกะ (Omisoka) ประเพณีที่ยังคงปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างหนึ่งก็คือการรับประทานโซบะ (soba) ที่เรียกกันว่าโซบะข้ามปี หรือ “โทชิโคชิ โซบะ” (Toshikoshi Soba) เพื่อส่งท้ายปีที่กำลังจะผ่านพ้นไป

มีความเชื่อว่า ความยาวของเส้นโซบะเปรียบได้กับการมีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาว อีกทั้งลักษณะที่ตัดขาดได้ง่ายก็หมายถึงการตัดเอาเรื่องร้ายๆ ที่ผ่านมาในปีเก่าออกไป
และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือในช่วงสิ้นปีเป็นช่วงที่ส่วนใหญ่ทุกคนจะวุ่นวายอยู่กับการทำความสะอาดและตกแต่งบ้าน การทานโซบะในวันนี้ก็เพราะเป็นอาหารที่ทำรับประทานได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก โซบะข้ามปีนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบ เช่น เซโระโซบะ (Seiro Soba) ลักษณะเป็นโซบะเย็นที่ทานกับน้ำซอสทสึยุ (Tsuyu) หรือ นิชินโซบะ (Nishin Soba) เป็นโซบะในน้ำซุปร้อนๆ โรยหน้าด้วยปลานิชินต้มน้ำตาล ดังนั้นในคืนวันที่ 31 ธันวาคม ถ้าไม่ได้ทำโซบะรับประทานเองที่บ้าน แต่ออกไปที่ร้านก็จะพบว่าร้านโซบะแทบทุกร้านจะเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่มาทานโซบะข้ามปี

สล็อตออนไลน์

ประเพณีตำโมจิ “โมจิทสึกิ” (Mochitsuki)
โมจิ (Mochi) ถือเป็นอาหารมงคลในหลายโอกาสของชาวญี่ปุ่น และนิยมนำไปเป็นเครื่องสักการะเทพเจ้าตามความเชื่อแต่โบราณด้วย (เทียบได้กับน้ำแดงตามศาลพระภูมิของคนไทย)
ช่วงปีใหม่ชาวญี่ปุ่นจะมีการทำโมจิด้วยวิธีแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า โมจิทสึกิ (Mochitsuki) โดยจะเริ่มจากการใส่ข้าวเหนียวลงในอุซุ (Usu) หรือครกไม้ขนาดใหญ่ แล้วก็ต้องมีใครคนหนึ่งใช้สากไม้ที่เรียกว่าคิเนะ (Kine) ตำลงไปเป็นจังหวะ และมีผู้ช่วยอีกคนมาทำหน้าที่ช่วยพลิกโมจิไปด้วยจนกันได้ออกมาเป็นก้อนแป้งโมจิที่นุ่มเหนียวพร้อมจะนำไปทำขนมและอาหารต่อไป ซึ่งในเทศกาลปีใหม่ชาวญี่ปุ่นก็มักจะนำโมจิมาใส่ในน้ำซุบร้อนๆ สำหรับรับประทานที่เรียกกันว่า โอโซนิ (Ozoni)

jumboslot

“โอเซชิ” (Osechi ryori) อาหารมงคลแห่งเทศกาลปีใหม่
วันที่ 1 มกราคมในญี่ปุ่นจะมีการทำอาหารมงคลมื้อแรกของปี ที่ทำขึ้นเพื่อรับประทานกันภายในครอบครัวตามความเชื่อตั้งแต่โบราณว่าเป็นเป็นการต่ออายุให้ยืนยาว อาหารมงคล
วันปีใหม่หรือ โอเซชิ Osechi Ryori เป็นเมนูที่ประกอบด้วยอาหารหลายชนิด โดยต้องมีอาหารหลัก 3 อย่าง เป็นของพื้นบ้านในแต่ละภูมิภาคและเป็นอาหารที่มีความหมายเป็นสิริมงคลตามความเชื่อของญี่ปุ่น ตัวอย่างเช่น
-คาซูโนโกะ หรือไข่ปลาแฮร์ริง ซึ่งเป็นปลาที่วางไข่เป็นจำนวนมาก หมายถึงการมีบุตรหลานสืบตระกูลต่อไป
-ลูกปลาซาร์ดีนตากแห้ง เป็นสิ่งที่สื่อความหมายถึงการเพาะปลูกพืชไร่ให้ได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์
-กุ้ง เพราะกุ้งที่มีลำตัวงอเปรียบได้กับการขอให้มีอายุยืนยาวจนหลังคุ้มงอ

slot

-ก้อนทองคำ ทำจากเนื้อเกาลัดนึ่งนำไปบดผสมกับถั่วลันเตาบดและมันฝรั่งบด ปั้นเป็นลูกกลมๆ มีสีเหลืองสวยเหมือนทองคำ เพื่อเป็นสิริมงคลและขอให้มีฐานะร่ำรวย
-คมบุ คือสาหร่ายประเภทหนึ่งที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับความยินดี
-คามาโบโกะ (Kamaboko) คือลูกชิ้นปลาแท่งยาวที่หั่นเป็นแว่นๆ ดูคล้ายพระอาทิตย์ขึ้นในวันปีใหม่หมายถึงความเจริญรุ่งเรืองเหมือนแสงอาทิตย์

นอกจากนี้ ยังมีประเพณีชนแก้วในวันปีใหม่ด้วยสาเกเพื่อสุขภาพหรือโทโสะ ซึ่งสมาชิกในครอบครัวจะดื่มในเช้าวันขึ้นปีใหม่ด้วยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา ในสาเกโทโสะนี้มีส่วนผสมของสมุนไพรหลากหลาย เชื่อว่าเมื่อดื่มแล้วโรคภัยที่มีมามาจากปีเก่าจะถูกชะล้างไปพร้อมกับอวยพรให้อายุยืนและมีสุขภาพดีตลอดปี ญี่ปุ่นเป็นเมืองท่องเที่ยวที่งดงาม

รู้รอบเรื่องบอนไซญี่ปุ่น

บอนไซคือศาสตร์การจับต้นไม้ใหญ่ใส่กระถางเล็ก โดยไม่ได้เกี่ยวกับการปลูกเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ดูแล ผู้ชม ก็เป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์นี้เช่นกัน เป็นเรื่องทางจิตใจไม่ใช่แค่ฝีมือ คนรักบอนไซมือใหม่ต้องอ่าน!

