5 เทคนิคทำงานกับคนญี่ปุ่นอย่างสงบสุข

5 เทคนิคทำงานกับคนญี่ปุ่นอย่างสงบสุข
คนที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่นหรือมีโอกาสทำงานกับคนญี่ปุ่นมักจะประสบปัญหาเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างอยู่บ่อยๆ บางครั้งการกระทำของเราอาจทำให้อีกฝ่ายกลับคิดมากหรือทำให้เกิดความระหองระแหงจนอาจทำให้มีปัญหาไม่สามารถทำงานด้วยกันต่อไปได้ ดังนั้น หากเราทราบถึง5อย่างที่ไม่ควรทำแล้วล่ะก็จะช่วยป้องกันความเข้าใจผิดได้ค่ะ

5 อย่างที่ “ไม่ควร” ทำเมื่อทำงานกับคนญี่ปุ่น
มารยาทพื้นฐานทั่วไปนั้นก็เหมือนกันเกือบทุกประเทศค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเคารพผู้ใหญ่ ไม่มาสาย เเต่งกายสุภาพ เเต่วันนี้เราจะมาพูดถึง 5 สิ่ง ที่คนไทยมักเผลอทำในเวลางานเพราะไม่ได้ร้ายแรงอะไร แต่คนญี่ปุ่นไม่ชอบเลย

jumbo jili

1.ไม่ขี้นินทา
นอกจากคนไทยเเล้ว คนญี่ปุ่นก็ชอบเรื่องซุบซิบเหมือนกันนะจ้ะ ถึงแม้ว่าการพูดคุยและทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานนั้นเป็นสิ่งที่ดี เเต่ถ้าหากหัวข้อการสนทนานั้นเป็นเรื่องของ”เพื่อนร่วมงานคนอื่น”นั้นก็มีความเสี่ยงอันตรายสูงเหมือนกันค่ะ เพราะถึงเเม้ว่าจะเป็นการพูดถึงเฉยๆโดยไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่อีกฝ่ายอาจนำไปเล่าต่อในทางที่เสียหายได้ (แล้วบอกว่าได้ข่าวมาจากเรา กลายเป็นเราคนปล่อยข่าว ซวยเลยนะจ้ะ)

หรือบางข้อมูลที่อีกฝ่ายต้องการปิดเป็นความลับเเต่เรากลับไปบอกคนอื่นต่อโดยไม่คิดมาก อันนี้ก็มีโอกาสโดนโกรธสูงค่ะ (ยกตัวอย่างเช่น ไปเล่าว่า Aจังมีเเฟนเเล้ว พึ่งเลิกกับเเฟน พึ่งย้ายบ้าน ฯลฯ ทุกเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัว) คนไทยอาจมองว่าเรื่องพวกนี้ก็เป็นเรื่องทั่วไป เล่าได้คุยได้ ไม่เห็นจะต้องปิดบังเลย เเต่อย่าลืมนะคะว่าคนญี่ปุ่นค่อนข้างระมัดระวังที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้กับผู้อื่นได้ทราบง่ายๆ ถ้าเขาอยากจะเล่าให้คนอื่นฟังเขาจะเป็นคนเล่าด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรบกวนให้เราไปกระจายข่าวให้ค่ะ ถ้าเกิดเผลอพลาดหลุดปากเม้ามอยไปหนึ่งครั้ง เขาอาจมองว่าเราเป็นคนเก็บความลับไม่ได้ ไม่ไว้ใจเราและไม่เล่าเรื่องต่างๆเกี่ยวกับตัวเองให้เราฟังอีกเลยนะคะ (อันนี้ก็เเล้วเเต่บุคคลจ้า)

นอกจากนี้ ด้วยความที่เราเป็นชาวต่างชาติไม่ได้พูดภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาหลัก การสื่อของเรานั้นอาจไม่ได้คล่องเเคล่วและเเม่นยำตรงตามที่คิดได้100% จึงมีโอกาสที่คู่สนทนาของเราจะตีความสิ่งที่เราต้องการจะสื่อไปในทางที่ผิดได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว ให้คิดก่อนพูดเยอะๆ หรือไม่พูดนินทาเพื่อนร่วมงานไปเลยจะดีกว่านะคะ

สล็อต

2.ไม่อวดรู้มากเกินไป
เชื่อว่าคนไทยหลายๆคนนั้นอยากเผยแพร่วัฒนธรรมไทยและเเนวคิดต่างๆของคนไทยให้กับเพื่อนร่วมงานญี่ปุ่นทราบ อันนี้สามารถทำได้ค่ะ เเต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่พอดี โดยเฉพาะคนที่ทำงานอยู่ท่ามกลางคนญีปุ่นควรจะยึดวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นเป็นหลัก เพราะเป็นสิ่งที่”คนหมู่มาก”ตกลงว่าจะทำร่วมกันเพื่อให้ทำงานกันได้อย่างราบรื่น เราไม่ควรนำนิสัยการทำงานที่ไทยมาใช้เพียงเพราะว่าเราเป็นคนไทย เช่น เข้างานตอนสิบโมงเป้ะ (ถ้าทำงานสไตล์ญี่ปุ่นคือต้องมาก่อนล่วงหน้าห้าหรือสิบนาที) หรือกินขนมในเวลาทำงาน (บางบริษัทซีเรียสเรื่องนี้มากค่ะ ให้ทานเฉพาะได้เวลาพักเท่านั้น)
เพราะอย่างตัวผู้เขียนเองก็เคยเจอเพื่อนร่วมงานต่างชาติที่ยึดความคิดของตัวเองเป็นหลักโดยไม่ฟังใครเลย บอกให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นปรับตัวเข้าหาเธอเพราะว่าประเทศของเธอนั้นทำอย่างนี้เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นก็ต้องทำตามที่เธอต้องการ แต่เธออาจลืมไปว่าบริษัทที่เธอทำงานอยู่นั้นเป็นบริษัทญี่ปุ่นที่มีสไตล์การทำงานแบบญี่ปุ่นจ๋ามาก จนสุดท้ายเพื่อนต่างชาติคนนั้นก็โดนเชิญออกจากงานไปค่ะ

นอกจากนี้ การที่เรามีความรู้เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งและต้องการออกความเห็นเพิ่มเติม ผู้เขียนขอแนะนำให้ดูบรรยากาศโดยรวมก่อนที่จะพูดออกไปนะคะ เพราะวัฒนธรรมการทำงานของแต่ละบริษัทนั้นไม่เหมือนกัน การออกความเห็นในบริษัทญี่ปุ่นนั้นอาจไม่ได้”อิสระ”เหมือนกับที่ไทย และถึงเเม้ว่าจะออกความเห็นไปก็ไม่ได้หมายความว่าหัวหน้าจะเก็บเอาไปทำจริง โดยเฉพาะเด็กใหม่ที่พึ่งเข้าทำงานที่บริษัทหรือย้ายงานมาหมาดๆต้องระวังเป็นพิเศษ พยายามหงิมๆเงียบๆไว้ก่อนจะดีที่สุดค่ะ ออกหน้ามากเกินไปอาจโดนมองว่าอวดรู้และโดนหมันใส้ได้ ทางที่ดีควรรอให้หัวหน้าหรือรุ่นพี่เป็นคนถามเราก่อนว่า มีไอเดียหรือความเห็นอะไรเพิ่มเติมไหม (ปล. อันนี้ก็เเล้วเเต่บริษัทนะคะ บางที่ก็ยอมให้ปล่อยของได้เเบบไม่กั๊กเลย ถ้าชอบแบบนี้ก็ต้องเลือกที่ทำงานนิดนึงค่ะ)

สล็อตออนไลน์

  1. ไม่ยิ้มพร่ำเพรื่อ
    ถึงแม้ว่าประเทศไทยและคนไทยจะขึ้นชื่อเรื่องมีรอยยิ้มที่สวยและเป็นมิตร แต่การยิ้มบ่อย ยิ้มโดยไม่ถูกกาละเทศะก็อาจทำให้เกิดปัญหาในการทำงานกับคนญี่ปุ่นได้ค่ะ ยกตัวอย่างเช่นตอนที่หัวหน้าตำหนิหรือกำลังดุเรา หากเรายิ้มให้เขาอาจคิดว่าเราไม่สำนึก ไม่เข้าใจ หรือในกรณีที่เราอยากขอโทษเพื่อนร่วมงาน หากเราขอโทษไปพร้อมกับหัวเราะเเหะๆหรือยิ้ม อีกฝ่ายจะคิดว่าเราไม่ได้จริงใจ และไม่ได้รู้สึกผิดจริงๆได้ค่ะ

