เหรียญ Defi ที่มีสินทรัพย์ที่ถูกล็อคเกินระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ถูกแฮก นักลงทุนแตกตื่น

เหรียญ Defi ที่มีสินทรัพย์ที่ถูกล็อคเกินระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ถูกแฮก นักลงทุนแตกตื่น

jumbo jili

ดูเหมือนว่าโปรโตคอลการทำ yield farming ชื่อดังอย่าง “Harvest Finance” นั้นจะกลายเป็นเหยื่อรายล่าสุดของแฮกเกอร์ไปซะแล้ว
ในขณะนี้ทีมงานของ Harvest Finance กำลังอัปเดตเรื่องราวที่เกิดขึ้นบน Twitter ของพวกเขา ซึ่งดูเหมือนว่าจะมี ‘การโจมตี’ เกิดขึ้นผ่านทาง Curve y pool โดยสิ่งนี้จะเป็นการเพิ่มมูลค่าของเหรียญ Stablecoins ใน pool ให้สูงเกินกว่าความเป็นจริง

สล็อต

ทีมงานเริ่มสังเกตเห็นว่า มีการฝากและถอนทรัพย์สินเป็นจำนวนมากออกจากโปรโตคอล โดยการโจมตีในครั้งนี้ดูมีลักษณะที่คล้าย ๆ กับการเก็งกำไร
เพื่อปกป้องผู้ใช้งาน Harvest Finance ตัดสินใจโอนเงินทั้งหมดออกจาก y pool และ BTC Curve ไปเก็บไว้ vault และกล่าวเสริมด้วยว่าเหรียญ stablecoin และ BTC ทั้งหมดจะปลอดภัย ซึ่งในขณะที่เขียนบทความนี้ยังไม่ชัดเจนว่ามีเงินบางส่วนหายไปหรือไม่
Harvest Finance นั้นเป็นอีกหนึ่งโปรเจค DeFi ที่มีมูลค่าเงินทุนที่ถูกล็อคไว้ในโปรโตคอลมากที่สุด และเช่นเดียวกับโปรโตคอล Defi ตัวอื่น ๆ Harvest Finance มีโทเค็นกำกับดูแลเป็นของตัวเองที่มีชื่อว่า Farm token โดยจะแจกจ่ายเป็นรางวัลสำหรับผู้ให้บริการสภาพคล่อง (LP)
ทีมนักพัฒนาระบุว่า สัญญา Smart contract ของ Harvest Finance นั้นได้รับการตรวจสอบโดย Haechi Labs และ PeckShield แต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าการโจมตีที่เกิดล่าสุดเป็นผลมาจากข้อบกพร่องในสัญญา Smart contract ด้วยหรือไม่
อ้างอิงข้อมูลจาก DeFi Pulse , Harvest Finance เป็นหนึ่งในโปรเจค Defi ที่มีมูลค่าเงินที่ถูกล็อคในโปรโตคอลมากที่สุด 5 อันดับแรก (เกินระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ ) แต่อย่างไรก็ตามได้ตัวเลขดังกล่าวเริ่มลดลงแล้ว เมื่อข่าวการแฮกเริ่มแพร่สะพัดออกไป
ภายหลังจากที่เราได้เห็นกระแสการบูมของเหรียญคริปโตและ Bitcoin ในไทยอย่างมากในปีนี้ ส่งผลทำให้เราได้เห็นการยอมรับเหรียญคริปโตอย่างกว้างขวางมากในตลาด จนกระทั่งล่าสุดนั้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทยต้องออกมาประกาศเตือนประชาชนเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว
โดยอ้างอิงจากเว็บไซต์หลักของทางแบงก์ชาตินั้น พวกเขาเผยว่า
“นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ติดตามการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง และเห็นการเชิญชวนให้นำสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทต่าง ๆ เช่น Bitcoin Ether มาใช้เป็นสื่อในการชำระค่าสินค้าและบริการมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่ง ธปท. ได้เคยแจ้งย้ำถึงสถานะของสินทรัพย์ดิจิทัลว่าไม่ถือเป็นเงินตราตามกฎหมาย ดังนั้น การนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ในรูปแบบดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นการแลกเปลี่ยน (barter trade) ระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลกับสินค้าและบริการที่ผู้ให้และผู้รับตกลงยอมรับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องระหว่างกัน
ในการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางการชำระค่าสินค้าและบริการ ผู้ใช้หรือผู้รับสินทรัพย์ดิจิทัล อาจมีความเสี่ยงจากความผันผวนของมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัล รวมทั้งยังมีความเสี่ยงจากการสูญเสียมูลค่าหากถูกโจรกรรมทางไซเบอร์ และการถูกใช้เป็นเครื่องมือของการฟอกเงิน ธปท. จึงยังคงไม่สนับสนุนการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางการชำระค่าสินค้าและบริการ และเห็นว่าสินทรัพยฺ์ดิจิทัลบางประเภทเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ผู้ลงทุนต้องเข้าใจความเสี่ยง ซึ่งเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับองค์กรระหว่างประเทศและหน่วยงานกำกับหลายประเทศ อาทิ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) อังกฤษ สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และมาเลเซีย
อย่างไรก็ดี ธปท. จะติดตามพัฒนาการของการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางการชำระค่าสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง หากเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ธปท. จะประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดูแลไม่ให้เกิดความเสี่ยงในวงกว้างจนส่งผลกระทบต่อสาธารณชน ระบบเศรษฐกิจ และเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศ
ทั้งนี้ ธปท. เห็นความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินและเปิดกว้างในการนำไปใช้ต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการชำระเงินในการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และจะดูแลให้ประชาชนได้รับประโยชน์เต็มที่จากการพัฒนานวัตกรรม ขณะนี้ ธปท. อยู่ระหว่างศึกษาและพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency: CBDC) รวมทั้งมีแนวนโยบายกำกับดูแลการให้บริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท  Stablecoin  ที่มีเงินบาทหนุนหลังและ Stablecoin ประเภทอื่น ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางในการชำระค่าสินค้าและบริการในรูปแบบดิจิทัลที่น่าเชื่อถือให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ ซึ่ง ธปท. จะรับฟังข้อคิดเห็นจากสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้อง และแจ้งความคืบหน้าของพัฒนาการดังกล่าวเป็นระยะต่อไป”
John Bollinger นักเทรดรุ่นเก๋าผู้มากประสบการณ์ และเป็นผู้คิดค้นอินดิเคเตอร์ “Bollinger Bands” ได้ทวีตข้อความผ่านบัญชีทวิตเตอร์ของเขาว่า เขาได้ค้นพบรูปแบบการซื้อขายที่ผิดปกติ และตั้งคำถามว่านี่อาจจะเป็น “รูปแบบใหม่” ของตลาดคริปโตหรือไม่