ความหมายของบอนไซ
คำว่าบอนไซ 盆栽 เป็นการนำคำว่า盆ซึ่งแปลว่ากระถาง และคำว่า栽ซึ่งแปลว่าการปลูก มาประกอบเข้าด้วยกัน
ความหมายของบอนไซ ไม่ใช่แค่ตัวต้นไม้อย่างเดียว แต่ยังรวมถึง การปลูก การชื่นชม การพินิจพิจารณาความงามของต้นบอนไซ ที่ปลูกลงในกระถางสำหรับบอนไซโดยเฉพาะ (盆栽鉢) การเฝ้าดูความเจริญเติบโตของกิ่งก้าน รูปทรงของใบไม้ของต้นบอนไซ รวมไปถึงรากที่ชอนไช รวมถึงรูปทรงกระถางด้วย คำว่าบอนไซนั้นรวมถึงทุกอย่างที่กล่าวมานี้ เป็นงานอดิเรกกึ่งงานศิลปะชนิดหนึ่งของชาวญี่ปุ่น พบเห็นได้ทั่วไปตามบ้านหรือสวนของคนญี่ปุ่น

jumbo jili

บอนไซคืออะไร
นอกจากการนั่งชื่นชมพวกต้นไม้เหล่านั้นแล้ว บอนไซยังรวมไปถึงการจัดแต่งทรงกิ่งต้นไม้ให้ดูเป็นธรรมชาติด้วยเช่นกัน นี่คือจุดเด่นที่ทำให้บอนไซแตกต่างจากการปลูกไม้กระถางอื่นๆ ทั่วไป

กล่าวโดยละเอียดถึงความแตกต่างของบอนไซกับการปลูกไม้กระถางอื่นๆ ทั่วไป ก็คือ ผู้ปลูกบอนไซจะต้องทำการตัดแต่ง ดัดแปลงให้กิ่งของบอนไซมีลักษณะคล้ายกับต้นไม้ใหญ่ทั่วไปที่เราไม่สามารถปลูกได้ อาจจะด้วยข้อจำกัดของบริเวณบ้านที่มี บอนไซจึงถูกดัดแปลงให้เหมือนเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ย่อส่วนลงมาอยู่ในกระถางนั่นเอง
นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่สนใจหรือไม่มีโอกาสพอที่จะปลูกด้วยตนเอง การชมบอนไซแค่เพียงอย่างเดียวก็เป็นงานอดิเรกที่ล้ำลึกและใช้เวลาพอดู

สล็อต

ประวัติของบอนไซญี่ปุ่น
วัฒนธรรมบอนไซของญี่ปุ่นเริ่มขึ้นในยุคเฮอัน โดยนำเข้ามาจากจีนในยุคราชวงศ์ถัง และเริ่มได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงและซามูไร โดยทำกันเป็นงานอดิเรกในยุคคามาคุระ

พอเข้าสู่ช่วงยุคเอโดะ บอนไซ ศิลปะการแต่งสวนต่างๆ ก็เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นยุคเฟื่องฟูของบอนไซเลยก็ว่าได้ แม้ว่างานปลูกบอนไซจะเป็นงานอดิเรกทั่วไปของชาวญี่ปุ่น แต่การดูแล จัดแต่งทรง คอยให้น้ำ การเฝ้ามองต้นไม้ 1 ต้นเติบโตขึ้นมานั้นจำเป็นต้องใช้เวลายาวนานพอสมควร ทำให้ในยุคเมจิบุคคลที่เล่นบอนไซจึงเหลือแต่พวกที่ใจรักมากจริงๆเท่านั้น และส่วนใหญ่จะเป็นคนในช่วงอายุสูงวัยที่พอจะมีเวลาเหลือ ทำให้หลังจากนั้นค่านิยมการปลูกบอนไซกลายเป็นค่านิยมที่ดูแก่และไม่ทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันในช่วงยุคปี 1990 เป็นต้นมา บอนไซก็เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่ชาวต่างชาติและทั่วโลกมากยิ่งขึ้น ทำให้ความสนใจในหมู่คนญี่ปุ่นเองค่อยๆฟื้นกลับมาอีกครั้ง

สล็อตออนไลน์

การปลูกบอนไซแบบญี่ปุ่น
หลายคนอาจจะคิดว่าบอนไซเป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ มีต้นไม้หลากหลายชนิด หลากหลายสายพันธุ์ที่เราสามารถนำมาปลูกเป็นบอนไซได้ ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ดอก สายพันธุ์ใบ สายพันธุ์กิ่ง แม้กระทั่งสายพันธุ์ที่ให้ผลก็นำมาปลูกได้

สำหรับคนญี่ปุ่นต้นไม้ที่นิยมนำมาปลูกบอนไซได้แก่ไม้พันธุ์ต้นสนต่างๆ ต้นสนเกี๊ยะ ต้นสนดำ ไม้พุ่มเตี้ยตระกูลเดียวกับต้น Holly ต้นพลับ ต้นซากุระ ต้นไผ่ เป็นต้น

โดยเมื่อเราได้ต้นไม้ที่ต้องการนำมาปลูกบอนไซแล้ว ขั้นแรกคือการย้ายมาที่กระถางสำหรับปลูกบอนไซโดยเฉพาะ โดยการเลือกกระถางให้เหมาะสมกับต้นไม้ที่นำมาปลูกก็เป็นสิ่งสำคัญ ขนาดของกระถางควรจะอยู่ที่ 1 ใน 3 ของขนาดต้นไม้ นอกจากนี้แล้วภายในกระถางควรจะเป็นเนื้อดินเผา ไม่มีการเคลือบอะไรใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนรูปทรงและสีสันก็ให้ขึ้นอยู่กับต้นไม้ที่จะนำมาปลูก

jumboslot

การวางบอนไซควรจะวางในที่ที่แสงแดดส่องถึงได้ดี กล่าวกันว่าสิ่งที่ยากที่สุดในการปลูกบอนไซคือการให้น้ำ ถ้าให้น้ำน้อยไปบอนไซก็จะเหี่ยวแห้ง ให้น้ำมากไปก็จะเน่าตาย โดยปกติแล้วคนญี่ปุ่นจะกำหนดการให้น้ำบอนไซโดยขึ้นอยู่กับช่วงฤดู ที่สำคัญคืออย่าให้ดินแห้ง ในทางกลับกันก็อย่าให้น้ำจนท่วม ไม่ควรจะใช้กระถางรองใส่น้ำไว้ตลอด เพราะจะทำให้รากเน่าได้ โดยแต่ละครั้งให้รดน้ำที่รากจนชุ่มเต็มกระถาง ไม่ควรรดไปที่ด้านบนอย่างกิ่งหรือใบหรือดอก

หัวใจของการปลูกบอนไซคือ การตัดราก ตกแต่งกิ่ง และจำกัดการให้น้ำ หากทำได้ครบและดีจะทำให้ต้นบอนไซที่ได้รับการเลี้ยงดูแข็งแรงและไม่มีขนาดใหญ่ขึ้น ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็มีขนาดที่เล็กกะทัดรัด แต่ดูแข็งแรง สวยงามอยู่เสมอ