อย่างตัวผู้เขียนเองช่วงที่มาทำงานที่ญี่ปุ่นปีแรกๆ ก็เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหาคนญี่ปุ่นเข้าใจความหมายของ”รอยยิ้ม”ที่ผู้เขียนมอบให้แบบผิดบ่อยๆค่ะ เวลาเผลอสบตาใครก็จะยิ้มให้ทุกที(แบบไม่คำนึงถึงสภาวะรอบข้างที่ทุกคนกำลังซีเรียส) จนโดนดุเลยค่ะ จนเข้าใจได้ว่าหากเป็นนคนไทยด้วยกันนั้นก็อาจเข้าใจว่ายิ้มของคนไทยด้วยกันเองนั้นมีหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นยิ้มเขิน ยิ้มทักทาย ยิ้มเเห้ง ยิ้มเป็นมารยาท ยิ้มให้กำลังใจ ฯลฯ แต่ชาวต่างชาตินั้นไม่เข้าใจความหมายเนื่องจากวัฒนธรรมของเขานั้นไม่ได้ใช้รอยยิ้มในการสื่อสารอารมณ์เท่ากับบ้านเรานักค่ะ (ส่วนใหญ่จะเป็นคำพูด เช่น ไฟท์โตะ สู้ๆนะ หรือเก็บสีหน้าและอารมณ์ไม่ให้อีกฝ่ายอ่านได้อย่างนี้ซะมากกว่า) ดังนั้นควรระวังสีหน้าและการแสดงออกเวลาทำงานด้วยนะคะ

jumboslot

4.ไม่ใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามมากจนเกินพอดี
ที่ญี่ปุ่นไม่ได้มีวัฒนธรรมใกล้ชิดตัวเเบบตะวันตกหรือบ้านเราค่ะ ดังนั้นการเเตะเนื้อต้องตัวกันโดยไม่จำเป็นทั้งเพศเดียวกันหรือเพศตรงข้ามนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะนอกจากจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดแล้ว ยังอาจถูกมองว่าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศได้อีกด้วย (ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในบริษัทญี่ปุ่น) ไม่ว่าจะสนิทกันเเค่ไหนก็ตามก็ต้องระวังนะคะ ถ้าถูกเพื่อนร่วมงานไปฟ้องว่าเราล่วงละเมิดทางเพศเขาล่ะก็มีสิทธิ์โดนไล่ออกจากงานสูงมากค่ะ

นอกจากการกระทำเเล้ว เราก็ควรระวังคำพูดเช่นกันค่ะ อย่างตัวผู้เขียนเองก็เคยโดนเพื่อนร่วมงานพูดล้อเล่นใส่ อีกฝ่ายอาจไม่คิดอะไรมาก แต่ผู้เขียนรู้สึกไม่ชอบและอึดอัดมากค่ะ เพราะเขามาวิจารณ์กระโปรงที่ใส่มาวันนี้ว่าสวยเข้ารูปดีนะ แถมถามว่าวันนี้ไปเดทหรอ แล้วจบด้วยการพูดว่า”ถ้าผมหนีภรรยาออกไปได้ผมก็อยากออกเดทกับคุณสักครั้งนะเนี่ย” ถึงเเม้จะเป็นการล้อเล่น แต่ผู้เขียนก็ไม่เเน่ใจว่าล้อเล่น100% หรือพูดลองเชิงกันเเน่ค่ะ หากผู้อื่นมาได้ยินอาจเข้าใจผิดว่าเรามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับอีกฝ่ายได้ ซึ่งข่าวลือเหล่านี้กระทบกับหน้าที่การงานและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างอย่างแน่นอนค่ะ

นอกจากนี้ การดื่มสังสรรค์ในที่ทำงานก็เป็นที่ที่ควรระวังอย่างยิ่ง ไม่ควรนั่งใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามกันมากเกินไป ไม่แตะเนื้อต้องตัวหรือดูเเลใครเป็นพิเศษ (เพราะอาจโดนเข้าใจผิดว่าเราสนใจในตัวอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเชิงชู้สาวหรือประจบสอพลอเจ้านายจนเกินพอดี เพื่อนร่วมงานอาจเอาไปนินทาได้)

slot

  1. ไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว
    ข้อนี้สำคัญมากๆค่ะ วัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นนั้นจะเเตกต่างจากไทยเป็นอย่างมากในเรื่องการแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว ที่ไทยเราอาจได้มิตรภาพใหม่ๆจากการทำงาน อาจได้ไปเที่ยวและออกทริปกับเพื่อนร่วมงานจนสนิทกันถึงขั้นเล่าเรื่องชีวิตส่วนตัวให้ฟังตั้งเเต่เด็กยันโต เเต่ที่ญี่ปุ่นขอบอกเลยว่า น้อยมากๆค่ะ เพราะเพื่อนร่วมงานนั้นถือว่าไม่ใช่เพื่อนในชีวิตจริง แต่เป็นเพียงคนทำงานร่วมกัน ยิ่งอีกฝ่ายรู้เรื่องของตัวเองมากเท่าไหร่ก็เท่ากับเปิดจุดอ่อนให้อีกฝ่ายรู้มากเท่านั้นค่ะ (สำคัญสำหรับคนที่มีเป้าหมายว่าอยากเลื่อนขั้นเลยนะคะ ระวังโดนหั่นขาเก้าอี้น้า) คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะไม่เล่าเรื่องตัวเองให้คนที่ไม่สนิทฟัง และจะรู้สึกไม่ค่อยชอบเวลาที่มีคนมาถามเรื่องส่วนตัวมากเกินไป ดังนั้นรอสนิทไปสักพักก่อนค่อยตะล่อมถามหรือรออีกฝ่ายเล่าให้ฟังเองจะดีกว่า

ในทางกลับกัน หากเราเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองมากเกินไปก็ไม่ดีค่ะ เพราะอีกฝ่ายจะงงว่าทำไมถึงเล่าทั้งๆที่เขาไม่ได้ถาม บางทีเขาอาจจะไม่ได้อยากรู้ก็ได้ อีกทั้งหากเรานำไปเล่าได้ไม่ถูกคน เรื่องของเราอาจกลายเป็นหัวข้อในการนินทาในบริษัท ข่าวลือต่างๆหรือการกระทำของเราก็มีผลต่อการประเมิณผลงานในบริษัทเช่นกัน อย่าลืมว่าในสังคมการทำงานของญี่ปุ่นนั้น เรื่องส่วนตัวนั้นสามารถกระทบกับงานและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้เป็นอย่างมาก ดังนั้นเล่าเฉพาะเรื่องที่เล่าได้ดีกว่า ไม่ต้องเล่าลึกแบบละเอียดสุดๆ โดยเฉพาะเรื่องปัญหาครอบครัวหรือคนรัก แนะนำให้เก็บเอาไว้กับตัวจะดีกว่าค่ะ วัตธนธรรมของคนญี่ปุ่น เขาจะทำตามกันเสมอ

หาเพื่อนญี่ปุ่นกัน:รู้จักการอ่านชื่อคนญี่ปุ่น

หาเพื่อนญี่ปุ่นกัน:รู้จักการอ่านชื่อคนญี่ปุ่น
ชื่อของคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นั้นมักเขียนโดยใช้ตัวอักษรคันจิ (Kanji) ซึ่งเป็นอักษรชนิดหนึ่งในภาษาญี่ปุ่นที่มีความซับซ้อนที่สุด มีต้นกำเนิดมาจากภาษาจีน ตัวคันจิแต่ละตัวสามารถอ่านออกเสียงได้หลายแบบ เมื่อผสมกันก็ได้หลายความหมาย และนอกจากนี้แล้ว ก็ยังมักจะมีคำนำหน้าหรือคำต่อท้ายที่หลากหลายอีกด้วย
นอกจากนี้ ก็ขอแถมชื่อนามสกุลยอดฮิตของคนญี่ปุ่นให้อ่านเล่นกัน