สล็อตออนไลน์

บิทคอยน์ยังคงเคลื่อนที่อยู่ในขอบเขตเดิมในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยยังไม่สามารถผ่านแนวต้านที่ระดับ 36,000 ดอลลาร์ได้
อย่างไรก็ตามเหรียญ DeFi จำนวนมากอย่าง Aave, Compound และ Synthetix มีมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตามข้อมูลจาก CoinMarketCap
ขณะที่นักวิเคราะห์ของ J.P. Morgan กล่าวว่าการครอบงำตลาดของบิทคอยน์ที่กลับมามากถึง 50% จะเป็นผลดีต่อตลาดคริปโตเคอร์เรนซีโดยรวม ตามรายงานจาก U.Today
โดยในปัจจุบันขณะที่เขียนข่าวอยู่นี้ บิทคอยน์มีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 32,635 ดอลลาร์ ลดลงจากระดับ ATH เมื่อเดือนเมษายนกว่า 49%
ดูเหมือนว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเราจะได้เห็นราคา Bitcoin ที่ผันผวนขึ้นและลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้หลายคนเริ่มเบื่อหน่ายและเดินออกจากตลาดไป และวันนี้ราคาของ BTC ได้ร่วงลงมาถึงจุดต่ำในรอบ 6 วันที่ระดับต่ำกว่า 33,000 ดอลลาร์ ส่วนสถานการณ์ของเหรียญ altcoin ย่ำแย่ไม่แตกต่างกันมากนัก โดยราคาของ ETH ได้ร่วงลงไปที่ $2,200 และ BNB ต่ำกว่า $316 มูลค่าตลาดรวมลดลง 1 แสนล้านดอลลาร์ในหนึ่งวัน
Bitcoin ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 วัน
เมื่อวานนี้ตลาด Bitcoin ดูเหมือนว่าจะทำให้หลาย ๆ คนเริ่มใจชื้นมาได้บ้าง เมื่อราคาของมันเพิ่มขึ้นสูงกว่า 35,000 ดอลลาร์ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่มันไม่สามารถรักษาโมเมนตัมนี้เอาไว้ได้
และหลังจากนั้นไม่นาน แรงเทขายก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้นจนกดให้ราคา Bitcoin ร่วงต่ำกว่า $35,000 ซึ่งจุดนี้ถือเป็นแนวรับสำคัญที่เพิ่งเปลี่ยนจากแนวต้านในช่วงเมื่อวาน
การร่วงลงของราคาในครั้งนี้ ส่งผลให้มูลค่าตลาดโดยรวมของ BTC ลดลงต่ำกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์อีกครั้ง ในขณะที่ค่า dominance นั้นอยู่ต่ำกว่า 45%

jumboslot

ตลาด Alts เป็นสีแดง
ในขณะเดียวกันตลาดเหรียญ Altcoin นั้นดูเหมือนว่าจะเจอสถานการณ์ที่ย่ำแย่ไม่ต่างจาก Bitcoin โดยสภาพของเหรียญส่วนใหญ่ในตลาดในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมานั้นก็กลายเป็นสีแดงด้วย
Ethereum สูญเสียมูลค่าอีก 8% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และลดลงเหลือ $2,197 ก่อนหน้านี้ ส่วนของ BNB นั้นคล้ายคลึงกันและร่วงลงต่ำกว่า 315 ดอลลาร์ ทั้ง ๆ ที่เมื่อวานนี้ราคาของ Binance Coin ได้พุ่งขึ้นสูงเหนือ $330
ส่วนเหรียญ Altcoin ชั้นนำตัวหนึ่งก็ได้เห็นมูลค่าที่ลดลงอย่างมากเช่นกันโดย Cardano (-5.5%), Dogecoin (-8.7%), Ripple (-7.24%), Polkadot (-7.07%), Bitcoin Cash (-7.69%), Uniswap (-11%), Litecoin (-7.77%), และ Solona (-2.3%)
ส่วนเหรียญ altcoin ที่มีมูลค่าตลาดขนาดกลางและเล็กนั้นก็เจอสภาพตลาดหมีเช่นเดียวกัน อาทิเช่น Fantom (-9.77%) Waves (-6%) ICP (-10%) THETA (-10%) KSM (-10%) , และอื่น ๆ
โดยรวมแล้ว มูลค่าตลาดรวมของสินทรัพย์สกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดหายไปมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ในหนึ่งวัน และขณะนี้มันอยู่ต่ำกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว
วันนี้สำนักงานแห่งชาติของอิสราเอลได้ออกคำสั่งยึดที่อยู่กระเป๋าเงิน Crypto จำนวน 84 Address ซึ่งเชื่อว่าอาจเป็นเจ้าของโดยกลุ่มก่อการร้ายฮามาส

slot

ที่อยู่กระเป๋าเงินดังกล่าวได้รับเงินจำนวน 7.7 ล้านดอลลาร์ในสกุลเงินดิจิทัล โดยบริษัทวิเคราะห์ บล็อกเชน Elliptic เปิดเผยว่า หนึ่งในสกุลเงินคริปโตเหล่านี้มีเหรียญ Dogecoin คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 40,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็น “เหรียญมีม” ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมูลค่าเงินที่เยอะที่สุดดูเหมือนว่าจะอยู่ในสกุลเงิน USDT โดยมีมูลค่ากว่า 4.1 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วย Bitcoin 3.3 ล้านดอลลาร์ Elliptic กล่าวระบุ