ที่เที่ยวเกี่ยวกับบอนไซในญี่ปุ่น – Omiya Bonsai Museum
แรกเริ่มเดิมที โอมิยะ เมืองใหญ่ทางเหนือของโตเกียว เป็นแหล่งรวมสวนบอนไซมากกว่าสิบที่ ซึ่งเจ้าของสวนและรัฐบาลท้องถิ่นได้รวมตัวกันและตั้งฉายาให้บริเวณนี้มีชื่อว่า

slot

Bonsai-cho (盆栽町) หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คือ “ตำบลบอนไซ” นั่นเอง โดยไม่ใช่แค่ฉายาแต่เป็นชื่อตำบลจริงๆ บ้านเรือนที่ตั้งอยู่แถวนั้นก็จะมีคำว่า “ตำบลบอนไซ” ในที่อยู่จริงๆด้วยนะ

ที่ญี่ปุ่นเราสามารถหาชมบอนไซได้ทั่วไป ไม่ว่าจะไปตามโรงแรมหรู สวนสาธารณะแบบเสียเงิน เรียวกังตามต่างจังหวัด ที่ไหนๆ ก็อาจมีบอนไซวางไว้เป็นของประดับได้ แต่หากใครมีความสนใจในด้านนี้เป็นพิเศษ เราขอแนะนำพิพิธภัณฑ์ศิลปะบอนไซ Omiya Bonsai Museum ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดไซตามะใกล้ กับโตเกียวเมืองหลวงนี่เอง

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดตัวขึ้นเมี่อปี 2010 เรียกได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะบอนไซที่จัดตั้งโดยรัฐเป็นแห่งแรกของโลก ภายในสวนจะมีการจัดตั้งบอนไซประมาณ 60 ต้น โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตามแต่ละฤดูกาล นอกจากนี้ภายในบริเวณอาคารพิพิธภัณฑ์ยังมีการจัดแสดงวิธีการปลูกบอนไซ คอลเลคชั่นกระถางบอนไซต่างๆ อีกด้วย
คนญี่ปุ่นชอบท่องเที่ยวและถือเป็นวัตธนธรรมกันสืบมา

รอบรู้เรื่องซามูไร

ซามูไรคืออะไร ต่างกับนินจาอย่างไรบ้าง และพวกเขาเหล่านั้นเคยมาที่ประเทศไทยหรือไม่ รอบรู้เรื่องซามูไร มีคำตอบให้ที่นี่!

ซามูไรคืออะไร
มักจะถูกจ้างจากเจ้าของที่ดินหรือตระกูลที่ร่ำรวยและมีอำนาจ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้วก็มักจะถูกว่าจ้างต่อเพื่อคอยปกป้องตระกูลเหล่านั้นต่อไป ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า คำว่า ‘ซามูไร’ มีรากศัพท์มาจากคำว่า ‘ซะบุระอุ’ ซึ่งแปลว่า ‘รับใช้’ นั่นเอง ดังนั้นหลักการที่ซามูไรยึดถือปฏิบัติ คือหลัก ‘บูชิโด’ (武士道) หรือวิถีแห่งนักรบ โดยจะยึดคติภักดีต่อเจ้านายเป็นสำคัญ เน้นความกตัญญู ยึดถือธรรมชาติ ตามหลักของพุทธนิกายเชนนั่นเอง

jumbo jili

จากนักรบที่ถูกว่าจ้างธรรมดา ซามูไรเริ่มมีชนชั้นและบทบาททางสังคมมากขึ้น เนื่องจากในสมัยก่อนมีการแย่งชิงอำนาจระหว่าง 2 ตระกูลใหญ่ ได้แก่ตระกูลมินาโมโตะและตระกูลไทระ โดยตระกูลใหญ่ที่มีซามูไรในการควบคุมมากมาย ได้ต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจจากจักพรรดิญี่ปุ่น และท้ายที่สุดแล้วตระกูลมินาโมโตะก็สามารถเอาชนะตระกูลไทระ และยึดอำนาจจากจักรพรรดิ และตั้งตนเป็นโชกุนขึ้นมาได้สำเร็จ เกิดขึ้นเป็นรัฐบาลโชกุนยุคคามาคุระ โดยมีมินาโมโตะ โยริโทโมะ เป็นโชกุนคนแรก ซามูไรจากตระกูลมินาโมโตะก็เลยมียศฐาบรรดาศักดิ์มากขึ้นกว่าเดิม และบทบาทของซามูไรโดยรวมก็มีมากขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน เช่นจากแต่ก่อนคอยเป็นเป็นเหมือนนักรบรับจ้างเป็นหลักเท่านั้น ซามูไรก็มีหน้าที่อื่นๆเช่น คอยเก็บภาษี และทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในเมืองคล้ายๆกับตำรวจในปัจจุบัน

จนกระทั่งในยุคเอโดะที่เป็นเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นสงบสุข ไม่ค่อยมีสงครามภายใน ความต้องการกองกำลังรบต่างๆก็น้อยลง ซามูไรจึงค่อยๆลดบทบาทและเริ่มหันมาประกอบอาชีพอื่น เช่น เปลี่ยนเป็นข้าราชการทั่วไป เป็นครู หรือเป็นศิลปินตามแบบที่ตนเองถนัด และในที่สุดในปี 1868 ซึ่งเป็นปีที่ระบบศักดินาต่างๆ รวมถึงตำแหน่งอย่างเช่นโชกุนและไดเมียว(ผู้ปกครองหัวเมืองหรือเจ้าเมือง) ของญี่ปุ่นได้หมดสิ้นลง บรรดาชนชั้นซามูไรก็หมดลงไปด้วยเช่นกัน

สล็อต

ดาบของซามูไร
อาวุธประจำกายของซามูไรจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกเสียจากดาบคู่ใจที่เราคุ้นตากันนั่นเอง ดาบซามูไรหรือนิฮงโต (日本刀) ที่แปลว่าดาบญี่ปุ่น เป็นคำเรียกที่ใช้แยกดาบญี่ปุ่นและดาบตะวันตกออกจากกัน ดาบญี่ปุ่นมีคมข้างเดียว เพื่อใช้ฟันและตัด ปกติซามูไรจะพกดาบ 2 เล่มไว้กับตัว นั่นคือดาบเล่มยาวและเล่มสั้น ดาบเล่มสั้นคือดาบประจำตัวที่ไม่จำเป็นต้องฝากไว้ข้างนอกก่อนเข้าเคหะสถานหรือบ้านของคนอื่น โดยดาบของญี่ปุ่นมักมีหน่วยวัดความยาวเป็น ชะกุ (尺) ซึ่ง 1 ชะกุมีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร
ดาบของซามูไรมีหลากหลายประเภทแบ่งตามความยาวและลักษณะการใช้งาน โดยที่พบได้บ่อยก็เช่น 4 ประเภทต่อไปนี้
1.ทาชิ (太刀)
ชื่อดาบมาจากตัวอักษรที่แปลว่า “อ้วน” และ “ดาบ” มีความยาวประมาณ 2 ชะกุ หรือประมาณ 60 เซนติเมตร เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยเฮอัง (ประมาณปี 794-1185) แต่ก่อนมักใช้รบโดยนักรบมักจะใช้ดาบทาชินี้ฟันศัตรูจากหลังม้า ถือว่าเป็นดาบที่มีขนาดใหญ่ความแหลมคมเป็นอย่างมาก 