ชื่อหรือนามสกุลญี่ปุ่น
ว่าด้วยเรื่องชื่อของคนญี่ปุ่น โดยปกติแล้วทั้งการเรียกชื่อกันในสังคมและเอกสารราชการต่างๆ ใช้เขียนเรียงลำดับนามสกุลไว้ข้างหน้า และชื่อตัวไว้ข้างหลัง
อย่างเช่นอดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโซ อาเบะ (Shinzo Abe) ที่เราจะเห็นนิยมเขียนกันในข่าวภาษาไทยและต่างประเทศนั้น การเรียงลำดับที่ถูกต้องแบบญี่ปุ่นจริงๆ คือ อาเบะ ชินโซ (Abe Shinzo)

jumbo jili

โดยในภาษาญี่ปุ่น นามสกุล (อาเบะ) จะมาก่อนชื่อตัว (ชินโซ)
เนื่องจากคนญี่ปุ่นจะเรียกชื่อตัวกันเฉพาะกับคนที่สนิทกันจริงๆ ปกติแล้วจะเรียกนามสกุลของแต่ละคน เท่านั้น แต่ที่เราเห็นเขียนเรียงลำดับชื่อตัวนำหน้า นั่นก็เพราะในยุคปฏิรูปเมจิ (ค.ศ.1868 – 1912) มีการยอมรับแนวคิดและระบบต่างๆ มาจากตะวันตก เกิดการปฏิรูประบบทั้งหลายเพื่อความทันสมัย สอดคล้องกับวัฒนธรรมตะวันตก จึงเกิดธรรมเนียมการเขียนชื่อตัวไว้ข้างหน้า นามสกุลไว้ข้างหลัง แต่อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นได้มีการออกกฎหมายเปลี่ยนแปลงให้มีการเขียนนามสกุลก่อนชื่อตัวในเอกสารราชการ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม ค.ศ.2020 จากผลสำรวจแบบสอบถามพบว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นที่พึงพอใจของคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่ต้องการให้เขียนตามแบบวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ใช้กันมาแต่ดั้งเดิมเป็น 100 ปีแล้ว แต่สำนักข่าวและสื่อต่างประเทศจะทำตามหรือไม่นั้นก็ไม่อาจทราบได้ แต่ปัจจุบันก็มีสื่อภาษาอังกฤษใหญ่ๆ บางสื่อที่ประกาศว่าจะเขียนแบบใช้นามสกุลขึ้นก่อนตามที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการแล้ว อย่างเช่น NHK หรือ The Economist

นอกจากการเขียนเรียงลำดับนามสกุลตามด้วยชื่อตัวอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว คนญี่ปุ่นไม่นิยมเรียกชื่อหรือนามสกุลกันแบบห้วนๆ แต่จะมีคำต่อท้ายชื่อที่มีหลายระดับขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์
1 ซัง (San)
คำว่า “ซัง” หรือในภาษาถิ่นคันไซออกเสียง “ฮัง” หากแปลเป็นไทย คำที่ใกล้เคียงสุดคือ “คุณ” เป็นการเรียกลงท้ายในระดับธรรมดาทั่วไป สามารถใช้เรียกท้ายชื่อคนญี่ปุ่นได้ทุกคน นอกจากนี้ยังใช้เรียกท้ายชื่อของร้านค้าอีกด้วย เช่น ร้านหนังสือหรือฮ่งยะซัง (Honyasan) ในภาษาญี่ปุ่น

สล็อต

2 ซามะ (Sama)
“ซามะ” มีระดับความเคารพที่สูงกว่า “ซัง” และเป็นทางการมากที่สุด และสุภาพที่สุด แปลเป็นไทยได้ว่า “ท่าน” มักใช้เรียกต่อท้ายชื่อลูกค้าในร้านอาหาร แขกผู้มีเกียรติในโณงแรม และพบเห็นได้บ่อยในการส่งอีเมลติดต่องาน ทั้งต่างบริษัทและบริษัทเดียวกันเพื่อเป็นการให้เกียรติ นอกจากนี้ยังใช้เรียกคนในครอบครัวของคนตระกูลผู้ดีอีกด้วย
3 คุง (Kun)
“คุง” เป็นคำต่อท้ายชื่อผู้ชายที่อายุน้อยกว่าหรือเพื่อนที่อายุเท่าๆ กันและมีความสนิทสนมกันแล้ว ถ้าไม่สนิทก็ไม่ควรใช้ นอกจากเรียกผู้ชายแล้วก็สามารถใช้เรียกผู้หญิงได้ด้วย โดยจะเป็นหัวหน้าเรียกลูกน้องที่เป็นผู้หญิง หรือรุ่นพี่เรียกรุ่นน้องที่ทำงาน เป็นต้น
4 จัง (Chan)
“จัง” ใช้เรียกผู้หญิง ปกติใช้เรียกผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า หรือเพื่อนสาวอายุเท่าๆ กันที่สนิทด้วย แต่หากความสัมพันธ์สนิทกันมากก็สามารถใช้เรียกคนที่อายุมากกว่าได้ โดยทั่วไปจะใช้เรียกชื่อจริงหรือชื่อเล่นแล้วตามด้วยจัง

อนกจากนี้ยังใช้กับผู้ชายก็ได้เช่นกัน ถ้าเป็นเด็กผู้ชายที่มีอายุน้อยกว่า มีความสนิทสนมกันและรู้สึกว่าน่าเอ็นดู รวมไปถึงใช้เรียกคนในครอบครัวด้วย

5 ตัน (Tan)
“ตัน” ใช้เหมือนคำว่า “จัง” ซึ่งคนญี่ปุ่นฟังดูแล้วน่ารัก เป็นภาษาเด็ก ซึ่งเกิดจากเวลาที่เด็กเล็กจะเรียกจัง แต่ยังไม่สามารถออกเสียงได้ชัด จึงผิดเพี้ยนไปเป็นตัน และต่อมาก็นิยมเรียกชื่อเด็กเล็กโดยลงท้ายด้วยตัน

สล็อตออนไลน์

6 โบ (Bou)
“โบ” เป็นคำเรียกลงท้ายชื่อที่แสดงถึงความน่ารักน่าเอ็นดูเช่นเดียวกับ “จัง” หรือเป็นสรรพนามเรียกแทนตัวอีกฝ่าย โดยทั่วไปเป็นคำที่มีเฉพาะเด็กผู้ชายใช้เรียกกัน

7 เซมไป โคไฮ (Senpai, Kohai)
“เซมไป” แปลว่ารุ่นพี่ ใช้เรียกคนที่มีอายุมากกว่าในกลุ่มของตัวเอง เช่นรุ่นพี่ที่โรงเรียน รุ่นพี่ในชมรมกีฬา รุ่นพี่ที่ทำงาน เป็นต้น อาจมีการเรียกต่อท้ายชื่อ นามสกุล หรือเรียกเดี่ยวๆ ก็ย่อมได้

ส่วน “โคไฮ” แปลว่ารุ่นน้อง คือคนที่รุ่นพี่ที่กล่าวไปข้างต้นใช้เรียกคนที่เด็กกว่าตัวเอง

8 เซนเซกับฮากาเสะ (Sensei and Hakase)
“เซนเซ” แปลว่าคุณครู/อาจารย์ โดยทั่วไปเป็นคำที่นักเรียนใช้เรียกผู้สอนหนังสือในโรงเรียน โดยอาจเรียกแค่เซนเซหรือชื่อ นามสกุลของอาจารย์แล้วตามด้วยเซนเซก็ได้ นอกจากนี้ยังเป็นคำที่ใช้เรียกอย่างเป็นการให้เกียรติคนที่เก่งเฉพาะทาง เช่น แพทย์ นักการเมือง และนักเขียนอีกด้วย

ส่วน “ฮากาเสะ” เทียบกับไทยคือศาสตราจารย์ หรือดอกเตอร์ ใช้เรียกผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตโดยเฉพาะ

jumboslot

9 ชิ (Shi)
“ชิ” แปลว่าคุณ ใช้ในภาษาเขียนที่เป็นทางการอย่างมาก พบเห็นได้ตามข่าวหนังสือพิมพ์ เอกสารสำคัญทางราชการ แบบฟอร์มที่เป็นทางการต่างๆ เป็นต้น และใช้เรียกบุคคลที่ผู้พูดไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน หรือไม่เคยเจอกันมาก่อน

10 โอะ และ โกะ (O and Go)
“โอะ” กับ “โกะ” เป็นคำนำหน้าที่ใช้ในภาษายกย่อง เมื่อพูดถึงอีกฝ่ายที่มีสถานะสูงกว่า เช่น หัวหน้างาน ผู้สูงอายุ ลูกค้า หรือคนที่ไม่สนิทสนมหรือไม่รู้จักกัน ก็จะเติม “โอะ” หรือ “โกะ” หน้าคำนามที่ต้องการเพื่อให้มีความสุภาพมากขึ้นเป็นการยกย่องอีกฝ่าย เช่น
โอเคียคุซัง (Okyakusan) ที่แปลว่าคุณลูกค้า
โอโจ้ซัง (Ojosan) ที่แปลว่าคุณหนู
โกะเรียวชิน (Goryoshin) ที่แปลว่าคุณพ่อคุณแม่ เป็นต้น

นามสกุลดังๆ ที่มีคนใช้เยอะที่สุดของญี่ปุ่น
ขอกล่าวถึงอีกเรื่องคือนามสกุลของคนญี่ปุ่น นับว่าน่าสนใจทีเดียว นามสกุลต่าง ๆ ของคนญี่ปุ่นมีความหมายที่สามารถบ่งบอกถึงวัฒนธรรม ศาสนา และสังคมของญี่ปุ่นได้ แม้ว่ามีคนนามสกุลเหมือนกันอยู่มากมาย แต่ก็ไม่ได้มีความข้องเกี่ยวหรือเป็นญาติสนิทมิตรสหายไปเสียทั้งหมด แต่ที่นามสกุลเหมือนกันก็เพราะหลังจากยุคปฏิรูปเมจิ คนต้องการได้รับการยอมรับจากสังคมจึงเลือกนามสกุลที่คล้ายๆ กัน มาดู 5 อันดับนามสกุลยอดนิยมของญี่ปุ่นกัน

slot

  1. ซาโต้ (Sato/ 佐藤)
    เป็นนามสกุลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น ในชื่อมีตัวคันจิ 藤 (ฟูจิ) ที่เป็นชื่อดอกไม้ และเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลฟูจิวาระที่เคยเรืองอำนาจในอดีตอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคอาสุกะ (ค.ศ. 538-710) จนถึงช่วงการปฏิวัติเมจิในปี 1868 เคยเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ที่เป็นคล้ายที่ปรึกษาของสมเด็จพระจักรพรรดิ และลูกสาวของตระกูลฟูจิวาระมากมายก็ได้สมรสกับจักรพรรดิญี่ปุ่นด้วย
  2. ซูซูกิ (Suzuki/ 鈴木)
    ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 2 มีตัวคันจิ 鈴 (ซูซุ) ที่แปลว่ากระดิ่ง ซึ่งศาลเจ้าชินโตมักสั่นกระดิ่งเพื่อบรรเลงดนตรีบูชาเทพเจ้า วัฒนธรรมญี่ปุ่นจึงให้ความสำคัญกับกระดิ่งเป็นอย่างมาก แน่นอนว่านามสกุลนี้คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีเพราะบริษัทรถยนต์ชื่อดังนั่นเอง ซึ่งชื่อบริษัทนั้นก็ได้มาจากนามสกุลของผู้ก่อตั้ง
  3. ทาคาฮาชิ (Takahashi/ 高橋)
    อันดับที่ 3 ที่คนนิยม 高橋 (ทาคาฮาชิ) เป็นนามสกุลที่มีที่มาจากสถานที่ แปลว่าสะพานสูง อาจเป็นไปได้ว่าต้นตระกูลมีสถานที่อยู่อาศัยที่อยู่ในพื้นที่สูง หรือบ่งบอกถึงสถานะทางสังคมเนื่องจากมีอักษรที่มีคำว่า ทาคา (Taka) ที่แปลได้ว่าที่สูง หรือมูลค่าสูง ราคาแพง
  4. ทานากะ (Tanaka/ 田中)
    น่าจะเป็นที่คุ้นหูกันดีสำหรับนามสกุลอันดับที่ 4 田中 (ทานากะ) นั้นก็หมายถึงกลางท้องทุ่งนา อาจทำให้เห็นถึงที่มาของต้นตระกูล อาจเป็นตระกูลชาวนา
  5. วาตานาเบะ (Watanabe/ 渡辺)
    นามสกุลเก่าแก่ที่เชื่อกันว่าได้รับความนิยมมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 – 11 ซึ่งเป็นช่วงที่วัฒนธรรมของนักรบซามูไรเรืองอำนาจ มีที่มาจากสถานที่เช่นกัน โดยวาตานาเบะหมายถึง จุดข้ามแม่น้ำ เช่นจุดที่มีเรือข้ามฟากให้บริการ ที่มาของนามสกุลอาจมาจากต้นตระกูลที่เป็นนายเรือข้ามฟากก็ได้ คนญี่ปุ๋นจะทำตามวัตนธธรรมของเขาแบบเค่งคัดเสมอ

รวมขั้นตอนและมารยาทในการแช่ออนเซ็น

รวมขั้นตอนและมารยาทในการแช่ออนเซ็น
ใครที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่นคงทราบดีว่า “ออนเซ็น (Onsen)” เป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว เพราะนอกจากจะได้แช่ออนเซ็นเพื่อผ่อนคลายแล้ว แหล่งออนเซ็นแต่ละแห่งยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สวยงามด้วยและในบทความนี้ก็จะขอแนะนำเกี่ยวกับมารยาทและขั้นตอนในการออนเซ็นเมื่อไปญี่ปุ่นมาฝากดังต่อไปนี้

ทำความรู้จักกับออนเซ็น (Onsen)
ออนเซ็น (Onsen) คือบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นจากภูเขาไฟที่ยังไม่ดับทั่วประเทศญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นมีความคุ้นเคยกับการอาบน้ำพุร้อนมาตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งเปรียบเหมือนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอย่างหนึ่ง

jumbo jili

วัฒนธรรมการอาบน้ำแร่แช่ออนเซ็นในญี่ปุ่นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณและเป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่งของชาวญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้ การแช่ออนเซ็นสามารถสร้างความผ่อนคลายและให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว อีกทั้ง ยังมีส่วนช่วยทำให้สุขภาพให้ดีขึ้นจากแร่ธาตุต่างๆ ในน้ำพุร้อน ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันไปจากส่วนประกอบของแร่ธาตุที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับที่ตั้งของน้ำพุร้อน
อาทิ ออนเซ็นกำมะถัน (Sulphur) บ่อน้ำร้อนที่มีกำมะถันจะมีกลิ่นฉุนนิดหน่อย มีคุณสมบัติเรื่องบรรเทาอาการความดันโลหิตสูง โรคผิวหนังเรื้อรัง และอาการปวดข้อต่างๆ, ออนเซ็นคลอไรด์ (Chloride) มีคุณสมบัติในเรื่องทำให้ร่างกายอบอุ่น เหมาะกับผู้ที่มือเท้าเย็นบ่อยๆ เป็นต้น

ปัจจุบัน เมืองออนเซ็นในญี่ปุ่นได้รับการพัฒนาและส่งเสริมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจได้ทุกฤดูกาลและมีหลากหลายทั้งน้ำพุร้อนทั่วไป บ่ออบทรายร้อน บ่อแช่เท้าและบ่อโคลน กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศญี่ปุ่น เช่น คุซัทสึออนเซ็น (Kusatsu Onsen) จังหวัดกุมมะ, กินซังออนเซ็น (Ginzan Onsen), จังหวัดยามากาตะ, เบปปุ ออนเซ็น (Beppu Onsen) จังหวัดโออิตะ