2.คะตะนะ (刀)
มีความยาวประมาณ 60 เซนติเมตร เริ่มประดิษฐ์เมื่อสมัยมุโระมะชิ (室町時代) หรือประมาณปี 1392-1573 เป็นดาบที่ได้รับความนิยมมากเพราะมีลักษณะเด่นที่ความคม เบาบาง มีปลายแหลมข้างเดียวโดยปลายงุ้มขึ้น ว่ากันว่าเป็นดาบที่แหลมคมมากสามารถคร่าชีวิตศรัตรูได้เพียงการลงดาบเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่ต่างกับดาบทาชิที่ปลายดาบโค้งลง จึงทำให้ดาบคะตะนะได้รับความนิยมมากกว่าดาบทาชิในเวลาต่อมา

สล็อตออนไลน์

3.วากิซาชิ (脇差)
เป็นดาบสั้นที่ซามูไรไว้พกคู่กับดาบยาว เช่น ดาบทาชิและดาบคะตะนะข้างต้น มักจะความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร เชื่อว่าดาบชนิดนี้เริ่มปรากฏครั้งแรกประมาณระหว่างปี 1332-1369 ดาบวากิซาชิเป็นดาบที่มีความสำคัญมากเพราะเป็นเหมือนเครื่องหมายการันตีว่าบุคคลคนนี้เป็นซามูไรจริงหรือไม่ และยังใช้บอกลำดับชนชั้นและสถานะของตนอีกด้วย ดังนั้นด้วยความที่ดาบวากิซาชิเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของซามูไรแต่ละคน ดาบวากิซาชินี้จึงเป็นดาบเดียวกันกับที่ซามูไรใช้ในการฮาราคีรี (腹切り) หรือการฆ่าตัวตายโดยการคว้านท้องเพื่อเป็นการไถ่โทษตัวเองของซามูไรนั่นเอง

4.ทันโต (短刀)
ทันโตเป็นมีดสั้น ชื่อเขียนด้วยตัวอักษรที่แปลว่า “สั้น” และ “ดาบ” เมื่อรวมกันแล้วจึงแปลได้ว่าดาบสั้น มักจะมีความยาวตั้งแต่ประมาณ 15-30 เซนติเมตร เริ่มมีมาประมาณกลางสมัยเฮอัง อาจมีคมข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ มักจะเป็นดาบเรียบแบน ต่างกับคะตะนะที่จะมีรอยงุ้มและโค้งเว้ามากกว่า ดาบทันโตนี้มีไว้สำหรับแทงและตัดโดยเฉพาะ เหล่าซามูไรมักจะพบดาบทันโตกันแทนดาบวากิซาชิเมื่อก่อนที่จะมีการประดิษฐ์ดาบวากิซาชิขึ้นนั่นเอง

jumboslot

ความแตกต่างของซามูไรกับนินจา
หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าซามูไรและนินจานั้นต่างกันอย่างไร เพราะดูเหมือนว่าทั้งคู่จะมีภารกิจหลักคือสู้รบเหมือนกัน สามารถกล่าวง่ายๆ ซามูไรก็คือทหาร ส่วนนินจาก็คือสายลับนั่นเอง

หลักที่ต่างกันชัดๆก็คือ ซามูไร จะยึดคำสอนตามหลัก บูชิโด (武士道) หรือวิถีแห่งนักรบอย่างเคร่งครัด โดยจะยึดถือความจงรักภักดีต่อเจ้านายโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆในหน้าที่ ยึดถือในเกียรติและศักดิ์ศรีและภาระหน้าที่ของตนเองเป็นสำคัญ ซึ่งต่างกับนินจาที่จะรับงานสอดแนม ลอบสังหาร หรืองานตามสั่งต่างๆ ตามแต่ค่าจ้างที่จะตกลงกัน ดังนั้นจะสังเกตได้ว่าซามูไรจะสังกัดอยู่ในตระกูลใหญ่และมีอำนาจ แต่นินจานั้นจะอิสระ สามารถรับงานตามค่าจ้างที่ตนพอใจ ดังนั้นด้วยความที่ซามูไรมีคนที่มีอำนาจคอยปกครองและมีการยึดถือคำสอนที่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ซามูไรจึงมีหน้ามีตาและมีสถานะทางสังคมที่สูงกว่านินจา

อีกจุดที่สังเกตได้ชัด คือ เรื่องการแต่งกาย ตามภาพนินจาที่เราเคยเห็นกันนั้น นินจาจะแต่งตัวสีดำ รัดกุม เหลือเพียงส่วนตาที่ไม่ถูกปกคลุมเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วนินจาก็ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าสีดำเสมอไป เพราะด้วยภารกิจหลักคือการสอดแนม ดังนั้นจึงต้องแต่งกายให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่แต่งตามกันไป เช่น อาจปลอมตัวเป็นพ่อค้า ชาวบ้าน หรือซามูไรก็ได้ตามแต่สถานการณ์ ส่วนซามูไรนั้น จะแต่งกายด้วยกิโมโน ตอนออกรบก็จะมีเสื้อเกราะครบชุดตามฐานะและตำแหน่ง มีอาวุธคู่กายคือดาบที่กล่าวไปข้างต้นไม่เหมือนนินจาที่จะใช้อาวุธหลากหลายตามแต่สถานการณ์ เน้นความกะทัดรัด เช่น ดาวกระจายที่เรามักเห็นกันหรืออาวุธอื่นๆที่พกพาสะดวก ไม่ใหญ่โตจนเป็นจุดสนใจของคนรอบข้าง

slot

ซามูไรในไทย ออกญาเสนาภิมุข
ที่ไทยเราก็เคยมีซามูไรเช่นกัน โดยซามูไรที่เป็นที่รู้จักดีมีชื่อว่า ยามาดะ นางามาซะ (山田長政) เข้ามากรุงศรีอยุธยา ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม แต่เดิมยามาดะเป็นเพียงซามูไรชั้นผู้น้อยในญี่ปุ่น ต่อมาเข้ามาในประเทศไทยและได้มีโอกาสรับราชการในกองทหารอาสาญี่ปุ่น จากนั้นจึงค่อยๆมีตำแหน่งสูงขึ้นจนได้เป็นเจ้ากรมทหารอาสาญี่ปุ่นและได้รับบรรดาศักดิ์เป็นออกญาเสนาภิมุข (ตำแหน่ง ออกญา เทียบเท่ากับพระยา)

ต่อมาในสมัยพระเจ้าปราสาททอง เกิดข้อพิพาทขึ้นในเรื่องการแย่งชิงอำนาจหลังจากพระเจ้าทรงธรรมสวรรคต ออกญาเสนาภิมุข จึงถูกเนรเทศจากกรุงศรีอยุธยาและได้ไปเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในเวลาต่อมา แต่จนบั้นปลายชีวิตของออกญาเสนาภิมุขก็ยังคงวนเวียนกับการแย่งอำนาจในเมืองหลวง จนในที่สุดเขาก็เสียชีวิตจากการที่พระเจ้าปราสาททองได้ให้เจ้าเมืองนครเก่า (เจ้าเมืองไชยา) แอบลอบวางยาพิษจนสิ้นใจ ลองไปศึกษาท่องเที่ยวกันค่ะ