มารยาทในการแช่ออนเซ็น
สถานที่สำหรับแช่ออนเซ็นในญี่ปุ่นมีทั้งแบบส่วนตัวและบริการแบบรวม ดังนั้นในการใช้ออนเซ็นบ่อรวมจึงควรทราบถึงมารยาทพื้นฐานโดยคำนึงถึงการใช้สถานที่ร่วมกับผู้อื่น ได้แก่
• การลงบ่อออนเซ็นจะไม่มการสวมเสื้อผ้าหรือเครื่องนุ่งห่มใดๆ ลงบ่อ ไม่ว่าจะเป็นออนเซ็นแบบส่วนตัวหรือออนเซ็นรวม โดยทั่วไปจะมีตู้ล็อกเกอร์บริการในห้องอาบน้ำสำหรับเก็บของทุกอย่างไว้ก่อนลงบ่อ

สล็อต

• ก่อนลงบ่อออนเซ็น จะมีจุดให้บริการห้องอาบน้ำควรชำระล้างร่างกายให้สะอาดก่อนลงบ่อด้วย
• ใครที่ไว้ผมยาวตามมารยาทต้องรวบผมไว้ไม่ให้ผมแช่ลงไปในบ่อ ทางที่ดีควรสระผมก่อนลงบ่อก็จะดีมาก
• หากมีผ้าขนหนูผืนเล็กๆ ไปด้วยให้วางบนศีรษะและระมัดระวังไม่นำลงไปในน้ำ
• ผู้ที่มีรอยสักจะไม่ได้รับอนุญาตให้ลงบ่อออนเซ็น (ยกเว้นบางแห่งที่อนุญาต)
ระหว่างแช่น้ำ ไม่ควรปรับลดระดับความร้อนของน้ำโดยพละการ
• ไม่พูดคุยส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น ไม่กระโดดลงบ่อ และไม่ว่ายน้ำหรือสาดน้ำ
• ห้ามถูตัวเป็นอันขาด เพราะเป็นการใช้บ่อร่วมกับผู้อื่นซึ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ อีกทั้งยังอาจทำให้สิ่งสกปรกร่วงลงไปในบ่อด้วย
• ห้ามถ่ายรูปในบริเวณบ่อออนเซ็น โดยเฉพาะในบ่อรวมตอนกำลังลงแช่ในบ่อ แม้ว่าหลายๆ แห่งจะมีบรรยากาศหรือทิวทัศน์ที่สวยงาม อย่างไรก็ตามเรียวกังหรือสถานที่บางแห่งจะมีการอนุญาตให้ถ่ายภาพได้เฉพาะบางจุด

สล็อตออนไลน์

• หลังจากแช่เสร็จแล้วต้องเช็ดตัวให้แห้งก่อนกลับไปตู้ล็อกเกอร์

ขั้นตอนการแช่ออนเซ็น

  1. ก่อนลงไปแช่ประมาณ 15- 30 นาที ให้ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของเกลือแร่หรือวิตามินซี เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมรับอุณหภูมิความร้อนและการสูญเสียเหงื่อ
  2. ชำระร่างกายด้วยการอาบน้ำ แล้วล้างตัวให้สะอาดก่อนลงแช่ออนเซ็น ซึ่งส่วนใหญ่มีอุณหภูมิประมาณ 39-42 องศาเซลเซียส หากลงไปแช่ทันทีในขณะที่อุณหภูมิสูงขนาดนี้อาจจะรู้สึกว่าร้อนเกินไปเนื่องจากอุณหภูมิร่างกายเย็นกว่า ดังนั้นควรปรับอุณหภูมิด้วยการราดน้ำอุ่นก่อนลงแช่ เริ่มจากมือ เท้า แขน ขา ตัว และศีรษะตามลำดับ
  3. ลงแช่ครึ่งตัวอย่างช้าๆ ก่อนในครั้งแรกเพื่อให้ร่างกายชินกับอุณหภูมิ จากนั้นเมื่อร่างกายเริ่มชินก็ค่อยๆ เลื่อนมาถึงระดับไหล่ เมื่อแช่เสร็จแล้วควรเช็ดตัวให้แห้งก่อนเข้าห้องแต่งตัว เพื่อไม่ให้ห้องแต่งตัวเปียกและควรจะดื่มน้ำสัก 1 แก้ว เพื่อไม่ให้ร่างกายอ่อนล้าจากการสูญเสียเหงื่อ
  4. ถ้าเป็นเรียวกังหรือเมืองออนเซ็นที่บ่อน้ำพุร้อนตั้งอยู่แบบเปิดโล่งกลางธรรมชาติ และมีคุณสมบัติของแร่ธาตุที่ทำให้มีกลิ่น เช่น กำมะถัน เมื่อแช่น้ำเสร็จแล้วต้องล้างตัวด้วยน้ำประปาสะอาดอีกครั้งแล้วเช็ดตัวให้แห้งก่อนกลับไปที่ห้องล็อกเกอร์

jumboslot

ข้อควรระวังในการแช่ออนเซ็น
• การแช่แต่ละครั้งไม่ควรแช่นานเกินไป เพราะออนเซ็นของญี่ปุ่นมีอุณหภูมิที่สูงและมีส่วนผสมแร่ธาตุมากมาย ดังนั้นจึงควรแช่ในระยะเวลาที่พอดี โดยทั่วไปคือไม่เกินครั้งละ 20 นาที
• ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งก่อนหนึ่งหลังแช่ออนเซ็น เพราะค่อนข้างอันตรายต่อการปรับอุณหภูมิของร่สงกาย หากต้องการดื่มจริงๆ ให้เว้นระยะหลังจากแช่ออนเซ็นไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง
• ไม่ควรอาบน้ำทันทีเพราะร่างกายอาจปรับอุณหภูมิไม่ทัน และเกิดอาการหน้ามืด เป็นลมได้ ควรพักสักครู่ให้แร่ธาตุต่างๆ เข้าสู่ผิวก่อน แล้วจึงอาบ
น้ำ
• ไม่ควรแช่บ่อออนเซ็นมากกว่าวันละ 3 ครั้ง เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการวิงเวียนและอาจทำให้เป็นลมได้

วิธีสวมชุดยูกาตะ (Yukata)
ปกติแล้วสถานที่พักในแหล่งออนเซ็นไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรือเรียวกัง จะมีชุดยูกาตะ (Yukata) เตรียมไว้ให้กับแขกผู้เข้าพักด้วย ซึ่งชุดยูกาตะดังกล่าวนี้จะเป็นเหมือนชุดนอนมากกว่าชุดที่ใส่เดินตามงานเทศกาล แต่ถึงอย่างนั้นในเมืองออนเซ็นต่างๆ ก็มักจะเห็นผู้คนสวมชุดยูกาตะออกมาเดินเล่นกันตามปกติ และครั้งนี้ก็จะแนะนำวิธีสวมชุดยูกาตะ โดยมีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้

slot

  1. สวมชุดยูกาตะให้ชายของชุดอยู่บริเวณตาตุ่ม หากกลางชุดมีเส้นรอยเย็บ รอยนั้นควรอยู่กลางหลังพอดี
  2. พาดชุดด้านขวาเข้าหาตัว ละตามด้วยข้างซ้าย หรือพูดง่ายๆ คือซ้ายทับขวาและห้ามสวมแบบขวาทับซ้ายเป็นอันขาด เพราะในญี่ปุ่นคือการสวมชุดให้กับผู้เสียชีวิต
  3. นำสายโอบิที่ให้มากับชุดมาผูกทับ ส่วนใหญ่ผู้ชายจะผู้ไว้บริเวณใต้เอว ส่วนผู้หญิงก็ผูกไว้ตรงเอวพอดี การผูกโอบิไม่มีรูปแบบกตายตัวเป็นพิเศษ ควรผูกให้รู้สึกสบาย ไม่แน่นหรือหลวมเกินไป
  4. นอกจากนี้ยังมีเสื้อตัวนอกสำหรับสวมทับหรือเรียกว่า “ฮาโอริ (Haori)” หากรู้สึกหนาวก็สามารถสวมทับชุดยูกาตะได้

นอกจากนี้ควรระวังคอเสื้อทั้งหญิงและชายควรให้ทับกันพอดี ไม่มีช่องว่างเพื่อให้ดูเรียบร้อย รวมถึงทรงผมของผู้หญิงหากไว้ผมยาวถ้ารวมผมหรือเกล้าผมจะเหมาะกับชุดมากกว่าปล่อยผม คนญี่ปุ่นจะเคร่งคัดมากกับวัตธนธรรมนี้

ขั้นตอนง่ายๆ ฉีดวัคซีนที่ญี่ปุ่นเป็นแบบนี้เอง

การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ที่ประเทศญี่ปุ่นจะมี 2 ยี่ห้อให้เลือกคือ โมเดอร์น่า (Moderna) และไฟเซอร์ (Pfizer) ซึ่งชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นที่มีวีซ่าก็มีสิทธิ์เข้ารับการฉีดวัคซีนเช่นกัน การฉีดวัคซีนในญี่ปุ่นจะเป็นแบบไหน มีขั้นตอนอย่างไรบ้างแตกต่างจากไทยอย่างไร ไปติดตามรายละเอียดกันเลย

การฉีดวัคซีนในญี่ปุ่น
เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ในปัจจุบันยังคงไม่สิ้นสุด ทางรัฐบาลของประเทศญี่ปุ่นจึงได้เริ่มอนุมัติให้มีการฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรทางการแพทย์เป็นกลุ่มแรก หลังจากนั้นจึงเริ่มมีการทยอยฉีดวัคซีนให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ตามลำดับ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป กลุ่มถัดไปคือ ผู้มีโรคประจำตัว และเจ้าหน้าที่ของสถานดูแลผู้สูงอายุ จากนั้นก็ทยอยฉีดให้ประชาชนทั่วไป โดยกำหนดการฉีดวัคซีนอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของประชากรและจำนวนวัคซีนที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลกลาง

jumbo jili

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนให้กับชาวต่างชาติ รวมทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ ซึ่งรวมถึงคนไทยที่มีถิ่นพำนักในญี่ปุ่นหรือผู้ถือบัตรไซริวและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านญี่ปุ่นก็จะได้รับสิทธิในการฉีดวัคซีนเช่นเดียวกับชาวญี่ปุ่น
อย่างที่ได้กล่าวถึงไปในตอนต้นว่า ปัจจุบันที่ประเทศญี่ปุ่นมี 2 ยี่ห้อให้เลือกคือ โมเดอร์น่า (Moderna) กับไฟเซอร์ (Pfizer) ในส่วนของการฉีดวัคซีนในญี่ปุ่นแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลักๆ คือรับสิทธิ์ในการฉีดผ่านทางบริษัทหรือองค์กรที่สังกัด หรือถ้าเป็นนักศึกษาก็สามารถรับสิทธิ์ผ่านทางมหาวิทยาลัยได้ อีกรูปแบบหนึ่งจะเป็นการฉีดกับทางเขตที่พักอาศัยอยู่

โดยบทคจวามนี้ะเล่าถึงการฉีดวัคซีนกับทางเขต ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
ขั้นตอนและกระบวนการฉีดวัคซีน

สล็อต

ขั้นตอนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในญี่ปุ่นกับทางเขตที่พักอาศัยอยู่สำหรับประชาชนทั่วไป

  1. เริ่มจากสำนักงานเทศบาลเมืองหรือสำนักงานเขตจัดส่งคูปอง หนังสือชี้แจงการฉีดวัคซีน ใบตรวจร่างกายเบื้องต้นและเอกสารคู่มืออธิบายขั้นตอนการฉีดวัคซีนให้กับบุคคลกลุ่มต่างๆ ที่ลงทะเบียนอาศัยในพื้นที่นั้นทางไปรษณีย์ตามลำดับ โดยแต่ละเขตก็จะมีแบบฟอร์มที่แตกต่างกันไปเล็กน้อย
  2. เมื่อได้รับคูปองและเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้วให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ทางโทรศัพท์หรือช่องทางที่กำหนดหรือสามารถติดต่อผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ เพื่อนัดหมายการฉีดวัคซีนเพื่อจองคิว ซึ่งสามารถเลือกวัน-เวลาได้ตามความสะดวกและมีให้เลือกหลายช่วงเวลา
    จากนั้นก็ปรินท์เอกสารใบตรวจร่างกายเบื้องต้นมากรอกข้อมูล (กรณีถ้าในจดหมายไม่มีใบตรวจร่างกายแนบมาให้) เช่น เคยรับวัคซีนเกี่ยวกับโควิดมาก่อนหรือไม่ ปัจจุบันมีอาการป่วยหรือกำลังรับประทานยาอยู่หรือไม่ รวมทั้งประวัติแพ้ยาและการใช้ยา

สล็อตออนไลน์

  1. เดินทางไปฉีดวัคซีนในวัน เวลา และสถานที่ตามที่ได้นัดหมายกับเจ้าหน้าที่ โดยเตรียมคูปองฉีดวัคซีนและหลักฐานแสดงตนที่มีที่อยู่ชัดเจน เช่น บัตรไซริว ใบขับขี่ บัตรประกันสุขภาพ รวมทั้งเอกสารข้อมูลส่วนตัวที่ปรินท์มากรอกครบถ้วนแล้ว
  2. เมื่อไปถึงสถานที่จะต้องกรอกข้อมูลในใบตรวจร่างกายข้างต้น (สามารถกรอกล่วงหน้าจากบ้านได้) เป็นการคัดกรองสำหรับการฉีดวัคซีน เพื่อให้แพทย์ประเมินความพร้อมก่อนการฉีดวัคซีน ผู้ที่ไม่สามารถรับวัคซีนได้คือ ผู้ที่มีไข้เกิน 37.5 องศา มีอาการป่วยหนักที่แพทย์วินิจฉัยว่ามีความเสี่ยงและมีประวัติการแพ้วัคซีนหรือ Anaphylaxis มาก่อน
  3. สำหรับผู้ที่ไม่มีปัญหาเมื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้ว ให้นั่งรอดูอาการตามคำแนะนำของแพทย์ เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที หากไม่มีอาการข้างเคียงหรือปัญหาใดๆ ก็สามารถกลับบ้านได้เลย รวมใช้เวลาในกระบวนการนี้ทั้งหมดประมาณ 30-40 นาที
  4. โดยปกติจะมีการนัดหมายเพื่อฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ภายใน 3-4 สัปดาห์ เพื่อให้วัคซีนทำงานกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว จะได้รับใบรับรองการฉีดวัคซีน (Certificate of Vaccination for Covid-19) เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน

jumboslot

การเตรียมตัวก่อนฉีดและหลังฉีดวัคซีน
เตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีน
วัคซีนโควิด-19 เป็นวัคซีนใช้ป้องกันการเกิดโรคที่พัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่ในระยะเวลาไม่นานมาก ปัจจุบันมีรายงานถึงผลข้างเคียงต่างๆ หลังการฉีด เช่น มีไข้ ปวดแขน และรู้สึกเหนื่อยล้า ดังนั้น เพื่อความสบายใจควรปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยาเพื่อหายาที่ลดผลข้างเคียงล่วงหน้า
การเตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีนสำหรับผู้มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือโรงพยาบาลที่ทำการรักษาตัวก่อน แต่ถ้าหากเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ก็เตรียมตัวง่ายๆ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2-3 วันก่อนไปฉีดวัคซีน