ซึมซาบวัฒนธรรมภูมิภาคโทโฮคุผ่าน 4 ที่เที่ยว

ซึมซาบวัฒนธรรมภูมิภาคโทโฮคุผ่าน 4 ที่เที่ยว
นอกจากของกินอร่อย และธรรมชาติสวยงามแล้ว ที่เที่ยวทางวัฒนธรรมของโทโฮคุก็สมควรจดไว้ในลิสต์สิ่งต้องทำในโทโฮคุด้วยเช่นกัน ไม่เช่นนั้นก็คงไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าได้มาสัมผัสโทโฮคุอย่างครบถ้วนแล้ว

jumbo jili

  1. ตลาดปลาชิโอกามะ (塩釜仲卸市場) จังหวัดมิยางิ
    ตลาดปลาชิโอกามะที่จังหวัดมิยางินั้นเลื่องชื่อในเรื่องความใหญ่โตอลังการไม่แพ้ตลาดปลาสึกิจิชื่อดังของโตเกียวเลยทีเดียว ยิ่งในจังหวัดมิยางิที่ขึ้นชื่อเรื่องการประมงนั้น ของทะเลในตลาดจึงสดใหม่และวางขายมากมายละลานตา ร้านอาหารบริเวณรอบๆ จึงเต็มไปด้วยอาหารทะเลและซูชิ ซาชิมิต่างๆ สดใหม่ให้เลือกชิมมากมาย นอกจากนี้ในตอนเช้าประมาณ 7-8 โมงก็มีการประมูลปลาให้เห็นกันอย่างดุเดือดเช่นกัน

สล็อต

  1. พิพิธภัณฑ์ศิลปะมิยางิ จังหวัดมิยางิ
    พิพิธภัณฑ์ศิลปะมิยางิหรือ The Miyagi Museum of Art ก่อตั้งในปี 1981 อยู่ใจกลางเมืองเซ็นไดในจังหวัดมิยางิ ใช้เวลาเดินแค่ 15 นาทีจากปราสาทมิยางิเท่านั้น งานที่จัดแสดงภายในจะเน้นเป็นงานศิลปะที่สร้างขึ้นตั้งแต่ในสมัยเมจิไปจนถึงงานแบบศิลปะร่วมสมัย รวบรวมผลงานศิลปะของศิลปินตัวเด็ดๆ ของญี่ปุ่นเอาไว้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นผลงานของ Sato Churyo, Takahashi Yuichi รวมทั้งผลงานของศิลปินต่างชาติในยุคโมเดิร์นที่มีชื่อเสียงหลายคนอย่าง Paul Klee หรือ Barry Flanagan เช่นกัน

สล็อตออนไลน์

  1. วัดบนภูเขาหรือวัดริสสะคุจิ (立石寺) จังหวัดยามางาตะ
    วัดบนภูเขาเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นกลุ่มของวัดที่ตั้งรวมกันอยู่บนภูเขา ที่เราจะมองเห็นได้ก็ต่อเมื่อได้ปีนเขาขึ้นไประดับหนึ่งแล้วเท่านั้น (ประมาณพันกว่าขั้นเอ๊ง) และวิวนั้นก็เป็นวิวสวยงามที่ราวกับหลุดออกมาจากภาพเขียนสีหมึกของญี่ปุ่นเลยทีเดียว เพราะตลอดทางจะรายล้อมด้วยพืชพรรณนานาชนิดที่มีอายุเป็นร้อยๆ ปีทั้งนั้น ส่วนตัววัดที่เรียกว่าวัดริสสะคุ

jumboslot

จินั้นก็ก่อตั้งขึ้นเมื่อราวๆ ค.ศ. 860 และเพราะความงดงามนี้ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่กวีดัง บะโชเขียนกลอนไฮขุไว้จำนวนมากเช่นกัน ภายในมีพระพุทธรูปโบราณและมีแสงที่ไม่เคยดับ (ตรงนี้ไม่ขอสปอยล์ อยากรู้ว่าเป็นแสงอะไรขอให้ไปดูกันเอง) และที่สำคัญ วิวจากบนนั้นมันช่างสวยงามอลังการจริงๆ

  1. วัดซุยกังจิ (瑞巌寺) จังหวัดมิยางิ
    วัดเก่าแห่งโบราณแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อศตวรรษที่ 9 และขุนศึกผู้เก่งกาจของญี่ปุ่น ดาเตะ มาซามุเนะ ก็ได้บูรณะขึ้นใหม่ในศตวรรษที่ 17 และภายหลังได้กลายเป็นศูนย์

slot

รวมของเหล่าศิลปินที่เป็นเจ้าของงานศิลปะสไตล์คาโน (狩野派) ฉะนั้นนอกจากตัวอาคารวัดเองจะสง่างามแล้ว ภายในยังคับคั่งไปด้วยงานศิลปะโบราณมากมายของญี่ปุ่น ภายในวัดแบ่งออกเป็นพื้นที่ต่างๆ มากมาย มีบริเวณที่จงใจทำพื้นให้ส่งเสียงดังเวลาเหยียบลงไป เพื่อเป็นการเตือยภัยในยามมีผู้บุกรุก บอกถึงความระมัดระวังตัวของเจ้าของอาคารได้เป็นอย่างดี ภายนอกก็จะมีทิวต้นสนซีดาร์ทอดยาวเป็นทาง นำทางเราเข้าสู้บริเวณวัดได้อย่างสวยงามอีกด้วย เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของญี่ปุ่นเช่นกัน

รู้จัก TOP 5 เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในญี่ปุ่น

พาไปทำความรู้จักเมืองที่ชาวญี่ปุ่นบอกว่าน่าอยู่มากที่สุดในภูมิภาคคันโต (Kanto) ซึ่งเมืองส่วนใหญ่จะอยู่ในโตเกียว โยโกฮาม่า และจังหวัดไซตามะ อ้างอิงจากแบบสอบถามเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ใครที่อยากไปอยู่ญี่ปุ่นละก็ ต้องรู้จักเมืองเหล่านี้เอาไว้นะ

  1. เมืองโยโกฮาม่า จังหวัดคานากาวะ (Yokohama, Kanagawa)
    เมืองโยโกฮาม่า (Yokohama) เป็นเมืองศูนย์กลางหลักของจังหวัดคานากาวะ (Kanagawa) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงโตเกียว จุดเด่นที่ทำให้เมืองนี้เป็นเมืองน่าอยู่ก็คือบรรยากาศของการเป็นเมืองท่าเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและในขณะเดียวกันก็เป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจระดับแถวหน้าของญี่ปุ่น จึงมีทั้งกลิ่นอายความเก่าแก่ผสมผสานกับความเป็นเมืองสมัยใหม่อย่างลงตัวในด้านการท่องเที่ยวก็มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะจุดชมวิวท่าเรือที่ได้ชื่อว่างดงามมากแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นอีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากโตเกียวด้วย ส่วนในด้านของที่อยู่อาศัยนั้น ใจกลางเมืองก็เป็นศูนย์รวมแมนชั่นหรูหราไม่แพ้โตเกียว ตามชานเมืองก็มีย่านที่อยู่อาศัยที่เงียบสงบและมีความปลอดภัยสูง อากาศดีน่าอยู่

jumbo jili

สถานที่เที่ยวแนะนำ : ย่านมินาโตะมิไร (Minatomirai) เอกลักษณ์ของโยโกฮาม่า
มินาโตะมิไร (Minatomirai) คือพื้นที่ท่องเที่ยวริมฝั่งอ่าวโยโกฮาม่าที่ได้รับการพัฒนาเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเมืองภายใต้แนวคิด ท่าเรือแห่งอนาคต (The Harbour of the future) และนี่ก็คือความหมายของชื่อมินาโตะมิไรด้วย โดยแบ่งพื้นเป็น 5 โซนหลักๆ ประกอบด้วย พื้นที่พาณิชยกรรม พื้นที่การค้าและวัฒนธรรมนานาชาติ ย่านพื้นที่ริมน้ำ ย่านธุรกิจ และย่านที่พักอาศัย โดยมีทั้งอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้าทันสมัยตั้งอยู่เรียงราย พร้อมทั้งร้านอาหาร ร้านค้า อละที่เที่ยวดังมากมาย อย่างเช่น

  • สวนสนุกในธีมของโลกอนาคตที่มีเครื่องเล่นกว่า 30 ชนิดและมีชิงช้าสวรรค์คอสโมเวิลด์ (Cosmo World Ferris Wheel) กับนาฬิกาดิจิตอลขนาดใหญ่ที่สุดในโลกความสูงประมาณ 112 เมตร เหมาะกับการนั่งชิงช้าขึ้นไปชมวิวเมืองท่าริมอ่าวท่ามกลางแสงสีในยามค่ำคืนเป็นอย่างยิ่ง
  • โกดังโบราณสร้างจากอิฐสีแดง (Yokohama Red Brick Warehouse) ที่ปัจจุบันเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างสวยงามและเต็มไปด้วยร้านค้าน่าสนใจ มีการจัดนิทรรศการศิลปะให้เห็นอยู่บ่อยๆ
  • สวนที่ระลึกที่มีเรือขนาดใหญ่จอดอยู่ Nippon Maru Memorial Park เป็นที่จอดเรือนิปปอนมารู ซึ่งเป็นเรือที่มีใบเรืออันสวยงาม อยู่ในสภาพดี ปลดประจำการอย่างถาวรแล้วและปัจจุบันจอดอยู่ที่ท่าเรือในสวนแห่งนี้ และทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณท์

สล็อต

  1. ย่านเอบิสุ โตเกียว (Ebisu, Tokyo)
    ย่านเอบิสุ (Ebisu) เป็นย่านทางใต้ของกรุงโตเกียวซึ่งมีบรรยากาศหลากหลายและเป็นย่านที่พักอาศัยที่ค่อนข้างสงบเงียบ มีพื้นที่สีเขียวอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจของครอบครัวและมีจุดเด่นคือ อาคารก่ออิฐสีแดงสไตล์ตะวันตกซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะเบียร์การ์เด้น (Ebisu Garden Place) ด้านในจะเป็นร้านอาหาร เบียร์การ์เด้นและพิพิธภัณฑ์เบียร์ที่ได้รับความนิยมมากสำหรับหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นในย่านนี้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวปลายปีราวๆ เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมก็จะมีงานประดับไฟ (Illumination) ที่ให้ความรู้สึกโรแมนติกเป็นพิเศษ

เอบิสุยังเป็นหนึ่งในย่านที่คนโตเกียวอยากย้ายมาอยู่อาศัยมากที่สุด และค่าเช่าห้องหรือราคาซื้อบ้านในบริเวณนี้ก็สูงเป็นอันดับต้นๆ ในญี่ปุ่นด้วย

สถานที่เที่ยวแนะนำ : ชิบุย่า (Shibuya)
สถานที่เที่ยวแนะนำ : ชิบุย่า (Shibuya)ย่านชิบุย่า (Shibuya) เป็นย่านท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กับย่านเอบิสุ โดยอยู่ห่างกันเพียงหนึ่งสถานีรถไฟเท่านั้น และมีจุดเด่นในเรื่องของการเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าแฟชั่นทันสมัยยอดนิยมในกลุ่มวัยรุ่นญี่ปุ่น มีทางข้ามห้าแยกและรูปปั้นสุนัขฮาจิโกะเป็นแลนมาร์กของนักท่องเที่ยว แล้วก็ยังมีตึกชิบุย่า 109 (Shibuya 109) ศูนย์รวมแฟชั่นสุดอินเทรนด์, ชิบุย่า สกาย (Shibuya Sky) จุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ล่าสุดสำหรับผู้ชื่นชมการชมวิวบนดาดฟ้าตึกสูงและถ่ายภาพมุมมองใหม่ๆ นอกจากนี้ไม่ไกลกันมากนักยังสามารถเดินไปเที่ยวศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu Shrine) ศาลเจ้าขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่นเสมือนป่าใหญ่ใจกลางกรุงโตเกียว

สล็อตออนไลน์

  1. ย่านคิชิโจจิ โตเกียว (Kichijoji, Tokyo)
    ย่านคิชิโจจิ (Kichijoji) ทางตะวันตกของกรุงโตเกียว ย่านเล็กๆ ที่มักจะได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองน่าอยู่อันดับต้นๆ ในโตเกียวเป็นประจำ จากภาพรวมของการเป็นเมืองที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ ที่พักอาศัย ศูนย์การค้าทันสมัย ย่านการค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและตกแต่งอย่างมีสไตล์ รวมถึงร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ต่างๆ มากมาย ที่อยู่ในย่านแห่งนี้ ทำให้ที่นี่ยังมีชื่อเสียงในเรื่องความเป็นแหล่งอาหารอร่อย ร้านกินดื่มตอนกลางคืนประเภทอิซากายะ (Isakaya) บรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวาเรียกว่าเป็นย่านที่ได้รับความนิยมในการเดินทางมาท่องเที่ยวเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจได้แบบทั้งครอบครัว โดยเฉพาะสวนสาธารณะอิโนะคาชิระอนชิ (Inokashira Onshi Park) ที่เปรียบเหมือนแลนด์มาร์กของย่านนี้