เตรียมตัวหลังฉีดวัคซีน
หลังฉีดวัคซีนควรงดออกกำลังกายหรือการใช้กล้ามเนื้อออกแรงอื่นๆ เช่น ยกของหนักเป็นเวลา 1 วัน เนื่องจากผู้ได้รับวัคซีนส่วนใหญ่มักมีผลข้างเคียงคือไข้ขึ้นสูงมากกว่า 37.5

slot

องศา หลังจากนั้นไข้จะลดลงภายในเวลา 1-2 วัน หากมีไข้หรือมีอาการปวดแขนข้างที่ฉีดวัคซีน สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยทานรับประทานยาจำพวกพาราเซตามอลหรือใช้แผ่นเจลลดไข้
นอกจากนี้ ผู้ได้รับวัคซีนบางคนยังมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงในลักษณะแพ้และเป็นผื่นบริเวณที่ฉีดวัคซีนอีกด้วย เมื่ออาหารเหล่านี้ทุกเลาไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ ก็จะกลับมาปวดแขนอีกครั้งและมีผื่นขึ้นตามบริเวณจุดที่ฉีดเป็นวงกว้างประมานหนึ่งฝ่ามือ แล้วก็จะทุเลาไปเองใน 2-3 วัน หากรู้สึกกังวลก็สามารถปรึกษาแพทย์ผิวหนังได้

ดังนั้น ใครที่มีกำหนดการไปฉีดวัคซีนควรดูแลสุขภาพของตนเองให้พร้อมเสียก่อนทั้งก่อนการฉีดและหลังการได้รับวัคซีน ถือเป็นความจริงจังมากของคนญี่ปุ่น

การพาลูกเข้าอนุบาลที่ญี่ปุ่น จากประสบการณ์จริง

การพาลูกเข้าอนุบาลที่ญี่ปุ่น จากประสบการณ์จริง
ใครเป็นคุณแม่อยู่ญี่ปุ่นรับรองว่ามีประโยชน์แน่นอน เพราะวันนี้เราจะพาไปรู้จักระบบของโรงเรียนอนุบาลญี่ปุ่นกันค่ะ หรือใครที่สนใจคุณภาพชีวิตของคนญี่ปุ่นก็สามารถอ่านสนุกๆได้นะ

jumbo jili

1 ) รู้จักประเภทของโรงเรียนระดับอนุบาล
ระดับอนุบาลของญี่ปุ่นจะเป็นการศึกษานอกเหนือจากภาคบังคับค่ะ คือจะเข้าหรือไม่เข้าโรงเรียนอนุบาลก็ได้ และการศึกษาที่ไม่ใช่ภาคบังคับเราจะต้องเสียค่าเทอมแตกต่างกันไปค่ะ

ค่าใช้จ่ายของระบบการศึกษาในระดับอนุบาลของญี่ปุ่นมีการคิดคำนวณที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของอนุบาล เป็นของรัฐบาลหรือเอกชน บางที่ค่าเทอมขึ้นอยู่กับรายได้ของครอบครัว ยิ่งรายได้มากต้องจ่ายมาก เด็กเป็นลูกคนที่เท่าไหร่ของครอบครัว ครอบครัวไหนที่มีบุตรมากก็จะได้รับการลดหย่อนไปตามลำดับ ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับเขตหรือจังหวัดที่เราอยู่ด้วยว่ามีนโยบายอย่างไร

สล็อต

ประเภทของโรงเรียนที่เทียบเท่าระดับอนุบาลญี่ปุ่นมีดังนี้ค่ะ
1.1 ) ศูนย์ดูแลเด็กอ่อน ‘โชกิโบะโฮอิคุเอ็น’ (小規模保育園) และ ‘โชกิโบะโฮอิคุโจ’ (小規模保育所)
คล้ายกับเนิสเซอรี่ของไทย ที่รับดูแลตั้งแต่เด็กแรกเกิด 0 – 2 ขวบ มีไว้ดูแลเด็กที่ผู้ปกครองต้องไปทำงาน หรือผู้ปกครองที่ไม่สามารถดูแลเด็กช่วงกลางวันได้ สามารถฝากได้เต็มวันจนผู้ปกครองเลิกงาน ไม่มีการเรียนการสอน

1.2 ) ศูนย์เด็กเล็ก ‘โฮอิคุเอน’ (保育園) และ ‘โฮอิคุโชะ’ (保育所)

สล็อตออนไลน์

เป็นเนิสเซอรี่ที่รับดูแลเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 0 – 5 ขวบ ดูแลเด็กที่ผู้ปกครองต้องไปทำงานหรือผู้ปกครองที่ไม่สามารถดูแลเด็กช่วงกลางวันได้เช่นกัน สามารถฝากได้เต็มวันจนผู้ปกครองเลิกงาน มีทั้งของรัฐบาลและเอกชน เน้นการเล่น ไม่มีการเรียนการสอน

1.3 ) โรงเรียนอนุบาล ‘โยจิเอน’ (幼稚園)
มีการเรียนการสอน เป็นสถานศึกษาแบบที่ใกล้เคียงกับอนุบาลในความเข้าใจของคนไทยที่สุด ให้ความรู้แก่เด็กที่มีอายุ 3 – 5 ขวบ มีทั้งของรัฐบาลและเอกชน เวลาเรียนจะสั้นกว่าศูนย์เด็กเล็กข้อ 1.2 ส่วนใหญ่มักจะเข้าเรียน 9:00 – 14:00 น. เน้นการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน บางโยจิเอนสามารถขอยืดเวลาไปจนถึงตอนเย็นได้ แต่ต้องชำระเงินเพิ่มแบบเต็มจำนวน

jumboslot

1.4 ) เนิสเซอรี่กึ่งโรงเรียนอนุบาล ‘นินเทย์โคโดโมะเอน’ (認定こども園)
เป็นระบบการศึกษาแบบใหม่ของญี่ปุ่น ที่นำเอาข้อดีของโยจิเอนและโฮอิคุเอนมารวมกัน ได้ทั้งความรู้และระยะเวลาการฝากเด็กที่ยาว คือที่เดียวแต่มีระบบให้เลือกหลายแบบ เช่น
เด็กอายุ 0 – 2 ขวบ ผู้ปกครองทำงาน (ไม่ว่างดูแลตอนกลางวัน)
เด็กอายุ 3 – 5 ขวบ ผู้ปกครองทำงาน (ไม่ว่างดูแลตอนกลางวัน)
เด็กอายุ 3 – 5 ขวบ ผู้ปกครองต้องการให้เด็กได้รับการศึกษา

slot

1.5 ) การรับฝากแบบชั่วคราว ‘อิจิอะซุการิ’ (一時預かり)
บางเนิสเซอรี่สามารถฝากลูกไว้ที่เนิสเซอรี่เพียง 1 วันหรืออาจจะเป็นรายชั่วโมง ตั้งแต่ 2 ชั่วโมงเป็นต้นไป เป็นการให้บริการแบบกรณีที่ต้องฝากลูกไว้เพื่อไปทำธุระเริ่มต้นที่ 500 เยน สามารถติดต่อหรือสอบถามได้ที่เนิสเซอรี่ที่ให้บริการได้โดยตรง หลายที่ต้องมีจองล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ ทำกันมาต่อเนื่องจนเป็นวัตธนธรรมของคนที่นี่

แบบนี้ก็มีด้วย! 7 ความเชื่อสุดแปลกของคนญี่ปุ่น

แบบนี้ก็มีด้วย! 7 ความเชื่อสุดแปลกของคนญี่ปุ่น
แม้ประเทศญี่ปุ่นจะดูเป็นประเทศที่ทันสมัยและมีเทคโนโลยีสุดล้ำมากมาย แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ยังคงมีความเชื่อในหลายๆ เรื่อง ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน บ้างก็เป็นความเชื่อแปลกๆ และบ้างก็เป็นความเชื่อที่หากรู้ไว้ในฐานะนักท่องเที่ยวก็ไม่เสียหาย และทำให้เข้าใจวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นมากขึ้น จะมีความเชื่อเกี่ยวกับอะไรบ้างนั้นก็ไปดูกันเลย