ย่านการค้าสำคัญของบริเวณนี้ ได้แก่

  • โตคิวอุระ (Tokyu Ura) ย่านการค้าที่อยู่หลังห้างสรรพสินค้าโตคิว (ถ้าเดินไปจากสถานี) เป็นย่านที่ขึ้นชื่อเรื่องการมีร้านค้าที่ตกแต่งสวยๆ มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ขายอาหารตะวันตก คาเฟ่ เครื่องดื่ม
  • ฮาโมนิก้าโยโกโจะ (Hamonika Yokocho) ตรอกเล็กๆ ที่ให้บรรยากาศโบราณแบบยุคโชวะ แม้จะเก่าแต่ก็ไม่สกปรก มีร้านอาหารมากมายรวมถึงร้านอาหารไทย
  • ย่านการค้า คิชิโจจิ ซันโร้ด (Kichijoji Sun Road) ย่านการค้าใหญ่ในแถบนี้ เป็นถนนคนเดินกลางแจ้งแบบมีหลังคาครอบคลุมทั้งหมด คล้ายกับย่านการค้าที่คนไทยน่าจะคุ้นเคยกันดีในอาซาคุสะ ที่สังเกตได้ว่าบางโซนจะมีหลังคา ซึ่งคนญี่ปุ่นนิยมเรียกย่านการค้าแบบนี้ว่า โชเทนไก (Shotengai)

สถานที่เสที่ยวแนะนำ : สวนอิโนะคาชิระอนชิ (Inokashira Onshi Park)
สวนอิโนะคาชิระอนชิ (Inokashira Onshi Park) คือสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในย่านคิชิโจจิ ที่แวดล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวกับบรรยากาศธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ภายในสวนมีทิวทัศน์ที่เหมาะกับการพักผ่อนและมีกิจกรรมสันทนาการสำหรับทุกคนในครอบครัว เช่น บึงน้ำขนาดใหญ่กับกิจกรรมถีบเรือหงส์ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็จะมีตลาดนัดเล็กๆ ที่มีผลงานศิลปะทำมือหรืองานคราฟต์มาวางขาย รวมทั้งกิจกรรมอย่างเล่นดนตรีพร้อมทั้งเล่นนิทานประกอบสำหรับเด็กๆ และในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่สวนแห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดชมดอกซากุระที่ผู้คนนิยมมาปิกนิกชมดอกไม้พร้อมกับทำอาหารมารับประทานร่วมกันด้วย

jumboslot

  1. เมืองโอมิยะ จังหวัดไซตามะ (Omiya, Saitama)
    โอมิยะ (Omiya) เมืองหนึ่งในจังหวัดไซตามะ (Saitama) ในอดีตถือว่าคือเมืองใหญ่ที่เคยมีความเจริญรุ่งเรืองมากเนื่องจากเป็นจุดรวมสถานที่พักแรมสำหรับผู้ที่เดินทางผ่านเส้นทางนากาเซ็นโด (Nakasendo) ในสมัยนั้น กระทั่งปัจจุบันที่นี่ก็ได้รับการพัฒนาในฐานะเมืองศูนย์กลางของย่านการค้าภายของไซตามะรวมทั้งเป็นเมืองพักอาศัยที่บรรยากาศน่าอยู่ การคมนาคมสะดวกสบายเพราะมีสถานีชินคังเซ็นด้วย พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและสันทนาการต่างๆ เช่น ช้อปปิ้งมอลล์ขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีศาลเจ้าชื่อดังที่เป็นจุดเสริมพลังชีวิต (Power Spot) นั่นคือศาลเจ้าฮิคาวะ (Hikawa Shrine) และมีชื่อเสียงในเรื่องการเป็นเมืองที่เป็นแหล่งปลูกบอนไซด้วย

โอมิยะแม้จะเป็นเมืองที่ค่อนข้างเจริญ มีเมืองหลวงใหม่อย่างย่าน ไซตามะชินโทชิน (Saitama-Shintoshin) ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารสำนักงานและตึกระฟ้ามากมาย แต่รอบๆ เมือง ก็ยังมีค่าครองชีพที่ถูกกว่าโตเกียวอยู่พอสมควร และยังเดินทางเข้าโตเกียวได้ไม่ยากนัก ทำให้เป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่นที่อยากซื้อบ้าน รวมทั้งบริเวณรอบๆ ก็มีพื้นที่กว้างขวางที่เป็นย่านที่อยู่อาศัย เพียงไม่กี่กิโลจากเมืองก็สามารถพบเจอทุ่งนาได้เลย ถือว่าเป็นย่านที่สะดวกสบายและยังอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติได้มากกว่าที่คิด

สถานที่เที่ยวแนะนำ : หมู่บ้านบอนไซโอมิยะ (Omiya Bonsai Village)
หมู่บ้านบอนไซโอมิยะ (Omiya Bonsai Village) สร้างขึ้นราวๆ ปี ค.ศ. 1925 เป็นหมู่บ้านที่มีการให้ความรู้เกี่ยวกับทุกเรื่องราวของการปลูกบอนไซ มีเรือนเพาะชำบอนไซ สวนญี่ปุ่นสำหรับจัดแสดงบอนไซนับร้อยต้นให้ได้ชม และในปี ค.ศ. 2010 ก็ได้มีการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะบอนไซโอมิยะที่มีการจัดแสดงบอนไซหลายรูปแบบรวมทั้งองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอย่างกระถางและหิน พร้อมทั้งศูนย์อนุบาลต้นบอนไซสำหรับจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจ นอกจากนี้ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิของทุกปีก็จะมีการจัดงานเทศกาลบอนไซโอมิยะ (Omiya Bonsai Festival) ถ้าหากเดินทางไปเที่ยวช่วงเวลานี้ก็ไม่ควรพลาดการร่วมชมงานนี้ด้วย

slot

  1. ย่านเมกุโระ โตเกียว (Meguro, Tokyo)
    ย่านเมกุโระ (Meguro) เป็นย่านที่พักอาศัยทางทิศใต้ของโตเกียว ครอบคลุมพื้นที่รอบๆ แม่น้ำเมกุโระ (Meguro River) นอกจากจะเป็นย่านชุมชนพักอาศัยแล้วยังเป็นแหล่งความเจริญหลายๆ ด้าน เช่น แฟชั่นทันสมัยของหนุ่มสาว และเป็นแหล่งรวมร้านกาแฟ คาเฟ่บรรยากาศดี ร้านอาหาร ร้านขนมโฮมเมด ร้านขายของตกแต่งภายในรวมทั้งเครื่องประดับน่ารักๆ เป็นย่านที่สามารถเดินเล่นชมบรรยากาศเก๋ๆ ของอาคารร้านรวงต่างๆ โดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำได้อย่างเพลิดเพลิน