  1. ความเชื่อเรื่องตัวเลข
    เลข 1 สำหรับคนญี่ปุ่นถือเป็นเลขดี ซึ่งมีความหมายโดยทั่วไปว่าการเริ่มต้น หรือการเป็นที่หนึ่ง โดยสังเกตได้จากร้านอาหารและธุรกิจต่างๆ ที่มักจะชอบใช้คำว่า “อิจิ” ซึ่งหมายถึงเลขหนึ่ง มาประกอบกับชื่อร้านหรือธุรกิจของตัวเองเพื่อให้มีความเป็นที่หนึ่งเสมอ

jumbo jili

เลข 4 ถือเป็นเลขที่อัปมงคลที่สุดสำหรับชาวญี่ปุ่น เนื่องจากคำว่า “ชิ” ที่หมายถึงเลขสี่ในภาษาญี่ปุ่นนั้นพ้องกับคำที่แปลว่าความตาย โดยไม่ว่าจะทำอะไรก็จะต้องพยายามเลี่ยงเลขสี่ หรือจำนวนสี่ชิ้นอยู่เสมอ เช่นการซื้อดอกไม้ หรือซื้อขนมเป็นของฝากคนอื่น
เลข 5 ถือเป็นเลขดีอีกหนึ่งเลขสำหรับชาวญี่ปุ่น เนื่องจากคำว่า “โกะ” ที่หมายถึงเลขห้าในภาษาญี่ปุ่นถูกนำไปเชื่อมโยงกับคำว่า “โกะเอ็ง” ซึ่งมีความหมายในทางที่ดีที่แปลว่า “ความสัมพันธ์ หรือการพบรัก” รวมถึงเวลาที่ชาวญี่ปุ่นไปขอพรที่ศาลเจ้า ก็ยังนิยมโยนเหรียญ 5 เยนเพื่อให้สมปรารถนาอีกด้วย
เลข 9 เป็นเลขอัปมงคลอีกหนึ่งเลขในความเชื่อของชาวญี่ปุ่น เนื่องจากคำว่า “คุ” ที่หมายถึงเลขเก้าในภาษาญี่ปุ่นนั้นพ้องเสียงกับคำที่แปลว่าความเจ็บปวด หรือความทรมาน จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลขที่ชาวญี่ปุ่นพยายามเลี่ยงเหมือนกับเลขสี่ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม

สล็อต

  1. ปีชงและการแก้เคล็ด
    ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าปีชงไม่ได้มีเพียงครั้งเดียวในชีวิต และปีชงในแต่ละครั้งจะกินเวลาราว 3 ปี และปีชงสำหรับเพศหญิงและเพศชายนั้นจะแตกต่างกันอออกไป ส่วนความเชื่อโดยทั่วไปนั้นจะคล้ายกับคนไทย ที่เชื่อกันว่าเป็นปีที่เกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ การเจ็บป่วย ไปจนถึงหนี้สินหรือเรื่องทุกข์ต่างๆ และเป็นช่วงเวลาที่ควรใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ
    โดยปีชงตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นสำหรับเพศชายคือช่วงอายุ 25 ปี 42 ปี และ 61 ปี ส่วนเพศหญิงอยู่ที่อายุ 19 ปี 33 ปี และ 61 ปี

สำหรับการแก้เคล็ดปีชง โดยทั่วไปจะเป็นการไปขอพรที่ศาลเจ้าเพื่อปัดเป่าโชคร้ายต่างๆ และอาจมีการทำพิธีเพื่อแก้เคล็ดเป็นพิเศษ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ก็เป็นการซื้อเครื่องรางไม่ว่าจะเป็นแบบกระดาษที่เรียกว่า “โอฟุดะ” หรือเครื่องรางเล็กๆ ที่เรียกว่า “โอมาโมะริ” สำหรับพกติดตัวเอาไว้ โดยหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเรื่องการแก้ชงสำหรับชาวญี่ปุ่นคือวัดโซซูจิ (Soshuji Temple) ในจ.โทชิงิ

สล็อตออนไลน์

  1. ห้ามเหยียบขอบของเสื่อทาทามิ เพราะจะทำให้โชคร้าย
    เสื่อทาทามิถือเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสถานที่ต่างๆ ในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นบ้าน วัด หรือแม้แต่ร้านรวงต่างๆ แต่ชาวญี่ปุ่นเองก็มีความเชื่อว่าห้ามเหยียบไปที่บริเวณขอบของเสื่อทาทามิ เพราะคนที่เหยียบอาจต้องเจอกับโชคร้าย นอกจากนี้ บ้านของคนญี่ปุ่นบางบ้านยังมีการสลักตราสัญลักษณ์ของครอบครัวเอาไว้ที่บริเวณขอบเสื่อทาทามิ การเหยียบไปที่บริเวณนี้จึงเปรียบเสมือนการลบหลู่บรรพบุรุษของเจ้าของบ้านอีกด้วย
  2. ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศเหนือ
    ในงานศพของคนญี่ปุ่น ศพจะถูกตั้งไว้โดยหันหัวไปทางทิศเหนือ ทำให้คนญี่ปุ่นเชื่อกันว่าหากคนที่ยังมีชีวิตอยู่นอนหันหัวไปในทิศนี้ ก็จะเผชิญกับโชคร้าย หรืออาจจะเกิดเคราะห์ร้ายที่ถึงแก่ชีวิตได้เลย นอกจากนี้คนญี่ปุ่นยังมีความเชื่อเรื่องดาวเหนือ ซึ่งถือเป็นดาวประจำทิศเหนือ และยังเป็นดาวแห่งความตาย ดังนั้นการนอนหันหัวไปทางทิศเหนือ เท่ากับเป็นการหันไปหาทิศแห่งความตาย จึงถือว่าเป็นสิ่งไม่เป็นมงคลอย่างยิ่ง

jumboslot

  1. ห้ามทำความสะอาดบ้านในวันปีใหม่
    การห้ามทำความสะอาดบ้านในวันปีใหม่ รวมถึงในวันมงคลต่างๆ ถือเป็นความเชื่อที่มีร่วมกันทั้งคนไทย คนจีน และคนญี่ปุ่น ซึ่งศาสนาชินโตเชื่อว่าวันปีใหม่นั้น ถือเป็นวันที่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของปี รวมถึงเป็นวันต้อนรับเทพเจ้าอีกด้วย การทำความสะอาดบ้านในวันนี้จึงเปรียบเสมือนการปัดเอาโชคดีและความเป็นศิริมงคลต่างๆ ออกจากบ้าน และอาจทำให้ต้องเจอกับเรื่องร้ายๆ ไปตลอดทั้งปีนั้นเลย
  2. ห้ามตัดเล็บตอนกลางคืน
    การห้ามตัดเล็บตอนกลางคืนตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นมีหลากหลายสาเหตุด้วยกัน บ้างก็เชื่อว่าอุปกรณ์ที่ใช้ตัดเล็บในเวลานั้นจะมีพลังวิญญาณที่สามารถดึงดูดให้วิญญาณเข้ามาหาได้ จนอาจต้องเผชิญกับโชคร้ายต่างๆ และบ้างก็เชื่อว่าอักษรในภาษาญี่ปุ่นคำว่า “โย” ที่แปลว่า “กลางคืน” กับคำว่า “ซึเมะ” ที่แปลว่า “เล็บ” เมื่อเอามารวมกันจะออกเสียงเป็นได้ว่า “โยตสึเมะ” ซึ่งมีความหมายว่า “การตัดอายุให้สั้นลง”

slot

  1. ให้เอาเสื้อปิดสะดือในเวลาที่ฝนตกฟ้าร้อง
    การให้เอาเสื้อปิดสะดือในวันที่ฝนตกฟ้าร้อง และมีฟ้าผ่า เป็นความเชื่อที่คนญี่ปุ่นใช้สอนเด็กๆ มาเป็นเวลานาน โดยมาจากความเชื่อเรื่องเทพเจ้าไรจิน ซึ่งเป็นเทพแห่งสายฟ้าตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีเพื่อนสนิทคือเทพไรจู ซึ่งเป็นเทพที่ชอบเข้าไปนอนในสะดือคน และเทพไรจินจะปลุกเทพไรจูด้วยการใช้ฟ้าผ่า

ดังนั้นถ้าเด็กคนไหนไม่อยากถูกฟ้าผ่ากลางสะดือ ก็ต้องปิดสะดือให้มิดชิดเพื่อไม่ให้เทพไรจูเข้าไปนอนได้ โดยเหตุผลเบื้องหลังความเชื่อนี้คือการสอนเด็กๆ ให้แต่งตัวอย่างมิดชิดในวันที่สภาพอากาศไม่ดีเพื่อป้องกันอาการเจ็บป่วยนั่นเอง ถือเป็นความจริงจังมากของคนญี่ปุ่น