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือบริเวณย่านการค้าใต้ทางรถไฟ ที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่ เรียกกันว่า นากะเมกุโระโคคะชิตะ (Nakameguro Koukashita) มีบรรยากาศร่มรื่นจากต้นไม้สีเขียวและเป็นแหล่งชอปปิ้งแบบเบาๆ ที่เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจ
ย่านเมกุโระเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนญี่ปุ่นว่าเป็นย่านที่อยู่อาศัยที่หรูหรา และเป็นอีกย่านหนึ่งที่มีราคาแพงมากในโตเกียว เพราะคนญี่ปุ่นจำนวนมากอยากย้ายมาอยู่ที่นี่ นอกจากนี้ยังอยู่ไม่ไกลจากสุดยอดใจกลางเมืองอย่างย่านชิบุย่า และจริงๆ แล้ว สถานีเมกุโระก็อยู่ห่างจากสถานีเอบิสุที่แนะนำไปก่อนหน้านี้เพียงสถานีเดียวเท่านั้น

สถานที่เที่ยวแนะนำ : จุดชมซากุระนากะเมกุโระ (Naka-Meguro Sakura Festival)
ช่วงฤดุใบไม้ผลิตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน ต้นซากุระที่ริมแม่น้ำเมกุโระราว 800 ต้นจะพากันบานสะพรั่งพร้อมกันเป็นระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ทำให้กลายเป็นอุโมงค์ดอกซากุระสีชมพู และเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลชมซากุระนากะเมกุโระ (Naka-Meguro Sakura Festival) ที่จัดขึ้นทุกปี โดยจะมีการประดับโคมกระดาษทั่วทั้งบริเวณแม่น้ำเมกุโระ และในตอนกลางคืนก็จะมีงานประดับไฟ (Light up) ให้เดินเล่นชมซากุระยามค่ำคืนอย่างและถ่ายภาพสวยๆ อย่างเพลิดเพลินอีกด้วย ขณะที่ในตอนกลางวันก็จะได้พบกับภาพดอกซากุระสะท้อนกับผิวน้ำในแม่น้ำที่งดงามไม่น้อยไปกว่ากัน เมืองญี่ปุ่นน่าท่องเที่ยว สวยงดงามมากค่ะ

เที่ยวญี่ปุ่นผ่านเกมกันเถอะ

แม้จะยังไปญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้การท่องเที่ยวผ่านหน้าจอเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ อย่างเช่นการชมวิดิโอ VR Tour ของสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบเกม เราขอเสนออีกตัวเลือกนั่นก็คือ การสนุกกับเกมที่มีฉากเป็นเมืองในญี่ปุ่นนั่นเอง

ต้องเล่นเกมอะไร ถึงจะได้เที่ยวเมืองญี่ปุ่น

jumbo jili

หนึ่งในเกมที่เราอยากแนะนำสำหรับคนที่คิดถึงวิวญี่ปุ่น เมืองแบบญี่ปุ่น ก็คือเกม Yakuza หรือชื่อในภาษาญี่ปุ่น Ryu ga Gotoku ซึ่งเป็นเกมแนวต่อสู้ผจญภัยที่มีจุดเด่นคือเป็นเรื่องราวของ “ยากูซ่า” โดยเน้นเรื่องราว คาแรกเตอร์ และที่สำคัญก็คือฉากและสถานที่แบบสมจริง

ความโดดเด่นของเกม Yakuza ก็คือสถานที่ในเกมแต่ละภาค มักจะใช้เมืองสำคัญๆ ในประเทศญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็นย่านชินจูกุ (Shinjuku) ในโตเกียว ย่านโดทงโบริ (Dotonbori) ในโอซาก้า เป็นต้น ทำให้ผู้ที่ชอบเล่นเกม สามารถสนุกกับการผจญภัยไปในฉากที่ราวกับอยู่ที่ญี่ปุ่น

สล็อต

เที่ยวย่านคาบุกิโจ (Kabukicho) ในโตเกียว กับเกม Yakuza
หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีสีสันที่สุดของโตเกียว ไม่ว่าจะเป็นคนที่ชอบถ่ายรูป ชมวิว กินอาหารตามร้านดีๆ หรือช้อปปิ้ง ก็ต้องรู้จักย่านชินจูกุ (Shinjuku) ในโตเกียวอย่างแน่นอน และสำหรับคนที่เชี่ยวชาญยิ่งไปกว่านั้น ก็น่าจะเคยได้ยินชื่อย่านคาบุกิโจ (Kabukicho) ซึ่งเป็นย่านร้านอาหารและสถานเริงรมย์ที่อยู่ในชินจูกุอีกที มีเอกลักษณ์อย่างมากเนื่องจากอาคารบ้านเรือนและแลนด์มาร์กเด่นๆ ที่ใครเห็นก็จำได้แน่นอน โดยย่าน Kamurocho ที่ปรากฏในเกม Yakuza หลายภาค ก็มีต้นแบบมาจากย่านคาบุกิโจนั่นเอง

สล็อตออนไลน์

เที่ยวเมืองซัปโปโร (Sapporo) เมืองหลวงแห่งฮอกไกโด กับ Yakuza 5
สำหรับเกม Yakuza 5 เราจะสามารถโลดแล่นในเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นได้หลายแห่ง อย่างเช่นเมืองซัปโปโร (Sapporo) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และสำคัญของเกาะฮอกไกโด ที่คนไทยไปเที่ยวมากมายในแต่ละปี สำหรับเมืองในเกมนั้นมีชื่อว่า Tsukimino ซึ่งต้นแบบของเมืองนี้ก็คือย่าน Susukino ย่านกินดื่มชื่อดังในซัปโปโรนั่นเอง

jumboslot

เที่ยวย่านดังในโอซาก้ากับ Yakuza 5
สำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยวโอซาก้า แน่นอนว่าต้องรู้จักย่านโดทงโบริ (Dotonbori) หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยว กิน ช้อป อันขึ้นชื่อของญี่ปุ่น ที่มีเอกลักษณ์เด่นมากมาย ทั้งป้ายร้านรูปปู ป้ายไฟต่างๆ และคลองส่งน้ำที่สองข้างรายล้อมโดยอาคารสูงและป้ายโฆษณาสีสันสดใส โดยย่าน Sotenbori ที่ปรากฏในเกม Yakuza 5 ก็มีที่มาจากแหล่งท่องเที่ยวอันโดดเด่นและมีสเน่ห์อย่างโดทงโบรินี้เอง

slot

เที่ยวเมืองโยโกฮาม่า (Yokohama) เมืองท่าวิวสุดสวยริมทะเล กับ Yakuza: Like a Dragon
ในเกมภาคล่าสุดนี้ ฉากส่วนใหญ่ของเกมนั้นอยู่ในเมือง Isezaki Ijincho ที่ได้ต้นแบบมาจาก Isezakicho ซึ่งเป็นย่านหนึ่งของเมืองโกโยฮาม่า (Yokohama) และแน่นอนว่า เราจะได้เห็นวิวทิวทัศน์เด่นๆ ของโยโกฮาม่ามากมายในเกมนี้ อย่างเช่น ย่านเมืองหรือสวนสาธารณะริมทะเลอันเป็นเอกลักษณ์ของโยโกฮาม่า คนญี่ปุ่นเขาทำได้ครับ